แนะนำหนังสือ เคล็ดลับเซียนหุ้นบันลือโลก

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือการลงทุนที่ดีมากๆเล่มหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรพลาดครับ

หรังสือ เล่มนี้มีการพูดถึงหลักการลงทุนของ กุรุระดับโลกหลายต่อหลายคน เช่น

วอร์เรน บัฟเฟต ,ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ,เซอร์จอห์น เทมป์เพลตัน , จอห์น เนฟฟ์

จอสร์จ โซรอส,แอนโทนี่ โบตัน

ซึ่งแต่ละคนที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดนักลงทุนของโลกนี้

หนังสือเล่มนี้ได้สรุปใจความหลักๆของการลงทุนของเหล่าเซียนหุ้นเอาไว้อย่างดี

ผมแนะนำให้นักลงทุนทุกท่านหาซื้อมาอ่านครับ

หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ความเห็น (4)

สัมนา super exclusive (เต็มแล้ว)

เนื่องจากทางผมได้ทาบทามคุณ chinn ผู้ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในระดับสูงมากด้วยการตีแตก acl ,jas,dtac จนได้กำไรมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ปีให้มาบรรยายหลักการลงทุนให้นักลงทุนมือใหม่ ทางการ chinn ก็ตอบรับคำเชิญและจะเตรียมเนื้อหาที่หาฟังที่ไหนไม่ได้มาบรรยายให้นักลงทุนกลุ่มเล็กฟัง

และจะมีการถามตอบเรื่องหลักการดู cash flow เชิงลึกที่หาไม่ได้จากที่ไหนโดยผมเป็นคนถาม และคุณ chinn ผู้เชี่ยวชาญการตีแตกหุ้นจาก cash flow จะเป็นคนตอบ

และจะมีบรรยายพิเศษเรื่อง super stock จากผมอีกประมาณครึ่งชั่วโมง โดยจะเปิดรับ 30 ที่นั่ง สถานที่อยู่ใจกลางถนนสาธร มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าห้องคนละ 500 บาท

โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 มกราคม (วิทยาการไม่ได้ค่าบรรยายแต่ทำเป็นวิทยาทานต้องขอบคุณ คุณ chinn ในความ เสียสละเวลาเพื่อให้ความรู้กับนักลงทุนรุ่นใหม่ด้วยครับ)

 โดยผู้ที่สนใจจะไปร่วมงานนี้ ต้อง email มาที่ honghardcore@hotmail.com

แล้วตอบคำถามดังต่อไปนี้

1.ชื่อ นามสกุล อาชีพ

2.คุณมีหลักการในการดูกระแสเงินสดในการลงทุนอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง

3.คุณลงทุนสไตล์ไหน

 4.คุณวัดมูลค่าหุ้นด้วยวิธีไหน อย่างไร

การส่งคำตอบมาเป็นการเช็กพื้นฐานและทัศนคติของผู้เรียนว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายของวิทยากรหรือไม่ อย่างที่บอกว่าผมทำขึ้นมางานนี้ไม่มีรายได้เนื่องจากหักค่าสถานที่แล้วก็แทบจะหมดพอดีดังนั้นจึงต้องการ คนที่มาแล้วได้ประโยชน์มากที่สุด course นี้จะไม่มีการจัดซ้ำจัดเพียงครั้งเดียว

 สำหรับคนที่ email มาแล้วไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายผมจะไม่ตอบอีเมล์ของท่าน และขอให้เข้าใจด้วยว่าผมไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แต่ที่นั่งมีจำกัด จัดรอบเดียว

การได้คนที่ทัศนคติและพื้นความรู้ที่เหมาะกับการบรรยายจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่ email มาแล้วเป็นกลุ่มเป้าหมายผมจะส่งสถานที่จัดงานกับเวลากลับไปให้ท่าน และห้ามท่านพาคนมาเกินเพราะที่นั่งถูก fix เอาไว้แล้ว

ถ้าพามาเกินแล้วที่นั่งไม่พอจะเชิญท่านกลับบ้าน ค่าใช้จ่าย 500 บาทจ่ายวันงาน ใครที่ผมส่งเมล์ตอบไปแล้ววันงานท่านไม่มาชื่อของท่านจะถูก black list ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมใดๆอีกต่อไป ถ้าได้รายชื่อคนมาเรียนครบ 30 คนจะขึ้นว่าเต็มแล้วไม่เปิดรับสมัครอีกดังนั้นใครอยากมาก็รีบเมล์มา

ความเห็น (21)

ขอถามคุณ chinn เรื่องการลงทุนหน่อยครับ

ในงานหนังสือที่ผ่านมาได้มีแขกรับเชิญท่านนึงที่มากด้วยประสบการณ์ลงทุนและมีมุมมองการลงทุนที่ค่อนข้างน่าสนใจคือ คุณ chinn ที่ได้แชร์ประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมฟังทั้ง 15 คนฟัง มีมุมมองของการใช้มาร์จิ้นและการมอง cashflow ของธุรกิจ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงได้ขออนุญาติคุณ chinn มาตั้งหัวข้อถามตอบ ในบล็อกนี้

1.สไตล์การลงทุนของคุณ chinn เป็น vi ผสม soros ใช่หรือไม่ เพราะจะเริ่มมองจาก worst case ก่อนว่าราคาหุ้นควรจะเป็นเท่าไหร่โดยคิดว่าถ้า cash flow ค่อนข้างแย่บริษัทจะสร้างเงินได้กี่ปีถึงจะคืนทุน เปรียบเหมือนแนวคิดว่าตัวเองอยู่ในสงครามแล้วต้องยิงคนอื่นจากใน บังเกอร์ (ไม่ตายแน่นอน) เช่น dtac ก็มองว่าปีนี้สร้าง ebitda ได้ 20000 ล้านและตอนที่คุณชินตีแตกแถว 50 บาทนั้น dtac มี cash 10000 ล้านมีเงินลงทุนอีก 11000 ล้าน และมีจำนวนอยู่ 2367 ล้าน ดูแล้วถ้านำเงินสดมาจ่ายปันผลก็น่าจะจ่ายได้ประมาณ 8.8 บาทต่อหุ้น แต่คุณชินคาดว่าเขาน่าจะจ่ายได้ในระดับ 16 บาท ไม่ทราบว่าพอจะแชร์วิธีการคำนวนในตอนนั้นให้ฟังได้ไหม

 

2.กรณีของ dtac นั้น margin of safety คือ ebitda ว่าจะทำได้เท่าไหร่และมีเงินปันผลต่อปีเท่าไหร่แต่การลงทุนควรมีตัวเร่งในกรณีนี้คือปันผลพิเศษถูกไหมครับ อยากถามว่าถ้าตอนนั้นไม่มีเรื่องปันผลพิเศษ dtac ก็จะไม่ซื้อใช่หรือไม่แม้จะมี cash flow ค่อนข้างแข็งแกร่งเพราะแนวคิดการลงทุนของคุณ chinn ต้องปลอดภัยและมีตัวเร่งถ้าปลอดภัยอย่างเดียวก็ไม่เล่น

 

3.คุณชินเคยเล่าว่ามีการตีแตก acl เนื่องจาก acl มีเงินสดต่อหุ้นมากกว่า market cap ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าหุ้นแบงค์หรือ finance ก็มีเงินสดต่อหุ้นเกินราคาหุ้นอยู่บ่อยๆทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจซื้อ acl ล่ะครับ และตอนนั้นมอง fair value ไว้ประมาณเท่าไหร่ วิธีคิดคร่าวๆเป็นอย่างไร

 

4.การใช้มาร์จิ้นสไตล์คุณชินคือเริ่มจากการหาหุ้นที่ต้องแพ้ยากก่อนคือมี cash flow ที่สูงและอย่างน้อยหุ้นต้องมี upside 100% แล้วค่อยถัวเฉลี่ยขาขึ้นโดยการใช้มาร์จิ้นใช่ไหมครับ ก็คือมาร์จิ้นนั้นถ้าใช้ต้องถัวเฉลี่ยขาขึ้นเท่านั้นและหุ้นจะต้องมี upside ที่สูงมากพอควรเพื่อให้ราคาที่ทยอยถัวเฉลี่ยซื้อยัง undervalue เพราะถ้าซื้อโดยมี upside แค่ 20% คงถัวเฉลี่ยขาขึ้นไม่ได้เนื่องจากขึ้นไปแป๊ปเดียวก็ถึง fair value แล้ว

 

และขอขอบคุณคุณชินมากที่แชร์ความรู้ทางการลงทุนและวิธีคิดให้กับเพื่อนๆครับ

ความเห็น (53)

ความสำคัญของ biz model และ brand

นักลงทุนหลายคนอาจจะชอบดูอัตราส่วนทางการเงินและวิเคราะห์ความถูกหรือความแพงของหุ้นจากอัตราส่วนทางการเงิน หรือตัดสินว่าบริษัทมีศักยภาพสูงจาก roa และ roe วันนี้ผมจะลองนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ biz model ของหุ้นว่าหุ้นที่ธุรกิจแตกต่างกันจะมี financial ratio ต่างกันอย่างไรบ้าง

 

-หลายคนชอบดู bv แล้วประเด็นคือ bv ใช่ในการลงทุนได้จริงไหมเช่น

หุ้นโรงแรม e มี pbv ถูกกว่าหุ้นโรงแรม m แบบนี้เราจะบอกว่าหุ้นโรงแรม e ถูกกว่า m ได้ไหม

ประเด็นคือ โรงแรม e ไม่ได้มีแบรนที่แข็งแกร่งอะไร แต่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองและใช้แบรนนั้นในการรับจ้างบริหารและทำให้โรงแรม m สามารถเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนหนักเพราะการที่มีแบรนนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในงบดุล แต่เป็นสิ่งที่ทำเงินทำทองให้บริษัทได้

ถ้าเราให้ pbv เท่ากันแบบนี้เราจะไม่ให้คุณค่าอะไรกับการที่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองที่แข็งแกร่งแล้วนำไปใช้หารายได้เพิ่มได้เลยหรือ ถ้าเมีคนสองคนจะเขียนหนังสือ pocket book ขาย คนนึง no name กับอีกคนเคยเป็นตัวประกอบในภาพยนต์มี fan page ที่มีคนกด like เป็นหมื้่นคน ถ้าออก pocket book มาใครจะขายดีกว่า แล้วชื่อเสียงถือว่าจับต้องได้ไหม ไม่ได้เพราะเป็นสิ่งสมมุติแต่ใช้หารายได้ ได้ไหมคำตอบคือได้แล้วถ้าเราวิเคราะห์แนวโน้มอนาคตของคนที่จะสร้างรายได้เราควรจะรวมสิ่งที่ใช้หาเงินได้แต่จับต้องไม่ได้เข้าไปด้วยไหม

นอกจากนี้โรงแรม m ก็มีธุรกิจอาหารจานด่วนที่ไม่ใช่ cycle เหมือนโรงแรม e เป็นธุรกิจที่โตไปเรื่อยๆดังนั้น bv ของโรงแรม m คงไม่สามารถเปรียบเทียบกับโรงแรม e ที่เป็น pure hotel ได้

 

-หุ้นประกันชีวิตขายเบี้ยแล้วได้รับเบี้ยต่อเนื่องทบต้นขึ้นเรื่อยๆบริษัทมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถ้าเรามองว่า pbv สูง เราต้องถามว่าจริงๆ bv ของเขาคืออะไร bv ของเขาไม่ได้สะท้อนเบี้ยรับที่จะได้เพิ่มต่อเนื่องมาอีกหลายๆปีข้างหน้าซึ่งทำให้เขามีเงินลงทุนมากขึ้น แล้วแบบนี้เราควรดู bv เป็นประเด็นสำคัญไหม ถ้าเราบอกว่าสำคัญแสดงว่าเราตีมูลค่าของบริษัทที่หยุดผลิตเงินสดให้เรากับบริษัทที่ผลิตเงินสดต่อเนื่องให้เราได้เท่ากันงั้นหรือ

 

-ถ้าหุ้นตัวนึงเรารู้ว่าเขาซื้อของมาราคาแพงเขาไซฟ่อนเงินของ 100 บาทเขาซื้อมา 200 บาท bv เขาบันทึกของแพงกว่าจริงเยอะ ถ้าเราคิดว่า bv คือของจริง ทั้งๆที่เป็นของแพงเกินจริงเปรียบเหมือนมีคนเอาของ 1 บาทมาขายเราสองบาทเราจะซื้อไหม เราจะซื้อเพราะเขาบอกว่ามัน 2 บาท หรือเราจะไม่ซื้อเพราะเรารู้ว่าจริงๆมันแค่ 1 บาท

 

-roa ถ้าโรงพยาบาลแห่งนึงมี roa 15% กลับบริษัทรับจ้างผลิตแห่งนึงมี roa 15% เราคิดว่าเหมือนกันไหมถ้าเหมือนกันต้องถามว่าถ้าเราใช้เงิน 1000 ล้านแล้วเราสร้างกำไรได้ 150 ล้านเท่าบริษัทรับจ้างผลิตไหมถ้าได้ก็แสดงว่า roa แบบนี้ธรรมดาเลียนแบบกันได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราใช้เงิน 10000 ล้านสร้างกำไรไม่ได้ 1500 ล้านเหมือนโรงพยาบาลแห่งนึงเพราะว่าไม่มีคนเชื่อถือโรงพยาบาลของเราเพราะโรงพยาบาลเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีหมอเก่งๆอยากมาทำงานด้วย แบบนี้ roa ของโรงพยาบาล 15% แสดงว่ามี premium มากกว่า 15% ของหุ้นรับจ้างผลิตถูกไหม

-บริษัทผลิตขนมปังแห่งนึงถ้าเราดูว่าเขามี roa เท่าไหร่ดูเผินๆก็อาจจะไม่มีอะไร แต่บริษัทเขาขายขนมปังได้ทั่วประเทศแสดงว่าระบบ logistic ของเขาต้องดีมากเพราะความสำคัญของขนมปังคือความสด ถ้าว่าถ้าเราลงทุน asset เท่ากับเขา เราจะมีระบบ logistic ดีเท่ากับเขาได้หรือ เราจะมีแบรนขนมปังที่ผู้บริโภคมักมองหาแบบเขาได้หรือ ถ้าไม่ได้แสดงว่าธุรกิจมีแบรน

-roe สูง หลายคนชอบหุ้น roe สูงๆแต่มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องดู บริษัทกลุ่มสิ่งพิมพ์แห่งนึงมี roe 30% ต่อเนื่องแต่ทุนของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นเลยเพราะบริษัทจ่ายปันผลออกมาหมดแบบนี้กำไรไม่โตบริษัทก็มี roe ที่สูงต่อเนื่องได้ แต่บริษัทอื่นๆที่ปันผลต่อๆ ลองยกตัวอย่างแบบสุดโต่งไม่ปันผลเลย แล้วบริษัทมี roe 20% ต่อเนื่อง ถ้าแต่เดิมบริษัทมีทุนอยู่ 1000 ล้านและทำกำไรได้ 200 ล้านก็มี roe 20% ถ้าบริษัทไม่ปันผลเลยแล้วจะ maintain กำไรระดับ 20% ปีต่อไปบริษัทจะมีทุน 1200 ล้านและมีกำไร 240 ล้านเพื่อ maintain roe ระดับ 20% ถ้าบริษัท maintain ได้ 5 ปีลองคิดดูว่า wealth ผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขนาดไหน

-บริษัทสำรวจและขุดเจาะมีไม่ต่ำ roe 20% ต่อเนื่องยาวนานและมี npm 30% ต่อเนื่องยาวนานทั้งๆที่เสีย tax ถึง 50% แสดงว่าบริษัทมี model ทางธุรกิจที่ดีเนื่องจากการขุดก๊าซธรรมชาติต้องได้สัมปทานบริษัทมีสัมปทานในอ่าวไทยและพม่าถามว่าถ้าราคาน้ำมันขึ้นอยู่ๆจะมีคนไปขุดก๊าซทีพม่าจะเกิดอะไรขึ้นคำตอบคงไม่พ่นโดนยิงเพราะก๊าซเป็นสำหรับของประเทศ ในทางกลับกันโรงกลั่นกับปิโตรเคมีถ้ากำไรดีก็จะมีการสร้างโรงงานซึ่งทำให้ไม่สามารถ maintain npm และ roe ที่สูงได้ แบบนี้เราจะเหมาว่าหุ้นที่สามกลุ่มนี้น่าลงทุนเท่ากันเพราะมีบริษัทแม่แบบเดียวกันได้หรือไม่

-ถ้าเราบอกว่าร้านสะดวกซื้อแห่งนึงมี pbv สูงจึงไม่น่าลงทุน แต่จริงๆแล้วร้านสะดวกซื้อมีอำนาจต่อรองสูงมากและไม่ต้องลงทุนหนักในการขยาายธุรกิจเพราะใช้การเช่า ร้านสะดวกซื้อเพิ่มมาร์จิ้นได้โดยการขายสินค้าแช่แข็งและแซนวิช และสามารถทำสินค้า house brand ได้เองและร้านสะดวกซื้อก็จะรู้ต้นทุนของสินค้าที่นำมาขายมากขึ้นแบบนี้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น แบบนี้ถ้าเราใช้เงินลงทุนในการทำร้านสะดวกซื้อบ้างโดยเงินลงทุนเท่ากับ bv ของร้านสะดวกซื้อเราจะทำกำไรได้แค่กี่% ของร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

-ถ้าธุรกิจอิเล็กทรอนิกมี pbv ที่สูงเพราะบริษัทมี growth ต่อเนื่องหลายปีเราก็เลยคิดว่าธุรกิจนี้มี barry to entry ทั้งๆทีจริงๆแล้วมันไม่มี เหมือนหุ้นที่ผลิต pcba ที่อยู่ๆลูกค้าก็ถูก take over 5 รายโดยที่ลูกค้า 5 รายมียอดขายประมาณ 50% ของบริษัทหายไปเพราะคนที่มา take เปลี่ยนนโยบายไปซื้อสินค้าจากเจ้าอื่น แบบนี้ถ้าเราให้ premuim กับหุ้นตัวนี้สูงมากๆเราก็เจ็บหนักได้เพราะธุรกิจลักษณะนี้พึ่งพิงลูกค้าไม่กี่รายซึ่งไม่เหมือนบริษัทร้านสะดวกซื้อหรือขายขนมปังหรือโรงพยาบาล

 

-ธุรกิจอิเล็กทรอนิกและยานยนต์เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนหนักตลอดเวลาอย่างหุ้นผลิต pcba ที่เคยเป็นนางฟ้ามาก่อนระหว่างเติบโตก็ต้องมีการจ่าย stock dividend ซึ่งทำให้ dilute eps หรืออย่างหุ้นผลิตเพลาข้างจะลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิต model รถรุ่นใหม่ๆก็ต้องเพิ่มทุนผ่านการออก t-1 และหุ้นฉายา ดาวน้อย ก็เป็นหุ้นที่ไปเพิ่มทุนที่ราคาเกือบ peak เหมือนกัน ดังนั้น long-term ของบริษัทเหล่านี้แม้ว่าจะโตได้แต่ก็จะมี share เพิ่มขึ้นซึ่งต่างจากหุ้นเติบโตที่ใช้เงินลงทุนน้อยดังนั้นหุ้นแบบนี้ก็ควรจะมี pe ต่ำกว่า

