อยากให้พี่ ih ช่วยอธิบายภาพนี้หน่อยว่า non-farm payrolls ลดลงคืออะไร
และจะส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ usa
- ผมตอบให้เผื่อเพื่อนๆ ใน web ที่ยังไม่รู้จักคำว่า non-farm payrolls มาก่อนด้วยนะครับ
http://www.investopedia.com/terms/n/nonfarmpayroll.asp
A statistic researched, recorded and reported by the U.S. Bureau of Labor Statistics intended to represent the total number of paid U.S. workers of any business, excluding the following employees:
- general government employees
- private household employees
- employees of nonprofit organizations that provide assistance to individuals
- farm employees
This monthly report also includes estimates on the average work week and the average weekly earnings of all non-farm employees.
The total non-farm payroll accounts for approximately 80% of the workers who produce the entire gross domestic product of the United States. The non-farm payroll statistic is reported monthly, on the first Friday of the month, and is used to assist government policy makers and economists determine the current state of the economy and predict future levels of economic activity.
สรุป non-farm payroll คือ ข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่อยู่ในภาคธุรกิจต่างๆ ยกเว้น
- ลูกจ้างรัฐบาล
- องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ
- ลูกจ้างในภาคการเกษตร
Non-farm business จะมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของ GDP ของสหรัฐ ดังนั้นตัวเลขนี้ก็เป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพราะการจ้างงานจะมากหรือน้อยก็สัมพันธ์กับการผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงของภาคการผลิต และสะท้อนยอดขายและจำนวนลูกค้าของภาคบริการ การที่ non-farm payroll ลดลงแสดงว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นลดลงครับ
2 การว่างงานที่สูงระดับ 6% ขึ้นไปน่าจะสะท้อนเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างเช่นปี 2008
แต่ทำไมปี 2003 การว่างงานระดับ 6% แต่ตลาดหุ้น usa ปีนั้นก็ขึ้นเยอะครับ
- ตลาดหุ้นปี 2003 ปรับขึ้นมากเลยทำให้มีคนลาออกจากงานไป trade หุ้นกันมั้งครับเลยทำให้อัตราว่างงานเลยสูง
ข้างบนนี่ผมพูดเล่นนะครับ
การว่างงานที่สูงในปี 2003 ก็น่าจะเป็นผลพวงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากหลายๆ เหตุการณ์ ตั้งแต่ฟองสบู่ dotcom แตก เหตุการณ์ 911 ซึ่งนำมาสู่การบุกอิรักในปี 2003 รวมถึงการระบาดของโรคซาร์สในต้นปี 2003 ผมเองยังไม่มีเวลาหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ย FED ย้อนหลังแต่ถ้าผมจำไม่ผิดคือ อัตราดอกเบี้ยช่วงนั้นมีการปรับลดลงมา และนักลงทุนรู้สึกว่าไม่น่าจะมีข่าวร้ายอะไรหลังเหตุการณ์บุกอิรักอีกแล้ว จากสภาพคล่องที่โลกที่เพิ่มขึ้นก็เลยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นเป็น leading indicator ของเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่า unemployment rate ในปี 2004 ก็ค่อยๆ ลดลงตามลำดับ และผลของการที่ FED ลดดอกเบี้ยตั้งแต่หลังปี 2000 เป็นต้นมาทำให้ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อราคาบ้านเพิ่มขึ้นทำให้ wealth ของคนสหรัฐเพิ่มขึ้นและทำให้มีการนำบ้านไปจดจำนองเพื่อกู้เงินมากขึ้นครับซึ่งเป็นปัญหาสะสมทำให้เกิดวิกฤติในปัจจุบัน
เวลาเราดู reserve เราต้องดู swap ด้วย
swap ก็คือคำว่า net forward positions ใช่ไหมครับ
ถ้าติดลบก็คือเราทำสัญญาว่าจะเอา reserve ไปซื้อเงินบาท
แต่ถ้าเป็นพวกก็คือ เราสัญญาว่าจะเอาเงินบาทไปซื้อดอลมาเป็นทุนสำรอง
ถูกไหมครับ
- เรื่อง swap นี่ผมไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องตั้งแต่หลังเรียนจบและหลังวิกฤติปี 40 แล้ว หากตอบไปแล้วมีตรงไหนผิดพลาดรบกวนผู้รู้แก้ไขด้วยนะครับ
ตลาดที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนมีดังนี้ครับ
Spot คือ ตลาดซื้อขายปัจจุบัน
Forward คือ ตลาดซื้อขายล่วงหน้า คือ สัญญาที่จะส่งมอบสกุลเงินที่ตกลงกันในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน 6 เดือนนับจากวันที่ทำสัญญา
Swap คือ เป็นสัญญาที่มีความซับซ้อนกว่า spot และ forward คือ การเอา spot กับ forward มารวมกัน คือ การทำ swap กันจะมี 2 ธุรกรรมเลยคือ ธุรกรรม spot ซึ่งเกิดขึ้นทันที ณ วันที่ทำ swap และ forward ซึ่งเกิดในอนาคต
Swap แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Swap buy-sell และ sell-buy
ตัวอย่างที่จะอธิบาย ให้ถือว่า Buy ในที่นี่ให้เป็นการซื้อ ดอลล่าร์ และอีกสกุลหนึ่งคือ บาทนะครับ
Swap buy-sell คือ การซื้อ ดอลล่าร์ ทันที ณ ปัจจุบัน และจะขายดอลล่าร์ คืนให้ในอนาคต
ดังนั้นถ้าผมทำ swap buy-sell กับคุณ hong โดยมีกำหนด 3 เดือน มูลค่า 1 ล้านเหรียญ ที่ rate 34 บาทต่อดอลล่าร์
ณ t=0 คือ ปัจจุบัน ผมจะซื้อดอลล่าร์จากคุณ hong 1 ล้านเหรียญ โดยผมต้องส่งมอบเงินบาท 34 ล้านบาทให้กับคุณ Hong
ณ t= 3เดือน ผมจะต้อง sell ดอลล่าร์ 1 ล้านเหรียญกลับให้คุณ hong โดยคุณ Hong จะต้องส่งเงินบาท 34 ล้านบาทกลับมาให้ผม
ดังนั้นหลังจากที่ผม ทำ swap buy-sell กับคุณ Hong ผมจะได้เงินดอลล่าร์มา 1 ล้านเหรียญ แต่มีกำหนดต้องขายดอลล่าร์ 1 ล้านเหรียญให้กับคุณ Hong ดังนั้นหลังจากผมทำ swap ก็เท่ากับว่าผมมี forward position เป็น sell dollar
ดังนั้นถ้า ธปท. ทำ swap buy-sell ก็เท่ากับว่า ธปท. จะมี forward sell positon กับคู่ค้า ( counter party ) ซึ่งแปลว่า ธปท. จะต้องหาเงินเหรียญมาส่งมอบ ดังนั้นถ้าปัจจุบัน ธปท. มีเงินทุนสำรอง 90 bn และมี forward sell position กับคู่ค้า 5 bn ในอีก 3 เดือน ธปท.จะต้องขายดอลล่าร์ 5 bn ซึ่งจะทำให้เงินทุนสำรองลดลงเหลือ 85 bn ดังนั้นการหากเงินทุนสำรองสุทธิหลังภาระซื้อขายล่วงหน้าจึงเอาเงินทุนสำรองในปัจจุบันหักด้วยภาระการซื้อขายล่วงหน้าด้วยครับ
อีกตัวอย่าง ถ้า ธปท. ไปทำ swap sell-buy 10 bn เป็นเวลา3 เดือน ก็เท่ากับว่าอีก 3 เดือน ธปท. จะต้องซื้อเงินดอลล่าร์จากคู่ค้า 10 bn ดังนั้นหากตอนนี้มีทุนสำรอง 90 bn การหากเงินทุนสำรองสุทธิหลังหักภาระการซื้อขายล่วงหน้าจะเป็น 100 bn ครับ เพราะการมีสัญญาซื้อล่วงหน้าทำให้เงินดอลล่าร์ในทุนสำรองจะเพิ่มขึ้น
ภาระ swap forward ในทางธุรกรรมทางการเงินถือว่าเป็นภาระผูกพันที่ต้องดำเนินการ หรือเรียกว่า obligation หากไม่ดำเนินการจะถูกปรับหรือฟ้องร้องได้ครับ
ทางการเงินเค้าจะมีศัพท์ 2 ตัวคือ obligation กับ right ( สิทธิ ) ถ้าเป็น obligation คือสิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่ right คือสิทธิที่เรามีจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ อย่างการเล่นหุ้น ถ้าเราสั่งซื้อหุ้นไปแล้ว อีก 3 วันเราต้องนำเงินไปจ่าย อย่างนี้คือ obligation ครับ แต่ถ้าเรามี warrant อยู่ จะแปลงสภาพหรือไม่ก็ได้นั้นอย่างนี้เรียกว่า right ครับ
ซึ่งก็สอดคล้องกับชีวิตจริงที่หลายๆ อย่างจะเป็น obligation เช่น การเสียภาษี การปฎิบัติตามกฎหมาย หลายๆ อย่างเป็น right เช่น สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศก็คือการทำตาม obligation ที่ควรจะทำเช่น เสียภาษี ปฎิบัติตามกฎหมาย และใช้ right หรือสิทธิให้เหมาะสมกับสิทธิที่ได้รับ และอย่าเปลี่ยน obligation เป็น right คือ ไม่ทำตามกฎหมายเพราะถือว่าเป็นสิทธิที่จะไม่ทำก็ได้อย่างนี้ไม่เหมาะสมครับ
และในชีวิตที่อยู่รอบๆ ตัวเรามี obligation กับ right มากมายครับ เช่น หากเรามีลูก เราก็มี obligation ที่จะต้องเลี้ยงลูกให้เติบโตสมควรกับฐานะที่เรามี จะเห็นตามข่าวที่พ่อแม่เอาลูกมาทิ้งจนเสียชีวิตถ้าถูกจับได้ก็ผิดกฎหมายครับ หากเรากู้เงินก็ต้องชำระคืน อันนี้เป็น obligation ดังนั้นถ้าเราไม่อยากมีหนี้ต้องชำระคืน เราก็มีสิทธิ ( right ) ที่จะไม่กู้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นคำว่า right กับ obligation นั้นมันมีความสัมพันธ์กันซึ่งเป็นสิ่งที่คนเรียนการเงินควรจะนำเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันครับ
4.ถ้าดอกเบี้ยลดลง
bond ระยะยาวจะกระทบมากกว่า bond ระยะสั้นใช่ไหมครับ
หมายความว่าราคาน่าตั๋วของระยะยาวจะลดลงมากกว่า
เพราะว่าระยะสั้นพอหมดอายุก็สามารถเอาเงินไปหมุนทำอย่างอื่นได้มากกว่า
- ถ้าดอกเบี้ยลดลง bond ระยะยาวจะได้ประโยชน์มากกว่าและราคาขึ้นมากกว่า bond ระยะสั้นครับ เพราะ bond ระยะสั้นเมื่อครบกำหนด ผู้ถือ bond จะต้องนำเงินต้นที่ได้คืนไปลงทุนใหม่ หรือ reinvest ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิมครับ ในขณะที่ผู้ถือ bond ระยะยาวยังคงได้ดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าตลาดในปัจจุบันอยู่และมีกำหนดคืนเงินต้นอีกยาวจึงทำให้ bond ระยะยาวได้ประโยชน์และมีราคาที่ปรับสูงขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า bond ระยะสั้นครับ
วิกฤติครั้ง Great depression เกิดประมาณ 1929-1937 เป็นการเกิดหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐรุ่งเรืองหลัง 1910 หลังจากที่มีการคิดค้นสายการผลิตแบบ mass production โดยผู้นำมาใช้คนแรกคือ Henry Ford ในรุ่นโมเดล T การผลิตแบบ mass production ถือได้ว่าเป็นการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 หลังจากการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำในอังกฤษทำให้เกิดการปฎิวัติครั้งที่ 1 เศรษฐกิจช่วงก่อน Great depression นั้นมีการขยายตัวอย่างมากโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ตลาดหุ้นในช่วงนั้นก็มีการเก็งกำไรอย่างร้อนแรงและการปรับเพิ่มสูงมากเช่นกัน
ภาวะตกต่ำในช่วง Great depression นั้นส่งผลให้การว่างงานสูงถึง 25% ของจำนวนแรงงานในปี 1933 และเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินทำให้มีผู้ถอนเงินจำนวนมากและสถาบันการเงินจำนวนมากได้ปิดตัวไป โดยไม่มีการเข้าช่วยเหลือและแทรกแซงจากภาครัฐ รัฐบาลโดยประธานธิบดีรูสเวลท์ ได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายและจ้างงานภาครัฐหรือที่เรียกว่า new deal ซึ่งทำให้ตัวเลขการว่างงานลดลงเหลือประมาณ 15% ในปี 1937 หากใครไป California ตอนนี้ก็จะเห็นเขื่อนฮูเวอร์ ซึ่งเป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว แต่การใช้จ่ายเงินภาครัฐก็ยังไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นจากความตกต่ำได้มากนัก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP ในช่วงนั้นต่ำมากคือเพียง 3% ในปี 1929 การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภาครัฐแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มากสมัยนั้นแต่ก็ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับระดับการใช้จ่ายภาครัฐในยุคปัจจุบัน ท้ายสุดแล้วในช่วง 1938-1939 เป็นภาวะก่อนที่สหรัฐจะร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐมีการเตรียมตัวเข้าสู่สงครามทำให้เกิดการเกณฑ์แรงงานเป็นทหารทำให้ตัวเลขผู้ว่างงานลดลง ภาครัฐต้องใช้เงินในการผลิตอาวุธ ยุทธปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดการจ้างงานและการผลิตเพิ่มขึ้นมาก และเงินที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายในการเตรียมเข้าสู่สงครามนั้นสูงกว่าเงินที่จ่ายไปในช่วง new deal อย่างมาก ท้ายสุดจึงทำให้สหรัฐออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้เองโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจผมก็ไม่ทราบครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง Great depression ในปี 1930-1937 แล้วแต่ปัจจุบันยังไม่เกิดก็คือ
Great depression : ช่วง Great Depression เกิด deposit run หรือการแห่ถอนเงินฝากทำให้สถาบันการเงินล้มจำนวนมากโดยที่รัฐไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ เช่น ไม่ได้เพิ่มทุน หรือประกันเงินฝาก
ปัจจุบัน : รัฐบาลแต่ละประเทศมีแผนค้ำประกันเงินฝากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด deposit run
Great depression : การใช้จ่ายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจในตอนนั้นยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ GDP เพราะฐานการเก็บภาษีบุคคลและนิติบุคคลในช่วงนั้นต่ำ ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีค่อนข้างน้อย
ปัจจุบัน : ฐานภาษีสูงขึ้นมากทำให้สัดส่วนรายจ่ายภาครัฐมีน้ำหนักต่อ GDP มากขึ้น
Great depression : สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ระหว่างกัน และการอัดฉีดเงินช่วยเหลือจาก FED ในช่วง Great depression ทำได้จำกัดเนื่องจากกฎระเบียบไม่ยืดหยุ่นพอ FED ไม่มีเงินจำนวนมากที่จะอัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบส่งผลให้ปริมาณเงินหรือ M2 ลดลงเหลือ 2 ใน 3 จากปีก่อนวิกฤติส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินลดลงมาก ทำให้นโยบายทางการเงินไม่สามารถถูกนำมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น
ปัจจุบัน : สถาบันการเงินเริ่มไม่ปล่อยกู้ระหว่างกัน ทำให้ Libor สูงขึ้นกว่า bond yield หรือดอกเบี้ยอ้างอิงมาก แต่ปัจจุบันธนาคารกลางหลายประเทศได้อัดฉีดสภาพคล่องส่วนขาดเข้าระบบ และบางประเทศมีการค้ำประกันเงินกู้ระหว่างธนาคาร ทำให้ส่วนต่างหรือ spread เริ่มลดลงมา
Great depression : สหรัฐดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อลดการขาดดุลการค้าโดยปรับเพิ่มภาษีนำเข้าจาก 25% เป็น 50% ทำให้เกิดการขึ้นภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าทำให้การค้าทั่วโลกถดถอย