 

จะเห็นได้ว่าถ้านักลงทุนเข้าใจ model ธุรกิจและเรื่องของแบรนแล้วน่าจะทำให้นักลงทุนเข้าใจการให้ค่า pe pbv ของตลาดมากขึ้น

ความเห็น (11)

การนับถือคนอื่นเป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้า

ในการ์ตูนเรื่องใครว่าข้าไม่เก่งนั้นพระเอกชื่อ คิอิจิ ซึ่งเขาเป็นเพียงนักเรียน ม.ปลายที่อยากชกต่อยเก่ง เขาได้ฝึกวิชาต่อสู้จากพ่อของเขาวิชานี้คือ ศาสตร์ชี้เป็นชี้ตาย นาดะชินคาเงะ เขาได้ต่อสู้กับทุกรูปแบบ เช่น ยุโด มวยไทย มวยปล้ำ หมัดตรง ท่าล็อก ทุกๆครั้งที่เขาต่อสู้เสร็จไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นคนเลวแค่ไหนเขาจะจับมือกับคู่ต่อสู้แล้วบอกว่าขอบใจมากที่ทำให้เขาได้ก้าวหน้าจากการสู้

ต่อมาเขาได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่มีฉายาว่าเครื่องจักรไร้พ่าย กัลเซีย กัลเซียนั้นเป็นคนที่เก่งเกินขอบเขตของมนุษย์หมัดของกัลเซียหนักมากพอที่จะทำให้กระเด็นไปไกลหรือสลบไปเลย ท่าล็อกของกัลเซียสามารถทำให้คนพิการได้ตลอดชีวิต

ดูไปแล้ว คิอิจิ ไม่น่าจะสู้กัลเซียได้แต่เมื่อได้สู้กันจริงๆ คิอิจิกับเอาชนะกัลเซียได้เพราะเขาใช้ทั้งท่ามวยไทยท่าจับล็อกที่ได้เรียนรู้จากการต่อสู้กับคนอื่นๆและนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเขาเอง

 

คิอิจิได้พูดกับกัลเซียว่า ถ้านายเคารพในตัวคู่ต่อสู้นายก็จะได้เรียนรู้จากเขา แต่เพราะนายไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาชีวิตของนายจึงไม่ก้าวหน้าไปไหน

ผมประทับใจคำพูดของคิอิจิมากและผมคิดว่าคำพูดนี้สะท้อนชีวิตนักลงทุนจริงๆด้วยเช่น การที่เราเล่นแต่หุ้นอาหารแล้วเราก็บอกว่าคนที่เล่นหุ้นสื่อสารได้กำไรเยอะๆมันฟลุ๊ก หรือบอกว่าพวกที่เล่นหุ้น commodity แล้วรวยเป็นพวกที่ชอบเสี่ยงโชค การคิดแบบนี้ดูเผินๆก็ไม่เสียหายอะไรเพราะตราบใดที่เราเล่นหุ้นอาหารแล้วกำไรเราอาจจะนึกว่าเราเก่งสุดแล้ว และคิดว่าคนที่กำไรจากหุ้นประเภทอื่นๆนั้นน่าจะฟลุ๊กเพราะทำไมกล้าเล่นหุ้นที่ pe แพงๆ หรือทำไมกล้าเล่นหุ้นที่รายได้ไม่แน่นอน คนที่คิดแบบนี้ก็เหมือน กัลเซีย ก็คือเก่งแล้วแต่ไม่เคยเคารพและเห็นใครอยู่ในสายตาทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ตัวเองยิ่งใหญ่มากที่สุด สุดท้ายชีวิตก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่ม แต่คนที่มานั่งศึกษาว่าทำไมคนนี้เขาถึงกำไรหุ้นสื่อสารตัวนั้นเยอะจังเลย ตอนซื้อเขาคิดอะไรหน่อ เราลองถามเขาดูดีกว่า เราลองนัดเขาทานข้าวดูดีกว่าแล้วแลกเปลี่ยนไอเดียกัน การทำแบบนี้กลับทำให้เราได้เรียนรู้ว่าคนที่เล่นหุ้นในแบบที่ต่างจากเราเรา success เพราะอะไรและทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เริ่มมาจากการยอมรับในตัวผู้อื่นและยอมรับว่าเรายังมีเรื่องไม่รู้อีกมากมาย หลังๆนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นปั่นแม้แต่ตัวเดียว เพราะจริงๆแล้วผมอาจจะไม่รู้พื้นฐานมันจริงๆก็ได้ ถ้าผมเลือกที่จะพูดว่าหุ้นปั่นก็เท่ากับว่าผมปิดโอกาสที่ผมจะซื้อหุ้นตัวนั้นเพราะเอาป้ายไปปิดว่า ปั่น แล้วก็จบแล้วผมก็พูดต่อว่าทุกคนที่ซื้อหุ้นตัวนี้กำลังทำเรื่องที่เสี่ยงเกินไปเพราะกำลังเล่นหุ้นปั่นทั้งๆที่จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องโดยที่เราเองต่างหากที่มองไม่เห็น

 

จะเห็นได้ว่าทัศนคติของเรานั้นแหละเป็นตัวจำกัดการเรียนรู้ของเรา ถ้าเรายอมรับในตัวคนอื่นและยอมรับว่าเราไม่รู้อะไรต่ออะไรอีกมากมายเหลือเกิน เราก็จะสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้อีกมากโข แต่ถ้าเราเป็นคนจิตใจคับแคบไม่ชอบเห็นคนอื่นก้าวหน้าไม่ชอบเห็นคนอื่นกำไรเราก็จะคิดไปหมดว่าคนอื่นที่กำไรมันฟลุ๊ก มันโชคดีเล่นหุ้นปั่นได้ตังค์มา ก็คิดแบบนี้ไปทั้งชีวิตและชีวิตนี้ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากคนเก่งๆคนอื่นเลย

 

ถ้าอยากก้าวหน้าขอให้เริ่มจากการยอมรับในตัวผู้อื่นครับ

ความเห็น (12)

สิ่งที่ควรจะทำ(สำหรับนักลงทุนแนวพื้นฐาน)

ในชีวิตของคนเราจะต้องมีเรื่องที่ควรจะทำและไม่ควรจะทำเสมอ ถ้าใครทำในสิ่งที่ควรจะทำมากและทำในเรื่องที่ไม่สมควรจะทำน้อยที่สุดคนนั้นก็มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น สิ่งที่ควรจะทำในชีวิตก็เช่น การดูแลสุขภาพ การมีเวลาอยู่กับครอบครัว การหาหนังสือดีๆอ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง การออกไปพบปะผู้คนเก่งๆเพื่อเสริมมุมมอง ส่วนเรื่องที่ไม่ควรจะทำก็เช่น การเอาเวลามานั่งนินทาคน นั่งใส่ใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่น หรือเอาเวลามาคิดว่าถ้าสมัยก่อนชั้นขายหุ้นตัวนี้ไปได้รารานั้นป่านนี้รวยไปแล้ว หรือ ถ้าตอนนั้นชั้นซื้อหุ้นตัวนั้นได้ในราคานี้ชั้นก็รวยไปแล้วเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะคิดให้หัวระเบิดแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์

ในตลาดหุ้นนั้นมีการลงทุนหลายแนว ในที่นี้ผมขอพูดถึงมุมมองของนักลงทุนพื้นฐาน ผมคิดว่าการลงทุนแนวพื้นฐานนั้นจะให้ความสำคัญกับตัวหุ้นมากที่สุดมากกว่าทุกอย่าง ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานคุณก็จะไม่ออกมาบอกว่าคุณคิดว่าปีหน้า set จะเป็นอย่างไร จะดีหรือไม่ดี แน่นอนคนในตลาดหุ้นชอบฟังเรื่องพวกนี้ ผมเองแต่ก่อนก็เคยออกมาคาดการณ์ set แต่พอถึงจุดนึงผมก็เริ่มรู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีใครรู้หรอกว่าตลาดจะเป็นอย่างไร ผมก็เลยเลิกคาดไปแล้ว มีนักลงทุนแนวพื้นฐานหลายๆคนที่ในช่วงตลาด sideway ช่วงปี 2004-2007 พอร์ตพวกเขาโต 6-8 เท่า ช่วงนั้น set ก็ไม่ใช่ขาขึ้นแต่พวกเขารวยขึ้นเยอะมาก พวกเขาไม่ได้ออกมาบอกว่าพวกเขาคาดการณ์ set ยังไง ในสมัยที่ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพใหญ่มากผมเคยไปตั้งคำถามกับ พี่ โจ ลูกอีสาน แห่งเว็บ tvi โดยถามว่าเขามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการลงทุนแบบ ศึกษาภาพกว้างก่อนแล้วค่อยเจาะรายบริษัท พี่โจ ตอบกลับมาว่าถ้าเราตามข่าวเศรษฐกิจมากๆก็จะรู้ได้ว่าเศรษฐกิจจะดี กลางๆ หรือ ไม่ดี ซึ่งเราไม่ต้องถึงขนาดไล่ล่าตัวเลขเศรษฐกิจเพราะ buffet กับ lynch ก็ให้เวลากับการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจน้อยมากๆ ผมเองได้นำความเห็นของพี่โจมาใช้ในการลงทุนผมเอาเวลาไปดูหุ้นที่น่าสนใจผมก็เจอหุ้นที่ undervalue เรื่อยๆ แต่ถ้าตลาดแพงผมก็เจอหุ้น undervalue น้อย หรือถ้าเจอก็ต้องรอให้หุ้นตัวนั้นลงอีกหน่อยเพื่อเพิ่ม margin of safety ให้มากขึ้นแล้วค่อยลงทุน แต่ถ้าตลาดถูกมากๆผมจะเจอหุ้น undervalue เยอะมากจนตาลายไม่รู้จะเลือกตัวไหนดี จริงๆแล้วทุกๆปีจะมีหุ้นเทพที่ขึ้นมากกว่า 150-200% ตลอด(ยกเว้นปีวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งตามสถิติจะมี 10 ปีครั้ง) ดังนั้นถ้าเราเจอหุ้นที่ undervalue หรือเป็นหุ้นเติบโตที่ไม่มีคนค้นพบเราก็ไม่โอกาสทำกำไรสูงๆในตลาด sideway ได้ เช่นในช่วงตลาด sideway รอบก่อนๆ คนที่มองการเปลี่ยน model ของ ticon ที่ขายโรงงานเข้า tfund ออกเป็นคนแรงๆก็จะสามารถทำกำไรจาก ticon ได้เป็นเท่าตัวในเวลาไม่นานเช่น คุณ invisible hand หรือคนที่มองหุ้นประมูลอย่าง ilink ออกว่ามีธุรกิจจัดจำหน่ายและวิศวกรรม ซึ่งในตอนที่ ilink ยังถูกแค่กำไรของธุรกิจจัดจำหน่าย pe ก็ไม่แพงแต่ถ้าปีไหนประมูลงานในส่วนธุรกิจวิศวกรรมได้มากๆกำไรก็พร้อมกระโดด คนที่ทำกำไรได้ก็เช่น คุณ naris คุณ yoyo หรือคนที่มอง oishi ออกตอนต่ำกว่า 20 บาทว่าตลาดให้ pe ต่ำเกินไปเพราะมองว่าชาเขียวน่าจะเป็นแฟชั่นแต่เมื่อตลาดพิสูจน์แล้วว่าชาเขียวไม่ใช่แฟชั่นหุ้น oishi ก็วิ่งขึ้นมาเกือบเท่าตัวในช่วงออกเคมเปน 30 ฝา 30 ล้านหรือกรณีของหุ้น pdi ที่เหมืองสังกะสีโดนพายุแคทรีน่าถล่มทำให้ stock เสียหายเป็นจำนวนมากและหุ้นก็ขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาไม่นานซึ่ง คุณหมอ สามัญชนก็สามารถทำกำไรจากตัวนี้ได้ในเวลารวดเร็ว หรือกรณีของพี่วิบูลย์ที่ได้กำไรจาก pttep เป็น 10 เท่าเพราะมองออกว่าบริษัทมีการ growth ของกำลังการผลิตต่อเนื่องและมี pe ที่ต่ำในขณะที่บริษัทมี five forced model ที่แข็งแกร่งมากหรือพี่โจ ลูกอีสาน ที่เข้าใจถึงธุรกิจประกันและเป็นคนแรกๆที่มองถึง model ของ bancasuurance ออกและมองออกว่าการขาดทุนของ scnyl ในปี 2004 เป็นเพราะต้องจ่ายค่าคอมเยอะในปีแรกแต่หลังจากนั้นจะค่อยมีเบี้ยรับเพิ่มขึ้นเสมอ หรือ พี่กาละมังแห่ง tvi ที่ทำกำไรจาก ums ได้ถึง 500% ในปีเดียวเพราะเห็นว่า pe ต่ำและมี dividend เยอะในขณะเดียวกันการที่น้ำมันราคาแพงก็สามารถชวนลูกค้าเปลี่ยน boiler ได้ง่าย ยังมีตัวอย่างอีกมากมายซึ่งผมไม่สามารถเขียนได้หมดแต่ผมกล้ายืนยันว่าในตลาด sideway นั้นจะมีหุ้นที่ทำผลตอบแทนสูงๆได้ตลอดและจะมีคนที่รวยจากหุ้นเหล่านี้ด้วย จะเห็นได้ว่าหลายๆครั้งโอกาสการลงทุนเกิดจากนักลงทุนคนอื่นยังมองตัวธุรกิจจริงๆของบริษัทไม่ออก หรือนักลงทุนไม่เข้าใจตัวธุรกิจเชิงลึกของหุ้นเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ค้นพบหุ้นเหล่านี้ทำกำไรได้สูงในเวลาไม่นาน

ผมคิดว่าถ้าคุณเป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานสิ่งที่คุณควรทำคือ การหาหุ้น undervalue หุ้น underestimate หุ้น change business model หุ้น growth ที่คนยังมองไม่เห็น หุ้นคอมโมดิตี้ที่คนไม่เข้าใจตัวธุรกิจหรือมีภัยธรรมชาติมาทำให้ stock เสียหายหุ้นประกันชีวิตที่เปลี่ยนช่องทางการขายและเติบโตเร็ว หรืออะไรต่างๆ ที่พี่ๆที่ลงทุนในแนวพื้นฐานรุ่นก่อนๆสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม ยิ่งคุณให้เวลากับการศึกษาหุ้นตัวใหม่ๆการอ่าน annual ฟัง clip oppday มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น ผมคิดว่านี้คือสิ่งที่ควรทำของนักลงทุนแนวพื้นฐาน

ถามว่าเศรษฐกิจ usa ยุโรป มีผลต่อราคาหุ้นไหม คำตอบคือมี คำถามต่อมาคือแล้วเราควรใส่ใจไหม ในความเห็นของผมคือ ผมว่ามันเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เนื่องจากว่าเราไม่มีทางรู้ว่า europe ประชุมรอบนี้จะเพิ่มเงินกองทุนเท่าไหร่ กรีซจะรอดไหมในเดือน ธันวาคม อิตาลีจะเป็นรายต่อไปเมื่อไหร่ ผมว่าเราตามข่าวได้แต่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราไม่รู้ว่าผู้นำเยอร์มันนีจะตัดสินใจอย่างไร ผมเลยคิดว่าถ้าเราต้องเสียเวลามหาศาลในการติดตามข่าวแต่ผลลัพธ์คือเราควบคุมอะไรไม่ได้ เราควบคุมให้ eu เตะ กรีซออกไปจากกลุ่มเพื่อให้มันจบเร็วๆเพราะเราเบื่อความครุมเครือไม่ได้ หลังๆผมเลยไม่ค่อยติดตามข่าวพวกนี้มากแล้ว และผมคิดว่าการติดตามข่าวพวกนี้มากจนเกินไปและให้น้ำหนักของปัจจัยพวกนี้มากกว่าการศึกษาพื้นฐานหุ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับนักลงทุนแนวพื้นฐาน

ความเห็น (22)

จัดกิจกรรมมีทติ้งชมรมคนรักการอ่านครับ(เต็มแล้ว)

ผมคิดว่าชีวิตนี้เราจะเห็นว่ามีหนังสือน่าอ่านมากมายแต่ข้อเสียคือเราไม่มีเวลาอ่านมากพอ

ผมเลยอยากจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านหนังสือการลงทุนแล้วมาทำมีทติ้งแบบผลัดกันเล่าเนื้อหา

โดยมีเงื่อนไขดังนี้

1.จะต้องเป็นหนังสือการลงทุุนต่างประเทศที่ยังไม่มีแปลเป็นไทย อย่างเช่น one up on wall street มีแปลเป็นไทยแล้วไม่เอา แบบนี้เป็นต้น

2.ไม่จำกัดศาสตร์ก็คือขอให้เกี่ยวกับการลงทุนเถอะ ทางตรงทางอ้อมได้หมด เช่น คุณอาจจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับ ทิศทางค่าเงิน usa ,euro ของต่างประเทศแบบนี้ก็นำมาแชร์ได้ หรือจะเป็นการทำ arbitage ก็ได้ จะเป็น day trade ก็ได้ fundamental ก็ได้ พูดง่ายๆว่า open หมด ขอให้เกี่ยวกับการลงทุน

3.คุณจะต้องส่งสรุปคร่าวๆหนังสือมาทางเมล์ของผมก่อนเพื่อดูว่าข้อมูลของคุณเป็นไปตามกติกาหรือไม่ โดยส่งสรุปจะเป็น pwp หรือ word ก็ได้มาที่เมล์ honghardcore@hotmail.com

4.ผมจะนำหนังสือต่างประเทศไปพูดสองเล่ม เนื่องจากผมเป็นเจ้าบ้านก็จะพูดมากกว่าแขกรับเชิญโดยจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้น high growth ของ อเมริกาและอีกเล่มเป็นเล่มเกี่ยวกับการเทรด

ถ้าทำแล้ว work ก็อาจจะมีการนัดทุกๆ 3 เดือน ถ้ามีสมาชิก 15 คนก็เท่ากับว่าทุกคนจะอ่านหนังสือ 1 เล่มแล้วได้ฟังสรุปของอีก 14 เล่ม ซึ่งทำให้เรามีความรู้ทางการลงทุนที่กว้างมากขึ้นเยอะ โดยงานจะจัดวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม เวลากับสถานที่จะส่งกลับไปให้กับคนที่อีเมล์สรุปหนังสือมาให้

ถ้ามีคนส่งมาครบแล้วก็จะขึ้นว่าเต็มแล้วนะครับ

โดยหนังสือที่มาการจองแล้วมีดังนี้ (คนที่ยังไม่ได้จองไว้กรุณาอย่าซ้ำเล่มนะครับ)

1.finding the next starbuck(hongvalue)

2.trend following(hongvalue)

3.super stock(new)

4.how to make 2000000 dollar(projectpawiz)

5.come into my trading room(poom)

6.invisible hand(march)

7.The Most Important Thing (pommobo)

8.the greatest trade ever(big)

9.how to trade stock(babycat)

10.investment valuation(shivek)

11.Secrets for Profiting in Bull and Bear Markets (settravuth)

12.More money than God(โบ๊ต)

13.The Little Book of Big Profits from Small Stocks(andy)

14.Great by Choice (todsawat)

15.The oil factor(np)

16.random walk(special guest)

17.game over(airazoc)

ความเห็น (33)

link ผมบรรยายที่ตลาดหลักทรัพย์ความยาวหนึ่งชั่วโมงเศษครับ

http://www.dcs-digital.com/moneychannel/program.php?listid=12

clip ผมพูดที่ตลาดหลักทรัพย์ครับ ไปที่วันที่ 24 ธันวาคม ให้ลากเวลาไปที่หนึ่งชั่วโมงกับอีกหนึ่งนาทีจะเป็นช่วงที่ผมบรรยายครับ ภาพชัดมากๆครับ

ความเห็น (8)

ธนูปักเข่า เฮ้ย หุ้นใหญ่ VS หุ้นเล็ก

เวลาที่คุณเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จะเห็นได้ว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นมีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แล้วขนาดของบริษัทเกี่ยวอะไรกับการลงทุนด้วยล่ะ ผมจะเล่าให้ฟัง

 ก่อนอื่นต้องพูดถึงนิยามคร่าวๆของขนาดบริษัทก่อน ผมคิดว่าบริษัทขนาดใหญ่คือบริษัทที่อยู่ใน SET 50 ซึ่งแน่นอนว่า MARKET CAP ของหุ้นใน SET 50 ต้องเกิน 20,000 ล้าน ดังนั้นนี่คือบริษัทขนาดใหญ่แน่นอน ส่วนนิยามของผมบริษัทที่ไม่อยู่ใน SET 100 เป็นหุ้นเล็ก ส่วนหุ้นที่อยู่ใน SET 100 แต่ไม่อยู่ใน SET 50 ผมคิดว่าเป็นบริษัทขนาดกลาง ทีนี้เรามาพูดกันว่าขนาดของบริษัทเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์หุ้นยังไง เรื่องแรกเลยคือ บริษัทขนาดใหญ่มักจะมีนักวิเคราะห์ทำบทวิเคราะห์ออกมาเยอะกว่าบริษัทขนาดเล็ก เนื่องจากลูกค้าส่วนมากก็เล่นหุ้นขนาดใหญ่ๆ ที่มีปริมาณการซื้อขายมาก ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่เพิ่งหัดวิเคราะห์หุ้นบริษัทขนาดใหญ่จะหาข้อมูลได้ง่ายกว่า

 ยิ่งถ้านักลงทุนได้บทวิเคราะห์ของต่างประเทศที่มี 20 – 30 หน้า มีเกี่ยวกับภาวะอุตสาหกรรม สถานการณ์แข่งขัน การประเมินมูลค่าหุ้น จุดอ่อนจุดแข็งของหุ้น จะทำให้นักลงทุนเข้าใจหุ้นได้ค่อนข้างลึก แต่หุ้นขนาดเล็กคงจะไม่ค่อยมีต่างประเทศทำข้อมูลเชิงลึก เพราะทำไปลูกค้าก็คงไม่ซื้อเนื่องจากปัญหาด้านสภาพคล่อง แต่ในทางกลับกันการที่มีคนติดตามเยอะก็ทำให้โอกาสที่จะค้นพบหุ้นเติบโตที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้เป็นไปได้ยาก ในหนังสือรวยได้ด้วยหุ้นเล่ม 1 ของผมเคยกล่าวเอาไว้ว่า การลงทุนในหุ้นเติบโตที่คนยังไม่ค้นพบถือว่าน่าสนใจที่สุด เพราะว่าบริษัทลักษณะนี้เป็นม้ามืดประเภทเข้าเส้นชัยแบบไม่มีคนคาดถึง และอัตราต่อรองก็จะไม่สูงเท่าม้าเต็ง (ม้าที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีโอกาสเข้าวินสูง) ดังนั้นถ้าหุ้นแบบนี้เข้าวิน (กำไรดีเกินคาด) ก็จะทำให้คนแทงม้ารวยละไปเลย เนื่องจากอัตราต่อรองจะต่ำกว่าพวกม้าเต็ง พูดในมุมของการลงทุนก็คือ หุ้นที่ดีและมีคนรู้ว่าดีเยอะ (นักวิเคราะห์เขียน RESEARCH ถึงเยอะ มีการพูดกันตามรายการโทรทัศน์เยอะ) แม้ว่ามันจะดีจริง แต่ผู้ถือหุ้นก็ได้รางวัลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีคนติดตาม

เมื่อ 4 – 5 ปีก่อน เคยมีหุ้นนำเข้าถ่านหิน เพื่อจำหน่ายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมตัวหนึ่ง มี DIVIDEND YIELD ที่สูง มี ROE สูง มี GROSS MARGIN สูง แต่มี PE ที่ต่ำ เนื่องจากคนไม่ค่อยสนใจ เพราะว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีเหมืองเป็นของตัวเอง และธุรกิจมีขนาดเล็ก ทำให้คนไม่มั่นใจว่าจะแข่งกับหุ้นถ่านหินตัวอื่นที่มีเหมืองได้อย่างไร ต่อมาพอหุ้นถ่านหินตัวนี้ทำกำไรได้ดีเกินคาด และคนเริ่มเห็นมากขึ้น หุ้นตัวนี้เลยขึ้นไปถึง 500% ในเวลาปีเดียว ผลตอบแทนระดับนี้ถือว่าทำให้คนรวยได้เลย ผลตอบแทนระดับนี้เท่ากับคนที่ฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยปีละ 1.5% หลายร้อยปีทีเดียว (เป็นไปไม่ได้เพราะอายุไม่ยาวขนาดนั้น) ในช่วงเวลานั้นหุ้นถ่านหินขนาดใหญ่ที่มีเหมืองเป็นของตัวเอง มีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 200% เหตุผลน่าจะเป็นเพราะว่าหุ้นนำเข้าถ่านหินตัวนั้นถือเป็นม้ามืดที่ไม่มีคนติดตามเท่าไหร่ ( ดูจากค่า PE ที่ต่ำกว่าและ DIVIDEND ที่สูงกว่า ) ผมคิดว่าไม่น่าจะมีกฎตายตัวว่าหุ้นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ดีกว่า ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ลงทุนมากกว่า เช่น นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองได้ น่าจะเหมาะกับหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากสามารถอ่านข้อมูลจากบทวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นภาพได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์สูงและวิเคราะห์หุ้นได้ลึก น่าจะเหมาะกับหุ้นขนาดเล็กมากกว่า เพราะถึงแม้จะไม่มีบทวิเคราะห์ นักลงทุนก็สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง ประเด็นต่อมาคือ ขนาดพอร์ตของนักลงทุน ถ้านักลงทุนพอร์ตใหญ่ (มีเงินมากกว่า 100 ล้าน) การซื้อหุ้นตัวเล็กๆจะทำได้ลำบาก เพราะปริมาณซื้อขายหุ้นตัวเล็กถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าเป็นคนพอร์ตเล็กน้อย ( 1 แสน – 1 ล้าน ) หุ้นตัวใหญ่หรือหุ้นตัวเล็กก็ไม่น่าต่างกันมาก มองในมุมนี้นักลงทุนพอร์ตเล็กจะได้เปรียบคนพอร์ตใหญ่ ประเด็นต่อมาคือ บริษัทขนาดเล็กน่าจะเติบโตได้มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ประเด็นนี้มีส่วนที่จริงและไม่จริง ส่วนที่จริงก็คือ ในเชิงตัวเลขแล้วบริษัทที่มียอดขายระดับ 1,000 ล้าน ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี มีการจับตลาดที่ถูกต้อง การที่บริษัทจะเพิ่มยอดขายให้โตเท่าตัวภายใน 3 ปี ก็เป็นไปได้ อย่างกรณีของบริษัทนำเข้าถ่านหินในสมัย 4 – 5 ปีก่อน ยอดขายของบริษัทในปี 2551 โตกว่าปี 49 มากกว่า 100% ด้วยซ้ำ

แต่ถ้าเป็นบริษัทที่มียอดขาย 40,000 ล้าน การจะเติบโตได้เป็นเท่าตัวย่อมไม่สามารถใช้เวลาเพียง 2 – 3 ปี เพราะบริษัทจะขายของให้ใครล่ะ เพิ่มขึ้นตั้งหลายหมื่นล้าน เราอาจเห็นบริษัทขนาดใหญ่ใช้วิธี TAKE OVER เหมืองที่ต่างประเทศแทน ( วิธีนี้ก็เพิ่มยอดขายได้เร็วในเวลาสั้นๆ ) ซึ่งบริษัทขนาดเล็กจะมีทุนน้อยกว่าคงไม่สามารถไล่ TAKE OVER ได้เยอะเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ ข้อสรุปของผมคือ บริษัทขนาดเล็กมีความได้เปรียบเรื่องการเติบโตที่ทำได้ง่ายกว่า แต่เสียเปรียบในเรื่องขนาดของทุน ที่ไม่สามารถไปไล่ TAKE OVER ใครต่อใครได้ และบริษัทขนาดใหญ่ยังสามารถระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ได้ แต่บริษัทเล็กทำไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อถือมากพอ

ความเห็น (3)

เชิญเพื่อนๆไปฟังเคล็ดลับการลงทุนได้ฟรีที่ตลาดหลักทรัพย์ครับ



 

 

วันพุธที่ 14 ธันวาคม ผมได้รับเกียรติจากห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ให้ไปเปิดตัวหนังสือของผม จึงอยากเรียนเชิญพี่ๆเพื่อนๆทุกท่านที่สนใจการลงทุนครับ

ในช่วงต้นผมขอพูดถึงที่มาของหนังสือของผมและหลักการในหนังสือ

และหลังจากนั้น

ผมได้เตรียมเนื้อหาไปพูดไม่ให้ซ้ำกับงานก่อนๆนะครับ โดยเนื้อหาที่จะพูดผมทำไว้คร่าวๆดังนี้ครับ

1.วิธีการหาข้อมูลชั้นเยี่ยมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่รายย่อยไม่ควรพลาดทำได้อย่างไร

2.วิธีการเก็บข้อมูลของนักลงทุนว่าควรมีการจัดเก็บอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการค้นหา

3.วิธีการอ่านงบการเงินเพื่อที่จะทำประมาณการกำไรของหุ้นใน sector ต่างๆ

4.การเข้าใจ model ธุรกิจเพื่อเข้าใจกลไกการ valuation หุ้นผ่าน dcf และ pe

5.การบริหารจิตใจเพื่อการลงทุนว่าเราควรจะใช้ชีวิตแบบไหนเพื่อให้มีแรงกดดันทางการลงทุนให้น้อยที่สุด

6.เศรษฐศาสตร์กับการลงทุนว่าภาพใหญ่ๆของเศรษฐกิจมีผลต่อการลงทุนมากแค่ไหน

7.วิธีคิดการซื้อหุ้นในภาวะวิกฤติว่าทำอย่างไรจะกล้าซื้อหุ้นที่ถูกมากๆโดยไม่ปล่อยให้ความกลัวจากนายตลาดมาครอบงำ

8.ความสำคัญของ five force model กับการวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเชิงคุณภาพว่าสามารถประยุต์ five force กับตัวเลขทางบัญชีเพื่อการลงทุนได้อย่างไร

9.case study หุ้น 10 เด้งที่ไม่มีในหนังสือ

10.เปิดให้ถามตอบตอนช่วงท้าย

11.มีให้ผู้เข้าฟังร่วมตอบคำตอบโดยมีการแจกหนังสือ(สำหรับคนซื้อแล้วก็เอาหนังสือไปให้เพื่อนได้)

 

 

เรียกว่างานนี้ผมเตรียมแก้ผ้า(เปิดเผยเคล็ดลับที่มีทั้งหมด)ในงานนี้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ หลังจากจบงานนี้ผมคงหมดมุขไปอีกนานมาก 555

รอบนี้เริ่มงานตอน 18.00 นะครับเนื่องจากทางห้องสมุดมารวยเห็นว่าหลายท่านที่ทำงานเลิกตอนเย็นอาจจะมาตอน 17.30 ไม่ทัน ต้องขอบคุณห้องสมุดมารวยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ความเห็น (46)

หลักการของ jesse livermore ตอนที่ 2

หลักการข้อต่อมาของ JESSE LIVER MORE คือ ให้เราค้นหาผู้นำหรือ follow leader เขาบอกว่านักลงทุนไม่ควรสนใจหุ้นเป็นจำนวนมากตัวเกินไป เพราะว่านักลงทุนไม่น่าที่จะดูแลหรือเข้าใจพฤติกรรมของหุ้นได้มากพอ เขาบอกว่าดูหุ้นน้อยตัวดีกว่า และถ้าหุ้นที่คุณดูอยู่ไม่กี่ตัว คุณยังไม่สามารถทำเงินจากมันๆได้ คุณก็ไม่สามารถทำเงินจากหุ้นตัวอื่นได้หรอก ผมเองเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเซียนหุ้นในประเทศไทยท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าจะเล่นหุ้นให้รวยต้องมีหุ้นในดวงใจ ใครไม่มีหุ้นในดวงใจรวยยาก ผมคิดว่าสิ่งที่เซียนหุ้นท่านนี้พูด จริงๆแล้วก็เหมือนกับที่ JESSE LIVER MORE บอก จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม หลายคนที่รวยหุ้นขึ้นมาจะมีหุ้นที่สร้างเนื้อสร้างตัวให้กับเขาไม่กี่ตัว ทั้งๆที่ทั้งชีวิตเขาเหล่านั้นเคยเล่นหุ้นไม่รู้กี่ตัว ผมลองคิดเหตุผลดูก็คิดว่าไม่น่าแปลกอะไร เพราะว่าหุ้นที่จะขึ้น 5 – 10 คงไม่ได้มีเยอะและมีบ่อยๆที่หลายคนรวยขึ้นมา ก็เพราะว่าไปจับโดนหุ้นเหล่านี้เข้า แล้วถือทนไปขายได้ราคาดีด้วย หรือหลายคนเล่นมาร์จิ้นอีกต่างหากเลยทำให้เงินลงทุนโตเร็วมาก แต่เนื่องจากหุ้นที่จะขึ้นได้ขนาดนั้นมีค่อนข้างน้อยตัวทำให้ชีวิตนักลงทุนเจอหุ้นเหล่านั้นน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วๆไป ดังนั้น หุ้นตัวอื่นนอกจากหุ้นพวกนั้นก็เลยไม่ค่อยสร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ลงทุนเท่าไหร่ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าถ้านักลงทุนเลือกหุ้นที่ดูแล้วน่าสนใจออกมาได้ประมาณ 3 – 4 ตัวแล้วก็ติดตามหุ้น 3 – 4 ตัวนั้นเป็นพิเศษทั้งในรูปแบบของพื้นฐานและเทคนิคแล้ว น่าจะดีกว่าการตามหุ้นแบบสะเปะสะปะ 30 – 40 ตัว เพราะการที่เราตามหุ้นทีเดียว 30 – 40 ตัวคงเป็นการยากที่เราจะติดตามได้อย่างใกล้ชิด ไม่เคยมีกฎในตลาดหุ้นว่าคนที่จะรวยหุ้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจหุ้นเยอะๆ ต้องรู้จักหุ้นไม่ต่ำกว่า 100 ตัว ถ้านักลงทุน 2 คน ลงทุนในตลาดหุ้น 5 ปี แล้วเงินลงทุนโต 10 เท่าตัวคงไม่มีปัญหาถ้าคนแรกกำไร 10 เท่าจากหุ้นเพียง 2 ตัวในเวลา 5 ปี แต่อีกคนกำไรจากหุ้น 40 ตัว ผมว่าการทำความเข้าใจและติดตามหุ้นไม่กี่ตัวน่าจะเป็นการง่ายกว่าการตั้งเป้าจะรู้จักหุ้นลึกๆ และเยอะตัว

ผมขอทิ้งท้ายคำพูดสั้นๆ ของ JESSE LIVER MORE เอาไว้อีกสัก 2 – 3 คำพูด เขากล่าวว่า “จงอย่าใช้เวลาไปกับการคาดการณ์ว่าหุ้นจะเป็นยังไง แต่จงคิดว่าถ้าหุ้นไปทางไหนคุณจะทำอะไร” และอีกคำพูดหนึ่งคือ “เมื่อคุณค้นพบทางของตัวเอง เล่นบนวิธีของตัวเอง อดทน และเฝ้ามองสัญญาณอันตราย เมื่อนั้นคุณจะพัฒนาความสามารถในการเทรดของตัวคุณเอง”

มีคำกล่าวหนึ่งที่นักเก็งกำไร MARK DOUGLAS ได้กล่าวไว้ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำกล่าวที่สุดยอดมาก เขากล่าวว่า “หากว่านักเล่นหุ้นคนใด ไม่สามารถที่จะลบความรู้สึกกระเทือนใจจากการสูญเสียกำไรบางส่วนกลับไปสู่ตลาดแล้วล่ะก็ เขาก็ไม่สามารถเรียกว่านักเล่นหุ้นที่ดีได้ – Mark Douglas” ผมคิดว่าคำกล่าวนี้ค่อนข้างสำคัญมาก ถ้าลองถามว่านักลงทุนที่จะได้กำไรจากหุ้นตัวไหนเยอะๆ ระหว่างทาง นักลงทุนจะต้องเจอกับการแกว่งของราคาหุ้นทั้งนั้น เซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จสูงมากคนหนึ่ง เขาเคยบอกว่าหลักการขายหุ้นของเขาคือ ขายเมื่อ rebound แต่ไม่มี new high  ถ้าให้พูดให้เห็นภาพ ก็คือ สมมุติหุ้นตัวหนึ่งอยู่ราคา 100 บาท ขึ้นไป 120 บาทและร่วงลงมา 114 และอีกไม่นานหุ้นก็ขึ้นเลย 120 บาท อันนี้คือพฤติกรรมหุ้นขาขึ้นเพราะขึ้นแรง ย่อไม่นานมี new high แล้วหุ้นก็ทำรูปแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงราคา 250 บาท พอถึง 250 บาทหุ้นร่วงลงมา 230 แล้วหุ้นขึ้นกลับไปแค่ 242 บาท แล้วลงมาหลุด 230 บาท แบบนี้คือตอนหุ้นลงไป 230 แล้วเด้งกลับขึ้นมา 242 หุ้นไม่สามารถทำ new high ได้ด้วยการทะลุ 250 แต่หุ้นลงมาหลุด 230 แบบนี้ค่อนข้างชัดว่าหุ้นตัวนี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการเทรดไปแล้ว จากที่ปรับฐานแล้ว new high เปลี่ยนเป็น rebound แต่ไม่มี new high ถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคำพูดของ MARK DOUGLAS เกี่ยวมากเลยทีเดียว การที่เราจะขายหุ้นให้ได้กำไรเยอะมากๆ ในมุมของนักเทรดหุ้นสาย trend follow เราจะต้องปล่อยให้หุ้นวิ่งให้ไกลที่สุด หุ้นที่แสดงความแข็งแกร่งออกมา เราจะต้องถือหุ้นตราบเท่าที่มันยังเป็นหุ้นแข็งแกร่ง และขายเมื่อหุ้นเริ่มแสดงพฤติกรรมว่า มันเริ่มไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป การทำแบบนี้จะทำให้เวลานักลงทุนซื้อหุ้นถูกตัว นักลงทุนจะได้กำไรเยอะมากพอก่อนแล้วค่อยขายหุ้น ต่างจากนักลงทุนที่มองไม่ออกว่าหุ้นที่ตัวเองถืออยู่นั้นกำลังแสดงความแข็งแกร่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด การรับขายหุ้นที่แสดงความแข็งแกร่งออกมา อาจทำให้นักลงทุนได้กำไรเพียงแค่ 10 – 15 % ในขณะที่คนที่ถือหุ้นต่อมีโอกาสทำกำไร 100%