ปัจจุบัน : ยังไม่มีการขึ้นภาษีนำเข้า แต่อนาคตสหรัฐอาจจะดำเนินนโยบายให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนลง แต่ก็ยังเป็นนโยบายที่ดีกว่าการขึ้นภาษีนำเข้าอยู่มาก
Great depression : รัฐสนับสนุนให้เกิดสหภาพแรงงานโดยหวังว่าจะเป็นตัวลดอัตราการว่างงาน แต่ผลกลับเป็นไปทางตรงกันข้ามคือ ทำให้มีการประท้วงหยุดงาน การผลิตเกิดหยุดชะงัก
ปัจจุบัน : ตลาดแรงงานแม้ยังมีสหภาพอยู่แต่ไม่ได้มีปัญหาเช่นในอดีต
Great depression : เศรษฐกิจประเทศในยุโรปและทั่วโลกในช่วงนั้นอ่อนแอเพราะยังไม่ฟื้นตัวจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทำให้ไม่มีประเทศใดแบ่งเบาภาระของวิกฤติสหรัฐได้
ปัจจุบัน : เศรษฐกิจยุโรปแม้จะยังไม่ดีแต่ก็ไม่ตกต่ำเหมือนช่วง Great depression มีเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่อย่างประเทศจีนและอินเดีย และประเทศญี่ปุ่น ที่มีเงินทุนสำรองจำนวนมาก รวมถึงประเทศในตะวันออกกลาง ที่พร้อมเข้ามาซื้อสินทรัพย์ในสหรัฐหากลดลงมาจนถึงราคาที่ผู้ซื้อพอใจ
อย่างไรก็ตาม เราก็คงต้องจับตาดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2009 และ 2010 ครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไป แต่ก็หวังว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ จะใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นในปี 1930 และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อนๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อให้วงจรของความตกต่ำเศรษฐที่จะเกิดขึ้นมีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุดครับ
6.คุณ ih คิดว่า การเข้าไปอุ้มวิณิชธนกิจ ต่างๆของ แบงค์ usa นั้น จะช่วยได้มากแค่ไหน เพราะดูแล้วปัญหา subprime ยังไม่จบเนื่องจากราคาบ้านโดยดูจาก
case shiller index ยังอยู่ในระดับสูง
(รู้มาว่าคุณ ih ก็อ่านกระทู้ใน thaivi แต่อยากได้ความเห็นของคุณ ih เพิ่มเติมด้วย)
- วานิชธนกิจ หรือ Investment banker เป็นสถาบันที่พอจะปล่อยให้ล้มได้ครับเพราะไม่ใช่ธนาคาร จึงไม่มีการกู้เงิน ( ระดมเงินฝาก ) จากประชาชน แต่รัฐบาลจะเข้าไปอุ้มธนาคารหรือ บ. ประกันชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก จึงเห็นว่ารัฐจึงปล่อยให้ Lehman ล้ม แต่ต้องอุ้ม AIG ซึ่งเห็นได้ว่ารัฐบาลของสหรัฐก็ยังทำอะไรที่สมเหตุสมผลไม่ได้ดูเรื่องพวกพ้องหรือบริวารเป็นหลัก
ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่วานิชธนกิจขนาดใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ เช่น Goldman Sachs หรือ Morgan Stanley พยายามที่จะเปลี่ยนเป็นธนาคาร หรือหาทางดิ้นรนด้วยตัวเอง อย่างกรณีของ Goldman Sachs ก็ได้ขายหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุนอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปีให้กับ Warren Buffet ครับ
การที่ราคาบ้านมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีกก็จะทำให้งบดุลฝั่งซ้าย คือ สินทรัพย์ของสถาบันการเงินลดลง และส่งผลให้ฝั่งขวาในส่วนของ equity ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเราคงจะหลีกเลี่ยงการลดลงของราคาบ้านไม่ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐและยุโรปจะต้องทำให้ได้คือ ต้องป้องกันไม่ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ ล้มหรือเกิดภาวะ deposit run ซึ่งก็จะต้องทำทั้ง 2 วิธีควบคู่กันครับ
- แก้ปัญหาที่ฝั่งซ้ายของงบดุล ด้วยการเข้าตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ หรือส่งเสริมให้เอกชนมีการจัดตั้ง เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหาออกจากสถาบันการเงินที่มีปัญหา
- แก้ปัญหาที่ฝั่งขวาของงบดุล ด้วยการเข้าไปเพิ่มทุนและถือหุ้นสถาบันการเงิน
ดังนั้นวิธีที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะทำก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับที่ประเทศไทยทำช่วงปี 41-43 ครับ คือ รัฐเข้าไปเพิ่มทุนและเป็นเจ้าของสถาบันการเงิน และตั้งหน่วยงานเข้าไปซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินและนำมาบริหารด้วยการประมูลขายในราคาส่วนลด ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แม้ว่าจะมีคนตั้งข้อหาว่ารัฐบาลชุดนั้นที่ดำเนินการแก้ปัญหาโดยปรส. นั้นขายชาติ แต่คนที่ชอบตั้งข้อหาคนอื่นว่าขายชาติมักเป็นคนที่ชอบแต่คัดค้านแต่แทบจะไม่เคยเสนอทางออกที่เหมาะสมให้กับปัญหา เพราะหนี้ NPL ของประเทศไทยตอนนั้นมูลหนี้ 100 บาท ราคาที่ประมูลขายได้เฉลี่ยประมาณ 30 กว่าบาท หากจะขายให้ได้ราคากว่านั้นเช่น 50-60 บาทผมคิดว่าก็ไม่มีใครมาซื้อเช่นกันเพราะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นการแก้ปัญหาสถาบันการเงินของไทยนั้นต้องให้เครดิตกับคุณธารินทร์ นิมมาเหมินทร์ รัฐมนตรีคลังที่แม้โลกจะลืม แต่ก็มีส่วนช่วยให้สถาบันการเงินผ่านวิกฤติมาได้
และแนวทางนี้ Lehman Brother ก็รู้วิธีดีครับเพราะเป็นเจ้าใหญ่ที่มาประมูลซื้อสินทรัพย์จากปรส. ถ้าไทยทำได้ประเทศในสหรัฐ ยุโรปก็น่าจะทำได้ครับ สิ่งที่สหรัฐและยุโรปยังดีกว่าไทยคือ ตอนปี 41 เราเจอดอกเบี้ย 18% ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่กว่าที่ควรจะเป็น แต่วิกฤติโลกครั้งนี้น่าจะแก้ปัญหาด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงครับและโชคดีที่น่าจะทำได้เพราะราคาน้ำมันและ commodity ก็ลดลงมา
ดังนั้นผมคิดว่ายังไงตัวเลขเงินที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของงบดุลสถาบันการเงินอาจจะสูงกว่า 700 bn ที่ประกาศออกมาครับ แต่จะเป็นเท่าไหร่ก็ต้องทำครับเพราะจะปล่อยให้เกิด deposit run หรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ ล้มไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินในวงเงินที่มากตามที่จำเป็นหรือถ้าภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า at any cost ครับ
7.คุณ ih คิดว่าแบงค์ชาติจีนจะทำยังไงกับ reserve ที่ถือในสกุลเงิน us เพราะ
ดูแล้วเหมือนจะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ
- ถ้าเงินสหรัฐอ่อนค่าเทียบกับเงินหยวน แม้ว่ามูลค่า reserve ของจีนจะมีมูลค่าลดลงเทียบกับเงินสกุลตัวเอง คือ หยวน แต่ก็ไม่มีผลอะไรเพราะเป็นตัวเลขทางบัญชีครับ แต่ที่จะมีผลแน่ๆ คือถ้าเราไปถือ reserve เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าลดลงใกล้เคียงศูนย์หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีธนาคารกลางประเทศไทยจะไปถือเงินสกุลแปลกๆ เช่น สกุลเงินของรัสเซีย เงินกีบ เงินเปโซเม็กซิโก หรือเงินของประเทศซิมบับเว ( ที่เงินเฟ้อเป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์ )
ดังนั้นประเทศทั่วไปก็จะถือ reserve เป็นเงินดอลล่าร์ ยูโร หรือเยน ( ซึ่งอยู่ในรูปของการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ) และทองคำเป็นหลัก แต่แม้ว่าเงินสกุลหลักๆ อาจจะอ่อนค่าแต่การถือทองคำเป็น reserve ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่สามารถเปลี่ยน reserve ทั้งหมดเป็นทองได้ เพราะมี supply จำกัด และทองไม่มีดอกเบี้ย การที่ธนาคารกลางมี reserve เพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้อาจจะมีเงินในระบบเพิ่มขึ้นมากเกินไปซึ่งมักจะต้องออกพันธบัตรขายเพื่อดูดเงิน ( สภาพคล่อง ) กลับจากระบบทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นด้วย ( ที่เรียกว่า sterilization ) ดังนั้นการได้ reserve เพิ่มขึ้นของธนาคารกลางจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเข้ามาด้วย ดังนั้นธนาคารกลางจึงมีความจำเป็นจะต้องนำ reserve ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกจะไปถือทองไม่ได้
และอย่างที่ผมเขียนข้างต้นว่า ธ. กลางจะไปถือสกุลเงินที่ล้มไม่ได้ ดังนั้นธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือพันธบัตรสหรัฐกันทั้งนั้นก็มีภาระร่วมกันที่จะอุ้มความน่าเชื่อถือของเงินดอลล่าร์ เพื่อปกป้องมูลค่าเงิน reserve ของตนเองครับ ดังนั้น ธ. กลางทั่วโลกจึงมีส่วนได้เสียกับวิกฤติสหรัฐกันหมด จึงต้องช่วยให้วิกฤตินี้ผ่านไปให้ได้ at any cost เหมือนกันครับ
8.คุณ ih มองพื้นฐานของหุ้นกลุ่มพลังงานและพลังงานทางเลือกเปลี่ยบนไปหรือไม่เนื่องจาก เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัว และกระทบกับราคา commodity พวกนี้
- ในระยะสั้นนี้ก็มีผลกระทบครับเพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้ความต้องการในสินค้า commodity แต่ละตัวลดลง ก็เป็นไปตามธรรมชาติของหุ้นวัฎจักรครับ ส่วนระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูว่าวิกฤติครั้งนี้จะกินเวลานานแค่ไหนและลงลึกเพียงใดครับ
9.มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่อัตรา libor 3 หรือ 6 เดือน จะต่ำกว่าอัตรา
fed funds rate และถ้าต่ำกว่า จะหมายความว่าอย่างไร
- FED fund rate มีแนวโน้มที่จะปรับลงไปอีกอาจจะเหลือ 0.75 – 1.0 % ในเร็วๆ นี้นะครับ ปกติแล้ว interbank rate ในช่วงที่มีวิกฤติจะสูงกว่า rate อ้างอิงของธนาคารกลางในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นคงจะยากที่ Libor จะสูงกว่า Fed fund rate นะครับ ทำไมคุณ Hong ถึงคิดว่าจะมีโอกาสต่ำกว่าล่ะครับ
10. พอดีงงกับรูปนี้น่ะครับ เราอยากถาม
libor ย่อว่า london interbank offer rate
แต่ทำไมในรูปนี้ถึงมีอัตร libor ของทั่วโลก
libor ใช้เฉพาะ usa ไม่ใช่เหรอ
เพราะเห็นมีชื่ออย่างอื่นในประเทศอื่นเช่น hibor sibor
- เข้าใจว่า libor ในแต่ละประเทศคือ interbank rate นั่นแหละครับ ว่าแต่หลายๆ ประเทศยังมี central bank rate สูงกว่า 6% อยู่เลย แสดงว่าเงินเฟ้อของประเทศนั้นยังน่าจะสูง น่าจะลองหาเงินเฟ้อของประเทศในตารางดูนะครับว่า central bank rate ปัจจุบันสูงหรือต่ำกว่าเงินเฟ้อแค่ไหน อีกอันที่น่าสังเกต คือ บางประเทศ interbank rate สูงกว่า central bank rate หรือ bond yield พอสมควรครับ แสดงว่าเป็นประเทศที่สภาพคล่องทางการเงินของระบบสถาบันการเงินค่อนข้างตึงตัวครับ
และบางประเทศ central bank rate กับ bond yield ต่างกัน สะท้อนถึงนโยบายการเงินครับ ถ้า central bank rate ต่ำกว่า bond yield มากๆ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แต่ถ้า central bank rate สูงกว่า bond yield แสดงว่ากำลังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสูง อาจจะต้องการคุมเงินเฟ้อ และ/หรือ ลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นตาราง 1 ตารางนำมาวิเคราะห์ได้หลายแง่มุมครับ
11.เจ้าหน้าที่ส่งออกมาท่านพูดว่า nominal effective exchange rate หรือ neer
และ real effective exchange rate หรือ reer
โดยเขาบอกว่าอยากรู้ว่าส่งออกดีไหมให้ดูตัวนี้เพราะว่าเป็นการดูถึงคุ่ค้า 11 ประเทศในเอเซียด้วย
แต่ผมไม่แน่ใจว่าค่านี้มากๆ หรือ น้อยๆ
เห็นแบงค์ชาติบอกว่าใช้เป็น 1994 เป็นฐาน 100 พี่ ih รู้ไหมว่าค่านี้มากกว่าหรือ
น้อยกว่า 100 ถึงจะบอกว่า ส่งออกของไทยยังมีความแข็งแกร่ง
- ต้องขออภัยครับเรื่องนี้จำสูตรไม่ได้จริงๆ ถ้าจำสูตรได้ก็จึงจะตอบได้ครับ ตัว reer นั้นเป็น real effective จะนำเรื่องเงินเฟ้อในแต่ละประเทศเข้ามาคิดด้วยครับ ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าใช้คำว่า nomital จะเป็นรูปของค่าเงินตามความจริงๆ แต่ถ้า real เมื่อไหร่จะต้องนำอัตราเงินเฟ้อมาปรับด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผมได้ขึ้นเงินเดือน 10% แต่อัตราเงินเฟ้อ 6% ใน nominal term ผมได้เงินเดือนขึ้น 10% แต่ใน real term เงินเดือนผมขึ้น 10-6% = 4% เท่านั้นเพราะต้องนำเงินเฟ้อไปปรับออกด้วย
12.ถ้าต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นจะทำให้ดุลที่เรียกว่า capital account เพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ และ current account – capital account = balance of payment ใช่หรือไม่
- ถ้าซื้อขายหุ้นจะอยู่ในส่วน captital account ขอแก้เครื่องหมายเพื่อให้เป็นสากลดีกว่าครับ
Balance of payment ( BOP ) = Current accout + capital account
ถ้าเงินไหลเข้า captital account เป็นบวก
หมายเหตุนิดนึงว่า ถ้าต่างชาติมาลงทุนแล้วนำปันผลและดอกเบี้ยกลับประเทศจะอยู่ใน current account นะครับ
13.ขอถามหน่อยครับว่าการถือค่าเงินเยน แข็ง เช่นล่าสุดเหลือ 97
หมายความว่า มีเงินเข้าประเทศเยอะทำให้เงินแข็งเหรอครับ
แล้วเงินที่เข้าก็คือเงินที่ไปคืนเรื่อง yen carry trade ใช่ไหมครับ
- น่าจะมีเงินไหลเข้าครับ แต่น่าจะด้วยหลายๆ เหตุผล เข้าใจว่าญี่ปุ่นน่าจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากเรื่อง subprime น้อยกว่าสหรัฐและยุโรปเพราะธนาคารญี่ปุ่นไปยุ่งกับพวก CDO CDS อะไรนี่น้อยกว่า
14.ผมอยากถามว่าก่อนหน้านี้ทำไม boj ถึงใช้ดอกเบี้ยแค่ 0% ตั้งหลายปี
ถ้าเป็นแบบนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเขาเท่าไหร่ครับ
1-2% เหรอครับ
- ประมาณนั้นครับ เพราะเงินเฟ้อประเทศเค้าต่ำมาก ส่วนหนึ่งที่ GDP และเงินเฟ้อเค้าต่ำส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจขยายตัวจนเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ประชากรไม่สามารถบริโภคได้มากกว่านี้แล้ว ( ไม่รู้จะอิจฉาหรือสงสารดีครับ ) GDP เค้าโตปีละ 2% ก็จริงแต่คนญี่ปุ่นเค้ามีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างแล้วนะครับ รถยนต์ก็ขับกัน 5-7 ปีแล้วทิ้ง ก็เป็นรถที่คนไทยนำเข้าเครื่องยนต์และอะไหล่มาขายต่อที่เซียงกงนั่นล่ะครับ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตน้อยเพราะประชากรเค้าแทบจะไม่เพิ่มแล้วและมีแนวโน้มลดลงในอนาคตเพราะอัตราการเกิดเริ่มต่ำกว่าอัตราการตาย และสังคมเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีสัดส่วนประชากรในวัยแรงงานน้อยลงเรื่อยๆ ( aging economy )
15.