หรือมากกว่า แต่คนที่จะใช้แนวคิดแบบนี้จะต้องเข้าใจว่า คุณจะไม่มีทางขายได้จุดสูงสุดเพราะว่าเวลาหุ้นขึ้นแรงๆ คุณจะต้องยังไม่ขาย เนื่องจากหุ้นยังแสดงออกว่ามันแข็งแกร่ง แต่เมื่อหุ้นเริ่มไปไม่ไหวและร่วงลงมา โดยอาการตอนที่หุ้นลงแสดงออกว่ามันไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมแล้ว คุณค่อยขายสั่งวิธีนี้ คุณจะต้องยอมกำไรลดลงบ้าง เพื่อดูว่าหุ้นได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว แต่โดยรวมแล้วคุณขายหุ้นได้ต่ำกว่าจุดสูงสุดไม่มาก แล้วคุณจะลดอาการขายหมู (ขายเร็วเกินไป) ได้ค่อนข้างมาก การที่คุณเสียใจเมื่อกำไรบางส่วนของคุณลดลงไป จะทำให้คุณอยากขายหุ้นตอนหุ้นขึ้นแรงๆ และทำให้คุณอดที่จะได้กำไรตัวใหญ่ ดังนั้น MARK DOUGLAS ถึงได้พูดว่า นักลงทุนที่ดีต้องไม่เสียใจที่กำไรลดลงมา นักลงทุนควรคิดว่าการที่ยอมกำไรลดบ้างต่างหากที่ทำให้รวยกว่าการพยายามรักษากำไรเอาไว้ทุกบาททุกสตางค์ จริงๆแล้วเรื่องของความแข็งแกร่งนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญของเหล่าเทรดเดอร์เลยทีเดียว  JESSE LIVER MORE เคยกล่าวว่า ถ้ามีคนมาบอกเขาว่าหุ้นตัวไหนน่าสนใจ  สิ่งที่เขาจะทำคือเขาจะยืมหุ้นมาช็อต (ยืมหุ้นคนอื่นมาขายก่อน โดยที่ตัวเองยังไม่มีหุ้น แล้วเดี๋ยวค่อยซื้อหุ้นนำไปคืนคนที่ยืมมา) เขาจะ

ช็อตหุ้นจำนวนมากเพื่อดูว่าหุ้นแข็งแกร่งหรือไม่ ถ้าขายตั้งเยอะแต่หุ้นไม่ลงแสดงว่าหุ้นมีความต้องการมาก JESSE จะปิดช็อต (ซื้อหุ้นคืน) และทำการซื้อหุ้นตัวนั้นทันที เพราะเขาได้ข้อมูลมาแล้วว่าหุ้นตัวนี้แข็งแกร่ง การขาดทุนเพียงไม่กี่ช่อง และค่า commission ถือว่าถูกสำหรับ JESSE เมื่อเทียบกับการทดสอบว่าหุ้นแข้งแกร่งไหม นอกจากนี้นักเทรดที่ทำงานได้สูงมากยังบอกอีกว่า ให้คุณพุ่งความสนใจไปที่ตลาดหุ้นไม่ใช่เงินในพอร์ต ผมคิดว่านี่เป็นคำแนะนำที่ดีมาก การที่คุณมัวแต่สนใจเงินในพอร์ตของคุณ จะทำให้คุณไขว้เขวออกจากสิ่งที่ควรทำในตลาดหุ้น อย่างเช่นถ้าหุ้นที่คุณถืออยู่เริ่มแสดงออกว่าไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป แต่ตัวคุณยังรู้สึกว่าอยากได้กำไรมากกว่านี้ อยากให้พอร์ตลงทุนโตกว่านี้ก่อนค่อยขาย ซึ่งนั่นจะทำให้คุณหลงประเด็น ถ้าหุ้นของคุณเริ่มมีสัญญาณอันตราย คุณก็ควรจะขาย ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับว่าเงินในพอร์ตของคุณมีเงินลงทุนเท่าไหร่ ในมุมกลับกัน การที่คุณเพิ่งขาดทุนติดๆกันมา 2 – 3 ครั้ง อาจทำให้คุณกลัวที่จะเสียเงินอีก พอคุณเจอหุ้นน่าซื้อคุณกลับไม่กล้าซื้อ เพราะคุณกลัวว่าจะขาดทุนเพิ่มอีก ทำให้คุณพลาดโอกาสทำเงินไป จะเห็นได้ว่าถ้านักลงทุนทุ่มสมาธิไปที่ตลาดหุ้นแทนที่จะเป็นเรื่องเงินในพอร์ตตัวเอง นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่า

ความเห็น (19)

หลักการของ JESSE LIVER MORE ตอนที่ 1

ขอเปลี่ยนอารมณ์มาคุยเรื่องนักเทรดบ้าง เชื่อว่าแนวเทรดหลายคนคงเคยอ่านตำนวนของ livermore แต่แนวทางพื้นฐานอาจไม่เคยอ่านเลยลองเขียนให้อ่านกัน

 

 

 

นักเทรดหุ้นระดับโลกท่านหนึ่ง ก็คือ JESSE LIVER MORE เห็นว่าหลายๆแนวคิดค่อนข้างน่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง แนวคิดที่สำคัญของ JESSE คือ  1. จงรอการ confirm ของตลาดก่อนตัดสินใจ การรอให้ตลาดเลือกข้างอย่างที่คุณคิดแล้วคุณค่อยลงมือ การทำแบบนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงของนักเทรดหุ้นได้ เช่นคุณคิดว่า XX เป็นหุ้นที่ดี คุณคิดว่า XX ควรจะมีราคาหุ้นละ 60 บาท ในขณะที่ตอนนั้น XX มีราคาหุ้นละ 40 บาท

ถ้าคุณซื้อ XX ไปที่ 40 บาทและรอให้หุ้นขึ้นไปที่ 60 บาท แบบนี้คือการที่คุณไม่รอให้ตลาด confirm ว่า XX เป็นหุ้นที่น่าสนใจ แต่คุณคิดว่าเดี๋ยวคนในตลาดจะต้องคิดเหมือนคุณ ใครๆก็ต้องมารุมซื้อ XX จน XX ขึ้นไปที่ 60 แต่ปรากฏว่าหลังจากที่คุณซื้อ XX ไปแล้ว 3 เดือน ราคาหุ้นก็ยังอยู่ที่ 40 ต่อไปแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อขายเลย แบบนี้เรียกว่าคุณยังไม่ได้รอการ confirm จากตลาด การที่หุ้นจะขึ้นได้ต้องมีคนที่มีเงินเยอะหรือคนส่วนใหญ่ที่คิดว่ามีดีถึงจะมาซื้อหุ้นขึ้นไป แต่การที่คุณคิดของคุณว่าหุ้น XX เป็นหุ้นดี ถ้าคนอื่นในตลาดหุ้นไม่มีใครเห็นด้วยกับคุณเลย ก็เลยไม่มีคนมาซื้อหุ้นต่อจากคุณ ผลก็คือคุณถือหุ้นตัวนี้เท่าไหร่หุ้นก็ไม่ขึ้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า มุมมองของคุณจะไม่มีค่าถ้าไม่มีคนอื่นในตลาดเห็นด้วยกับคุณ ทีนี้แบบไหนถึงเรียกว่าตลาด confirm ก็เช่นหุ้น XX อยู่ที่ 40 บาท แล้วอยู่วันหนึ่งมันขึ้นไปที่ 43 บาท หรือราคาปรับขึ้น 7.5% นี้แสดงว่ามีคนเริ่มสนใจหุ้น XX แล้ว ราคาหุ้นถึงปรับขึ้นไปได้วันเดียวตั้ง 7.5% ทีนี้คุณรอดูต่ออีกวัน XX เปิดมาราคาลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 42.50 (เป็นธรรมดา) ที่หุ้นขึ้นแรงๆวันเดียวแล้วจะมีคนขายทำกำไรออกมา แต่อยู่ๆก็มีคนมากว้านซื้อ XX จนราคาขึ้นไป 44 บาท และมีคนพยายามขายทำกำไร แต่ปรากฏว่าขายยังไงก็ไม่หลุด 44 บาท เพราะพอมีคนโยนซ้ายไปที่ 44 ที่เป็นราคาฝังบิดส์ พอบิดส์ใกล้หมด อยู่ๆมีคนเติมบิดส์ คุณนั่งดูหน้าจออยู่แล้วถึงกับอุทานว่า “โหบิดส์ตลอดเลย โยนยังไงก็ไม่หลุด”  ในตอนนั้นเองคุณเลยตัดสินใจซื้อหุ้น XX ที่ 44 บาท เพราะว่าคุณมองว่าตลาดได้ช่วย  confirm แล้วว่ามีคนสนใจและเห็นค่าของ XX ไม่งั้นใครจะมาซื้อหุ้นที่ขึ้นตั้งเยอะ แถมมีคนรุมขายใส่ หุ้นก็ไม่ลงอีก คุณก็เลยซื้อ XX เข้าไปในตอนนั้น และหลังจากนั้นไม่นานหุ้นก็ขึ้นไปที่ 60 บาท จริงๆแล้วหลังจากที่คุณซื้อตอน 44 หุ้นอาจจะไม่ขึ้นหรืออาจจะขึ้นเลยก็ได้ แต่สิ่งที่คุณทำคือรอให้หุ้นมีการแสดงออกมาก่อนว่ามีคนต้องการมัน และถ้าสุดท้ายหุ้นไปถึงราคา 60 บาทจริง  การที่คุณซื้อแพงขึ้น 4 บาท จาก 40 เป็น 44 แต่คุณถือหุ้นสั้นกว่าเพราะแบบแรกคุณซื้อไปก็ยังไม่มีใครในตลาดเล่นกันเลย กว่าเขาจะมาเล่นกันคุณต้องรอตั้งหลายเดือนมากๆ สมมุติว่าคุณรอ 3 เดือนแล้วหุ้น XX ค่อยขึ้น แต่อีกคนหนึ่งรอให้ตลาด confirm ก่อนว่าหุ้นมีคนสนใจแล้วค่อยซื้อ คุณอาจจะซื้อแพงกว่านิดหน่อย แต่คุณรอแค่เดือนเศษๆเอง หุ้นที่ขึ้นจาก 44 ไป 60 ดังนั้นถ้าเทียบแล้วคุณได้กำไรมากกว่า เพราะคุณถือหุ้นแต่แล้วหุ้นขึ้นเลย แต่อีกคนต้องรอจนรากแทบงอกกว่าหุ้นจะขึ้น ผมคิดว่านักลงทุนแนวเทคนิคและกลุ่มที่นั่งเฝ้าหน้าจอคงนึกถึงอาการที่ผมอธิบายมาได้เป็นอย่างดี (จบเรื่องแรกแล้วนะครับ) มาลองดูปรัชญาการเทรดหุ้นข้อต่อไปของ JESSE กันดีกว่า

แนวคิดข้อต่อมาของ JESSE LIVER MORE  คือเมื่อคุณเจอสัญญาณร้าย อย่าเถียง อย่าถาม ให้หนี ถ้าทุกอย่างโอเคค่อยกลับมาซื้อใหม่ก็ยังได้ เปรียบเหมือนถ้าคุณเดินอยู่บนรางรถไฟ แล้วคุณเห็นลางๆว่าเหมือนกับมีรถไฟกำลังพุ่งมา สิ่งที่คุณควรทำคืออะไร ระหว่างการกระโดดหนีออกจากรางทันที หรือว่ายืนอยู่บนรางต่อเพื่อดูให้แน่ๆว่ารถไฟมาจริงไหม ผมว่าร้อยละร้อยเลือกที่จะกระโดดออกมาจากรางรถไฟ เพราะถ้าคุณรอดูว่ารถไฟมาจริงไหม คุณอาจจะหนีออกจากรางไม่ทัน ผมเคยพูดคุยกับนักลงทุนหลายท่านในตลาดหุ้น พวกเขาบอกว่าเวลามีสัญญาณแปลกๆ เขาหนีก่อนเลย เท่าที่ผมรู้มา เขาก็แทบไม่เคยขาดทุนหนักๆเลย เพราะมีอะไรไม่ชอบมาพากลพี่แกขายทันที  แต่การหนีออกจากตลาดหุ้นนั้นก็ไม่ควรทำบ่อยเกินไปจนเข้าข่ายกระต่ายตื่นตูม เพราะการซื้อๆขายๆ มีต้นทุน ค่า commission และคนร้อยละ 99% ถ้าขายหุ้นออกมาแล้ว และหุ้นที่ขายออกขึ้นต่อแรงๆ จะไม่อยากซื้อหุ้นกลับ และถ้าหุ้นตัวนั้นดีจริง ราคาหุ้นก็อาจจะไปต่ออีกเยอะทำให้ท่านพลาดโอกาสครั้งสำคัญลงไป  ถ้าเปรียบเทียบแล้วกระต่ายตื่นตูมน่าจะเป็นลักษณะ คนเดินอยู่แล้วเห็นนกบินผ่านก็ตกใจแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกว่ากับอีแค่นกจะกลัวไปทำไมซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากการเห็นรถไฟลางๆ ซึ่งเราไม่กลัวไม่ได้เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต  ผมจะลองยกตัวอย่างในตลาดหุ้นจริงๆ เราจะมีหลักการคร่าวๆอย่างไรในการบอกว่า แบบไหนน่าจะเป็นสัญญาณร้าย แบบไหนน่าจะเป็นแค่นกบินผ่าน (ไม่มีอะไรน่ากลัว)  1. .ในแง่ของราคาหุ้นแล้ว หลายคนเวลาหุ้นลงจะเกิดอาการหวั่นใจ แต่เราควรดูว่าหุ้นลงด้วยอาการแบบไหน ถ้าวันก่อนหน้าหุ้นตัวนี้ขึ้นมาประมาณ 10% แล้ววันนั้นหุ้นตัวนี้ราคาย่อลงมา 2 – 3 % แบบนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการที่หุ้นขึ้นมาวันเดียวแรงๆ ก็มีโอกาสสูงที่วันต่อมาหุ้นจะย่อลงมา เพราะการขึ้นวันเดียว 10% ถือว่าค่อนข้างเยอะพอควร ลงแบบนี้ไม่น่ากลัว เพราะเป็นลักษณะของการ take profit ธรรมดา ถ้าคุณถือหุ้นอยู่แล้วหุ้นขึ้นแรงๆ พออีกวันหนึ่งหุ้นลงเล็กน้อย ถ้าคุณกลัวกับเรื่องแค่นี้ คุณจะรวยหุ้นยากมาก เนื่องจากหุ้นที่จะขึ้นหลายๆเท่าตัวนั้น ระหว่างขึ้นจะต้องมีการปรับฐานตลอด ถ้าคุณแยกไม่ออกว่าอาการแบบไหนเป็นการปรับฐานธรรมดา แบบไหนถือไม่ใช่ปรับฐาน (หุ้นขาลง) คุณก็จะมีปัญหาใหญ่มากกับการเล่นหุ้นทีเดียว ทีนี้การลงของหุ้นที่ความน่ากลัวเป็นอย่างไร การลงที่น่ากลัวจะเป็นการลงแบบอยู่ๆหุ้นลงแรงมากอาจจะ 8 – 10 % และมีวอลุ่มด้วย และอีกวันหุ้นอาจจะเปิดบวกมาประมาณ 2 – 3 % แต่ตอนปิดกลายเป็น 0 % (ไม่บวกไม่ลบ)  อาการแบบนี้ค่อนข้างน่าหวั่นพอสมควร เนื่องจากการที่หุ้นลงแรงระดับ 8 – 10 % แบบมี volume แสดงว่ามีคน bid หุ้นไว้ แต่คนที่ขายหุ้นลงมาเอาหุ้นมาขายเยอะมากทีเดียว และยังขายแบบน่ากลัวด้วย เพราะอยู่ๆทำไมต้องขายหนักขนาดนี้  เขารู้อะไรไม่ดีที่เราไม่รู้หรือเปล่า ถ้าแค่อยากขายทำกำไรจำเป็นต้องขายให้หุ้นร่วงแรงขนาดนี้เลยเหรอ แล้วที่หนักกว่านั้นคืออีกวันต่อมา ทำไมหุ้นไม่ขึ้นกลับมาเลย เปิดบวกเพียงแค่ 2 – 3 %  แต่กลับปิดเสมอตัว  แสดงว่าคนอยากได้หุ้นน้อยมาก เพราะถ้าหุ้นอยู่ในความสนใจของคนหลังจากที่หุ้นลงแรงๆ จะมีคนเข้ามาซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสในการซื้อหุ้น ทำให้หุ้นควรกลับขึ้นไปได้แรง แต่ถ้าหลังจากหุ้นลงแรงๆแล้วแทบไม่มีคนซื้อเท่าไหร่เลย หรือที่พูดเป็นภาษาชาวบ้าน ลงแรงแต่ไม่เด้ง แบบนี้ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างอันตรายเลย ถ้าหุ้นที่ผมถืออยู่มีตัวไหนที่แสดงอาการแบบนี้  ส่วนใหญ่ผมจะขายออกทันทีเพราะถือแล้วเสียวมาก ถ้าท่านเปิดกราฟราคาหุ้นย้อนหลัง ก็จะเห็นว่าหุ้นที่ลงแรงๆในตอนเริ่ม มักจะมีอาการแบบที่กล่าวมาทั้งนั้น และยังถ้าหุ้นตัวไหนลงแรงในวันที่ตลาดเขียวด้วย แบบนี้สัญญาณร้ายจะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก

ถ้ามีคนมา comment คุยด้วยจะเขียนตอนต่อไป ถ้าไม่มีคนคุยด้วยจะเขียนตอนเดียว (เรียกร้องความสนใจ)

ความเห็น (49)

ฝึกแกะงบกันดีกว่า (เฉลยแล้ว)

ผมจะนำงบของหุ้นตัวนึงเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนมาให้ดูและให้ดูว่าเห็นอะไรกัน

นี้ไม่ได้เป็นการชี้นำทางการลงทุนนะครับ เลยนำงบเมื่อ 5 ปีก่อนมาให้ดู และปิดชื่อหุ้นเอาไว้ คำถามของผมคือ คุณเห็นงบนี้แล้วคุณคิดว่าหุ้นน่าลงทุนไหม

อันนี้เป็นงบกำไรขาดทุนของงวด q3/50

ข้อมูลเพิ่มให้หลังจากที่มีคนวิเคราะห์ไปบางส่วน

บริษัทมี market cap อยู่ที่ 777 ล้านบาท

ถ้าใครลองตั้งใจดูและตอบดีๆ คุณจะได้ประโยชน์เอง ส่วนคนที่อ่านผ่านๆแล้วไม่คิดจะลองคิดอะไร รอคนอื่นมาตอบแล้วค่อยเข้ามาอ่าน คุณก็จะไม่ได้ฝึกฝนตัวเอง

คุณเลือกได้

เฉลย

ผมขอนำราคาหุ้นของหุ้นตัวนี้มาให้ดูกัน

 

รายละเอียดการวิเคราะห์อยู่ด้านในกระทู้

ความเห็น (40)

คุณ ih ครับ ภาค 23

1.cash flow ของ ticon น่าจะดีกว่าบริษัทให้เช่าอย่างอื่นเช่น cpn เนื่องจากค่าเสื่อมแทบจะไม่ต้องนำมา renovate แต่ดูแล้วตลาดจะให้ pe ticon เพียง 10 เท่า แต่ให้ cpn ประมาณ 20 เท่า สมัยวิกฤติปี 40-40 ticon ก็มีอัตราการให้เช่าไม่ต่ำกว่า 80% และมี cash flow ที่สูง

อย่างงบปี 2553 ticon มี
กำไรสุทธิ์ 821 ล้านแต่มี ocf 2209
กำไร 653 ocf 1658
ถ้าเทียบกับ cpn
ปี 2553 กำไร 1143 ocf 3930
ปี 2552 กำไร 4949 ocf 5577

ดูแล้วทั้งสองบริษัทก็มักมีเงินสดจากการดำเนินงานมากกว่ากำไร แต่ดูเหมือน ถ้าดูย้อนหลัง 5-6 ปี cpn จะมี pe สูงกว่า ticon ค่อนข้างมาก ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดตรงไหน หรือมองข้ามประเด็นไหนไปไหมครับ ว่าเพราะอะไรบริษัทที่ cashflow เป็น free cash มากกว่าแต่ได้ pe น้อยกว่า

- ที่ cpn มี pe สูงกว่า ticon ก็คงเพราะว่า cpn มีอำนาจในการต่อรองในเรื่องการขึ้นค่าเช่ากับลูกค้ามากกว่า และในช่วง crisis ต่างๆ occupancy rate ของ cpn ก็จะสูงกว่า ticon ดังนั้น cpn เลยมี sustainability ของรายได้และกำไรมากกว่าครับ และอีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่า cpn มี mkt cap มากกว่าครับ

2.ผมคลิกไปดูชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ tfund เห็น ticon ถืออยู่ 28% ผมเข้าใจว่ากฏของการขายเข้า propfund คนที่ขายเข้าต้องถือไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ไม่ใช่เหรอครับ แต่ทำไมสัดส่วนที่ ticon ถือ tfund กลับไม่ถึง 33% ล่ะครับ

- ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะไม่ให้เกิน 33% นะครับ เพื่อไม่ให้เจ้าของสินทรัพย์ใช้ prop fund เป็นเครื่องมือในการเลี่ยงภาษี ส่วนหากขายสินทรัพย์นั้นเข้ากองทุนแล้วก็มีสิทธิขาย prop fund นั้นทิ้งจนเหลือ 0% ได้ครับ

3.การที่ ticon ขายโรงงานเข้า tfund แล้วมี gm สูงมากระดับ 45-50% เพราะว่า ticon สร้างเองไม่ได้จ้างผู้รับเหมา นั้นไม่ทราบว่าความเห็นคุณ ih คิดว่าความสามารถนี้เป็นสิ่งที่เลียนแบบกันได้ยากมากหรือ เนื่องจากการได้ gm เพิ่ม 15-20% แทนที่จะต้องเสียให้ผู้รับเหมา มันระดับที่สูงมากๆ ทำไมบริษัทอื่นๆไม่หันมาทำแบบ ticon มีอะไรที่เป็นกำแพงกีดขวางไม่ให้สิ่งที่บริษัทอื่นๆหันมาก่อสร้างเองบ้าง เพื่อจะได้ gm สูงๆ หรือเป็นเพราะ ธรรมาภิบาล ?

- ในปัจจุบันคู่แข่งคงเข้ามาลำบากขึ้นครับเพราะแต่ละปี ticon สร้างโรงงานและคลังสินค้าปีละ 100,000-200,000 ตร.ม. ทำให้มี economy of scale การสร้าง รง. เองโดยไม่ใช้ผู้รับเหมาก็ทำให้มี fixed cost ที่ค่อนข้างสูงหากสร้างปีหนึ่งไม่มากนักก็ทำให้บางทีอาจจะทำให้ต้นทุนสูง กว่าจ้างผู้รับเหมาได้ครับ

4.มีบางแนวคิดที่ว่าการซื้อ property fund นั้น ไม่ใช่ win win win แต่เป็น win win lose ความหมายของสองอย่างนี้คือ
win win win นั้นบริษัทที่ขายเข้ากองก็ได้ระดมเงิน ,ที่ปรึกษาทางการเงินก็ได้เงิน,ผู้ซื้อกองก็ได้ปันผล
win win lose คือ ผู้ซื้อกองที่ดูเหมือนจะได้เงินปันผลจริงๆแล้วจะได้จริงหรือไม่
คำว่าได้จริงไม่ ไม่ได้หมายถึงได้เงินปันผลไหม แต่หมายถึง risk adjust return เนื่องจากการได้ปันผลระดับ 7-8% นั้นก็มากกว่าการซื้อพันธบัตรเพียงแค่นิดเดียว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่อง capital loss ในขณะที่พันธบัตรไม่มีความเสี่ยงเรื่อง capital loss การลงทุนในหุ้นระยะยาวแล้วเราไม่ควรได้ return น้อยกว่าปีละ 10% เพราะถ้าได้น้อยกว่านั้น เราก็แพ้ตลาด ถ้าเราต้องเสี่ยงมากกว่าคนซื้อพันธบัตรแต่ยังเล่นแล้วแพ้ตลาด ก็คงถือว่าเราล้มเหลวทางการลงทุน ในแง่ของ prop fund นั้น ผู้ขายเข้ากองก็ลอยตัวไปแล้วเพราะได้เงินแล้วและได้ค่าบริหารด้วย ที่ปรึกษาทางการเงินก็ได้เงินไปแล้วเช่นกัน แต่นักลงทุนดูเหมือนจะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับความเสี่ยง ถ้าเทียบกับการซื้อพันธบัตร ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรครับ

- คนที่ซื้อ property fund น่าจะเป็นคนที่อยากได้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรหรือฝากธนาคาร แต่ไม่อยากได้ความเสี่ยงเท่าการลงทุนในหุ้นครับ ดังนั้นคนที่ซื้อก็น่าจะหวังเรื่องปันผล และ capital gain นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นครับ นักลงทุนกลุ่มที่เหมาะกับ prop fund น่าจะเป็น บ. ประกัน หรือกองทุนบำนาญประเภทต่างๆ ทั้งสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคมหรือ กบข. ครับ เพราะผลตอบแทนระยะยาวดีกว่าพันธบัตร ( มากกว่าประมาณ 2-4% ) และกองทุนหรือ บ. ประกันเหล่านี้จะถูกคุมสัดส่วนการลงทุนในหุ้นหรือไม่อยากเสี่ยงกับหุ้นมาก การลงทุนใน prop fund ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลครับ ซึ่งผลตอบแทนที่สูงพันธบัตรรัฐบาลกว่า 2-4% หากคิดทบต้นไปซัก 20 ปีเงินตอนปลายทางก็ต่างกันค่อนข้างมากครับ ดังนั้นผมคิดว่า prop fund น่าจะถูกแยกเป็น asset อีกประเภทหนึ่งเลยออกจากหุ้นครับเพราะผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงแตก ต่างจากหุ้นครับ ( อนึ่ง เท่าที่ทราบ ในบางช่วง Buffet ก็ลงทุนใน prop fund เหมือนกันครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะต้องการพักเงินหรือมองเห็นโอกาสของ capital gain ครับ )

6.1ดูๆ ไปแล้ว ผมคิดว่าถ้าเทียบกับหุ้นอย่าง tvo กลับมี pe ที่ต่ำกว่า ksl ทั้งๆที่ tvo เป็นผู้เล่นที่ dominate ตลาดน้ำมันถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองได้ในแง่ของ market share ksl ก็อยู่ที่ลำดับ 4 ซึ่งมี market share เพียง 6.3% และการปันผลย้อนหลังของ tvo ก็สูงกว่า ksl สม่ำเสมอ ส่วนตัวผมคิดว่า pe tvo น่าจะเหมาะสมกับตัวมันเองแล้ว เพียงแต่รู้สึกว่า ksl มีประเด็นอะไรที่ผมมองไม่เห็นหรือเปล่าตลาดถึงกล้าให้ premuim เยอะขนาดนั้น เท่าที่ผมศึกษา กำไรของหุ้นน้ำตาลปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่ที่อ้อยเข้าxxxบ ถ้าปีไหนอ้อยน้อยก็แย่หน่อย และถ้าฟ้าฝนมาไม่ปกติความหวานของอ้อยจะน้อยลงและส่งผลถึง yield น้ำตาลที่น้อยลงด้วย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหุ้นที่คุมชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้ลักษณะนี้ถึงมี pe สูงนัก

- ผมก็คิดว่า pe ของ KSL นั้นสูงเกินไปครับ หวังว่าวันหนึ่งจะรู้คำตอบว่าเป็นเพราะอะไร ส่วนหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นเพราะหุ้นน้ำตาลทั่วโลก pe สูงประมาณนี้รึเปล่า หุ้นกลุ่ม commodity นี้ก็จะมีกำไรบางไตรมาสที่ดีมากๆ และบางไตรมาสที่แย่มากๆ สลับกันไป ซึ่งช่วงที่กำไรดีมากๆ pe ควรจะต่ำ ผมคิดว่าถ้าจะจ่าย pe แพงขนาด 20-25 เท่าเพื่อซื้อ KSL น่าจะไปซื้อหุ้นที่เป็น superstocks หลายๆ ตัวที่ pe พอๆ กันจะดีกว่าครับ

6.2ถ้าเปรียบเทียบกับ pttep แล้ว การที่ pttep มี pe สูงน่าจะเป็นเพราะว่า ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันเป็นธุรกิจที่ยากในการเข้าของผู้เล่นรายใหม่ และเป็นธุรกิจที่มีความแน่นอนของรายได้สูง สังเกตุได้จาก roe ของ pttep จะสูงต่อเนื่อง ซึ่งตลาดก็ให้ pe ของ pttep สูงกว่าหุ้นอย่าง top pttar pttch ซึ่งผมคิดว่าสมเหตุสมผลในแง่ธุรกิจ ในทางกลับกัน ผมเข้าใจว่าบริษัทน้ำตาลจะได้รับอนุมัติจาก ครม ถึงจะสร้างโรงงานได้ ผมไม่ทราบว่าใบอนุญาตินั้นได้ยาก ได้ง่ายแค่ไหน แต่ถ้ารายใหม่เข้ามายากแล้วบริษัทเดิมแทบไม่มีกำไรแล้วผู้ถือหุ้นจะได้อะไร ขึ้นมา

- ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ ผมคิดว่านักลงทุนต่างชาติหรือสถาบันอาจจะอยากมีการลงทุนใน soft commodity มั้งครับ ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ไม่ค่อยมีหุ้น soft commodity ที่มีสภาพคล่องการซื้อขายให้เลือกมากนัก ลองให้โรงงานน้ำตาล top 10 ทุกบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น ผมคิดว่า pe หุ้นกลุ่มนี้คงจะลดลงครับเพราะ supply ของหุ้นให้เลือกซื้อมีมาก

 

7.ขอวกกลับมาถามเรื่อง ticon อีกทีนะครับ เนื่องจากผมไปดูย้อนหลังในแง่ของ eps มันมาแล้วทำรูปนี้ออกมาครับ
ในรูปนี้ผมใส่กำไรต่อหุ้นแต่ละปีในสมัยก่อนเอาไว้ คำถามของผมก็คือว่า ตอนที่ ticon จัดตั้งกองทุน propfund ครั้งแรกในปี 2548 นั้น ขายหมดในช่วงเดือน 4-5 และบันทึกรายได้จากการขายกองเข้ามา 1730 ล้าน ดูจากรูปจะเห็นได้ว่าหลังจากรับรู้เรื่อง propfund แล้วราคาหุ้นก็ลงไป กำไรในปีนั้น 1.29 แต่หุ้นลงไปถึง 8 บาทเศษ ซึ่งก็คือ pe 6.2 แบบ forward หลังจากที่งบไตรมาส 2 ออก ผมเลยเขียนคำว่าตลาดน่าจะมองว่าเป็น one time gain จึงแทบไม่ให้ premuim เลย

จังหวะในการซื้อ ticon ในตอนนั้นมีสองตอน ตอนแรกคือปลายปี 2547 สำหรับคนที่อ่านเกมส์ขาด คือซื้อตอน 6 บาทไม่นานก็ไปถึง 12

ส่วนจังหวะที่สองคือตอนลงมา 8 บาทซื้อแล้วก็ยังขึ้นไป 22

การจะซื้อจังหวะที่สองได้ในความเห็นผมคนๆนั้นน่าจะมองออกว่าการขายเข้า propfund จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วสุดท้ายตลาดก็จะมองว่ามันไม่ใช่ one time ซึ่งถ้าเราดู pe ticon ในปี 2006-2007 ที่รวมกำไรจาก propfund เข้าไปด้วยกลายเป็นเล่น pe ไม่ต่ำกว่า 10 เท่าแต่ส่วนใหญ่จะ 13-14 เท่าตลอด

คำถามของผมคือตรงนี้ครับ หลังจาก ticon ขายโรงงานเข้า tfund ครั้งแรกซึ่งตอนนั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ เราจะวิเคราะห์ออกมาได้อย่างไรว่า ticon น่าจะขายเข้า fund ได้ต่อเนื่อง

- ตอนนั้นคนมองว่าไม่ต่อเนื่องเพราะมองว่า ticon ขายของเก่ากิน แต่ที่จริงแล้ว ticon สามารถสร้างโรงงานให้เช่าเพิ่มได้ปีหนึ่งประมาณ 80,000-100,000 ตร.ม. ซึ่งเพียงพอกับการขายเข้า prop fund ทุกปีครับ โดยเราจะเห็นว่าพื้นที่ให้เช่าสุทธิของ ticon ไม่ได้ลดลงแต่อย่างไร และ ticon ก็ขายเข้า prop fund ประมาณ 70-80% ของที่สร้างเพิ่มแต่ละปีทำให้มีเหลือที่จะไปขายในปีที่มีปัญหาที่มีลูกค้า เพิ่มน้อยอย่างปี 2552 ได้ รวมทั้ง yield ที่ ticon ให้ prop fund ประมาณ 7-8% ดังนั้นหากดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่เกิน 4-5% ticon ก็ขายสินทรัพย์เข้า prop fund ได้สบายครับ

8.ถ้าเราประเมิน pe ของ ticon ด้วยวิธีแยกส่วนเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก pe แบบ developer คือส่วนที่ขายเข้า tfund เนื่องจาก gross margin สูงมากถึง 45-50% เราอาจะให้ pe สูงกว่า develop ทั่วไปเล็กน้อยเช่น 7 เท่า

ส่วนที่สอง pe ของค่าเช่า เราอาจดูว่าตลาดให้ pe cpn sf เท่าไหร่แล้วก็ให้เท่ากัน ถามว่าทำไมให้เท่ากันเพราะจริงๆแล้วค่าเสื่อม ticon ไม่ต้อง renovate เยอะเท่า มันเป็น free cash มากกว่าแต่ด้วยความ conservative จึงให้เท่ากัน

วิธีคิดแบบนี้ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ

- ครับ pe ของ ticon ควรจะสูงกว่า property devl ที่เป็นการขาย 100% แต่ควรจะต่ำหุ้นที่เป็นการเช่า 100% เช่น cpn ดังนั้นถ้ามองว่ากำไรครึ่งหนึ่งมาจากการเช่า และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการขาย ก็เอา pe มา brend กันก็ได้ครับ เช่น ถ้าให้ p/e จากการเช่าประมาณ 15-20 เท่า จากการขาย 6-8 เท่า ก็อาจจะได้ pe ที่เหมาะสมอยู่กลางๆ ระหว่าง 2 ค่านี้ ผมยังมองว่า pe จากการให้เช่าของ ticon ยังต้องต่ำกว่า cpn เพราะ cpn มี pricing power ในการปรับค่าเช่าในขณะที่ ticon ไม่ค่อยมีครับ

9.วิธีประมาณการกำไรของ tfund ในปี 2548 เป็นแบบนี้ถูกไหมครับ

มูลค่ากองที่ขาย 1730
Bv asset ที่ขายเข้ากอง 908
กำไรขั้นต้น 822 (47.5%)
หักเงินลงทุนออกมา ,822*33.33=271
271 เป็นสินทรัพย์ในรายการเงินลงทุนในบริษัทร่วม
822-271 = 551
กำไรหลังหักภาษี 551*0.7 = 385

ถ้าวิธีคิดแบบนี้ถูกเราสามารถนำ model นี้ไปใช้กับการขายเข้า fund ของ cpnrf และอื่นๆได้หมดเลยใช่หรือไม่ มีจุดไหนที่เราต้องปรับเปลี่ยนตัวเลขบ้างถ้าเราใช้ model นี้กับบริษัทอื่น

- ถูกต้องแล้วครับ ยกเว้นถ้าเป็นการขาย warehouse เข้ากองทุนจะไม่เสียภาษีเพราะได้ boi
จริงๆ ผมคิดว่า ticon ไม่จำเป็นต้องถือ tfund มากมายอะไรเพราะเวลาขายจะได้กำไรเยอะ น่าจะถือ 15-20% ก็มี control ได้แล้วนะครับ

10. ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นต่อกรณีที่หุ้นอสังหริมทรัพย์บางตัวมี backlog ที่เยอะมากเป็นประวัติการณ์ และจะมียอดรับรู้รายได้สูงต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นยังเทรดมี discount เมื่อเทียบกับในอดีต อย่างไร

เช่นกรณีของ ap ที่ล่าสุดมียอดจองสูงถึง 30000 ล้าน ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่แถว 5.5 บาท ถ้าเราย้อนไปตอนปี 2007 ap ก็อยู่แถว 5 บาท แต่ตอนนั้นยอดรับรู้รายได้แค่ประมาณ 7500 ล้าน แต่ปีนี้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่คาดว่ายอดรับรู้รายได้จะสูงถึง 16000 ล้าน