Company Bankruptcy Date Total Assets Pre-Bankruptcy Filing Court District
Lehman Brothers Holdings, Inc. 9/15/2008 $639,000,000,000 (approximate) NY-S
Worldcom, Inc. 7/21/2002 $103,914,000,000 NY-S
มีคนบอกว่าการล้มของ lehman มูลค่าสูงกว่าสถิติเดิมคือ world com
โดยดุจากมูลค่า asset ของ lehman มากกว่า worldcom 6 เท่า
อยากถามว่าทำไมเวลาล้มเขาไม่พูดถึงความใหญ่ของ marketcap ทำไมถึงพูดถึง
ขนาด asset แทน
เขาต้องการจะสื่อว่าอะไรหรือครับ
- ธรรมชาติของสถาบันการเงินจะมี D/E 10-30 เท่า ดังนั้นถ้าดูงบดุล ฝั่งซ้ายคือสินทรัพย์ ฝั่งขวาคือหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นจะมีเพียง 1 ใน 10-30 เท่าของหนี้สิน ดังนั้นเมื่อสินทรัพย์มากเท่าไหร่ ส่วนที่ไปกู้เค้ามาก็ยิ่งมากเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสถาบันการเงินล้ม คนที่เสียหายคือคนที่อยู่ฝั่งขวาของงบดุล คือ ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ ซึ่งรวมกันก็มีมูลค่าเท่ากับสินทรัพย์ หุ้นพวกนี้จะซื้อขายกันประมาณ 3-5 เท่าของ Book value ดังนั้น market cap จะเป็น 3 เท่าของ equity แต่ หนี้หรือ liability จะเป็น 10-30 เท่าของหนี้ ดังนั้นเงินที่เสียหายจะเป็นของเจ้าหนี้มากกว่าผู้ถือหุ้นครับ คล้ายๆ กับตอนที่สถาบันการเงินบ้านเราล้มตอนวิกฤติ ถ้ารัฐบาลไม่คุ้มครองเงินฝาก ความเสียหายของผู้ฝากเงินจะสูงกว่าความเสียหายของผู้ถือหุ้นมากครับ
16.(ข้อสุดท้ายจริงๆแล้ว)
สมมุติว่าผมคาดว่าปีหน้าหุ้นจะบูมมากๆ มากๆๆๆ
พี่ ih คิดว่าหุ้นกลุ่มไหนน่าจะชึ้นได้เยอะที่สุดครับ
(สมมุติว่ามันบูมนะครับสมมุติ)
1.ผมดูแล้วตอนหุ้นบูมปี 2003 หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเยอะคือ
commodity อย่างเดินเรือ กับ ปิโตร
แต่รอบนี้ราคา commodity ลง
เพราะดูแล้วหุ้นบูมในปีหน้าไม่น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนี้ได้
ฉะนั้นดาวจรัสแสงน่าจะมาจากกลุ่มอื่น
- แต่หุ้นไทยก็เริ่มฟื้นตั้งแต่ปี 1999 แล้วครับ หุ้นบวกไปเกือบ 100% ตอนนั้นกลุ่มที่ฟื้นก่อนคือ ธนาคารกับไฟแนนซ์ ตอนนั้นพลังงานกับ commodity ยัง underperform เพราะราคา commodity ยังไม่ขึ้น แต่คงฟันธงไม่ได้ 100% ครับว่าอะไรฟื้นก่อนในรอบนี้ คงต้องดู sentiment และ fundamental ของแต่ละ sector ช่วงนั้นก่อนครับ
2.หุ้นค้าปลีก โรงบาล ผมไม่เล่น เพราะผมเป็นวัยรุ้นใจร้อน
หุ้นสองกลุ่มนี้ถือแล้วนั่งหาวแล้วหาวอีก ราคาไม่ขยับเลย
- ถ้าปีหน้ากำไรหุ้นในตลาดติดลบ 20-30% แต่หุ้นโรงพยาบาลบางแห่งกำไรยังโตได้ 10-15% หรือค้าปลีกบางตัวกำไรโต 0-10% ผมคิดว่า 2 กลุ่มนี้อาจจะเป็นหุ้นที่ outperform ตลาดได้ในปีหน้านะครับ ดังนั้นขึ้นอยู่กับเราคิดว่าปีหน้าฟื้นหรือยัง ถ้าฟื้นเร็ว หุ้นค้าปลีกกับ รพ. คงไม่ perform ถ้าฟื้นช้าและเศรษฐกิจซึมแต่ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หุ้นค้าปลีกกับ รพ. ก็น่าจะดี แต่ถ้าไม่ฟื้นและไม่เห็นจุดต่ำสุด ถือหุ้นอะไรก็อาจจะลงเหมือนกันหมด ( รึเปล่านะครับ? )
ดังนั้นถ้าจะเอากำไรเยอะๆ ก็คงต้องดูหุ้นที่ลงมามากๆ และเสี่ยงหน่อย เพียงแต่จังหวะที่ควรซื้อคือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
3.ผมเลยคิดว่าปีหน้าหุ้นแบงค์น่าจะดี(เพราะลงรอบนี้ไม่ค่อยมีเหตุผลเนื่องจาก)
ผลกระทบจาก cdo น้อยมีแค่ไม่กี่แบงค์ที่ลงทุนใน cdo
ต่างจากพลังงานที่ลงมาเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
- ธนาคารแบก D/E 10 เท่า พลังงานที่หนี้เยอะ ๆ ก็ยังแค่ประมาณ 2 เท่า ดังนั้นก็อย่าไปคิดว่าหุ้นแบงค์ไม่เสี่ยงนะครับ หาก NPL เพิ่มเป็นซัก 15% ผมคิดว่าสถาบันการเงินบางแห่งก็ปาดเหงื่อและอาจจะต้องเพิ่มทุนเหมือนกันครับ ผมเองก็ไม่อยากเห็นภาพ NPL สูงๆ เหมือนปี 41 นะครับแต่ยังไงก็ผมคิดว่าในช่วงวิกฤติ เราไม่น่าจะถือหุ้นที่ D/E สูงขนาดนี้ บางคนอาจจะบอกว่าธนาคารก็ต้องมี D/E สูงเป็นธรรมชาติของธุรกิจอยู่แล้ว แต่ด้วยธรรมชาติแบบนี้นี่แหละครับที่ทำให้ Lehman หรือ AIG มีปัญหา หรือ Merill Lynch ต้องหาคนมาซื้อ
1.การที่ fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5%ในปี 2000 ลงมาเหลือ 1% ในช่วงปี 2003
อ่านเจอว่า fed ลดเพื่อแก้ปัญหา dotcom bubble น่าจะเป็นแค่การซื้อหุ้นจน
overvalue และในที่สุดดัชนีก็ฟองสบู่แตกปะครับ ปัญหาเพียงแค่นี้ทำให้ fed ต้องลดดอกเบี้ยลงขนาดนั้นเลยหรือ
- เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้พึ่งการส่งออกมากนัก แต่ตัวแปรหลักคือ การบริโภค ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่กำหนดการบริโภค คือ wealth ซึ่งตอนนั้นมาจาก 2 ทางคือ การลงทุนในหุ้น และบ้าน ซึ่งเมื่อ ธ.กลาง และรัฐบาลต้องการไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจากฟองสบู่ตลาดหุ้นแตก ก็จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้น และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค แต่ก็ได้ผลพลอยได้คือ ราคาอสังหาฯ ก็ปรับเพิ่มขึ้นซึ่งก็ทำให้ wealth เพิ่มขึ้นและทำให้การบริโภคยังเติบโตดี ท้ายสุดผลกระทบจากฟองสบู่แตกจึงสามารถแก้ไขได้ แต่ได้ผลข้างเคียงระยะยาวคือ ฟองสบู่อสังหาฯ ซึ่งแรกๆ รัฐบาลและ FED อาจจะพอใจเพราะคิดว่าควบคุมได้ แต่ท้ายสุดแล้วมันควบคุมไม่ได้ แม้หลังๆ จะพยายามขึ้นดอกเบี้ยแต่ก็ไม่ทันแล้ว
2.gdp ของ usa ในช่วงนั้นก็เติบโตได้บ้าง
แต่ alan greenspan กลับลดดอกเบี้ยจนเกินไป การที่เขาออกมายอมรับ
ว่าเป็นคนทำให้เกิดปัญหา subprime เนื่องจากเขาไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปี
2003-2004 หรือป่าวครับ
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นอย่างไร
- จากข้อ 1 ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อาจจะไม่ต้องลดดอกเบี้ยแรงขนาดนั้นหรือไม่ก็ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วกว่านี้ แต่รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ครับ ดังนั้นถ้าตอนนั้น Greenspan ลดดอกเบี้ยช้า และขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเพื่อยับยั้งฟองสบู่อสังหาฯ แต่ก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตน้อยลง ตลาดหุ้นก็แย่ Greenspan ก็จะโดนด่า ตำหนิว่าไม่ยอมใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าอนาคตจะเป็นยังไง หรือถ้าเห็นอนาคตเลาๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากที่จะ enjoy กับภาวะปัจจุบันมากกว่าที่จะมีใครเดินมาดึงปลั๊กไฟเพื่อให้งานเลี้ยงเลิกในเวลาที่ควรจะเป็นแต่แขกในงานยังสนุกสุดเหวี่ยงกับการเต้นอย่างเมามัน
คล้ายๆ กับเราเกิดมีนิมิตเห็นอนาคตว่าชายที่เดินข้างทางอยู่จะถูกรถพุ่งมาชน เราเลยวิ่งไปผลักชายคนนั้นตกข้างทางลงเลยทำให้ชายคนนั้นแขนหัก แต่เค้าเองไม่รู้ว่าถ้าถ้าเราไม่ผลักเค้าจะถูกรถชน เราก็จะโดนข้อหาว่าเป็นผู้ร้ายทำให้คนบาดเจ็บ ดังนั้นเช่นกันครับ ณ ปี 2003-2006 คนส่วนใหญ่ไม่เห็นภาพว่าปี 2008 จะเป็นแบบนี้ แม้ว่า Greenspan หรือ Policy maker จะเห็น แต่ใครจะยอมโดนด่าแบบคนที่วิ่งไปผลักชายที่กำลังโดนรถชนล่ะคัรบ
3.ดัชนี ism manufacturing index ของเดือนมีนาคม ลงมาเหลือประมาณ
38.9 ลดจาก 43.5 เมื่อเดือนที่แล้ว
พี่ ih คาดว่า usa ตอนนี้เข้าขั้น recession ไปแล้วใช่ไหมครับ
- คำจำกัดความของ recession ถ้าผมจำไม่ผิดคือ GDP โตติดลบกัน 2 ไตรมาสติดกัน ซึ่งจากภาวะต่างๆ ในปัจจุบัน สหรัฐเข้าสู่ recession แน่นอนอยู่แล้วครับเพียงแต่จะเป็น depression หรือเปล่าเท่านั้นล่ะครับ
4.สิงคโปร์เศรษฐกิจอยู่ได้ด้วยการส่งออก การที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา
จะนำไปสู่เศรษฐกิจสิงคโปค์ recesstion ใช่หรือไม่
- ก็เป็นไปได้ครับเพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์เป็นระบบเศรษฐกิจเปิดมาก โดยดูได้จากสัดส่วน ( Export + Import ) / GDP ดังนั้นน่าจะได้รับผลกระทบมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์นั้นค่อนข้างแข็งแกร่งจึงน่าจะรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น GDP ที่ติดลบ 2% แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงต่างกันครับ อย่างเช่น ญี่ปุ่น ที่ GDP เค้าโต 1% มาหลายๆ ปี แต่คนในประเทศเค้าก็ไม่ลำบาก แต่ถ้า GDP จีน อินเดีย หรือไทย โต 1% ผมว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ เหนื่อยแน่ครับ
5.จากข้อ 4 ทำให้หุ้นที่รัฐบาล หรือ กองทุน สิงคโปร์ เข้ามาซื้อไว้
มีความเสี่ยงต่อการถูกเทขายใช่หรือไม่
- ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ให้กู้สุทธิ คือ มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้น สูงกว่าหนี้สินของประเทศ และมีเงินทุนสำรองสูง ดังนั้นเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ในต่างประเทศครับ และกลับกันผมคิดว่าสิงคโปร์น่าจะเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทที่มีปัญหาในสหรัฐหรือยุโรปเสียด้วยครับ แต่คำตอบข้อนี้เป็นคำตอบที่ผมเองไม่ได้ติดตามสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดนะครับเพียงแต่นำข้อมูลเบื้องต้นมาจับกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้นครับ
6. จากรูปไม่แน่ใจว่าทำไมดัชนี ism ต่ำสุดรอบที่แล้ว ประมาณ 1980 ค่าดัชนี
ประมาณ 30
ผมงงว่า น่าจะเกิดในช่วง 1970 stagflation มากกว่าไม่ใช่หรือ
ทำไมผ่านมาตั้ง 10 ปีแล้วเพิ่งจะมีปัญหาขึ้นมา
- ภาวะ stagflation เกิดขึ้นต่อเนื่องจาก 1970 ถึง 1980 ต้นๆ ครับ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานทีเดียวครับ ภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นช่วงที่นักลงทุนที่ลงทุนแบบ buy and hold หลายคนถอดใจ แต่ก็ทำให้พลาดตลาดขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วง 1980 กลางๆ จนถึงปี 2000 ครับ ดังนั้นหากลงทุนในตลาดหุ้นก็อาจจะต้องอยู่ให้ได้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนานๆ ครับ แต่ช่วง 1970-1982 ก็ไม่ใช่ว่าหุ้นทุกตัวจะต้องให้ผลตอบแทนแย่นะครับ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ก็มีครับ เช่น หุ้นน้ำมัน หรือหุ้นบางตัวที่มีการเติบโตแข็งแกร่งสวนภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบางตัวก็เป็นหุ้นที่ Buffet ลงทุนเช่นกัน
7.นิยามของคำว่า recession กับ depression ต่างกันประมาณนี้ใช่หรือไม่
recession คือ gdp ถดถอย การว่างงานเยอะขึ้น แต่ depression นั้น หมายถึง gdp ติดลบเยอะๆ คนว่างงานอาจจะสูงมากกว่า 10% มีปัญหาเรื่อง ค่าเงินด้วย
- เรื่องนิยามผมเองก็ไม่แม่นเท่าไหร่ครับ คิดว่า Google อาจจะพอช่วยเรื่องนี้ได้ครับ โดยหลักการแล้ว depression จะสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงลึกและกินเวลายาวนาน ซึ่งกรณีของ 1930 จะเข้าข่ายนี้ครับเพราะว่าตกต่ำลึกและยาวนาน แต่กรณีช่วง 1970-1982 นั้นยาวนานก็จริงแต่ไม่ได้ลงลึกมากครับ คือ การว่างงานไม่เลวร้ายขนาดปี 1930 และไม่มีภาวะ deposit run และการล้มของสถาบันการเงิน
8.วิกฤติ เศรษฐกิจครั้งนี้ทั่วโลกมีปัญหาอยู่เรื่องนึงคือ balance of payment crisis เข้าใจว่าประเทศที่บริหาร reserve ไม่เก่ง ไปเข้าโรงเรียน imf แล้วเช่น ไอแลน ยูเครน ฮังการี พี่ ih คิดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหา balance of payment crisis มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับประเทศที่กล่าวมา
- เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ยังเล็กครับไม่ได้ส่งผลอะไรกับเศรษฐกิจโลกครับ แต่ยังไงประเทศที่จะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในอนาคตควรจะเข้าโรงเรียน IMF ซัก 1 ครั้งครับ จะได้เป็นบทเรียนที่ดีของประเทศนั้น อย่างอังกฤษก็ยังเคยเข้ามาแล้วเลยครับ
ดูจากตัวเลข International reserve ของเราตอนนี้ที่ 100 พันล้านเหรียญ หรือ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งยังสูงกว่าหนี้ต่างประเทศค่อนข้างมาก คิดว่าตอนนี้เรายังมีความเสี่ยงเรื่อง balance of payment crisis ต่ำนะครับ เว้นเสียว่าเราจะขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงๆ ซัก 3-4 ปีติดต่อกันคิดว่าน่าจะมีความเสี่ยงตรงนี้ครับ ในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาที่เราเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงก็เป็นเพราะเราเกินดุลบัญชีบริการมาก ซึ่งตัวหลักที่เราเกินดุลคือ รายได้จากการท่องเที่ยว ดังนั้นขอความกรุณาอย่าได้มีการปิดสนามบินอีกเลยครับเพราะถ้ามีอีกเรื่อยๆ เราจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ balance of payment crisis ตามที่คุณ Hong กลัวครับ
9.จากข้อ 8 มีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินอาจจะอ่อนไปที่ระดับ 37-38 มากแค่ไหนครับ
- การที่เราใช้นโยบายแบบ manage float ก็ดีอย่างคือ เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ และมีเงินทุนไหลออกมากๆ เราควรให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อเป็นการปรับให้ภาวะเข้าสู่สมดุลมากขึ้น เพราะเมื่อค่าเงินอ่อนก็ทำให้การส่งออกน่าจะสูงขึ้นหรือการนำเข้าจะลดลง ดังนั้นหากดูตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่เราเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว และการที่ต่างชาติยังขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทก็น่าจะมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจากระดับปัจจุบันครับ ดังนั้นหุ้นส่งออกที่เป็นสินค้าจำเป็น เช่น ส่งออกอาหาร อย่าง TUF ก็เริ่มมีความน่าสนใจครับ
10. หุ้นกลุ่มโรงบาลนั้นน่าจะมีผลกระทบในแง่ negative มากขึ้นใช่ไหมหลังจากที่
obama ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจาก การกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศของโอบาม่าดูแล้วมากกว่า แมคเคน เห็นว่าอาจจะมีการเพิ่มภาษีนำเข้าอะไรต่างๆด้วย ไม่แน่ใจว่าจะทำให้คน usa รักษาใน ประเทศมากขึ้นไหม หรือว่าไม่เกี่ยว หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่าน่าจะเป็นส่งออกเช่น tuf และอิเล็กทอนิก
- ปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมภาวะ depression ในช่วงปี 1930 คือการที่สหรัฐกีดกันทางการค้าด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าในอัตราสูงมาก และส่งผลให้ประเทศคู่ค้าใหญ่ๆ ก็ขึ้นภาษีตอบโต้ เมื่อการค้าระหว่างประเทศลดลงก็ทำให้เศรษฐกิจโลกยิ่งแย่ลงไปอีก เท่าที่ผมทราบ โอบามา อ่านหนังสือมาค่อนข้างมากและน่าจะอ่านประวัติศาสตร์ด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ผมเองที่ไม่ใช่คนสหรัฐยังทราบและโอบาม่าก็เก่งกว่าผมหลายสิบเท่า ดังนั้นคงจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงมากกว่าครับ
ส่วนกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ ปีหน้าคงจะแย่ ไม่ได้เป็นเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าแต่เป็นเรื่องคำสั่งซื้อที่ลดลง ส่วน TUF นั้นปลากระป๋องที่สหรัฐนั้นกระป๋องหนึ่งประมาณ 1 เหรียญ บางช่วงที่มี promotion ก็ต่ำกว่าอีก ในขณะที่แฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเปรียบเหมือนข้าวแกงบ้านเขาราคา 5 เหรียญ ปลากระป๋องก็ไม่ต่างอะไรกับมาม่าเมืองไทยที่ราคาห่อละ 6 บาทในขณะที่ข้าวแกงจานละ 25 บาทครับ