ผมทำสีชมพูไว้คือยอด backlog ของบริษัทที่สูงขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

ผมดูแล้วบริษัทมีพัฒนาการหลายอย่างที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีตในขณะ ที่ราคาหุ้นยังไม่ไปไหน เลยอยากลองแชร์ความเห็นดูว่าน่าจะเป็นเพราะสาเหตุอะไร

10.1 ตลาดอาจจะมองว่าดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นอยู่ทำให้มองว่าไม่น่าจะส่งผลดีต่อหุ้น อสังหริมทรัพย์ แต่ราคาน้ำมันก็ได้ลงจากจุดสูงสุดแถว 120 เหรียญมาต่ำกว่า 100 เหรียญทำให้เงินเฟ้ออาจจะไม่ขึ้นต่อไปมาก แต่มีประเด็นคือเรื่องค่าแรง 300 บาทในปีหน้าและเรื่องที่รัฐบาลเก่าอาจจะยังไม่ลอยตัวราคาสินค้าบางอย่างใน ชีวิตประจำวันจึงทำให้เงินเฟ้อดูต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ทราบว่าคุณ ih มองประเด็นเหล่านี้ว่าอย่างไรบ้างครับ

10.2 คุณ ih คิดว่ามีประเด็นอะไรอีกบ้างครับที่ทำให้ตลาดค่อนข้างกดหุ้น ap เมื่อเทียบกับ backlog ,revenue

- ตอบข้อ 10.1-10.2 รวมกันแล้วกันนะครับ ในช่วงก่อนหน้านี้ซัก 4-5 ปีก่อน backlog ส่วนใหญ่ของ AP คือบ้านเดี่ยวและทาวเฮาส์ แต่ปัจจุบัน backlog ส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ซึ่งมีความเสี่ยงกว่า กล่าวคือ คนซื้อบ้านหรือทาวเฮาส์เกือบทั้งหมดซื้ออยู่เอง ไม่ค่อยมีใครให้เช่า ส่วนเก็งกำไรนี่แทบไม่มี แต่คอนโดฯ ก็มีทั้งซื้ออยู่เอง ลงทุนให้เช่า และเก็งกำไร อีกทั้ง backlog คอนโดฯ มักจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะโอน นักลงทุนก็อาจจะมองว่าเป็นความเสี่ยง หากเศรษฐกิจมีอะไรที่เลวร้ายติดต่อกันนานๆ คนที่ซื้อไว้อาจจะไม่ยอมมาโอนได้ หรือถ้าต้นทุนต่างๆ เพิ่มขึ้นมากก็กระทบ margin ได้เพราะ lock ราคาขายกับลูกค้าไปแล้ว แต่โดยภาพรวมก็ถือว่าหุ้น AP ก็มี pe ต่ำกว่าสมัยก่อนเยอะครับ ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะ D/E ที่สูงขึ้นมาด้วย

11.หุ้น siri นั้นหลังจากผู้บริหารคือ คุณ เศรษฐา ทวีสิน ได้เข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็นจำนวนสูงมากเมื่อประมาณช่วง q2/2010
(รายละเอียดอ่านได้ในร้อยคนร้อยหุ้นหน้า 9 ของ siri ครับ

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=4&t=32527&start=240)

หลังจากนั้น gross margin ของบริษัทก็สูงขึ้นทันตาเห็น (โอ้ว มหัศจรรย์จริง) ถ้าเราดูย้อนกลับไปหลายปีก่อน siri ทำ gm ได้ 26-28% เท่านั้นเอง แต่ไตรมาส 1 ล่าสุดที่ประกาศตัวเลขออกมานั้น siri กลับสามารถทำ gross margin ได้สูงถึงเกือบ 34% ทีเดียว ผู้บริหารบอกว่าจะพยายามเพิ่ม gross margin ให้ได้ต่อเนื่อง ที่นี้ถ้าเราดู eps ปี 2010 siri ทำได้ 1.28 ต่อหุ้น
ถ้าเราใช้ tailing pe ราคานี้ pe ก็ไม่ถึง 5 เท่า
ถ้าเราดูจากยอด presale แล้ว siri มีอันดับสูงเป็นรายที่สอง เป็นรองเพียงแค่ ps
ผมดูหุ้นอสังหริมทรัพย์ขนาดเล็กมักจะมี pe ต่ำกว่าขนาดใหญ่
แต่ siri ดูเหมือนจะเป็นหุ้นอสังหริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ pe ต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นตัวใหญ่ๆด้วยกันเช่น lh qh ap lpn ps ผมเข้าใจว่าปัจจัยกดดันราคาหุ้นก่อนหน้านี้คือตลาดอาจจะมองว่า siri มี gm ที่ต่ำ แต่ 3 ไตรมาสย้อนหลังมานี้ตั้งแต่อุตราแมน เฮ้ย คุณ เศรษฐาเพิ่มสัดส่วนจนถือหุ้นเยอะมากขึ้นมาก และหลังจากนั้น gm ก็เริ่มสูงขึ้น

อยากถามว่าแบบนี้ถือว่า downside ต่ำไหมครับเนื่องจากที่ pe discount ค่อนข้างเยอะนี้คงสะท้อนว่านักลงทุนไม่เชื่อว่า siri จะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เลยทำให้ pe ต่ำ และหุ้นยังเล่นต่ำ bv ซึ่งถ้าเทียบกับหุ้นอย่าง ps lpn ap lh qh spali ก็ไม่ได้เล่นต่ำ bv อย่าง siri ที่นี้ถ้า gm สูงขึ้นได้ต่อเนื่องเหมือนที่ผู้บริหารบอกจริงตลาดมีโอกาศปรับ pe ให้ไหมครับ

ผมดูรวมๆแล้ว siri ค่อนข้างปันผลเยอะ ส่วนนึงเนื่องจาก pe ต่ำ และยังเล่นต่ำ bv แต่อัตราการทำกำไรดีขึ้นและยอด presale ปีก่อนก็เติบโตต่อเนื่อง แต่ผมไม่เชี่ยวชาญหุ้นอสังหริมทรัพย์ไม่แน่ใจว่ามีประเด็นอะไรที่ผมมองข้าม ไปบ้างเลยอยากขอคำชี้แนะด้วยครับ

- 4-5 ปีที่ผ่านมา SIRI มี net margin ที่ต่ำมากคือประมาณ 6-7% ซึ่งเยอะกว่าหุ้นค้าปลีกนิดเดียวแต่ inventory turnover นั้นต่ำกว่ามาก แม้ปัจจุบัน GM จะดีขึ้นแต่ net margin ยังต่ำกว่า 10% ซึ่งน่าจะเป็นผลจาก SGnA ที่ยังค่อนข้างสูง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SIRI มีการใช้งบการตลาดค่อนข้างสูงมาตลอด ซึ่งก็ทำให้การยอมรับใน brand ของ SIRI นั้นก็ค่อนข้างสูงซึ่งสวนทางกับความสามารถในการทำกำไร

ส่วนแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ถ้าผู้บริหาร SIRI สามารถเพิ่มทั้ง gross และ net margin ได้ผมคิดว่ากำไรน่าจะเพิ่มขึ้นได้มากเพราะ backlog ก็มีเยอะอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าก็ต้องเป็นการคาดการณ์ในอนาคตอยู่เหมือนกันครับ คนที่คิดว่าไม่น่าจะดีขึ้นมากก็อาจจะเพราะว่าดูจากผลการดำเนินงานในอดีตและ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ส่วนคนที่เชื่อว่าจะดีขึ้นก็อาจจะใช้ทฤษฎีแรงจูงใจว่าถ้าผู้บริหารถือหุ้น เพิ่มขึ้นมาก็มีแรงจูงใจในการสร้างกำไรมากขึ้น ซึ่งผมก็มองไม่ออกว่าจะออกไปทางไหนเหมือนกันครับ

 

12.การ ที่ ticon ขายโรงงานเข้า tfund น่าจะทำให้บริษัทมี d/e ลดลงถูกไหมครับแต่ทำไมหลายปีมานี้ d/e ของบริษัทยังกลับเพิ่มสูงขึ้นอีก ครับ

- เป็นเพราะ ticon มีการขยายมาทำ warehouse ให้เช่า ทำให้ต้องซื้อที่ดินแปลงใหญ่เพื่อสร้างเอง ทำให้พื้นที่ก่อสร้างในปัจจุบันเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ticon มี payout ratio ที่สูงจึงทำให้ equity เพิ่มไม่มากนักครับ

ความเห็น (9)

hunter & masterpiece

ผมคิดว่านักลงทุนมือใหม่ที่เข้ามาศึกษาเรื่องหุ้นในช่วงแรกๆจะต้องมีอาการ ผิดๆถูกๆ จับประเด็นจับทางไม่ได้ ว่าจะเริ่มอย่างไร ยังไง แล้วก็ต้องศึกษาอยู่นานมากๆกว่าจะตกผลึกทางการลงทุนได้

ผมเคยได้ฟังคุณ ตัน (อิชิตัน) พูดเมื่อหลายปีก่อนว่าชีวิตทำธุรกิจมาตั้งนานกว่าจะได้สัมผัสเงินหลายล้านนี้ทำมาไม่รู้กี่สิบปี แต่พอเอาหุ้น oishi (สมัยนั้นยังถือหุ้นเยอะ) เข้าตลาดหุ้นขึ้นแค่บาทเดียวได้เงินไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน

ผมฟังๆแล้วก็รู้สึกว่า อืม ก็จริงนะชีวิตของคนเราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และลองผิดลองถูกอยู่นานมากกว่าจะจับทางทำเงินได้ กว่าจะจับโดนธุรกิจที่ทำเงิน หลายครั้งเราอาจจะทำธุรกิจมาเป็น 10 ปี แล้วได้เงินแค่ไม่กี่ล้าน แต่พอเราไปจับธุรกิจบางตัว หรือ สินค้าบางอย่างแล้วโดน เราสามารถได้เงินปีเดียวมากกว่าที่ทำมาไม่รู้กี่สิบปี ถ้าเราเลิกก่อนที่จะจับโดนผลงานชิ้นเอกของชีวิตหรือ masterpiece ความพยายามที่เราทำมาทั้งหมดอาจสูญเปล่า

ในวงการลงทุนก็มีหลายคนที่เล่นหุ้นมาหลายปีแล้วไม่รวยเท่าไหร่ แต่มีเพียงแค่ 1-2 ปีที่ไปจับโดนหุ้นบางตัวแล้วรวยขึ้นเป็น 10 เท่าตัว บางคนเล่นมา 3-4 ปีอาจได้กำไรแค่เท่าสองเท่า แต่พอจับโดนตัวที่จิ๊ดจริงๆก็ได้เงินเยอะและเร็วอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่กล้าหวังและกล้าฝัน นักลงทุนหลายคนที่อยู่ในตลาดหุ้นแล้วศึกษาเรื่องหุ้นมาหลายปีแต่ยังไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำซะที ก็อย่าเพิ่งท้อใจไป หรือ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับตลาดหุ้น เพราะไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีคุณไปเจอตัวที่ใช่ทีเดียวก็อาจจะรวยไม่รู้เรื่องไปเลย หลายคนมักให้คุณค่ากับตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วเรามีสิ่งบางอย่างที่เงินอาจไม่สามารถวัดได้ เช่น ประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมจนถึงขั้นที่พร้อมสามารถรวยได้ เพียงแต่จังหวะตลาดและหุ้นเด็ดยังไม่ออกมา เปรียบเหมือนนักล่าที่พละกำลังและอาวุธ พร้อมที่ขั้นเป็น master hunter ได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเหยื่อดีๆมาเท่านั้นเอง ขอเพียงมีเหยื่อมาเท่านั้นแหละ คุณก็อิ่มไปนาน ผมคิดว่าหลายคนที่ลงทุนมา 4-5 ปีแล้วยังไม่กำไรเยอะ ไม่ควรท้อแท้และคิดมาก ถ้าคุณตั้งใจศึกษาจริงขอเพียงมีโอกาสเหมาะๆมาคุณก็มีโอกาสทำเงินได้เอง และการทำเงินครั้งสำคัญเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจทำให้ชีวิตคุณสบายไปได้ตลอดชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้นจงอย่าละทิ้งความตั้งใจและความหวัง จงขยันศึกษาและอดทนรอต่อไป

ข้อต่อมาผมคิดว่าการที่จะทำให้ตัวคุณมีความเป็นนักล่าขั้นสุดยอดหรือ master hunter ได้นั้น คุณจำเป็นต้องหายใจเข้าออกเป็นเรื่องการล่าสัตว์ (ในที่นี้คือ หายใจเข้าออกเป็นเรื่องการลงทุนอย่างเดียว) วิธีที่จะเช็กว่าคุณมีความสามารถในการเป็นนักล่าที่ดีพอไหม ที่ผมคิดว่าค่อนข้างได้ผลคือ

คุณสามารถที่จะบอกได้ไหมว่า หุ้นที่จะขึ้นอย่างน้อย 100% ต้องมีคุณสมบัติอะไร

หุ้นที่จะขึ้นได้ 1000% ต้องมีลักษณะของงบการเงิน ภาวะอุตสาหกรรมอย่างไร ถ้าคุณยังไม่สามารถบอกเรื่องพวกนี้ได้ ก็ป่วยการ ผมคิดว่าคุณเป็นได้เพียง hunter ฝึกหัดเท่านั้น เพราะถ้าคุณยังไม่รู้ว่าเวลาหมูป่าวิ่งออกมาจะต้องใช้อาวุธอะไร แทงตรงไหน มีวิธีป้องกันตัวยังไง แล้วคุณจะล่าสัตว์ได้อย่างไร

ตัวผมเองช่วงหลังมานี้แทบไม่อ่านหนังสือการลงทุนเล่มไหนเลย ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในการศึกษา case study เท่านั้น เพราะผมรู้สึกว่าหลักการลงทุนต่างๆของ บรรดา guru วีไอ และ guru เทรด ผมก็อ่านจนไม่รู้จะอ่านของใครแล้ว และอ่านจนอิ่มตัว รุ้สึกว่าอ่านไปก็แทบไม่มีหลักการที่เป็นมุมมองใหม่ๆอีกแล้ว หนังสือของ buffet ผมก็เลิกซื้อไปนานแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั้นแหละ (แฟน buffet อย่าโกรธผมนะ) ผมคิดว่าเวลาที่มีจำกัดแทนที่ผมจะเอามานั่งอ่านหนังสือหลักการลงทุนบางอย่างซึ่งก็เล่มใหม่ๆก็แทบไม่มีเนื้อหาอะไรใหม่ๆเลย ผมเอาเวลาไปศึกษาดีกว่าว่าหุ้นที่ขึ้นเยอะๆมันมีลักษณะยังไงบ้าง และช่วงหลังๆผมศึกษาเพิ่มไปอีกด้วยว่า หุ้นที่เหมือนน่าจะขึ้นได้เยอะๆแต่ดันขึ้นไม่ได้มันสะดุดจากอะไร  เรื่องนี้จริงๆเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะว่า หลายครั้งมันจะมีหุ้นที่ดูจากอัตราส่วนทางการเงิน ดู story ต่างๆแล้วมันต้องแบบว่า ใช่เลย ตัวนี้ กูรวยแน่ แต่ซื้อไปแม่มหนังคนละม้วนเลย นักลงทุนที่เจออะไรมาเยอะๆ จะต้องผ่านหุ้นแบบนี้พอสมควร และการที่สามารถบอกได้ว่าหุ้นแบบไหนที่ขึ้นเยอะมากๆ และหุ้นแบบไหนที่เหมือนจะขึ้นได้มากๆแต่ดันขึ้นไม่ได้หรือแย่กว่านั้นดันลง มันมีกับดักอะไรซ่อนอยู่ จะเพิ่มขีดความสามารถในการล่าให้สูงขึ้นไปอีก และการเพิ่มความสามารถจนมาถึงขั้นนี้ได้ก็น่าจะช่วยให้นักลงทุนมีผลงานระดับ masterpiece ได้และทำให้เขาเข้าถึง financial freedom ได้ในที่สุดครับ

และที่สำคัญ สัตว์ที่เราล่าทุกตัวนั้นคือครูของเราครับ ไม่ว่าเราจะล่าแล้วได้รับบาดเจ็บกลับมา(ซื้อหุ้นแล้วขาดทุน) หรือล่าได้(ซื้อแล้วได้กำไร) เราก็ควรคิดว่าสัตว์ทุกตัวทำให้เราเจนสนามขึ้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่ของคนที่มี iq สูงเท่านั้นจึงจะรวยได้ ผมคิดว่า iq ระดับปานกลาง และ eq ที่สูง และการฝึกฝนที่ดีอย่างต่อเนื่อง และการอดทนรอได้มากพอ คือปัจจัยที่จะทำให้คุณรวยได้ครับ

ขอให้รวยๆกันทุกคนครับ

ความเห็น (12)

หนังสือลงทุนเล่มแรกที่ผมเขียนครับ “รวยได้ด้วยหุ้น”

สำหรับ ท่านที่ซื้อหนังสืออ่านแล้วมีคำถามเกี่ยวกับหลักการที่เขียนไป หรือมีข้อติดชมแนะนำ ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน หรืออยากให้มีเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อหาประมาณไหนเพิ่ม ก็สามารถเขียน comment ทิ้งไว้ได้นะครับ

อันนี้เป็นบรรยากาสที่ไปแจกลายเซ็นวันที่ 16 ตุลาคม ครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน วันนี้ขอโฆษณาหนังสือหุ้นเล่มแรกของผมหน่อยนะครับ หน้าปกสวยไหมครับ 5555

ต้องขอออกตัวนิดนึงนะครับ ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเนื้อหาสำหรับ beginner – intermediate ประมาณ 70% และอีก 30% ที่เหลือเป็นเนื้อหาสำหรับนักเล่นหุ้นที่ advance แล้ว

ดังนั้นใครที่อยากเล่นหุ้นแนวพื้นฐานแล้วไม่รู้จะ หัดอ่านงบการเงินอย่างไร เลือกหุ้นอย่างไร มีทัศนคติทางการเงินอย่างไร ผมมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยท่านได้มากทีเดียวครับ
สาเหตุที่ผมเขียนเรื่องการอ่านงบการเงินในหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะเนื่องจากว่า ผมเห็นคนคลิกอ่านบทความใน blog ผมเกี่ยวกับงบการเงินมากที่สุดในบรรดาบทความทั้งหมด ทำให้ผมคิดว่ามีเพื่อนๆหลายท่านที่อยากหาหนังสือหรือบทความที่อ่านงบง่ายๆ ผมเลยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาและมีเนื้อหาการอ่านงบการเงินเบื้องต้นที่จำเป็นเกือบทั้งหมดลงไปครับ

ถามว่าหนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ก็จะมีเรื่องการอ่านงบการเงิน

วิธีการดูงบกระแสเงินสด

สไตล์การเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับผู้ที่รับความเสี่ยงของเงินต้นได้น้อย