ส่วนหุ้น รพ. ที่รับคนไข้ต่างชาตินั้นก็น่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจครับ เพราะว่าคนไข้ต่างชาติส่วนหนึ่งก็มา check up และท่องเที่ยวต่อ ซึ่งส่วนนี้น่าจะลดลงไป และที่มาผ่าตัดบ้านเรามักจะไม่ใช่ case ที่เร่งด่วน จำเป็น แต่จะเป็น case ที่พอจะชะลอการรักษาได้ เช่น ศัลยกรรมความงาม หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือโรคที่เกี่ยวกับกระดูกซึ่งสามารถเลือกที่จะผ่าตัดรักษา หรือรักษาตามอาการไปก่อนได้ครับ แต่ยังไงถ้าเราต้องการเป็น medical hub ก็ต้องให้ประเทศมีความสงบด้วยครับเพราะไม่งั้นต่างชาติอาจจะกลัวว่ามาผ่าตัดได้ข้อสะโพกใหม่ ผ่าหัวใจได้ความแข็งแรงขึ้นมาใหม่ หรือกระทั่งได้เพศใหม่ แต่โดนระเบิดเสียขาไปข้างหนึ่ง ก็คงไม่มีใครอยากมาครับ
11.นาย obama นั้นมีนโยบายจะ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อทำให้
แรงงานชาวus มีกำลังบริโภคมากขึ้น
แต่การทำแบบนี้ก็น่าจะทำให้การขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
และสุดท้ายก็ต้องหันไปเก็บภาษีเยอะขึ้นอยู่ดี
เหมือนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพร่างๆก่อนหรือป่าว ไม่แน่ใจ
- โดยทั่วไป นโยบายการคลังจะต้องเป็น counter cyclical ในช่วงเศรษฐกิจแย่ก็ต้องขาดดุลการคลังให้มากขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจดีจะต้องขาดดุลการคลังน้อยลงหรือเกินดุลการคลัง ดังนั้นสิ่งที่โอบาม่าจะทำนั้นก็เหมาะสมแล้ว แต่ประเด็นก็คือ ที่ผ่านมาก่อนวิกฤตินโยบายการคลังสหรัฐนั้นขาดดุลมากไปหน่อยรึเปล่า? และหลังจากนี้หากเศรษฐกิจฟื้นตัวรัฐบาลสหรัฐจะกล้าใช้นโยบายการคลังเกินดุลเพื่อลดหนี้ภาครัฐแต่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ( และเสี่ยงต่อการเสียคะแนนนิยม ) หรือไม่ครับ
12. พี่ ih มีความเห็นยังไงกับการเล่น option เช่น
การ long call option และ long put option ทำให้เรา limit loss and unlimit gain
แต่ไม่น่าใจว่าสภาพคล่องเป็นยังไง
อยากถามว่าพี่ ih เคยเล่น option ไหม และมีอะไรแนะนำรุ่นน้องเพิ่มเติมไหมครับ
ว่าควร long option ในจังหวะไหน
- ผมเองไม่มีประสบการณ์การเล่น option เลยครับ เคยเรียนแต่เมื่อไม่ได้ใช้จะลืมไปหมดแล้วครับ หลักชีววิทยาเค้าเรียนกว่า law of use and disuse ครับ คือ อะไรที่เราใช้บ่อยๆ จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ใช้จะค่อยๆ อ่อนแอและเสื่อมประสิทธิภาพลง เช่น แขน ขา สมอง ฯลฯ ดังนั้นคำถามข้อ 13-14 ผมจึงไม่สามารถตอบได้เช่นกันครับ
ดังนั้นเรื่อง long-put อะไรนี่ผมลืมไปหมดแล้วล่ะครับ แต่ถ้าเป็นพรีเมียร์ ลีก ผมว่าเล่นบอล รอง ( long ) น่าจะมีโอกาสได้มากกว่าต่อมั้งครับ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบต่อ
15. มีนักลงทุนบางท่านบอกว่า
ดอกเบี้ย r/p 1 วันอาจจะลด
แต่ว่าแบงค์พาณิชย์ในเมืองไทยอาจไม่ลดดอกเบี้ย
เนื่องจากไม่มั่นใจเศรษฐกิจอยากเก็บเงินไว้กับตัว
จึงปล่อยกู้น้อยลง และคิดดอกแพงขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้จริง จะมีดอกเบี้ยนโยบายไปทำไมครับ
แบบนี้ ใครๆอยากทำอะไรก็ทำโดยไม่ต้องสนใจดอกเบี้ย นโยบายเหรอครับ
- เป็นคำถามที่ดีครับ ธปท. เมื่อลดดอกเบี้ย R/P แล้วจะนอนตีพุง นั่งถักไหมพรมไม่ได้ครับ จะต้องมี action เพื่อให้ดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลงไปตามดอกเบี้ยอ้างอิงด้วยครับ เช่น อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบด้วยการเข้าไปซื้อพันธบัตร ธปท. หรือพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง เมื่อมีแรงซื้อพันธบัตรก็ทำให้ราคาพันธบัตรเพิ่มซึ่งหมายความว่า yield หรือดอกเบี้ยพันธบัตรก็ลดลง เมื่อสถาบันการเงินขายพันธบัตรก็จะทำให้มีเงินสดมากขึ้นความจำเป็นจะต้องระดมเงินฝากก็น้อยลง ก็จะลดดอกเบี้ยเงินฝากลง
นอกจากนี้ตลาด R/P นั้นเป็นตลาดที่ทดแทนการกู้แบบ interbank ได้ครับ เพียงแต่โดยปกติแล้วธนาคารจะนิยมการกู้ interbank มากกว่า แต่เมื่อภาวะไม่ดีธนาคารไม่อยากปล่อยกู้ระหว่างกัน ธนาคารก็จะนำพันธบัตรรัฐบาลที่ถือครองอยู่มาขายให้แก่ธปท. ในอัตราดอกเบี้ย R/p หรือ repurchasing rate ดังนั้นในภาษาทางการเงินเค้าถึงเรียกธนาคารกลางว่า lender of last resort ครับ ( resort ที่นี่แปลว่า ทางออก หรือหนทางครับ ไม่ใช่โรงแรมนะครับ )
และเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดตามลงด้วย แต่ถ้าแบงค์เอกชนลดแต่ดอกเบี้ยเงินฝากแต่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ ทางรัฐต้องช่วยเหลือด้วยการเร่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธ.ออมสิน ธ. อาคารสงเคราะห์ ธกส. เร่งลดดอกเบี้ยเงินกู้และเร่งปล่อยกู้ให้มากขึ้นครับ
16.คำถามสุดท้ายครับ เรื่อง accounting
อยากให้พี่ ih ตรวจการบ้าน หรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้หน่อยครับ
ผมลองเปรียบเทียบการบันทึกบัญชีแบบ
operating lease กับ financial lease
ได้ดังนี้
การบันทึกบํญชีแบบ operating lease
เช่นผมเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ trade ทุกวันก็เสียค่าคอมให้โบรกเยอะสิเจ๊
ถ้าผมเช่ารถทำบะหมี่มา ผมทำสัญญา เช่าจ่ายรายเดือนทุกวัน เดือนละ 5000
ทำสัญญาเช่า 5 ปี ถ้าเช่าเสร็จ รถทำบะหมี่ก็ไปเป็นเจ้าของเดิม
สรุปว่า สินทรัพย์ผมจะเยอะในช่วงที่อยู่ในการเช่า แต่พอหมดอายุเช่า
ผมต้องคืนสินทรัพย์ไปให้คนที่มาเช่า แต่ถ้าเป็นแบบ financial lease
สมมุติมีร้านบะหมี่ชื่อ ขี้ตกใจตามตลาด
ใช้วิธีเช่าเหมือนกัน แต่ว่า financial lease นั้น จะไม่บันทึกสิ่งที่เช่าเป็น
สินทรัพย์ ทำให้ roa สูงกว่า และ d/e ต่ำใช่หรือไม่
เห็นมีคนเคยเล่าว่ามีบริษัทสิ่งพิมพ์บางแห่งที่ขายสินทรัพย์ตัวเองแล้วไปเช่ากลับมา ทำให้ ratio ทางการเงินดูดี
แต่ผมไม่ค่อย get
อยากให้พี่ ih ช่วยเพิ่มเติมให้หน่อย
- ตรงนี้เข้าใจสลับกันครับ
Operating lease คือ การเช่าครับ เมื่อหมดสัญญาสินทรัพย์เป็นของผู้ให้เช่าครับ เปรียบเทียบก็เหมือนการเช่าที่ดิน เช่าโรงงาน เช่ารถครับ แม้เราใช้สินทรัพย์นั้นๆ อยู่แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สินทรัพย์นั้นครับ
Financial lease คือ สัญญาเช่าทางการเงิน เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายสุด คือ การซื้อรถยนต์จาก finance ครับ คือ สินทรัพย์เป็นของเรา แต่เราจะเป็นหนี้กับสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้เราครับ
ดังนั้น Operating lease จะไม่บันทึกสินทรัพย์นั้นในส่วนสินทรัพย์ในงบดุล และไม่มีหนี้สินเกิดขึ้น มีแต่ค่าเช่า ดังนั้นจึงทำให้ ROA สูง และ D/E ต่ำกว่ากรณี Financial lease
ส่วน Financial lease นั้นจะบันทึกสินทรัพย์ในส่วนสินทรัพย์ และบันทึกหนี้สินที่ยังผ่อนชำระไม่หมดในรายการหนี้สิน ทำให้ ROA จะต่ำกว่า และ D/E จะสูงกว่า
ดังนั้นจึงมีหลายๆ บริษัทจึงนิยม Operating lease เช่น การเช่าที่ดิน โรงงาน หรือรถยนต์ เพราะต้องการให้ ROA สูง และ D/E ต่ำครับ เพราะการที่ D/E ต่ำนั้นหมายถึงว่าบริษัทนั้นๆ จะมีศักยภาพในการกู้เงินเพิ่มในการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่น่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนการเช่าที่ดิน โรงงานหรือรถยนต์ครับ
ผมทราบมาว่าคุณ Hong ได้เริ่มสละเวลาเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการลงทุนและด้านบัญชีให้แก่เพื่อนๆ ชาว VI เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ VI ที่เริ่มมีความรู้แตกฉานแล้ว จึงขอสนับสนุนและชื่นชมนะครับ
1.ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ 3 ยักษ์ดีทรอบด์ค่ายรถ
ใน usa เพราะไม่รู้จะล้มละลายกี่แห่ง และ เห็นว่าถ้า 3 ค่ายรถนี้
ล้มละลายน่าจะส่งผลกระทบต่อการว่างงาน ระดับ 2.5-3 ล้านคน
(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13-16 เดือน 11 หน้า 16)
เพราะจะส่งผลกระทบไปยัง supply ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าตัวเลข 2-5-3 ล้านคนเวอร์ไปไหมน่ะครับ
และพี่ ih มีความเห็นเรื่องการล้มละลายของ 3 บริษัทนี้โอกาศเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และถ้าเกิดจริงจะส่งผลกระทบแค่ไหนครับ
- ช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกยังดีอยู่นั้น ค่ายรถ Big3 ของสหรัฐเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีนัก โดยเฉพาะ GM หรือกระทั่ง Chrysler ซึ่งไปรวมกับ Daimler ที่ท้ายสุด Daimler ก็ต้องขาย Chrysler ออกมา
เหตุผลที่ค่ายรถ Big3 ของสหรัฐลำบากนั้นก็เพราะว่าเดิมทีค่ายรถทั้ง 3 นั้นก็พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้เน้นการทำการตลาดต่างประเทศนักเพราะตลาดในประเทศนั้นใหญ่มากพอ และเราคนไทยก็เห็นว่าช่วงก่อนๆ นี้ค่ายรถ Big3 แทบจะไม่ได้เข้ามาลงทุนหรือทำการตลาดในบ้านเราเลย ก็จะเริ่มมีก็ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาแต่ก็ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปเพราะรถอย่าง Chevrolet หรือ Ford ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบัน และในช่วง 10-30 ปีก่อน คนอเมริกันก็นิยมซื้อรถสัญชาติอเมริกันด้วยกัน ซึ่งหากเราดูหนัง Hollywood ยุคก่อนๆ จะเห็นได้ชัดว่าแทบไม่เคยเห็นรถญี่ปุ่นในหนังเลยและมักจะเป็นรถคันใหญ่ๆ กินน้ำมัน แต่มา 10 ปีหลังนี้ รถยนต์ที่ได้รับความนิยมในสหรัฐและรถที่ได้รับการ vote ยอดเยี่ยมกลับกลายเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่นมากขึ้น ด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพและความนิยมของตลาดมานิยมรถขนาดเล็กหรือกลางมากขึ้น จากราคาน้ำมันทีแพงขึ้น เช่น Lexus Honda Accord หรือ Nissan Infinity ( หน้าตาจะคล้ายๆ Teana บ้านเรา ) และค่ายรถญี่ปุ่นนั้นก็ได้มุ่งเน้นในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตมากกว่า Big3 โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า
มีช่วงหนึ่งที่ Big3 มีสถานการณ์ที่ดีขึ้นมาบ้างใน 4-5 ปีก่อนคือ กระแสนิยมในรถ SUV ซึ่ง Ford และ Chrysler ทำได้ดีในรุ่น Escape และ Cherokee แต่เมื่อราคาน้ำมันเริ่มแพงใน 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้ Big3 ก็ทำให้ยอดขาย SUV ลดลงและ Big3 ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นจุดล้มเหลวของค่ายรถ Big3 ก็คือ การ focus อยู่ในตลาดในประเทศมากเกินไป และสินค้าเน้นรถขนาดใหญ่มากเกินไป และการที่เสียตลาดในประเทศให้กับรถจากญี่ปุ่น และเมื่อเสียตลาดในประเทศแล้วก็ไม่สามารถไปเปิดตลาดในต่างประเทศได้มากพอที่จะชดเชย นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ระบบเงินเดือนและสวัสดิการที่เป็นระบบบำนาญและการประกันสุขภาพก็เป็นปัจจัยกดดันต้นทุนของรถที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา
ดังนั้นผมคิดว่าการที่ Big3 จะมีขนาดเล็กลงหรือถูกซื้อกิจการแยกส่วนนั้นมีความเป็นไปได้ครับแต่ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้ แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่เกิดขึ้นมายาวนานและวิกฤติครั้งนี้เป็นตัวซ้ำเติมให้มันเลวร้ายลงไปมาก
2.อ่านเจอว่า จีเอ็ม ในไตรมาส 3 ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก 2.1 ล้านคัน
ลดลง 11% yoy
อยากถาม่าทำไมยอดขายลดลงเพียงแค่นี้ถึงกับทำให้บริษัทนี้มีความเสี่ยงทื่จะล้มละลายได้เลยเหรอ
เป็นเพราะว่าบริษัทผลิตรถยนต์มี fix cost เยอะหรือครับ
- Fixed cost เยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ค่าวิจัยพัฒนา ฯลฯ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เดิมเจียนอยู่เจียนไปอยู่แล้ว ยอดขายที่ลดลง 11% ก็เพียงพอที่จะทำให้มีปัญหาทางการเงินได้ครับ
ผมคิดว่ารัฐคงจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ 3 บริษัทนี้ เพราะ to big to fail แต่จะมีการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ด้วยการขายสินทรัพย์แบบแยกส่วน ยุบธุรกิจและตลาดที่ไม่สร้างกำไร เพื่อให้ธุรกิจมีขนาดเล็กลงที่สุดเท่าที่จะทำให้อยู่ต่อไปได้ครับ และต้องยอมรับว่า Big3 จะกลับไปใหญ่เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วครับ
3.ส่วนนึงที่บริษัทค่ายใน usa ปะคองตัวไม่รอด ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น
(ผมไม่เห็นเจอข่าวค่ายรถญี่ปุ่นมีปัญหา) เป็นเพราะว่า
ค่ายรถที่ us บริหารไม่ดี ไม่มี know how ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น
อย่าง honda toyota
- คำตอบส่วนหนึ่งคงอยู่ในคำตอบข้อ 1 แล้ว จุดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐและคนอเมริกันคือ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ความแตกต่างทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เราคงจะเห็นในหนัง Hollywood แล้วว่าบางทีในเรื่องคนทำงานก็ไม่ถูกกันแต่ถ้ามีเป้าหมายร่วมกันก็มักจะร่วมมือทำงานให้สำเร็จได้ หนังเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงคือ LA Confidential ครับ
ส่วนจุดเด่นของคนญี่ปุ่นอยู่ที่ความขยัน อดทน และวินัยการทำงาน ซึ่งรถยนต์ก็นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ผ่านจุดที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มานานแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จที่สำคัญคือ เรื่องต้นทุน ดังนั้นในระยะยาว ธุรกิจรถยนต์คงไม่ใช่ธุรกิจที่สหรัฐจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันครับ แต่เช่นกันครับ เราก็คงไม่เห็นความสำเร็จของญี่ปุ่นในบาง area เช่นกันครับ เช่น การเป็นบริษัท software ขนาดใหญ่ การเป็นเจ้าของ website ระดับโลก การสร้างภาพยนตร์ การสำรวจอวกาศ อาวุธสงคราม ฯลฯ ดังนั้นเมื่อโลกปัจจุบันเป็นโลกของการที่คนที่ทำได้ดีกว่าคู่แข่งเท่านั้นจึงอยู่ได้ ดังนั้นดูเหมือนว่าสหรัฐคงมีพื้นที่ให้ยืนน้อยลงไปเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ครับ
แต่อย่างที่ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนคิดระหว่าง Krugman หรือ Porter ( น่าจะเป็น Krugman ) ก็คือ ทุกประเทศยังมีจุดยืนครับแต่คนละ segment ครับ และตามความนิยมของผู้บริโภคที่หลากหลายแตกต่างกัน เพราะสินค้าไม่สามารถทดแทนกันได้ และราคาไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการกำหนดการตัดสินใจ คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังขับ Benz คนยุโรปก็อาจจะชอบ Lexus หรือ Accord คนอเมริกันอาจจะฟังเครื่องเสียง Sony ในขณะที่ลำโพง medium to high end ของอเมริกาอย่าง Bose ก็ยังขายดีทั่วโลก ดังนั้นไม่ใช่ว่า Sony ทำเครื่องเสียง ลำโพงได้ถูกกว่าแล้วจะต้องทำให้ Bose เจ๊ง
4.ไม่แน่ใจว่าสัดส่วนตัว c หรือ consumtion ของประเทศญี่ปุ่นกับ usa ประเทศไหนเยอะกว่า เราจะพูดได้ไหมว่า สมมุติว่า usa ตัว c ของเขา เป็นสัดส่วนที่เยอะ
เทียบกับ i ,g,x-m ถ้าสัดส่วนนี้เยอะกว่า จะทำให้บริษัทอย่างค่ายรถได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากกว่า
- ดูแล้วสัดส่วน c ของญี่ปุ่นจะน้อยกว่าสหรัฐมากครับเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกและรายได้จากการลงทุนตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศเยอะเพราะคนญี่ปุ่นมีการบริโภคน้อยกว่าและมีการออมมากกว่าคนอเมริกันเยอะครับ ส่วนบริษัทรถของญี่ปุ่นในระยะยาวน่าจะได้ประโยชน์จากยอดขายที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ แต่จะได้รับผลกระทบระยะสั้นถึงกลางจากภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นบางทีการที่ Big3 มีปัญหาก็เป็นโอกาสในระยะยาวของค่ายรถญี่ปุ่น หรือค่ายรถของประเทศเกิดใหม่ เช่น Tata motor ที่จะเข้าไปซื้อกิจการ Brand name หรือโรงงานบางแห่งของ Big3 ได้ครับ
5 จริงๆแล้วเราควรดูข้อมูลของ gnp ประกอบกับการดู gdp มากน้อยแค่ไหนครับ
เพราะว่าถ้าคนในประเทศไปทำงานหรือมีรายได้ที่ต่างประเทศก็จะถือเป็น
gnp ของประเทศนั้นถูกไหมครับ
แบบนี้ประเทศญี่ปุ่นที่ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ
ก็จะทำให้ gdp ต่ำเกินจริง แต่ gnp จะสูง พูดแบบนี้ถูกไหมครับ
สรุปถ้าประเทศไหนอยากให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ก็ใช้วิธีให้คนไปทำงานต่างประเทศ กับ ย้ายฐานการผลิต หรือป่าวครับ
- ถ้าคนไทยประเทศไปทำงานหรือมีรายได้ที่สหรัฐก็จะถือเป็น
gnp ของประเทศไทยครับ แต่จะไปมีส่วนเพิ่ม GDP ของประเทศสหรัฐครับ
ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นที่ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ ถ้าทำให้การจ้างงานในญี่ปุ่นลดลงก็จะทำให้ GDP ของญี่ปุ่นลดลงในส่วนการจ้างงานที่ลดลงครับ แต่ GNP จะสูงขึ้นมาครับ และจะได้ GDP ที่เพิ่มขึ้นหากบริษัทในประเทศส่งเงินกลับมาแล้วทำให้เกิดการใช้เงินจำนวนนี้ในประเทศญี่ปุ่นครับ
ส่วนใหญ่การย้ายฐานการผลิต น่าจะเป็นเหตุผลเรื่องการค่าแรงและต้นทุน ซึ่งมักจะเกิดกับประเทศที่เศรษฐกิจโตติดต่อกันนานๆ จนค่าแรงเริ่มแพง ซึ่งก็เคยเกิดกับญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ดังนั้นประเทศที่ GDP โตสูงๆ มักจะนำมาซึ่งการที่ค่าแรงแพงจนต้องมีการย้ายฐานการผลิตและอาจจะทำให้ GDP โตน้อยลงได้
ส่วนเรื่องแรงงานไปทำงานต่างประเทศ จะตรงข้าม มักเกิดกับประเทศที่เศรษฐกิจในประเทศไม่ดีทำให้มีแรงงานว่างงานมากและกระตุ้นให้คนงานไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีคนออกไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ผมเคยอ่านคร่าวๆ เห็นว่า 15% ของรายได้ของประเทศมาจากแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศครับ
6.จริงๆแล้ว gdp ไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกไม่เยอะใช่ไหมครับ
ที่เขาออกข่าวกันว่า export เป็น 70% แต่ว่าพอ เป็น net export หักนำเข้าแล้ว
เหลือแค่ 15% แบบนี้จริงๆแล้ว ไทยก็ไม่ได้พึ่งพิงส่งออกเยอะอย่างที่คิดสิครับ
- สินค้าบางอย่างส่งออกก็ไม่ได้ต้องนำเข้าวัตถุดิบอะไรเข้ามานัก เช่น สินค้าเกษตร ประมง ฯลฯ และสินค้านำเข้าบางอย่างก็ไม่ได้นำมาเพื่อผลิตเพื่อส่งออก เช่น น้ำมันที่ใช้ในการเดินทาง ขนส่ง หรือสินค้านำเข้าเพื่อบริโภคในประเทศ ดังนั้นคงดู net export อย่างเดียวไม่ได้ครับ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ตัวที่ต้องดูคือ import content ( สัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ ) ของแต่ละอุตสาหกรรมส่งออก
ถ้าอุตสาหกรรมส่งออกไหนที่ import content ต่ำ เช่น 10% แปลว่านำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต 10% และใช้วัตถุดิบในประเทศ 90% การส่งออกที่ลดลงจะกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศสูงเพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากจึงกระทบกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
ถ้าอุตสาหกรรมส่งออกไหนที่ import content สูง เช่น 80% แปลว่านำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต 80% และใช้วัตถุดิบในประเทศเพียง 20% การส่งออกที่ลดลงจะกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศน้อยกว่า
อุตสาหกรรมที่ import content สูงๆ เช่น อิเลคทรอนิกส์ ทูน่ากระป๋อง
อุตสาหกรรมที่ import content ปานกลาง เช่น ยานยนต์
อุตสากหกรรมที่ import content ต่ำ เช่น เกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป ( ยกเว้นทูน่ากระป๋อง ) ประมง
อีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างรายได้จากต่างประเทศและมี import content ต่ำมากคือ ธุรกิจบริการ ได้แก่ ท่องเที่ยว รักษาพยาบาล ซึ่งรายได้ 100 บาทเป็นรายได้ของคนในประเทศเกือบทั้งหมดมีส่วนที่ต้องนำเข้ามาน้อยมาก และมีธุรกิจต่อเนื่องหลายอย่าง ดังนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและลดลงจึงกระทบกับ GDP ได้มากพอสมควร และเป็นธุรกิจที่ไม่ใช้เครื่องจักรจึงเกี่ยวข้องกับการจ้างงานค่อนข้างมาก เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยคงอยู่ต่อไปได้ ขอความกรุณาอย่าได้มีการยึดหรือปิดสนามบินอีกเลยครับ เพราะจะทำให้มีคนตกงานหรือสูญเสียรายได้เพิ่มจำนวนมาก
7.ปกติเงินเฟ้อมักจะสูงเมื่อ gdp โตสูงใช่หรือไม่
แต่เหตุการ์ stagflation gdp ตกต่ำ ที่เงินเฟ้อสูง
แสดงว่าเงินเฟ้อน่าจะเกิดจาก
cost put ใช่ไหมครับ
- Stagflation คือ stagnant + deflation คือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจโตต่ำ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก cost push ซึ่งเกิดจาก supply shock คือ การลดลงของจำนวนสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหรือบริโภค เช่น การลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมัน หรือภาวะแห้งแล้งหรือภูมิอากาศที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงมาก อย่างหลังจะพบบ่อยในเศรษฐกิจและสังคมในยุคก่อนๆ ที่สังคมเป็นสังคมเกษตรกรรมครับ
อย่างกรณีปัจจุบันจะเห็นว่าการที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ได้เกิดจาก supply shock คือ การผลิตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะปกติ แต่ที่น้ำมันแพงขึ้นนั้นเป็นผลจาก demand เพิ่ม ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงราคาน้ำมันก็ลดลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เกิดภาวะ stagflation อย่างที่เคยกลัวกัน แต่ก็เลยเปลี่ยนไปกลัว depression กันแทนซึ่งรุนแรงพอๆ กับ stagflation เช่นกัน กล่าวคือ stagflation จะมีการว่างงานน้อยกว่าแต่มีภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ depression นั้นราคาสินค้าไม่แพงแต่คนจะตกงานจำนวนมากกว่า
8. ตัวเลขการเติบโตของ gdp ไทยย้อนหลัง
มีการเติบโตถึง 14-15% ด้วยในช่วงปี 2530-2531
อยากทราบว่าการเติบโตช่วงนั้นหลักๆ
มาจากการเมืองมีเสถรียรภาพ และ มีการเปิดเสรีทางการค้าใหม่ๆใช่ไหมครับ
น่าจะเป็นยุคนายก ชาติชาย ใช่หรือไม่
พี่ ih คิดว่าเมื่อไหร่ไทยจะกลับไปมี gdp โตซัก 14-15% อีกครับ
ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างครับ
- การเติบโต 2 หลักช่วงนั้นมีหลายปัจจัยครับ ที่สำคัญอีกอย่างคือ การที่ประเทศเปลี่ยนจากการพึ่งพิงภาคการเกษตรเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีเงินลงทุนเข้ามาตั้งโรงงานของต่างชาติจำนวนมาก และแรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ผู้หญิงเข้าสู่ภาคแรงงานมากกว่าเดิมมาก ทำให้จำนวนแรงงานหรือ workforce เพิ่มขึ้นมาก
ในปัจจุบัน อัตราการเข้าสู่ภาคแรงงานของเพศหญิงไม่ได้เพิ่มแล้ว และแรงงานจากภาคเกษตรก็ไม่ได้เข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมากนัก รวมถึงการลงทุนของต่างชาติก็ไม่ได้มากมายเหมือนช่วงปี 2530 เพราะค่าแรงและต้นทุนการผลิตของไทยไม่ได้มีความได้เปรียบมากเหมือนเมื่อก่อน รวมถึงมีประเทศกำลังพัฒนาเกิดใหม่ที่เป็นทางเลือกอีก เช่น จีน อินเดีย หรือยุโรปตะวันออก
ดังนั้นการที่เราจะมี GDP โต 14-15% คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วครับ สามารถฟันธง และ confirm ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งหมอลักษณ์หรือหมอกฤษณ์ครับ
9. เงินที่จีนจะเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านๆหยวน
มีนักวิเคราห์บางคนบอกว่า อาจจะเอาเงินมาจากการขาย
พันธบัตร us ที่อยู่ในรูป reserve มีความเป็นไปได้ไหมครับ
และถ้าเป็นยังงั้นจริงจะส่งผลให้ค่าเงินดอลแข็งใช่ไหมครับ
- ถ้าจีนขายพันธบัตรสหรัฐ แล้วนำเงินกลับประเทศจะทำให้ค่าเงินดอลอ่อนนะครับ เพราะเป็นขายดอลล่าร์ซื้อหยวน
แต่โดยปกติแล้วเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นรัฐบาลสามารถออกพันธบัตรรัฐบาลและกู้เงินจากระบบ ( ผู้ฝากเงิน สถาบันการเงิน ) ได้ครับ แต่การกู้เงินจากระบบจะไปแย่งเงินจากภาคเอกชนมา ซึ่งจะไปลดทอน ( crowding out ) การลงทุนภาคเอกชนได้ ดังนั้นเพื่อลดผลของ crowding out ธนาคารกลางก็จะพิมพ์เงินเพิ่มมาส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการใช้เงินเพิ่มขึ้นของภาครัฐด้วยครับ แต่การพิมพ์เงินเพิ่มจะต้องอยู่ในจำนวนที่เหมาะสมไม่มากเกินไปที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงได้ครับ
แต่ในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆ การใช้เงินของภาครัฐโดยชดเชยโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลนั้นจะทดแทนการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคที่น่าจะลดลงในช่วงนั้นครับ กล่าวคือ เมื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้นานๆ เศรษฐกิจจะถดถอยไปเรื่อยๆ ภาครัฐต้องใช้จ่ายแทนครับ
หลักการบริหารการคลังก็จะเป็นลักษณะนี้ครับ เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจดี ภาคเอกชนและผู้บริโภคกล้าใช้เงิน ภาครัฐจะต้องประหยัดแทนครับคือ ควรมีงบประมาณเกินดุล แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ เอกชนไม่กล้าใช้เงิน ภาครัฐต้องใช้เงินแทนครับ คือ ควรมีงบประมาณขาดดุล
10.ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของ us ในเดือน ตุลาคม ออกมาที่
237200 ซึ้งมากกว่าเดือนตุลาปีที่แล้ว 4 เท่า และมากกว่าของ 6 เดือนแรก
ปีที่แล้วรวมกัน เข้าใจว่าเพราะไปช่วยเพิ่มทุนสถาบันการเงิน
แต่ตัวเลขที่ขาดดุลมากขนาดนี้ จะส่งผลยังไงตามมาครับ
เพราะว่ารัฐของต้องมีหนี้มากขึ้น ก็หมายถึงต้องออกพันธบัตรมาใช่ไหมครับ
ออกพันธบัตรเยอะๆจะทำให้ค่าเงินอ่อน เกี่ยวไหมครับ
สมมุติประเทศอื่นซื้อพันธบัตร us ไปก็เหมือนกับเงิน us ไหลออกใช่ปะครับ
- ต่อเนื่องจากข้อ 9 ครับ ปกติแล้วการออกพันธบัตรรัฐบาลมักจะตรงทำควบคู่กับการพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งการพิมพ์เงินเพิ่มก็จะทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มและจะทำให้ค่าเงินอ่อนครับ แต่กรณีของสหรัฐจะพิเศษตรงที่พันธบัตรรัฐบาลถูกซื้อโดยรัฐบาลประเทศอื่นๆ เพื่อใช้เป็นทุนสำรองและนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ที่ต้องการการลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อประเทศอื่นซื้อพันธบัตรสหรัฐ ก็หมายความว่าจะต้องซื้อเงินดอลล่าร์ครับ ดังนั้นคือ เงินไหลเข้านะครับไม่ใช่ไหลออก และค่าเงินสหรัฐเลยไม่ค่อยอ่อนลงและอาจจะแข็งค่าขึ้นด้วยครับจากกรณีนี้
เหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพิมพ์เงินเพิ่มได้ไม่ค่อยมีขีดจำกัด และยังไม่ค่อยทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะมีหลายๆ ประเทศที่ใช้ธนบัตรสหรัฐควบคู่กับเงินสกุลของตัวเอง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่การเมืองไม่มั่นคง หรือมีอัตราเงินเฟ้อสูงๆ เช่น โซเวียตสมัยก่อน แอฟริกา ละตินอเมริกาบางประเทศ ซึ่งเราอาจจะเคยเห็นในหนังแนวมาเฟียบางเรื่อง เปรียบเทียบก็เหมือนกับที่ประเทศลาวและพม่ายินดีที่จะรับเงินบาทในการซื้อขายและอาจจะยินดีรับมากกว่าเงินสกุลตัวเองในบางช่วงเวลา ธนบัตรสหรัฐจึงเป็น hard currency คือเงินสกุลแข็ง ซึ่งถูกนำมาใช้สื่อในการแลกเปลี่ยน ทำให้เงินดอลล่าร์จึงเหมือนแบงค์กงเต๊กคือ พิมพ์ออกมาได้เรื่อยๆ แต่ที่ต่างจากแบงค์กงเต็ก คือ มันใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้น่ะสิครับ เพราะความเชื่อมั่นในประเทศสหรัฐ In dollar, we trust ครับ
11. ทำไมตลาดหุ้น usa ถึงตกน้อยกว่าตลาดหุ้นที่อื่น ทั้งๆที่ usa เป็นต้นตอของปัญหารอบนี้ อย่างหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ก็ลงมากกว่า 50% แต่ usa high
14000 ตอนนี้ยังมากกว่า 8000 เลยครับ เป็นเพราะว่านักลงทุนของเขาส่วนใหญ่
เป็นสถาบันที่ไม่ขี้ตกใจเหมือนประเทศอื่นๆปะครับ
- ก็เหมือนนักลงทุน VI ครับ เมื่อหุ้นลงแล้วเราคิดว่าจะถือเงินสดบางส่วน เราคงเลือกขายหุ้นที่เราชอบหรือมั่นใจน้อยที่สุด ดังนั้นถ้าประเทศสหรัฐมีปัญหาและสถาบันการเงินต้องขายหุ้นส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินกลับมา ก็คงเลือกขายหุ้นในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศตนเองก่อนครับ และอีกประการหนึ่ง คือ หุ้นใน DJ หรือ S&P หลายตัวนั้นมีลักษณะ Well diversified คือ มีรายได้จากทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น หุ้นอย่าง Coca Cola , P&G , Kellogg, Phillip Morris , Microsoft ซึ่งจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งหุ้นพวกนี้มักจะแข็งกว่าตลาดครับ ดังนั้น จริงๆ แล้วหุ้นไทยบางตัวที่ส่งออกไปสหรัฐมากๆ ยังเสี่ยงกว่าหุ้นในสหรัฐอย่าง Coca Cola หรือ Phillip Morris ( บุหรี่ Marlboro ) เสียอีกครับ
12.ตามหลักเศรษฐศาสตร์ถ้าประเทศไหนยิ่งมี reserve เยอะก็จะทำให้ค่าเงินแข็งใช่หรือไม่ reserve ของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงญี่ปุ่น ถ้าเป็นแบบนี้ค่าเงินหยวนควรจะแข็งค่ากว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันเยอะเลยใช่หรือไม่ครับ
- Reserve ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการ manage ค่าเงินเพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็งเกินไปครับ กล่าวคือ ประเทศที่ใช้ fixed exchange rate อย่างจีน ถ้า reserve เพิ่มแสดงว่าธนาคารกลางมีการซื้อดอลล่าร์และขายเงินหยวน ซึ่งเกิดจากการที่จีนมีเงินดอลล่าร์เข้ามาจำนวนมากจากการเกินดุลการค้า ซึ่งการเกินดุลการค้าแสดงว่า การส่งออก ( เงินดอลล่าร์ที่ได้มา ) สูงกว่า การนำเข้า ( การใช้เงินดอลล่าร์ ) ดังนั้นเมื่อจำนวนที่ได้มานั้นมากกว่าความต้องการใช้ทำให้มีดอลล่าร์ส่วนเกิน หากธนาคารกลางไม่เข้าแทรกแซงก็จะทำให้ค่าเงินหยวนนั้นแข็งค่าขึ้น ( ดอลล่าร์แข็งค่าเทียบหยวน ) ซึ่งการที่จีนใช้ fixed exchange rate แสดงว่าจะปล่อยค่าเงินแข็งไม่ได้ ดังนั้นธนาคารกลางจีนจึงจำเป็นต้องซื้อดอลล่าร์เข้ามา จึงทำให้ reserve เพิ่มขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม reserve นั้นทำให้ธนาคารกลางประเทศนั้นๆ มีต้นทุน คือ เมื่อซื้อดอลล่าร์เข้าไปต้องมีการออกเงินหยวนเพื่อจ่ายออกไป ซึ่งจะทำให้ monetary base เพิ่มขึ้นซึ่งจะกระทบกับ money supply ซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางจะต้องต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดสภาพคล่องส่วนเกิน หรือเรียกว่า sterilization ออกไป ซึ่งดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นเป็นต้นทุนของธนาคารกลางในการมี reserve เพิ่มขึ้น
ดังนั้นประเทศที่มี reserve เพิ่มขึ้นมากๆ วันหนึ่งจะต้องปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้นมาบ้างเพื่อให้การเกินดุลการค้าลดลง และตรงกันข้าม ประเทศที่ reserve ลดลงมากๆ หรือใกล้หมด จะต้องปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อให้เกินดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยเมื่อปี 40 ก็เป็นเช่นนี้