และเนื้อหาเกี่ยวกับ case study หุ้นที่ขึ้น 10 เท่าในอดีต (ขอย้ำในอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว) อันนี้เป็นของอุตสาหกรรมยานยนต์

อันนี้เป็นของหุ้นเดินเรือในอดีตที่เคยขึ้นมากกว่า 20 เท่าว่ามันเป็นเพราะอะไร

ตัวอย่างคร่าวๆนะครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าเพื่อนๆที่เล่นหุ้นจะรับหนังสือของผมไว้ในอ้อมใจซักคนละเล่มผมก็จะขอบพระคุณมากเลยครับ

ความเห็น (75)

ตลาดดีหรือเปล่าโปรดอย่าถาม (copy peter lynch มา)

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปพูดที่ตลาดหลักทรัพย์

และหลังเลิกงานมีคนถามผมว่ามอง set ยังไงหลายคน
และมีคนถามถึงขนาดว่า set จะลงไปกี่จุด

ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ไม่รู้ (ฮา)

หลายคนอาจจะคิดว่า คนที่เล่นหุ้นแล้วได้กำไรเยอะๆ จะต้องสามารถคาดการณ์ดัชนีได้ แต่เปล่าเลย ไม่มีใครทำได้ การบอกว่าดัชนีจะไปเท่าไหร่ ไร้สาระมากพอๆกับการบอกว่าเลขท้ายจะออกตัวอะไร ไม่ว่าจะเป็นสุดยอดทางด้านพื้นฐานหุ้นอย่าง บัฟเฟตหรือ peter lynch หรือสุดยอดของการเทรดหุ้นอย่าง ลิเวอร์มอ และเหล่า trend following ก็ไม่เคยมีใครออกมาบอกว่า การจะเป็นเซียนต้องคาดการณ์ตลาดได้ ดังนั้นเวลาเจอใครออกมาคาดการณ์ตลาด ขอให้รู้ไว้เถอะว่ามันไร้สาระพอๆกับ การไปสนามม้านั้นแหละ

หลายคนอ่านที่ผมเขียนแล้วอาจจะรู้สึกผิดหวังว่าอะไรกัน ไม่มีการบอกแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเลยเหรอ อยากรู้อะว่า ฮงแวลู่มองตลาดยังไง 5555

ผมบอกให้ก็ได้ครับว่าผมมองว่าตลาดตรงนี้ risk ไม่คุ้มกับ reward การพูดแบบนี้สามารถทำได้ แต่การบอกว่าเซทจะไปเท่าไหร่เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เรามาขยายความกันว่าทำไมการบอกว่าเซทจะไปเท่าไหร่เป็นไปไม่ได้

เพราะ นักลงทุนไม่ใช่ ประธาน fed ไม่ใช่นายกของ เยอร์มัน ที่จะกำหนดอะไรหลายๆอย่างที่ชี้เป็นชี้ตายได้ ดังนั้นการที่ไปคาดการณ์ว่าเดี่ยว fed จะทำอะไร เดี่ยวประเทศเยอร์มันจะเกิดอะไร ความแม่นยำคงไม่ต่างจากการเล่นไฮโลว์

แต่การที่บอกว่าความเสี่ยงไม่คุ้มค่าผลตอบแทนนั้นต่างกัน เชื่อไหมว่ามีนักลงทุนท่านนึงที่ล้างพอร์ตไปแถว 1100 จุด นักลงทุนที่นี้รวยขึ้นมหาศาลจากตลาดในปี 2009-2010 และล้างพอร์ตไปแถว 1100 ด้วย หลายคนอาจคิดว่าคนที่ทำแบบนี้ได้คงจะรู้ว่า set จะเป็นไง เปล่าเลย เขาเพียงแต่บอกกับผมว่า ดัชนีแถว 1100 เขามองไม่เห็นปัจจัยว่า set จะขึ้นไปได้เยอะๆได้อย่างไร แต่กลับกันถ้า set จะลงเยอะๆ ยังมีโอกาสมากกว่า ด้วยความคิดแบบนี้เขาจึงตัวเบา ไร้หุ้นในพอร์ตตอนดัชนีอยู่แถว 1100

ทีนี้ผมมาคิดต่อเองว่าแล้วระดับดัชนีแถวนี้ล่ะยังคุ้มค่าที่จะเสี่ยงไหม เลยลองดูค่า
pbv ของ set ในตอนปลายปี 2008 เคยลงไปถึงแถวระดับ 0.8-0.9 แต่ที่ดัชนี 916 จุด pbv ของ set อยู่ประมาณ 1.7 หมายความว่าในกรณีที่เกิด วิกฤติขึ้นมาแล้ว gdp ติดลบ ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนหายไปเยอะๆ ถ้า set ลงไป trade ที่ pbv เดียวกับสมัยปลายปี 2008 set ก็จะลงได้อีกเกือบ 50% แต่นั้นคงเป็นการมองโลกในแง่ร้ายมากทีเดียว แต่มันก็เป็น probability ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ในทางกลับกันล่ะ ปัญหาทางยุโรปมีความซับซ้อนและใหญ่มาก ต่อให้มีการยื้อกันไปได้ต่อ set จะกลับขึ้นไปทะลุ 1150 ได้ไหม คงต้องตอบว่ายากมาก เพราะว่าแนวโน้มของผลประกอบการในครึ่งปีหลังคงไม่ดีเท่าไหร่นัก ถ้าดูจากราคาน้ำมัน เพราะหลายๆโรงกลั่นคงมี stock loss และในช่วงไตรมาสนี้ราคา commodity เกือบทุกชนิดลดลงจากไตรมาสมาสสองทั้งนั้น ล่าสุดนี้ราคาน้ำมันทำหลุด 80 เหรียญไปแล้วด้วยซ็ำ

หลายคนอาจมองว่าแต่ปีนี้จะมีการลดภาษีนิติบุคคล ก็จริงผมไม่ได้เถียง ประเด็นคือ ถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนถดถอยเพราะหุ้นส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน การลดภาษีนิติบุคคล อาจทำให้กำไรที่ควรจะลดเยอะ ไม่ค่อยลดเท่าไหร่ แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกแย่ตลาดจะลด pe ของ set ลงไปเอง ดังนั้นหุ้นก็จะลงอยู่ดีเพียงแต่ pe ของ set จะถูกเพราะว่ากำไรไม่ลดเท่าไหร่แต่ดัชนีลด

ตอนนี้ pe ของ set ที่ประกาสในเว็บของตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 11 เท่า แต่ผมจำได้ว่าแต่ subprime เราเทรดกันที่ pe 6 เท่าทีเดียว ดังนั้นถ้ามองในแง่ pe set ก็ยังลงได้อีกมาก ในกรณีที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย

ถ้ามองในด้าน techinical ก็ต้องบอกว่ากราฟ set ตอนนี้ “เละเป็นโจ๊ก”
แน่นอนว่าคนที่เล่นเทคนิคระยะกลางออกจากตลาดเป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะกราฟมันบอกให้ออก (55)

หลายท่านอาจจะบอกว่า แต่ผมลงทุนในหุ้นไม่ใช่ลงทุนในตลาด สิ่งที่ฮงแวลู่พูดคือการทำตัวเป็นนายตลาดซะเอง ฮงแวลู่แม่มเฮงซวย

เอาเถอะครับ ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ได้เพื่อชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้น ผมเพียงแต่คิดว่า นักลงทุนมีโอกาสที่จะเลือก การลงทุนในหุ้นไม่ได้มีใครมาบังคับให้เราซื้อหุ้น เราซ์้อก็เพราะเราคิดว่ามีโอกาสได้มากกว่าเสีย (ใครซื้อหุ้นโดยที่คิดว่ามีโอกาสเสียมากกว่าได้ก็คง ปญอ ไปหน่อยแล้ว) ผมคิดว่าตอนนี้ผมมีโอกาสเสียมากกว่าได้ผมก็ไม่ค่อยอยากเล่นเท่าไหร่ จริงๆแล้วตอนดัชนีแถว 1030 จุดผมก็เขียนเรื่องว่าลงทุนมีโอกาสเสียมากกว่าได้แล้ว และตอนนี้ผมก็แค่ยังคงคิดแบบนั้นอยู่

วีไอระดับตำนานบอกว่าเราอย่าเป็นนายตลาดซะเอง
และบอกให้เราหาโอกาสจากนายตลาดที่อารมณ์ไม่ดี

ผมเองคิดว่าในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงแบบนี้นายตลาดอาจจะเกิดบ้าขึ้นมา discount หุ้นในตลาดลงจากตรงนี้อีกเยอะมากๆก็ได้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นผมก็รวยแน่

แต่ถ้านายตลาดเกิดใจดีแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเยอะมากๆ ผมก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะมองว่าโอกาสเกิดแบบนั้นมันน้อย ตอนนี้นักลงทุนกลัวกันทั้งนั้น เจอทุบลงมา 2-3 วัน เป็นร้อยๆจุด ขึ้นไปคนที่ติดหุ้นก็ขายออกมาทั้งนั้นแหละ ดังนั้นถ้าไม่มีจุดเปลี่ยนของเรื่องยุโรปอย่างชัดเจนผมคิดว่า probability ที่ set จะขึ้นมันน้อยกว่าเยอะ แถมภาวะแบบนี้ pbv 1.7เท่าภายใต้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่สูงมาก ถ้าขึ้นไปสองเท่า นี้ก็ถือว่าแพงแล้วนะ pbv สองเท่าภายใต้เศรษฐกิจที่แย่อย่างนั้นเหรอ เป็นไปได้ยากหน่อย ดังนั้นผมจึงคิดว่าหุ้นเรานี้ถึงขึ้นได้ก็ขึ้นไม่มาก

จะว่าไปหลักการที่บัฟเฟตสอนไม่ได้มีแค่อย่าเป็นนายตลาดซะเอง แต่เขาบอกว่าให้คิดซะว่าชีวิตคุณมีโอกาสซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 20 ครั้งก็พอ เขาทำนองไม่ต้องหวดทุกลูกแต่ให้หวดแต่ลูกที่มั่นใจ แต่ตลาดตอนนี้ผมไม่เห็นมีลูกมั่นใจได้เลยซักลูก

ขอสรุปอีกที คุณถามผมได้ว่าตลาดตอนนี้คุ้มค่าเสี่ยงไหม แต่อย่าถามผมว่า set จะไปเท่าไหร่ ตลาดจะดีหรือไม่ดี เพราะผมตอบไม่ได้

ความเห็น (21)

กิจกรรม case study เชิงลึกเรื่องหุ้นเพื่อเสริมความสามารถทางการวิเคราะห์หุ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆทุกท่าน ในยามที่ตลาดเป็นแบบนี้หลายๆคนก็คงจะรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ ซักกะตาย ตัวผมเองก็เซ็งครับ ผมกับเพื่อนในกลุ่ม all time high เลยได้คิดกิจกรรมเรียนรู้การลงทุนขึ้นมา ชื่อว่า

why i miss that big train หรือทำไมคุณถึงตกรถหุ้นตอนนั้นไปอย่างไม่น่าให้อภัย

หัวข้อนี้ทำขึ้นมาเพื่อรวบรวมกรณีศึกษาว่าหุ้นที่ขึ้นได้มากกว่า 150% ในเวลาสองปีโดยนั้นจะมีจุดสังเกตุอย่างไรบ้าง และทำไมคุณต้องตกรถหุ้นตัวนั้น

คุณพลาดอะไรไป คุณดูถูกอุตสาหกรรมนั้น คุณไม่ชอบผู้บริหาร คุณไม่ชอบหน้าเมียผู้บริหาร(ล้อเล่น) คุณเห็นหนี้สินต่อทุนมันสูง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้คุณไม่ได้ขึ้นรถหุ้นตัวนั้น และคุณคิดว่ามันเป็นบทเรียนที่ล่ำค่าซึ่งถ้าคุณได้เรียนรูจากมันแล้ว คุณเชื่อว่าในอนาคตคุณจะสามารถนำ case study ในอดีตตรงนี้ไปทำให้ครั้งหน้าคุณกระโดดขึ้นรถไฟขบวนสำคัญทัน

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมบอกเล่าถึงแนวคิดของหุ้นในอดีตนะครับ ไม่ใช่กิจกรรมรวมกลุ่มเชียร์หุ้น สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมว่าต้องมีเงื่อนไขอย่างไรบ้างสามารถเข้าไปดูได้ที่

http://crazyrisk.wordpress.com/2011/09/19/why-i-missed-that-big-train/

ผมคิดว่าการร่วมตัวกันเพื่อเรียนรู้ในลักษณะนี้จะเข้า concept ของการลับขวานให้คมถึงสุดขีด การที่คุณได้ case study การเลือกหุ้นเหล่านี้ติดตัวเยอะมากน่าจะทำให้เมื่อฟ้าเปิด(ตลาดสดใส) คุณจะเลือกหุ้นได้แม่นยำมากขึ้น

ตัวอย่างของเอกสารที่ทีมงานได้ทำบางส่วนก็ประมาณนี้ครับ

อันนี้ present เรื่อง jubile จากสมาชิก ath club ที่ตกรถ ไม่ได้ซ์้อหุ้น ตัวนี้เขาก็นำมาเล่าให้ฟังว่าทำไมเขาถึงตกรถเพราะแนวคิดแบบไหน

เขาเลยลองศึกษาดูว่า jubile นั้นมี model อย่างไรกันแน่
(credit todsawat ครับ)

เขาก็ทำการศึกษาเกี่ยวกับ jubile ว่ามีสถานะอย่างไรบ้าง

ต่อมาก็มีคนที่ตกรถไม่ได้กำไรหุ้นค้าปลีกก็เลยทำการไปเจาะดูว่าหุ้นค้าปลีกตัวไหนนับจาก low ขึ้นมาเยอะสุด
(credit น้องจ๊า)

แล้วเขาก็เจาะต่อว่าสถานะการเงินกับอัตราส่วนทางการเงินเป็นอย่างไรบ้าง

และเขาก็สรุปเหตุผลว่าคนกลัวอะไรทำไมไม่กล้าซื้อหุ้นในตอนนั้น และเหตุผลที่บริษัททำการตลาดแบบนั้นคืออะไร

และสมาชิกอีกท่านก็ทำการ share ถึงเหตุผลที่เขาซื้อดอยแล้วก็ขายผิดจังหวะ แล้วก็พลาดหุ้นห้าเด้งไปหนึ่งตัวว่าเป็นเพราะอะไร

พัฒนาการของบริษัทช่วงที่เขาตกรถเป็นไงบ้าง

ต่อมาก็มีคนตกรถหุ้น singer เขารู้สึกข้องใจมากว่า singer ขึ้นมาได้อย่างไรเขาเลยทำการศึกษา case study ของ singer ลึกมากๆ ตั้งแต่เดิมธุรกิจคืออะไร

และเขามีการเปลี่ยน biz model ยังไงที่ทำให้หุ้น turn around กลับมาได้

และงบการเงินในช่วงปีนั้นมีการกลับตัวอย่างไรบ้าง

นี้เป็นตัวอย่างส่วนนึง แต่ของจริงยังมีกรณีศึกษาที่น่าเรียนรู้อีกเยอะมากๆ ตัวผมเองได้ทำหุ้น cycle สุดยอดไว้หนึ่งตัว เป็นหุ้น cycle ที่ผมตกรถอย่างไม่น่าให้อภัยและผมยังได้ทำการเปรียบเทียบถึงหุ้น cycle สองตัวว่าเราจะเปลี่ยนม้ายังไงจากพื้นฐานบริษัท ซึ่งแนวคิดตรงนี้แม้แต่งานหุ้นสิบเด้งผมก็ไม่เคยนำมาพูด

และนอกจากนี้ถ้าทีมงานจะเชิญเทพที่ทำผลตอบแทนได้ระดับที่เทพด้วยกันยังต้องอ้าปากค้างมาเป็น special guest ให้อีกด้วย

ตัวผมเองและสมาชิก all time high ทุกคน จะไม่สนใจว่าภาวะตลาดจะเป้นอย่างไร เราจะร่วมกันเรียนรู้เป็นกลุ่มถึงเวลาการคัดเลือกหุ้น หุ้นตัวไหนเคยขึ้นเยอะๆแล้วเราไม่ได้ซื้อ เราก็จะต้องไปเจาะจนถึงรูขุมขนว่ามันขึ้นเพราะอะไร เพราะเราเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้เราสามารถซื้อหุ้นเทพได้ในอนาคต ผมคิดว่านี้คือการลับขวานให้คมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเนื่องจากเป็นการทำ 1 คนแต่แชร์กันทีเดียวเกือบ 20 คน การเข้าร่วมกิจกรรมลักษณะนี้น่าจะช่วยให้คนที่อยากเรียนรู้พัฒนา learing curve ทางการเรียนรู้ได้เร็วมากที่สุดแบบนึง

ความเห็น (5)

เล่าเส้นทางการเรียนรู้ของผม(หัวข้อเบาๆ)

มีหลายท่านถามผมทางทวิตและทางอีเมล์ว่าอยากจะเริ่มศึกษาการลงทุนทำอย่างไรดี ผมเลยขอตอบโดยการเล่าให้ฟังว่าเส้นทางการเรียนรู้ของหุ้นเป็นมาเป็นไปอย่างไรบ้าง