คำตอบข้อนี้อาจจะซับซ้อนไปบ้างสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ผ่านวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค 101 มา แต่ยืนยันครับว่าเป็น course 101 คือ เบื้องต้นจริงๆ เพราะไม่ได้มีการวาด IS-LM หรือเข้าสมการใดๆ เลย และสามารถหาหนังสือมาอ่านเพิ่มได้ไม่ยากครับ ลองอ่าน เศรษฐศาสตร์มหภาค ของ อ. รัตนา สายคณิต ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ดูได้นะครับ
13.อยากทราบมุมมองว่าค่าเงินดอลในระยะ 2-3 ปีมีแนวโน้มแข็งขึ้นหรืออ่อนค่าลง เนื่องจากมีหลายเสียง บางคนบอกว่าตอนนี้แข็งขึ้นเพราะต้องนำเงินจากทั่วโลก
กลับไปแก้ปัญหาสถาบันการเงินทำให้ค่าเงินแข็งชั่วคราว แต่จริงๆพื้นฐานเศรษฐกิจของเขาไม่ดี แต่บางคนบอกว่าสภาวะตอนนี้ทุกคนต้องที่ที่เป็น safe heaven มากที่สุดนั้นก็คือ พันธบัตร usa ซึ้งทำให้ bond yield 10 ปี ตอนนี้ต่ำมาก
- ครับ ทุกคนมองว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐเลวร้ายเพียงใด พันธบัตรสหรัฐยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดอยู่ดีครับ เพราะทุกคนเชื่อว่าสหรัฐก็ยังน่าจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แต่หากผ่านไม่ได้จริงๆ คือสหรัฐล้ม ไม่ว่าถือเงินสกุลไหนก็ซวยอยู่ดีครับ หลายๆ ประเทศก็ยังเพิ่มเงินทุนสำรองที่เป็นสกุลดอลล่าร์อยู่ เหตุผลหนึ่งที่พันธบัตรสหรัฐหรือเงินดอลล่าร์เป็น safe heaven ก็เพราะเงินสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร เยน ก็ยังไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีนักครับเพราะเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ว่าดีครับ และอีกอย่างที่สำคัญคือ ราคาสินค้า commodity ต่างๆ ก็ยังซื้อขายกันเป็นเงินดอลล่าร์ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเงินดอลล่าร์ก็ยังมีอิทธิพลสูงมากในตลาดโลก
14.ตามปกติแล้ว ถ้าดอกเบี้ยนโยบายของไทยสูงกว่าประเทศ usa(rp สูงกว่า fed fund) จะทำให้ค่าเงินแข็งใช่หรือไม่เพราะว่า เงินจากต่างประเทศจะเข้ามาในไทยเพื่อรับดอกเบี้ยที่สูงกว่า ฉะนั้นการที่แบงค์ชาติเพิ่งลดดอกเบี้ย r/p ลง 1% น่าจะทำให้ค่าเงินยิ่งอ่อนเร็วขึ้นใช่หริอไม่ เพราะส่วนต่างลดน้อยลง
ปัจจัยด้านดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการไหลเข้าของออกของเงินเท่านั้นครับ การไหลเข้าออกของเงินขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากครับ เช่น
- การคาดการเงินเฟ้อในอนาคต หากเงินเฟ้อประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ แม้ดอกเบี้ยสูงก็อาจจะไม่ดึงดูดให้เงินไหลเข้าเพราะว่าการที่เงินเฟ้อสูงจะทำให้มูลค่าของเงินนั้นลดลง ( เงิน 1 บาทซื้อสินค้าได้น้อยลง )
- เสถียรภาพทางการเมือง ความเสี่ยงของประเทศ เนื่องจากเงินที่ไหลเข้าต้องมีที่ไป เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นนักลงทุนจะต้องดู default risk หรือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยปากีสถานจะสูงกว่าสหรัฐ 1% หากเราเป็นนักลงทุนเราคงเลือกสหรัฐมากกว่า
- การเติบโตของเศรษฐกิจ ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงจะดึงดูดให้มีเงินลงทุนไหลเข้าในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนทางตรงอื่นๆ เช่น สร้างโรงงาน
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็จะมีส่วนที่ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงได้บ้างครับ แต่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยบ้านเรายังสูงกว่าดอกเบี้ยสหรัฐอยู่เหมือนกันครับ หาก ธปท. ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า ผมคิดว่าอัตราดอกเบี้ย R/P ในปีหน้าควรจะลดลงอีกประมาณ 1.5% เป็นอย่างน้อยครับ
1.หุ้นในกลุ่มบันเทิงอย่าง work ซึ้งเป็นผู้ผลิตรายการนั้นไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวใช่ไหมเพราะธรรมชาติของคนต้องการความแปลกใหม่เสมอ
1.2ถ้ามีรายการที่โดนใจคนดูเกิดขึ้นเราควรจะหาจังหวะขายหุ้นทิ่งหรือไม่เพราะยากที่จะมีรายการใดที่อยู่ในกระแสความนิยมระยะยาวได้
1.3ผู้ผลิตรายการมีปัญหาอีกอย่างนึงก็คือต้องรักษาบุคลากรเก่งๆให้อยู่กับบริษัทได้
- ช่วงที่ WORK เข้าตลาดหุ้นก็เป็นช่วงที่ WORK ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง โดยครองส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูงในส่วนของรายการประเภทเกมโชว์และ variety จุดเด่นของ WORK อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเกมโชว์และรายการต่างๆ และความสามารถของพิธีกร
แต่หลังจากเข้าตลาดหุ้นแล้วไม่สามารถก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้ และก็ต้องยอมรับว่าการที่ WORK จะโตจากระดับที่เข้าตลาดหุ้นก็ทำได้ลำบากครับเพราะตลาดมีอยู่ได้เพียงตลาดในประเทศเป็นหลักเท่านั้น คงจะไม่เหมือนบริษัทด้านนี้ในสหรัฐที่สามารถขยายฐานผู้ชมได้ทั่วโลกครับ นอกจากนี้ WORK ณ ปัจจุบันยังคงพึ่งพาบุคลากรหลัก 2 คน คือ คุณปัญญาและคุณประภาส ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้ยังขาดคนใดคนหนึ่งไปยังไม่ได้ เลยเหมือนหลอดไฟ 2 หลอดที่ต่ออนุกรมกันครับ คือ ถ้าหลอดใดหลอดหนึ่งขาดก็จะทำให้อีกหลอดดับไปด้วย ดังนั้น การที่หุ้นลง ธุรกิจ WORK ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายครับ เพียงแต่เข้าตลาดช่วงที่ peak ของธุรกิจไปแล้วครับ อีกบริษัทที่เข้าตลาดช่วง peak และหลังเข้าตลาดแล้วธุรกิจแย่ลงไปมากคือ Matching ครับ เพราะไปทำธุรกิจที่ตนเองไม่มีความถนัดคือ การสร้างภาพยนตร์ครับ
2.หุ้น อสมท ควรมี pe สูงกว่า bec ใช่ไหมในแง่ที่เป็นเจ้าของคลื่นแต่ bec ต้องไปเช่าคลื่นจาก อสมท
2.2ถ้าแบบนี้หุ้น อสมท ก็ควรมี beta ต่ำกว่า bec เพราะว่ามีสัดส่วนรายได้ที่สม่ำเสมอกว่าใช่ไหม
- บังเอิญนักลงทุนประเภทสถาบันให้ p/e ของ bec สูงกว่าเพราะอาจจะเห็นว่า bec เป็น บ. เอกชน มีประวัติการบริหารที่ดีมายาวนาน และ mcot ก็มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อธุรกิจและมีผลต่อผู้ที่จะมาเป็น ผู้อำนวยการ ครับ นอกจากนี้ หากตัดส่วนแบ่งค่าเช่าและสัมปทานจาก bec และ true vision ออกไปแล้วจะเห็นว่า mcot จะมีกำไรจากการดำเนินการธุรกิจหลัก ( ช่อง9 และรายการวิทยุ ) ไม่มากเท่าไหร่นักครับ ดังนั้นนักลงทุนส่วนหนึ่งอาจจะไม่แน่ใจว่ารายได้จากค่าสัมปทานจะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอนในอนาคตครับ
2.3หุ้นกลุ่มนี้ถือว่ามี barry to entry การเข้ามาของรายใหม่ที่สูงหรือต่ำ เพราะว่า cable tv เถื่อนต่างๆไม่น่าจะใช้เงินลงทุนสูง
- ตลาด TV ประเทศไทยเป็นตลาด mass คือ ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน และคนไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ใช้เวลาแต่ละวันในการดู TV มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่กลับอ่านหนังสือน้อยกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นตลาดรองอย่าง True vision หรือ เคเบิ้ลต่างๆ ยังครอบคลุมประชากรในกลุ่มที่ยังไม่มากนักครับ ดังนั้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการโฆษณาในระดับ mass จึงยังต้องเลือกโฆษณาทาง TV เป็นหลักอยู่ครับ ดังนั้นคู่แข่งทางตรงของ BEC MCOT ก็คือ Free TV ด้วยกันครับ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะมี free TV ช่องใหม่เกิดขึ้นครับ
3.หุ้นโรงแรมเป็นหุ้นที่มีความน่าลงทุนต่ำเพราะเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูง และ เมื่อสร้างโรงแรมใหม่กว่าจะเต็มได้ก็ต้องใช้เวลานาน แถมถ้าไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ไม่น่ามีคนมาเยอะ จริงๆแล้วหุ้นกลุ่มนี้ไม่น่าจะมี pe ที่สูงกว่าตลาด
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นว่ายังไง
- ปกติคนทำธุรกิจโรงแรมเวลาทำ feasibility study หรือหา Project IRR จะใช้สมมุติฐานคนเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 50-70% ครับ คือ ต้องอยู่ได้แม้ occupancy จะอยู่เพียง 50% ซึ่งหมายความว่าจะมีช่วง high และ low season ดังนั้นคงจะต้องดูว่าที่ occupancy rate 60-70% หุ้นโรงแรมนั้นจะมีกำไรมากน้อยเพียงใดครับ จุดเด่นของ รร. คงจะเป็นเรื่องการเป็นธุรกิจที่สามารถตั้งราคาบริการหรืออาหารได้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนครับ และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากยอดจำนวนเข้าออกสนามบินหลักคือ สุวรรณภูมิ นั้นติด 1 ใน 20 ของสนามบินทั่วโลก ดังนั้นธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมานับว่าเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลกครับ ที่ผ่านมาจึงมี p/e สูงกว่าตลาด เว้นเสียว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานที่กระทบกับการท่องเที่ยวอย่างถาวรครับ
โรงแรมที่อยู่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจะน่าสนใจกว่า รร. ที่อยู่เขตภูเขาครับเพราะว่าช่วง low season ของแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจะกินระยะเวลาน้อยกว่าและยอดเข้าพักไม่ต่ำลงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับรีสอร์ตที่ติดภูเขา เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวภูเขานั้นจะมี high เพียงช่วง ตุลาคม-กุมภาพันธ์ เท่านั้นครับ
- 4.2แต่ถ้าเป็นภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำมากหุ้นโรงไฟฟ้าน่าจะมี pe สูงกว่าตลาดใช่ไหม เพราะว่า ตอนทำสัญญาโรงไฟฟ้าก็มากกว่าดอกเบี้ยไปแล้ว พูดไปก็เปรียบเหมือน bond ระยะยาวที่ log ดอกเบี้ยสูงๆไว้แล้ว
- ใช่ครับ จะสังเกตว่าหุ้นอย่าง RATCH EGCO เหมือนจะ outperform ตลาดหลังการลดดอกเบี้ย 1% ครั้งที่ผ่านมาครับ หุ้นโรงไฟฟ้ามีลักษณะบางประการที่คล้าย bond อยู่ แต่ก็มีสิ่งที่ไม่เหมือนตรงที่สัญญาโรงไฟฟ้ามีอายุสัมปทาน 30 ปีซึ่งจะมีความเสี่ยงตรงตอนหมดอายุสัมปทานว่าจะได้ต่อในเงื่อนไขอะไร และโครงสร้างรายได้ของโรงไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานนั้นจะไม่ได้เป็นแบบ flat rate คือ จะสูงสุดในช่วงกลางๆ ของอายุสัญญาและจะน้อยลงในช่วงท้ายๆ หรือมีลักษณะเป็นโค้งระฆังคว่ำครับ
5.ทำไมธนาคารขนาดเล็กในไทยจึงมักถูก take over จากธนาคารต่างประเทศ ผมแปลกใจว่าทำไมธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นถึงไม่มาตั้งสาขาเองเลย หรือว่ามีกฎหมายอะไรห้ามไว้หรือไม่ครับ ส่วนตัวผมมองว่า การ take over ไปก็ได้สาขา ได้ระบบที่ลงเอาไว้ ได้พนักงานเลยไม่ตอ้งไปเริ่มต้นจาก 0
- มีกฎ ของ ธปท. ที่ให้ธนาคารต่างประเทศเปิดสาขาได้เพียงสาขาเดียวครับ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าธนาคารต่างประเทศอย่าง HSBC ก็จะมีสาขาในประเทศไทยสาขาเดียว ผมไม่แน่ใจว่ากฎนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่ครับ ส่วนที่มีการ take over สิ่งที่จะได้คือ สาขาและฐานลูกค้าครับ ส่วนพนักงานผมเองไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเค้าอยากได้ด้วยหรือเปล่า เพราะธนาคารขนาดเล็กหรือกลางที่ถูก ธ. ต่างชาติซื้อไปก็มีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือ early retired อยู่พอสมควรครับ
6.หุ้นอย่าง tcap และ tisco จะมีความสัมพันธ์กับ gdp สูงกว่าหุ้นแบงค์ขนาดใหญ่ ใช่หรือไม่ เพราะว่าสองตัวนี้ปล่อยสินเชื่อรถยนต์เยอะ ซึ้งยอดขายรถยนต์สัมพันธ์กับ gdp สูง
- น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่ก็แปลกที่ tisco ก็ยังมี NPL ค่อนข้างต่ำและยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารครับแสดงว่ามีการบริหารลูกหนี้ที่ดี แต่ปีหน้า loan growth น่าจะติดลบจากยอดขายรถที่แย่ลงครับ แต่การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีกับหุ้นที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์ครับเพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง ในขณะที่ฝั่งรายได้คือ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นไม่ลดลง เพราะการผ่อนรถเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ครับ
7.ผมได้ยินนักวิเคราะห์ท่านนึงบอกว่าหุ้นธนาคารตอนนี้ถูกมาก โหยเขาใช่วิธี
p/bv valuation เขาให้เหตุผลว่า สมัยวิกฤติปี 40 หุ้นธนาคารยัง trade ที่ pbv ไม่ต่ำกว่า 1 เท่า แต่ตอนนี้หุ้นธนาคารหลายตัวต่ำกว่า bv มาก
เขาบอกว่าเขาไม่ใช่ pe เพราะว่า manipulate ง่าย จากการ provision
แต่ประเด็นคือ bv จะมีคุณภาพหรือไม่ เพราะคงยากที่จะไปวิเคราห์ว่า สินเชื่อที่เขาปล่อยกู้มีคุณภาพไหม ไม่ทราบว่ามีมุมมองอย่างไร นักวิเคราห์ท่านนั้นยีงบอกต่อไปอีกว่าตอนนี้หุ้นธนาคารสะท้อนข่าวร้ายไปหมดแล้ว
- p/bv อาจจะสูงขึ้นหากเศรษฐกิจถดถอยหนักจนทำให้ธนาคารบางแห่งอาจจะมีผลการดำเนินงานขาดทุนจากการตั้งสำรอง NPL ครับ ดังนั้น p/bv ตอนนี้สำหรับบางธนาคารจึงอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าต่ำและถูกจนต้องรีบร้อนเข้าไปซื้อครับ และการถือหุ้นธนาคารนั้นเรารู้ข้อมูลน้อยมากครับโดยเฉพาะคุณภาพของลูกหนี้และการปล่อยสินเชื่อครับ
8.มีคนบอกว่าหุ้นkk ในปี 43 วิ่งจาก 2 บาทไป 80 บาทอยากให้พี่ ih ช่วยเล่าใหัฟังหน่อยว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าผมหาขัอมูลเรื่องนี้ไม่ได้เลย เรื่องมันต้อง 8-9 ปีมาแล้ว
- ในปี 40 มีการปิดกิจการ 58 ไฟแนนซ์ครับ แต่ในปี 42 มีเพียง 2 ไฟแนนซ์จาก 58 แห่งที่ถูกปิดสามารถดำเนินการต่อได้คือ KK และ ACL ดังนั้นหลังจากปลด SP แล้ว KK ก็สามารถเพิ่มทุนได้ทำให้พ้นขีดอันตราย และ KK สามารถเข้าประมูลหนี้จาก ปรส. มาบริหารได้จำนวนพอสมควรเลยครับ ทำให้กำไรดีขึ้นมามาก ประกอบกับปี 42 ตลาดหุ้นขึ้นจาก 300 จุดไป 500 กว่าจุด หุ้น KK จึงวิ่งยาวเลยครับ
เกณฑ์ในการเลือกปิดกิจการสถาบันการเงินตอนนั้นทางการใช้จำนวนและสัดส่วนที่สถาบันการเงินต่างๆ กู้ยืมเงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ ครับ เลยทำให้สถาบันการเงินบางแห่งที่อาจจะไม่ได้ขาดสภาพคล่องหนักหรือมีปัญหาทางการเงินยากเกินเยียวยานั้นถูกปิดไปด้วยครับ
8.2แล้ววิกฤติรอบนี้น่าจะเป็นโอกาสในการซื้อ kk-w3 หรือไม่
ถ้าดูจากคำตอบข้อ 8.1 แล้วจะเห็นว่าสถานการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการครับ และตอนนั้นราคา KK คือ 2-4 บาท แต่ KK-w3 ยังเกิน 4 บาทอยู่เลยครับ และดูเหมือนจะเป็น warrant มีอายุคงเหลืออีกไม่มากแล้วนะครับ เกรงว่าเศรษฐกิจจะฟื้นไม่ทัน warrant หมดอายุเสียก่อนครับ
9.นักวิเคราห์บางคนเชียร์หุ้นกลุ่มสื่อสารโดยให้เหตุผลว่า ตลาดมือถือเดิมนั้นอยู่ในขั้นอิ่มตัวแล้วโดยดูจาก ยอด penetration rate ที่ 93% นักวิเคราะห์ท่านนั้นให้เหตุผลว่า 3 g จะเป็น structural change ของกลุ่มสื่อสารโดยมีเหตุผลคร่าวๆดังนี้
-สัปทานเดิมของ 3 เจ้าใหญ่ที่ใกล้หมดอายุ ถ้าทำ license 3g ออกมาน่าจะมีอายุของ 3g ภายใต้สัมปทานใหม่ต่อปีอีก 30 ปี ถ้าสมมุติ 3g เริ่มลงทุนได้ปีหน้า ก็น่าจะหมดอายุประมาณปี 2582
ปกติที่ผมเห็นเวลานักวิเคราะห์คำนวณ DCF จะทำ terminal value คือ สมมุติว่าได้ต่อสัมปทานหลังหมดอายุสัมปทานอยู่แล้วด้วยเหมือนกันครับ คำถามที่ผมเองยังไม่มีเวลาหาคำตอบ คือ ทั้ง AIS DTAC และ TRUE จะสามารถได้รับสัมปทาน 3G ทั้ง 3 บริษัทเลยรึเปล่าครับ หรือต้องประมูลแข่งกันและมีบางบริษัทเท่านั้นที่ได้ไป คุณ Hong ทราบไหมครับ?
-ทุกวันนี้ 3 ค่ายใหญ่เสีย revenue sharing ประมาณ 25-30% แต่ถ้าทำ license 3 g น่าจะเสีย ลดลงมากสุดไม่น่าเกิน 17%
อย่างนั้นเลยเหรอครับ และหน่วยงานรัฐที่ได้ค่าสัมปทานน้อยลงจะตอบคำถามประชาชนและสหภาพอย่างไรครับ พอจะมีที่มาของข้อมูลนี้ไหมครับ?
-จะได้เพิ่มสัดส่วนรายได้จาก non-voice มากขึ้น หรือพูดง่ายๆว่าจะ
Create demand ใหม่ขึ้นมา
- ตอนนี้เราก็เป็น 2.5G อยู่แล้ว คือ มีการส่งภาพได้ในระดับหนึ่งผ่าน sms และ mms แต่ 3G น่าจะทำให้มีความสะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ผมคิดว่าตลาดมือถือเราตอนนี้เป็น mass แล้วครับ กลุ่มคนที่จะใช้ประโยชน์จาก 3G นั้นน่าจะอยู่ในวงที่ไม่มากนักครับ เพราะแม่ค้า คนงาน เกษตรกร คงไม่น่าจะสนใจหรือมีงบประมาณที่จะมา download ดูหนังหรือส่ง VDO ผ่านมือถืออะไรเท่าไหร่ครับ
อยากทราบมุมมองพี่ ih ว่าจะ change จริงไหมครับ structure
- ผมมองเพียงแค่เป็นพัฒนาการครับ แต่ไม่น่าจะทำให้ change อะไรมากครับ เว้นเสียว่าหากต้องลงทุนสูงๆ เช่น เป็นหมื่นล้าน แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก non-voice ไม่มากเท่าที่คิด ก็อาจจะทำให้พื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ change ในทางแย่ลงได้ครับ คุ้นๆ ว่าผมเคยอ่านข่าวว่ากำไรของ บ. มือถือในยุโรปแย่ลงเพราะแย่งกันประมูล และลงทุนใน 3G ในจำนวนเงินที่สูง ลองตรวจสอบข้อมูลนี้ดูนะครับ
10.ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่หุ้นกลุ่มสื่อสารแข็งแกร่งกว่าตลาดเยอะมากจะเป็นเพราะมีข่าว 3 g หรือไม่ ดูแล้วหลายตัว pe ก็แพงแต่ราคาแข็งกว่าหุ้นค้าปลีกกับโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ผมดูแล้วก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกัน
ส่วนหนึ่งผมคิดว่า มือถือตอนนี้ถือว่าเป็นบริการที่มีความจำเป็นสูง และต้องซื้อบริการทุกวัน เปรียบได้กับปัจจัย 4 ประเภทอาหาร และยารักษาโรคไปแล้วครับ อย่างเสื้อผ้า บ้านแม้ยังต้องใส่ต้องอยู่อาศัยแต่ก็ชะลอการซื้อไปได้นาน แต่มือถือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถยกเลิกการใช้ได้ครับ ผมเห็นเศรษฐกิจไม่ค่อยดีก็ยังมีคนส่ง sms ไปตามรายการ TV ต่างๆ และดูจากข้อความที่ส่งไปแล้วผมรู้สึกว่าความคุ้มค่าเทียบกับเงินที่เสียไปครั้งละ 3 บาทนั้นมันน้อยมาก จน โน๊ต อุดม เอาไปแซวในเดี่ยวไมโครโฟน 7 ที่มีคนส่ง sms ไปในรายการข่าว TV ว่า “ ลำปางหนาวมาก “ อยากรู้มั้ยเนี่ย? เพียงแต่คนที่ส่งอาจจะเห็นว่ามันก็แค่ 3 บาทซึ่งเงิน 3 บาทจะซื้ออะไรได้อะไรทำนองนี้มั้งครับ และคนส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่อายุไม่มากนักและส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนที่หาเงินใช้เอง
11.หุ้น property หลายตัวที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการ เช่น
ถ้าใช้งบ 3q08 ap เอา current asset – total liability เหลือ 5668 แต่ market cap ที่ราคา 1.72 นั้นมีแค่ 4015 ซึ้งจะเรียกว่าต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการก็คงจะได้(ไม่รู้ว่าเรียกว่าต่ำกว่ามูลค่าซากได้ป่าว)
ส่วน ps ใช้วิธีเดียวกันได้ส่วนต่างออกมา 7505 ซึ้งถ้าเทียบกับ market cap ที่ราคา 3.30 7582 ก็ถือว่าพอๆกับมูลค่าตลาด
ส่วนตัวมองว่าหุ้นสองตัวนี้มีผู้บริหารที่มี vision สูง และมีการทำกำไร
ในหลายปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี มีฐานะเป็นผู้นำตลาด
แต่กลับซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการ
มันจะไม่ถูกเกินไปหน่อยหรือครับ
ไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มีจุดอ่อนอะไรไหมครับ
- คงเป็นมุมมองได้ว่าหุ้นตัวนี้ ณ ราคาที่พูดถึงนี้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกสำหรับการลงทุนในระยะยาวๆ เพียงแต่ในระยะสั้นๆ 1-2 ปีนี้ หากเราซื้อ AP ทั้งบริษัท หรือผู้บริหารมีความคิดที่จะเลิกกิจการด้วยการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือทั้งหมดและไปคืนหนี้ แล้วนำเงินที่เหลือทั้งหมดไปคืนผู้ถือหุ้นนั้น ก็ยากที่จะได้มูลค่า 5668 ล้านครับ เพราะราคาสินทรัพย์ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจแย่ๆ นั้นอาจจะขายได้ต่ำกว่ามูลค่าที่อยู่ใน book ได้ครับ ถ้าเป็นสินทรัพย์ประเภทอสังหาฯ ถ้าเป็นทำเลดีๆ ยังพอที่จะขายได้ราคาใกล้เคียงกับ book แต่ถ้าเป็นโรงงานหรือเครื่องจักร หรือสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้การค้า สิ่งที่ได้กลับมาอาจจะต่ำกว่า book ได้ครับ
ผมยกตัวอย่าง มีบริษัทหนึ่งในกลุ่มเครื่องจักรกล ตอนนี้เหมือนว่าออกจากตลาดไปแล้วชื่อ TEM ( Thai engine manufacturing ) ทำเครื่องไถนายี่ห้อมิตซูบิชิ ที่เคยมีโฆษณาดังๆ ตอนก่อนถูก SP มี Bv 60 กว่าบาท และหุ้น ซื้อขายกันที่ 3-4 บาท โอ้โห้ p/bv 0.05 เท่าแน่ะครับ ปรากฎว่าสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้การค้า ท้ายสุดแล้วตามเก็บหนี้ไม่ได้ สินทรัพย์หมุนเวียนเลยหายวับไปกับตา ในขณะที่หนี้สินยังคงอยู่ หุ้นจึงต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการไปเลยครับ
หุ้นอีกตัวที่เคยมี bv สูงมากๆ และ p/bv ต่ำมาก และ p/e ก็ต่ำมาก เป็นกับดักหุ้น value หรือ value trap อย่างแท้จริง คือ หุ้นในกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ รายการใหญ่ของสินทรัพย์หมุนเวียน คือ ลูกหนี้การค้า ซึ่งท้ายสุดแล้วผู้สอบบัญชีพบว่าลูกหนี้การค้าที่แจ้งไว้นั้นไม่ได้อยู่ตามที่บริษัทให้ข้อมูลไว้ จนท้ายสุดดูเหมือนจะต้องมีการตั้งสำรองทั้งจำนวน ซึ่งท้ายสุดทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบและเข้าแผนฟื้นฟูตามระเบียบครับ
หุ้น prop อีก 2 ตัว แต่ไม่ใช่ตัวที่คุณ Hong พูดถึงนะครับ อยู่ในตลาดมานานเหมือนกันและผู้บริหาร 2 บริษัทนี้ก็เป็นญาติกัน แต่มีที่ดินหลายแปลงอยู่ต่างจังหวัดและมีโครงการอยู่ชานเมืองที่ปีหนึ่งขายได้ไม่กี่หลังแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากมีสนามกอล์ฟ ดังนั้นที่ดินเหล่านี้ถ้าขายออกไปน่าจะได้ราคาต่ำกว่า book ค่อนข้างจะมากแน่นอนครับ
และการปิดกิจการจริงๆ คงไม่ได้ทำง่ายๆ โดยเฉพาะธุรกิจประเภทโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานจำนวนมากๆ เราอาจจะเห็นตัวอย่างแล้วนะครับบางบริษัทเพียงแต่แค่จ่ายโบนัสลดลงจาก 4 เดือนเหลือไม่กี่พันบาท ยังประท้วงกันถึงปิดถนน ประสาอะไรกับถ้าหากมีการปิดกิจการแล้ว lay-off พนักงานออกในช่วงนี้จริงๆ เรื่องใหญ่แน่ๆ ครับ ดังนั้นวิธีการคำนวณนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจที่เป็นโรงงานครับเพราะมูลค่าหากเลิกกิจการนั้นจะลดลงไปมากหากจะต้องไปเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก
แนวคิดนี้เหมาะที่จะนำมาใช้กับบริษัทที่มีผู้บริหารดีใช้ได้ในระดับหนึ่ง และอาจจะไม่เหมาะกับหุ้นวัฎจักรนัก เพราะหุ้นวัฎจักรนั้นในช่วงที่ธุรกิจแย่ๆ นั้นจะมีช่วงที่ขาดทุนค่อนข้างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้ book value ลดลงไปทำให้หากเดิมใช้วิธีที่แล้วหุ้นนั้นถูกแต่เมื่อเวลาผ่านไปหุ้นอาจจะไม่ถูกก็ได้ครับ และไม่ควรใช้กับหุ้นที่ผู้บริหารมีการบริหารแบบ destroy value บริษัทไปเรื่อยๆ เช่น มีการบริหารไม่โปร่งใส มีการรั่วไหล หรือขาดความสามารถในการบริหารโดยมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรใหม่ๆ ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนของเงินทุนไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือ cost of equity ครับ
วิธีนี้น่าจะเหมาะกับธุรกิจที่มีสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ค่อนข้างง่ายในตลาดโลกครับ และมีผู้บริหารค่อนข้างใช้ได้ ที่เห็นจะใกล้เคียงน่าจะเป็นธุรกิจประเภทสำรวจขุดเจาะพลังงานหรือแร่ธาตุ ธุรกิจเดินเรือ ( ซึ่งอาจจะต้องอิงกับราคาตลาดของเรือที่มีอายุเท่าๆ กันในขณะนั้น ) อะไรทำนองนี้ครับ
ดังนั้น แนวคิดนี้ นำไปใช้ได้ครับ แต่ผู้นำไปใช้จะต้องมีความรู้ด้านการลงทุนในระดับหนึ่งและใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยครับ จะดูแต่สัดส่วนทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ
12.หุ้น tpipl ที่มี pbv 0.10 เท่าหรือ ส่วนของผู้ถือหุ้น 10% ที่ราคาตลาด
แถมยังมีการตั้ง provision ที่จะโดนฟ้องร้องไปแล้ว 6900 ล้าน
ซึ้งคดีจะออกหัวหรือก้อยก็ไม่รู้แต่ที่รู้คือ market cap เหลือแค่
5000 ล้าน ซึ้งถ้าเราคิดซะว่าเราซื้อ option ไป เพราะโอกาสที่จะเหลือแค่
0.05 ของ bv ก็คงน้อยมากๆ ราคานี้อาจจะมีคนสนใจจะมา take over ก็ได้หรือป่าวครับ
- หุ้นพวกนี้ต้องดูความสามารถในการชำระหนี้ด้วยครับ เพราะจุดตายของหุ้นพวกนี้คือ มักจะมีเจ้าหนี้เงินกู้ซึ่งในภาวะที่ธุรกิจไม่ค่อยดีอาจจะมีปัญหาในการคืนเงินต้นตามกำหนดเวลาได้ครับ และไม่ค่อยจะสามารถ roll หนี้ออกไปได้ ซึ่งถ้าเพิ่มทุนไม่ได้จะมีปัญหาทางการเงินตามมาและอาจจะเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการได้ แม้จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอนาคตรออยู่ก็ตาม หุ้นตัวหนึ่งที่มีความเสี่ยงตรงนี้อยู่คือ TRUE ซึ่งเป็นหุ้นที่มีสินทรัพย์มาก มี market cap ต่ำมากและมีบริการทีเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากเราไปกู้หนี้นอกระบบมาและมีกำหนดคืนเดือนหน้า แต่ปีหน้าเราจะได้รับมรดกจำนวนหนึ่งที่มากกว่าหนี้นอกระบบที่กู้มาถึง 5 เท่า แต่ประเด็นนี้จะนำเป็นเหตุผลที่ดีในการขอยืดหนี้จากเจ้าหนี้ได้หรือไม่นั้นก็คงทราบคำตอบนะครับ เพราะสิ่งที่เป็นประมาณการที่จะเกิดในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนโดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้
หุ้นตัวที่ถามถึงมานั้นก็พอจะทราบกันดีอยู่นะครับว่าตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร วันที่มันมี p/bv 0.3 หรือ 0.2 เท่า ก็อาจจะมีคนซื้อเพราะคิดว่ามันถูกเช่นกัน หุ้นประเภทนี้เวลาตลาดลง ก็ลงแรง เวลาขึ้นก็ขึ้นแรง คำถามคือ เรากล้าซื้อหุ้นแบบนี้เกิน 10% ของพอร์ตหรือไม่ หุ้นพวกนี้ถ้าซื้อเป็น % มากก็นอนไม่หลับ แต่ถ้าซื้อน้อยเวลาขึ้นก็จะกำไรเป็น % มากแต่กำไรเป็นตัวเงินน้อย เลยทำตัวไม่ถูกเวลาหุ้นขึ้นไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี แต่ยังไงผมคิดว่าซื้อหุ้นพวกนี้อาจจะยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเล่นหวยใต้ดินหรือการแทงม้าอยู่ซักหน่อยครับ
13.หุ้น amata เป็นหุ้นที่ลงมาจากแถวๆ 20 บาทจนเหลือ 3.30 marketcap เหลือแค่ 3600 ผมว่าเป็น market cap ที่ดูเผินๆแล้ว
น้อยมากถ้าเทียบกับบริษัทนิคมอุตสาหกรรมแนวหน้าของเมืองไทย
ถ้าดูจากงบ กำไรงวด q3 แทบไม่ลดเลย กำไรในรอบ 9 เดือนกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ซึ้งส่วนทางกับราคาหุ้นมากๆ ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะเรื่องการเมืองและที่เพิ่งมีข่าวว่าปีหน้าคงขายที่ได้น้อยลง ถ้าจำไม่ผิดไม่น่าจะเกิน 1000 ไร่
แต่ดูเหมือนราคาหุ้นจะรับไปเยอะมากๆเลย อยากถามความเห็นตัวนี้หน่อยครับ
- อาจจะคล้ายๆ ข้อ 11 ครับ ถ้าถือยาวๆ จนพ้นภาวะวิกฤติต่างๆ ไปได้ราคานี้ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้ครับ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีหน้าผมเองยังนึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่ว่าภาคธุรกิจจะซื้อที่ดินสร้างโรงงานผลิตอะไรดี หรือธุรกิจไหนที่จะพอจะขยายโรงงานได้บ้าง หรือถ้ามีจริงๆ ผมคิดว่าการเช่าโรงงานน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเสียด้วย ตอนแรกหากการเมืองยืดเยื้ออาจจะมีการสร้างโรงงานผลิตมือตบ เท้าตบจำนวนมากได้ ผมคิดว่าถ้ายังไม่มีสัญญาณอะไรดีขึ้นไปกว่าปัจจุบันผมคิดว่า amata ไม่น่าจะขายที่ดินในปีหน้าได้เกิน 500 ไร่ครับ และอาจจะไม่ถึง 300 ไร่เสียด้วยครับ และล่าสุดเห็นผู้บริหารจะออกมาบอกแล้วครับว่าไตรมาส 4 จะขาดทุนเพราะขายที่ดินแทบไม่ได้จึงทำให้ขาดทุนจากรายจ่ายที่เป็น fixed cost ครับ
คงต้องย้อนไปดูตัวเลขการขายที่ดินในนิคมในช่วงปี 41-42 ดูครับ ว่าต่ำสุดที่เท่าไหร่ แต่ตอนนั้นภาคการผลิตเพื่อการส่งออกยังดีอยู่ด้วยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังหวังว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหากการเมืองเริ่มสงบขึ้นก็คือ ในภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ อาจจะมีความพยายามที่จะลดต้นทุนจากประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่าเรามายังประเทศไทยได้ในอุตสาหกรรมที่เรามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เช่น ยานยนต์ และยังหวังว่าบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นยังไม่ชะลอแผนการลงทุนในปี 52-53 ที่เคยได้ประกาศไว้ เช่น eco car ซึ่งถ้ายังไม่ชะลอก็ยังพอจะทำให้มีความต้องการพื้นที่ในนิคมอยู่ครับ
1.หุ้นกลุ่มเดินเรือมี 2 แบบ คือแบบเช่าเหมาลำ กับเส้นทางประจำ เคยอ่านเจอมาว่าการเช่าเป็นระยะเวลา(เช่าเหมาลำ)นั้นลูกค้าต้องออกค่าน้ำมันเอง ถ้าเป็นอย่างนี้บริษัทที่ไม่ได้เช่าเหมาลำเยอะก็จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเยอะกว่าใช่หรือไม่
- ตามหลักน่าจะใช่ครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าในส่วนประจำเส้นทางทาง บ. เรือจะคิดค่าน้ำมันที่แพงขึ้นกับลูกค้าด้วยได้รึเปล่าและแค่ไหนนะครับ แต่เท่าที่ทราบคือ เรือที่เดินประจำเส้นทางอย่าง RCL จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากกว่าครับ
2.เวลาสั่งต่อเรือใหม่ บริษัทเดินเรือต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อนเท่าไหร่ เพราะถ้าจ่ายไปไม่เยอะ บริษัทเดินเรือ ก็เบี้ยวได้ไหมพอเรือเสร็จแล้วค่าระวางลดลงก็ไม่ยอมซื้อเรือ
- เท่าไหร่นี่ผมไม่มีตัวเลขครับ แต่คงต้องจ่ายไปแน่ๆ ครับ ส่วนเรื่องเบี้ยวนี่ก็คงเกิดขึ้นได้บ้างในช่วงภาวะเช่นนี้ เท่าที่ทราบมา บ. อู่ต่อเรือที่เกาหลีก็มีปัญหานี้อยู่เหมือนกัน แต่วงการเรือก็ค่อนข้างแคบ ถ้าไม่จำเป็นผมคิดว่าบริษัทใหญ่ๆ คงไม่อยากเบี้ยวเพราะจะเสียเครดิตในอนาคตครับ
3.ปกติเรือเทกองที่จะปลดระวางเรือ คือ 25 ปีใช่ไหม แล้วเรือ container อายุเท่ากันไหม
- ผมไม่ค่อยได้ศึกษาธุรกิจเรือ container มากเท่าไหร่ ไม่แน่ใจคำตอบนี้ครับ ส่วนอายุเรือเทกอง ในช่วงค่าระวางดีๆ สามารถวิ่งต่อได้ถึง 30 ปีครับ อาจจะต้องเสียค่าซ่อมดูแลรักษามากกว่าแต่ถ้าค่าระวางดีก็ยังคุ้มครับ แต่ช่วงนี้ที่ค่าระวางลงมามากก็จะเริ่มเห็นเรือเก่าๆ ที่ต้นทุนสูง มีปลดระวางไปบ้าง ก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ครับ
4.ถ้า psl ทำสัญญากับลูกค้า lock ค่าระวางเรือไว้สูงแล้ว ถ้าค่าระวางลดลงเยอะจะมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเบี้ยว ไม่ใช่บริการกับ psl มากน้อยแค่ไหน
- ถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่หน่อยที่เป็นลูกค้ากันมานานคงไม่ถึงกับเบี้ยว แต่อาจจะมีการต่อรองได้บ้างครับ ส่วนลูกค้าขาจรที่เป็น บ. เล็กๆ ก็เป็นไปได้ที่จะมีความเสี่ยงเรื่องนี้ครับ แต่อย่างที่ว่าไว้วงการเรือนั้นแคบ ผมคิดว่าการปฎิบัติตามสัญญาก็เป็นสิ่งสำคัญครับ
5.หุ้นเดินเรือนั้นเราดู bv ได้มากแค่ไหน เช่นสมมุติค่าระวางเรือตกต่ำมากๆแล้ว แต่ราคา tta psl อยู่ที่ 0.3-0.4 เท่า แล้วราคาหุ้นเริ่มไม่ลงตามค่าระวาง เพราะมีสินทรัพย์ เป็นกองเรือเยอะ เราจะมี magic number ไหมว่า p/bv กี่เท่าจะเป็นจุด bottom ของหุ้นเรือ
- คิดว่า magic number ไม่น่าจะมีครับ ที่น่าห่วงคือ ถ้าค่าระวางเรือตกต่ำหลายๆ ปี จะมีช่วงที่ขาดทุนแล้วทำให้ book ลดลงมา และอีกเรื่องที่น่าห่วงคือ ช่วงที่ค่าระวางตกต่ำอายุเรือก็ยังเพิ่มขึ้นและอาจจะต้องมีการขายเรือที่มีอายุมากออกไป เกรงว่าเมื่อฟื้นตัวอีกรอบ TTA และ PSL อาจจะมีจำนวนเรือในกองเรือที่น้อยลงครับ ดังนั้น ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ยังสะท้อนความคาดการณ์ที่วัฎจักรจะฟื้นในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้าอยู่ แต่ถ้าซบเซานานกว่านั้นผมคิดว่าราคาปัจจุบันไม่น่าจะยืนอยู่ครับ
6.การทำ replacement cost หุ้นเรือทำโดยการดูว่ามีเรือกี่ลำ น้ำหนักกี่ตันแล้วดูว่าน้ำหนักกี่ตัน ตันละกี่บาท และเอามาเทียบกับ ev ของบริษัทใช่ไหม
- ปกติน่าจะใช้ depreciated replacement cost ซึ่งมี 2 วิธี
วิธีแรก หาอายุกองเรือเฉลี่ยก่อน ( ใน 56-1 ) แล้วหาค่าต่อเรือใหม่ที่มีขนาดเดียวกันให้ได้ แล้วคำนวณราคาเรือในปัจจุบันโดยตัดค่าเสื่อมตามจำนวนปีอายุเฉลี่ย เช่น ถ้าให้เรือมีอายุใช้งาน 30 ปี แล้วค่าต่อเรือใหม่ 900 ล้านบาทต่อลำ หากอายุเฉลี่ยกองเรือของบริษัทที่เราต้องการคำนวณคือ 20 ปี ดังนั้น depreciated replacement cost ต่อลำ ก็จะเป็น 10/30 คูณ 900 คือ 300 ล้านบาท
วิธีที่ 2 ถ้าไม่สามารถหาราคาค่าต่อเรือใหม่ได้ ให้ลองหาราคาซื้อขายเรือในตลาดมือ 2 ที่มีขนาดใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกองเรือ และอายุของเรือมือ 2 ที่ซื้อขายกัน แล้วมาใช้วิธี depreciated replacement cost เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจจะต้องหาราคาเรือมือ 2 ซัก 3-4 รายการมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยดูครับ
ส่วนวิธีที่ Hong ถามมานั้นเป็น worst case เลย คือ scrap cost คือ ราคาที่ขายเรือเป็นเศษเหล็กครับ ดังนั้นค่าที่ได้จากวิธีนี้จะต่ำมาก เพราะปกติค่าระวางเรือกับราคาเหล็กมักจะสัมพันธ์กัน ดังนั้นหากนำเรือไปขายเป็นเศษเหล็กช่วงนี้ก็ได้ราคาไม่ดีเท่าไหร่ครับ
7.rcl ใช้เริอ container เราเลยต้องดูที่ howe robinson container แทน bdi อยากถามว่าความสัมพันธ์ของ howe robinson container กับ bdi มีมากน้อยแค่ไหน และ ถ้าเศรษฐกิจโลกโต ดัชนีตัวไหนน่าจะขึ้นได้มากกว่า
- ผมไม่เคยทำความสัมพันธ์กันนะครับ แต่ปกติก็น่าจะตามๆ กันเพราะความต้องการเรือสัมพันธ์กับการส่งออกทั่วโลกครับ และมีสินค้าบางประเภทที่ขนได้ทั้ง container และเรือเทกอง เป็นเหตุให้มีการทดแทนกันได้บ้าง ช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา BDI โตเร็วกว่าเพราะมีปัญหาเรื่องการเพิ่มของ supply มากกว่าทำให้จำนวนเรือไม่ค่อยพอกับความต้องการครับ
8.ถ้าค่าระวางเรือขึ้น หุ้นตัวที่มีเรือจำนวณเท่ากัน เช่น 20 ลำ แต่เรือใหญ่กว่าเช่น หุ้นตัวแรก 20 ลำ เป็น handy size ส่วนตัวที่สอง 20 ลำเป็น capesize หุ้นตัวที่สองน่าจะขึ้นแรงกว่าเพราะสามารถขนส่งได้เอยเกว่ามีขนาดใหญ่กว่าใช่หรือไม่
- อาจจะไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องดู demand supply เรือแต่ละประเภทด้วยครับ อย่างช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา เรือขนาดเล็กอย่าง handy size ไม่ค่อยมีการต่อเรือเพิ่มเพราะอู่ต่อเรืออยากต่อเรือใหญ่ๆ มากกว่าเพราะได้กำไรต่อการต่อ 1 ลำมากกว่า ทำให้ supply เรือเล็กเพิ่มได้น้อยกว่าเรือใหญ่ครับ และมีท่าเรืออีกมากที่มีขนาดเล็กต้องใช้เรือเล็กขนาดอย่าง handy size เทียบท่า ซึ่งทำให้เรือเทกองขนาดใหญ่ไม่สามารถทดแทนเรือเล็กได้ทั้งหมดครับ
9.ทำไมบทวิเคราห์ชอบนำหุ้นเดินเรือในเอเชียมาเทียบ pe pbv การเทียบแบบนี้มีจุดอ่อนอะไรที่นักลงทุนต้องระวังบ้าง
- ระวังเรื่องนโยบายการตัดค่าเสื่อมและการประเมินราคาสินทรัพย์ที่จะมีผลต่อ EPS และ book value ครับ น่าจะใช้ P/CF ( Price / operating cash flow ) ประกอบด้วย แต่เปรียบเทียบไปก็พอจะทราบได้ว่าโดยเปรียบเทียบตัวไหนถูกแพง แต่เวลาขึ้นลงก็ขึ้นลงกันทั้ง sector ล่ะครับ
10.บริษัทเดินเรือส่วนใหญ่จะคิด t/c rate กับลูกค้าเท่ากับค่าระวางเรือในปัจจุบันใช่ไหม
- คำถามนี้ผมเองไม่แน่ใจคำตอบครับ กลัวจะตอบผิดครับ ถ้าคุณ Hong หาคำตอบได้ช่วยมา post ด้วยนะครับ
11.กำไรของ tta นั้นในปี 2002 เทียบกับปี 2003 และปี 2004 คือ 410 ไป 1010 ไป 4326
น่าแปลกที่กำไรปี 2003 โต 340% จาก 1010 ไป 4326 แต่หุ้น tta ในปี 2004 ไม่ขึ้น
แบบนี้เราจะมีวิธีดูได้อย่างไร ว่าหุ้นเดินเรือ ณ.จุดนั้นๆรับข่าวการเติบโตข้างหน้าไปแล้ว
ถึงกำไรจะโตแต่ราคาหุ้นก็จะไม่ขึ้น เพราะถ้าเราถือตั้งแต่ต้นปี 2003 มาจนถึงต้นปี 2004
แล้วเราคาดว่าค่าระวางจะขึ้น แล้วขึ้นจริงๆ แต่หุ้นก็ไม่ไปไหนต่อ
- ราคาหุ้นจะสะท้อนอนาคตเสมอครับ ตอนปี 2004 นักลงทุนสถาบันที่ไล่ซื้อ TTA หรือ PSL ขึ้นมาก็เห็นแล้วว่าหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นวัฎจักร ดังนั้นกำไรที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นตลอดไปเรื่อยๆ ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรจะขายหุ้นคือ ช่วงที่ค่าระวางเรือขึ้นสูงๆ และกำไร peak จะเห็นได้ว่าเจ้าของเดิมของ TTA คือ ตระกูลไทเก้น ยังขายหุ้นจนหมดเลยครับในช่วงที่หุ้นขึ้น
12.peter lynch พูดไว้ว่าถ้าอยากรู้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้น หรือ ไม่ให้ดูที่ราคารถมือสองเพิ่มขึ้น
(หน้า 372 beating the street) พี่ ih คิดว่าในเมืองไทยทำแบบนี้ได้หรือไม่
- ผมไม่ได้ตามราคารถมือสองนัก แต่ผมคิดว่าราคารถมือสองบ้านเราก็ไม่ค่อยขึ้นลงมากมายเลยไม่คิดว่าจะเป็น indicator ได้เท่าไหร่มั้งครับ ผมลองพยายามคิดหาเหตุผลดูก็ยังนึกไม่ออกนะครับ แต่ปกติแล้วถ้าเศรษฐกิจดี ทั้งตลาดรถใหม่และรถมือสองน่าจะฟื้นด้วยกันครับ คือ คนมีเงินมากหน่อยก็ซื้อรถใหม่ คนมีเงินน้อยหน่อยก็ซื้อรถมือสอง แต่ที่ผมสงสัยความคิดของ Lynch คือ ถ้าอยากรู้ว่าอุตสาหกรรมรถฟื้นหรือไม่ก็ดูยอดขายรถยนต์ใหม่ไปเลยไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าให้เดาความคิด Lynch เขาอาจจะมองว่าพออุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่ดีนัก คนที่คิดซื้อรถก็เลยยังอยาก save เงินจึงซื้อรถมือสองแทนที่จะเป็นรถใหม่ ตลาดรถมือสองจึงฟื้นก่อนอะไรทำนองนี้มั้งครับ
12.เวลาเศรษฐกิจฟื้นระหว่างกลุ่มยานยนต์กับกลุ่ม อสังหริมทรัพย์ กลุ่มไหนน่าจะมีรายได้โตมากกว่ากัน
- ปกติแล้วของเล็กๆ จะฟื้นก่อนของใหญ่ๆ ครับ ดังนั้นรถควรจะฟื้นเร็วกว่าบ้านครับ
13.จำเป็นหรือไม่ที่เวลาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นขาขึ้นหุ้นตัวที่ผลิตขั้นต้น จะมาก่อนแล้วค่อยไปขั้นปลาย ในทางกลับกันขาลงขั้นต้นจะลงก่อน เช่น งวดนี้ pttar ลงแรงมาก และ pttch tpc ค่อยลงตามทีหลัง
- ในช่วงขาลงขั้นต้นจะแย่ก่อนครับ จะเห็นว่าปีที่แล้วกำไรและราคาขายของพวกต้นน้ำเริ่มทรงๆ ลงๆ แล้ว แต่กำไรพวกปลายน้ำอย่าง TPC VNT กลับดีขึ้นเพราะราคาวัตถุดิบที่เป็นขั้นต้นลดลง ทำให้ spread ดีขึ้น แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นของพวกปลายน้ำอย่าง TPC VNT จะทำให้หุ้นขึ้นได้เพียงช่วงสั้นครับเพราะหลังจากนั้นซักพักราคาขายของพวกปลายน้ำก็จะลดลงตามต้นทุนเองครับ และ spread ก็ลดลง ดังนั้นข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ หุ้น commodity จะขึ้นได้ดีเมื่อ spread ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ราคาสินค้าเพิ่มครับ แต่ถ้า spread เพิ่มขึ้นเพราะราคาวัตถุดิบลงอย่างนี้ไม่ค่อยน่าซื้อเท่าไหร่ครับ
14.มีความสัมพันธ์ระหว่างวัฏจักรของเดินเรือกับปิโตรเคมีแค่ไหน
เพราะว่าราคาหุ้น tta psl และ atc เริ่ม peak ในต้นปี 2004 แล้วก็ sideway แล้วก็หัวทิ่ม ไปนาน จนขึ้นกลับมาที่ high เดิมกันใหม่ในปี 2007 แต่รู้สึก tta จะมี new high อยู่ตัวเดียว
- TTA ช่วงนั้นมี story เรื่องนำบริษัทลูกคือ Mermaid ที่เป็นเรือบริการด้านการขุดเจาะกลางทะเลเข้าตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย และช่วงนั้นราคาน้ำมันขาขึ้นทำให้รายได้ของ Mermaid ค่อนข้างดี ส่วน TTA PSL ATC ที่ peak รอบ 2 ก็อาจจะเปรียบเหมือนเวลาเทียนใกล้ดับก็จะสว่างโร่ขึ้นมาอีกรอบ หรือคนใกล้จมน้ำก่อนจมลงไปจริงๆ ก็จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกเฮือกทำนองนั้นครับ หุ้น commodity trade ที่ P/BV สูงๆ หรือ Price / replacement cost สูงกว่า 1.5 เท่าไม่ได้นานครับเพราะเมื่อหุ้นขึ้นมากๆ บริษัทมีกำไรดีก็มักจะขยายกิจการก็จะมี supply ใหม่เข้ามา และเมื่อ supply ใหม่เข้ามา เศรษฐกิจก็มักเข้าขาลงพอดีครับ
15.ถ้าเงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อหุ้นปิโตรกับเดินเรือใช่ไหมเพราะว่ารายได้ที่รับเป็นเงินดอลล่าร์
- ราคาวัตถุดิบของหุ้นปิโตรฯ ก็ quote เป็นดอลล่าร์เหมือนกันครับ สำหรับ TTA ก็น่าจะเป็นผลบวก ผมคิดว่าเรื่องค่าเงินเป็นปัจจัยที่มีผลต่อกำไรของธุรกิจพวกนี้ไม่มากนักครับ หลักๆ คือ เรื่องราคาขาย spread หรือค่าระวางมากกว่าครับ
16.นักลงทุนรายย่อยมีความเสียเปรียบนักลงทุนสถาบันและต่างชาติในการเข้าถึงข้อมูล demand supply ของหุ้นกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหนครับ
- ก็มีความเสียเปรียบครับเพราะเป็นข้อมูลที่เป็น Global ซึ่งโบรกต่างชาติจะมีข้อมูลพวกนี้ให้กับนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่รายย่อยได้เปรียบคือ ในช่วงที่หุ้น commodity พ้นจากจุดตกต่ำสุดๆ มาแล้วหุ้นเหล่านี้มักจะไม่อยู่ใน SET50 และมี mkt cap ขนาดเล็ก ทำให้นักลงทุนรายย่อยซื้อได้แต่สถาบันมีข้อจำกัดในการซื้อหุ้นพวกนี้ครับ เพราะกองทุนหลายแห่งตอนนี้จะต้องลงทุนในหุ้น SET50 เป็นสัดส่วนใหญ่ครับ
17.ราคาทองคำซึ้งดูเหมือนเป็น cyclical อย่างนึงหรือไม่ ดูเหมอืนว่าจะวิ่งตามหลังราคาน้ำมัน
- เป็น cyclical ครับเพราะทองเป็น commodity อย่างหนึ่งที่ราคาขึ้นลงตาม demand supply แต่หลังๆ ในช่วง 3-4 เดือนนี้ ทองมีราคาขึ้นลงสัมพันธ์กับน้ำมันน้อยลงครับ
17.2 มีคนบอกว่าที่ทองคำขึ้นมาเยอะๆได้นั้น (400 บาทมาบาทละ 10000) เพราะว่าเมือ่ก่อนมีนโยบาย
Bretton wood system ที่เอาค่าเงินดอล fix ไว้ที่ 35 ต่อทองคำ 1 ออน
และทำให้ไม่สะท้อนความเป็นจริงของราคาทองคำ ต่อมาคนไม่มั่นใจดอลจึง
หันไปซื้อทอง เลยมีคนให้ความเห็นว่า ทองนั้นจะมีขึ้นไปเยอะๆเหมือนที่สมัยก่อนขึ้นมาแล้ว
เพราะสมัยก่อน ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะระบบ bretton wood system ไม่ทราบพี่ ih มองว่ายังไงครับ
- ผมไม่แน่ใจว่าระยะเวลาที่ทองมีราคาขึ้นจาก 400 เป็น 10000 บาทนั้นใช้เวลากี่ปี และผลตอบแทนต่อปีเท่าไหร่ และเปรียบเทียบกับการฝากธนาคารแล้วดีกว่าไหม เพราะช่วงปี 2520-2541 นั้นดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 10% บวกลบต่อปี เท่าที่ผมเคยอ่านเจอคือ ทองให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อไม่มากนัก และบางช่วงก็แพ้เงินเฟ้อ แต่ทองจะให้ผลตอบแทนดีเป็นบางช่วง และมักจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจโลกแย่ หรือมีสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลก ส่วนประเด็นที่ประเทศต่างๆ จะสะสมทองเป็น reserve แทนการถือเงินสหรัฐนั้นผมคิดว่าก็อาจจะเกิดขึ้นได้บ้างแต่ผมเคยฟังผู้รู้ท่านหนึ่งเค้าบอกว่าปริมาณทองในระบบนั้นน้อยกว่าเงินทุนสำรองของประเทศใหญ่ๆ มากดังนั้นการเปลี่ยน reserve มาเป็นทองเป็นสิ่งที่ทำได้ในสัดส่วนที่น้อยจึงอาจจะไม่คุ้มที่จะทำเท่าไหร่นักสำหรับประเทศใหญ่ๆ ที่มี reserve มากๆ อย่างจีนหรือญี่ปุ่น
18.ที่วงไว้ช่อง 1 ผมงงว่าทำไม higher inflation แล้ว property ถึงน่าลงทุน ใช่เป็นเพราะว่าจะตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยหรือป่าวครับ
- น่าจะเป็นเพราะว่าการที่ราคาสินค้าแพงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ แพงขึ้น จึงทำให้ replacement cost เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อราคาสินค้าสร้างใหม่แพงขึ้นก็มักจะทำให้ราคาอสังหาฯ ที่มีอยู่แล้วปรับเพิ่มตามด้วยครับ แต่ต้องเป็น inflation ที่สูงที่เกิดจากเศรษฐกิจดีนะครับไม่ใช่จาก supply shock
19.ช่อง 2 ทำไมการ cut in short rate ถึงได้ประโยชน์แต่ bond ระยะสั้น ครับ
- เมื่อ ดอกเบี้ยลง ก็ทำให้ bond yield ลง ราคา bond ก็เพิ่มขึ้นครับ ส่วนทำไม bond ระยะยาวไม่ได้ประโยชน์เพราะเป็นการลดของดอกเบี้ยระยะสั้นนี่ครับ เค้าไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ยระยะยาวลงด้วยรึเปล่า ถ้าดอกเบี้ยระยะสั้นลงแต่ระยะยาวไม่ลงก็แสดงว่า yield curve มีความชันมากขึ้นครับ
20.ช่อง 3 บอกว่า property จะน่าลงทุนเพราะว่า
ดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้นหมายความว่า เงินเฟ้อลดลงใช่หรือไม่
- ดอกเบี้ยที่แท้จริง คือ ดอกเบี้ยตามท้องตลาด – เงินเฟ้อ จากตารางข้อ 3 จะเห็นว่าถ้าดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลบวกกับ property ไม่ใช่หรือครับ การที่ดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็เกิดจาก ดอกเบี้ยท้องตลาดลด และ/หรือ เงินเฟ้อลด ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงหรือถึงขั้นติดลบหมายความว่าการฝากเงินนั้นได้ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ คือ ไม่สามารถรักษาค่าของเงินได้ ผู้ฝากเงินจึงมักจะนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แทน เช่น หุ้น หรืออสังหาฯ เป็นต้นครับ
21.ช่องที่ 4 ดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หมายความว่า เงินเฟ้อลด หรือว่าขึ้นดอกเบี้ยเลยทำให้ property ไม่ดีใช่หรือไม่
- ถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นผลลบกับ prop แน่นอนครับ
22.ทำไมการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลดีกับ bond ระยะสั้นและยาวครับ
- เพราะรัฐบาลจะต้องออกขายพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลครับ ดังนั้นเมื่อปริมาณพันธบัตรมากขึ้น ตามหลัก demand supply ก็ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงครับ และการขายพันธบัตรรัฐบาลคือการดูดเงินออกจากระบบทำให้สภาพคล่องลดลงดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นจะต้องเกิดเสมอไปเพราะว่าในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆ เพราะเมื่อเศรษฐกิจแย่ๆ เอกชนก็จะไม่ค่อยออกหุ้นกู้ แบงค์ไม่ปล่อยกู้ ดังนั้นแบงค์ก็จะเป็นคนนำเงินฝากของประชาชนมาซื้อพันธบัตรนี้เองครับ และไม่เป็นการแย่งเงินในระบบเพราะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีใครลงทุน ดังนั้นกรณีการขาดดุลในช่วงเศรษฐกิจแย่แล้วรัฐออกพันธบัตรจะไม่ทำให้เกิดการตึงตัวของสภาพคล่อง และบั่นทอนการลงทุนของภาคเอกชนหรือ crowding effect ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ครับ