แต่เดิมเลยผมเป็นเพียงเด็กอยากรวย สมัยเด็กผมชอบเล่นไพ่ยูกิ ผมก็หารายได้เสริมด้วยการนำไพ่ยูกิไปฝากขายตามร้านไพ่ เวลาผมเอาไปขายส่วนใหญ่แล้วผมแทบจะไม่เคยซื้อมาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ไพ่สำหรับปลอมแล้วเดิมพันกับเพื่อนว่าใครชนะก็ให้ยึดไพ่จริงของอีกฝ่ายได้ โชคดีที่ผมเล่นไม่ค่อยแพ้ใครผมเลยได้ไพ่ยูกิมาเยอะแล้วก็นำไปฝากขายที่ร้านขายการ์ตูนสมัยเรียนอยู่ทิวไผ่งาม ทำๆไปซักพักก็อิ่มตัวไพ่ยูกิก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมก็ไม่รู้จะหารายได้ทางไหนดี ตอนเรียนอยู่ ม.หกก็มีเพื่อนมาบอกว่าเล่นหุ้นแล้วกำไร 50% ภายใน 2-3 เดือน มันบอกว่าลงทุน 1 แสนแค่ 2-3 เดือนก็ได้เงินมา 50000 หมื่น ก็รู้สึกสนใจมากและคิดว่าหน้าอย่างมึงยังได้ตังค์กูก็ต้องได้เหมือนกันสิว่ะ แต่ตอนนั้นพอเล่าให้ที่บ้านฟังก็ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วย ก็เลยยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แต่นั่งดูหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไปวันๆว่าหุ้นตกเพราะอะไรหุ้นขึ้นเพราะอะไร ช่วงนั้นจำได้ว่าเคยเอาเงินไปซื้อทองเก็บไว้ 10 บาท ตอนนั้นประมาณปี 2547 เคยซื้อทองบาทละ 7300 ตอนขึ้นมา 7600 ดีใจแทบตายได้กำไร 300 บาท(แต่มี 10 บาทเลยกำไร 3000)แล้วก็รู้สึกว่าดีว่ะ ไม่ต้องไปนั่งขายไพ่ยูกิเหมือนตอนเรียนม.ปลายแล้ว ว่าแล้วก็คิดว่าถ้าทองลงไป 7300 อีกจะซื้ออีกรอบแล้วก็ขายอีก เล่นแบบนี้แหละรอบละ 3000 เล่นไปซัก 10 รอบก็กำไร 3 หมื่นแล้วที่ไหนได้แม่ม ไป 8000 กว่าแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย หลังจากนั้นก็เลยมาดูหุ้นต่อ ตอนนั้นถามเพื่อนว่าจะรู้ได้ไงว่าซ์้อตัวไหน มันบอกว่ากูซื้อตามน้ากู น้ากูบอกให้เข้าตัวนั้นกูก็เข้าตัวนั้น ผมก็บอกเหรอ ดีว่ะ แนะนำน้ามึงให้กูรู้จักบ้างสิ มันบอกว่าได้เลย และมันก็พาผมไปที่ห้องค้าของโบรกแห่งนึงที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า พอไปถึงมันก็แนะนำให้ผมรู้สึกน้าของมัน ผมเดินไปยกมือไหว้น้ามัน น้ามันก็ไม่ค่อยแลผมเลย ผมก็คิดในใจแลไม่แลช่างแม่มขอให้มึงบอกหุ้นกูก็พอ เสร็จแล้วผมก็ถามน้ามันว่าถ้าผมจะซื้อเข้าแล้วขายตอนบ่ายผมทำได้ไหม น้ามันก็บอกว่าทำได้ แต่น้ามันทำหน้าเซ็งๆใส่ผม ผมก็งงๆว่าคำถามผมมันผิดอะไร แล้วพอผมจะถามน้ามันต่อ น้ามันก็ไม่คุยกับผมบอกว่ามีธุระ แล้วเพื่อนผมก็ถามน้ามันว่าขอ บทวิเคราะห์อาทิตย์นี้ให้ฮงหน่อยได้ไหม น้ามันก็บอกว่าหมดแล้ว (หน้าบอกบุญไม่รับ) ผมก็งงๆ นึกว่าตัวเองเป็นคนขอทานกลับชาติมาเกิดก็เลยออกจากห้องค้าแบบหงุดหงิดแล้วก็คิดว่าไม่เป็นไรไปถามคนอื่นก็ได้ ว่าแล้วผมก็ไปถามคนอื่นในโบรกเดียวกันนี้แต่เป็นที่สาขาอื่นที่อยู่แถวบ้านผม ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ แทบไม่มีใครอยากคุยกับผม ผมเคยถามมาร์คนนึงว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง แล้วมันก็ตอบอย่างมั่นใจว่า “ขึ้น” ผมก็คิดว่าเออ ดีว่ะเราอยากมีความรู้แบบมาร์คนนี้บ้างจัง ปรากฏวันรุ่งขึ้นหุ้นแม่มลง ผมก็คิดในใจ อ้าว มั่วนี้หว้า เอี้ยนี้ ไม่รู้แล้วยังตอบกูมาอีก

จนถึงจุดนึงผมเริ่มรู้สึกว่าไม่เห็นมีมาร์คนไหนให้ความรู้อะไรผมได้เลย พวกนี้ไม่ค่อยอยากจะคุยกับผมด้วยซ้ำแล้วแถมถามว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงก็บอกผิดเป็นส่วนใหญ่ ผมก็เลยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในห้องค้าเขาก็บอกว่ามีอบรมเรื่องกราฟ สอนโดยไอ้ฝรั่งคนหนึ่ง ผมก็รีบโทรไปจองมันก็บอกว่าให้ไปตอนบ่ายโมง bla bla bla ผมก็ไป ตอนไปนั่งฟังครั้งแรกไงมาก เพราะไอ้ฝรั่งพูดว่า วอยุ่ม วอยุ่ม ผมก็งงว่าอะไรว่ะ สรุปผมฟังแทบไม่รู้เรื่องเลยซักกะนิดเดียว แต่วันนั้นฟังเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าวันหลังมาฟังใหม่ดีกว่า

แล้วผมก็พยายามจะตามฟังของไอ้ฝรั่งคนนั้นอีกแต่มันก็ไม่ค่อยสอนเท่าไหร่ ผมก็เลยหาของที่อื่นฟังจำได้เคยโทรไปของที่นึงเขาบอกไปฟังวันเดียว 8000 บาท ผมถึงกับตกใจมาก เพราะตอนนั้นพอร์ตลงทุนผมมีแค่ 1 แสนเอง ผมจ่ายตังค์ 8 พันไม่ไหวหรอก ผมอยากฟังฟรีๆอะ ของฟรีมีมะ แล้วในที่สุดของดีที่ฟรีก็มาถึงจนได้ งาน set in the city ที่มีการจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ 4 วันติด ลักษณะงานจะเป็นตั้งแต่วัน พฤษหัสจนถึงวันอาทิตย์ ผมจำได้ว่าผมตื่นเต้นมาากๆๆ ผมพยายามจัดเวลาว่าผมจะไปฟังของห้องไหนบ้าง สมัยนั้นมีอบรมแบบ meeting room 3 ห้อง ผมก็ต้องดูตารางเวลาว่าหัวข้ออันไหนน่าสนใจที่สุดแล้วก็ซื้อเครื่องอัดเทปมาแล้วก็ไปนั่งฟังผมจำได้ว่าส่วนใหญ่ผมจะนั่งหน้าสุด แต่ละวันกลับมาบ้านผมก็เอาเสียงที่อัดมาลองคอมพิวเตอร์แล้วใส่ชื่อไฟล์ว่าไฟล์เสียงนี้เป็นเนื้อหาอะไร แล้วผมก็จะนั่งทอดเทปโดยการนั่งจดเกือบทุกคำพูดของไฟล์เสียงมาลงสมุดลงทุนของผม แล้วมีเวลาเมื่อผมเปิดคอมพิวเตอร์เล่น internet ผมจะเปิดไฟล์เสียงฟังตลอดเวลา ผมทำแบบนี้อยู่หลายปีมากๆ ผมฟังจนผมรู้เลยว่าถ้าคนบรรยายพูดประโยคนี้จบจะพูดประโยคไหนต่อ แล้วตอนฟังมีเสียงผมหัวเราะช่วงไหนบ้าง การไปงาน set in the city แล้วฟัง 4 วันแล้วถอดเทป ช่วยให้ผมเรียนรู้ไปได้เยอะมากในช่วงแรกๆ ช่วงนั้นเวลาผมเข้าไปที่ห้องค้าผมก็ไมค่อยคุยกับมาร์เท่าไหร่ เพราะตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่ากูขยันกว่ามึงอีก กูน่าจะรู้เยอะกว่ามึงแล้วนะตอนนี้อะ (ฮา)

จริงๆตอนที่ผมเด็กๆว่าผมไปถามใครผมจะโดนเมินบ่อยมาก ผู้บรรยายมักไม่ค่อยเห็นหัวผม เขาชอบคุยกับผู้ใหญ่ที่ดูท่าทางพอร์ตน่าจะใหญ่ ถามว่าผมโกรธไหม แรกๆก็โกรธและรู้สึกว่าไอ้พวกหน้าเงิน แต่ต่อมาผมก็เริ่มไม่โกรธเท่าไหร่ เพราะผมเริ่มเข้าใจว่าถ้าพวกผู้ใหญ่บางคนพอร์ตหลายสิบล้าน ถ้าเทียบกับพอร์ต 1 แสนของผมในตอนนั้นแล้ว ถ้าผมเป็นวิทยากรผมก็คงจะเลือกคุยกับคนที่ดูมีราศีกว่าเพราะนั้นหมายถึงวอลุ่มของบริษัทที่มากกว่า และผมก็เริ่มรู้สึกว่าคอยดูเถอะซักวันกูจะเก่งและรวยจนพวกมึงนั้นแหละต้องมาคุยกับกูก่อน และผมก็มุ่งหน้าศึกษาของผมต่อไป

ในช่วงอยู่มหาลัย ผมซื้อหนังสือเกี่ยวกับหุ้นทุกเล่มที่มีอยู่ที่ se-ed มาอ่านตอนแรกๆอ่านก็รู้สึกว่าทำไมทุกคนดูเทพ แต่อ่านไปจนถึงจุดนึงก็รู้สึกว่าบางคนแม่ม เขียนมั่วฉิบหายไม่มีหลักการเอี้ยอะไรเลยกูซื้อมาอ่านทำไมว่ะ แล้วผมก็เริ่มรู้ว่าผมรู้อะไรบ้างและผมไม่รู้อะไรบ้าง พออ่านหมด ผมก็ไปเป็นสมาชิกห้องสมุดมารวยแล้วก็ไปยืมหนังสือต่างประเทศที่มารวยมาอ่าน จำได้ว่าตอนนั้นยืมมาอ่านเยอะมาก จนถึงจุดนึงก็อิ่มตัวว่าไม่รุ้จะอ่านอะไรมากมายนักหนา

ผมก็เริ่มหันมาศึกษาพื้นฐานหุ้นรายตัวและลองคิดประเด็นต่างๆออกมา และเมื่อยิ่งศึกษาก็ยิ่งเกิดคำถามทำให้ผมไปโพสถามในเว็บกระทิงเขียว ซึ่งเป็นที่มาของคุณ ih ภาคต่างๆถึงกว่า 300 คำถาม ผมค้นพบว่าหลังจากที่เราอ่านหนังสือเข้าไปเยอะๆแล้วเราก็ต้องมาลงสนามจริงและเมื่อลงสนามจริงแล้วเรายังไม่เชี่ยวชาญเราก็จำเป็นต้องถามผู้เชี่ยวชาญ ระหว่างที่ถามไปเรื่อยๆ ผมเองก็เริ่มตกผลึกทางการลงทุนมากขึ้น

เมื่อถามจนเริ่มอิ่มตัวสิ่งที่ผมทำต่อมาคือ ผมก็เริ่มเรียนรู้จากการทำวิจัยของตัวเอง อย่างเรื่องหุ้นสิบเด้งที่ผมเคยเปิดสอนก็คล้ายๆกับการนำงานวิจัยของผมเองมาให้คนได้เปิดหูเปิดตา ตอนผมทำต้องยอมรับว่าหาข้อมูลยากมาก ว่าแต่ละเดือนข้อมูลเป็นไง ณ จุดที่เห็นงบรายไตรมาสนั้นๆหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนหรือยัง เรียกว่าผมอาบเหงื่อต่างน้ำทีเดียวกว่าจะทำงานวิจัยของตัวเองออกมาได้ซักชิ้น ระหว่างที่ทำผมเคยรู้สึกว่าเรากำลังหลงทางหรือไม่ ใน ขณะที่คนอื่นๆนั่งหาหุ้นกันทำไมเราต้องมานั่งขุดอดีตที่มันผ่านไปแล้ว เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องคนตัดฟืนกับขวานของเขา ผมคิดว่าการหาหุ้นใหม่ๆตลอดเวลาก็เปรียบเหมือนคนตัดไม้ที่เข้าป่าไปตัดไม้ทุกวัน แต่จริงๆแล้วขวานที่เขาเอาไปตัดไม้ถึงจุดนึงมันก็จะทื่อไม่คมเท่าไหร่ ดังนั้นการออกไปตัดไม้จึงต้องทำคู่กับการลับขวานให้คมตลอดเวลา การนั่งศึกษา case study ในอดีตเพื่อเข้าใจหลักการเลือกหุ้นในอนาคตก็เปรียบเหมือนการลับขวาน อย่างในตอนนี้ผมเองก็กำลังทำ project อันใหม่อยู่ ทำไปด้วยดูหุ้นไปด้วย ต้องยอมรับว่าเดี่ยวนี้เวลาค่อนข้างน้อยไม่ค่อยได้เล่นทวิตและไม่ได้เล่นเว็บบอร์เท่าไหร่ ถ้าพอมีเวลาก็จะมาเขียนบล็อกบ้าง

สรุปคือ ผมคิดว่าถ้าใครเป็นมือใหม่ในตลาดหุ้นสิ่งที่คุณควรทำช่วงแรกๆคือ ไม่ต้องคิดเรื่องหาหุ้นเลย ให้คิดเรื่องศึกษาหาความรู้อย่างเดียว เปรียบเหมือนตอนนั้นขวานของคุณยังทื่อมากๆเรียกว่าไม่มีทางตัดไม้ได้เลย คุณต้องนั่งลับขวานของตัวเอง คุณอย่าไปเชื่อถ้ามีคนมาบอกว่า ขวานทื่อของคุณก็ตัดไม้ได้ ลองไปที่ป่า xxx สิ แบบนี้ก็เหมือนกับการไปยืมจมูกคนอื่นหายใจซึ่งไม่มีใครยอมให้คุณยืมจมูกเขาหายใจหรอก ก็เหมือนผมตอนพอร์ต 1 แสนเป็นเด็กปีหนึ่ง ไปที่ไหนก็ไม่มีใครสนใจ ไปที่ไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ เมื่อคุณอ่านหนังสือเยอะมากพอแล้ว คุณก็เดินทางไปอบรมสัมนาต่างๆแล้วก็ค่อยหาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญถามแล้วก็ค่อยทำวิจัยเป็นของตัวเอง

ความเห็น (34)

link ของผมที่ออกรายการถอดรหัสเซียนเมื่อหลายเดือนก่อนครับ

ตอนที่ 1

ตอนที่2

คอนที่3

หวังว่าจะพอได้หลักการความรู้กันบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

ความเห็น (13)

ขอแจ้งข่าวเรื่องเปลี่ยนสถานที่สำหรับงานวันที่ 28 กันยายนครับ

ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าวันที่ 28 นี้ผมกับพี่ boo ประธานเว็บ tvi จะไปพูดที่ห้องสมุดมารวย พอดีมีคนสนใจแล้วโทรไปจองที่นั่งจนล้นเลยทำให้เขาต้องเปลี่ยนสถานที่เป็นห้องโถงตลาดหลักทรัพย์ชั้นหนึ่งครับ ตรงตลาดหลักทรัพย์จะสามารถจัดที่นั่งเพื่อรองรับผู้ฟังได้มากกว่าในห้องสมุดน่ะครับ เลยมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ โปสเตอร์วันเวลาล่าสุดและสถานที่ที่มีการ update คืออันนี้ครับ

ทางเจ้าที่บอกว่าจะมีเกมส์ให้ร่วมสนุกและมีของรางวัลเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนด้วยนะครับ อย่าลืมไปร่วมงานให้ได้นะครับ

ความเห็น (8)

ทศษวรรคแห่งความผันผวน

ผมคิดว่าทุกวันนี้จุดที่นักลงทุนยืนอยู่กำลังยืนอยู่ในทศวรรษที่ตลาดหุ้นเป็นยุคที่ผันผวนมากๆ ถ้าเราท้าวความกลับไปถึงปัญหา subprime ที่เกิดจากฟองสบู่ราคาบ้านเพราะมีคนเก็งกำไรกันอย่างหน้ามืดตามัวและมีคนคิดค้นตราสาร cdo cds mbo และอะไรอีกหลายอย่างขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ราคาบ้านเกิดฟองสบู่ขึ้นมาและเมื่อฟองสบู่ราคาบ้านแตกลงก็ทำให้ธนาคารต่างๆที่ดันบ้าจี้ไปซื้อตราสารพวกนี้เอาไว้แล้วก็คำนวนโดย model ทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนว่ามีความน่าจะเป็นน้อยมากๆๆๆๆ ที่จะขาดทุน เมื่อปรากฏการณ์ black swan เกิดขึ้นก็ทำให้ผู้ถือตราสารเหล่านี้ขาดทุนมหาศาลและต้องเกิดการขายสินทรัพย์ทั่วโลกทำให้หุ้นตกอย่างรุนแรงมากๆ

เหตุการณ์ในปี 2008 นับเป็นสิ่งที่เกินคาดทุกคนหุ้นลงแบบบ้าเลือดบ้าระห่ำลงแบบตายกันไปข้างจำได้ว่าภายในไม่เกิน 3 อาทิตย์มีเซอกิจเบรกเกอถึง 2 ครั้งหลายคนที่เจอเหตุการณ์ในตอนนั้นยังหลอนมาถึงทุกวันนี้

ประเด็นคือเหตุการณ์ครั้งนั้นจริงๆแล้วพื้นฐานของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่หลายบริษัทกำไรไม่ลดลงเลย หลายบริษัทกำไรสูงขึ้นด้วยในปี 2009 แต่อย่างไรก็ตามหุ้นลงแบบตายกันไปข้างนึง เหตุการณ์ในตอนนั้นทำให้หลายคนถึงกับออกไปจากตลาดหุ้นหรือหุ้นที่หลายคนติดก่อนปี 2008 ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลงจากดอยเลยด้วยซ้ำ แต่อีกหลายคนที่เจอเหตุการณ์เดียวกันก็รอดมาได้และกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

คนที่ไม่รอดนั้นน่าจะเป็นเพราะว่าไปเล่นมาร์จิ้นหุ้นผิดตัวเลยทำให้พอร์ตลดลงมากจนไม่สามารถกลับไปที่เดิมได้ง่ายๆ หลายคนที่ไม่เล่นมาร์จิ้นแล้วถือพวกหุ้นค้าปลีกก็เจ็บตัวในระดับนึงในตอนหุ้นลงแต่หุ้นเหล่านี้มักจะลงไม่มากเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นสุดท้ายหุ้นพวกเขาก็กลับมาได้และพวกเขาก็ได้ปันผลสม่ำเสมอพวกเขามักจะพูดว่า เศรษฐกิจเหรอ ดูไปทำไมคุณมองว่าหุ้นตัวนี้จะโตไปได้หลายๆปีในระยะยาวก็พอแล้ว คนเหล่านี้มีมุมมองว่าการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจมากๆเป็นเรื่องที่นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานไม่ควรทำ มุมมองนี้ไม่มีผิดหรือถูกแต่จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นหุ้นและประเภทของหุ้นที่ลงทุน ถ้าคุณเล่นหุ้น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิก คอมโมดิตี้ แล้วคุณบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องดูเศรษฐกิจ eu usa มากว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นผมว่าแบบนี้คุณเข้าข่ายมีความเสี่ยงจะสูญเสียเงินต้นอย่างหนัก
เนื่องจากว่าถ้าเศรษฐกิจ eu usa แย่ขึ้นมาหุ้นที่คุณถืออยู่จะถึงขั้นขาดทุนได้และหุ้นของคุณจะลงแรงมาก ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจจึงมีผลต่อกำไรและราคาหุ้นของคุณสูงมาก คุณจึงไม่สามารถทำแบบนักลงทุนหุ้นที่ถือแต่หุ้นค้าปลีก โรงพบาบาล หรือ กองทุนอสังห แล้วบอกว่าไม่ต้องตามเศรษฐกิจมากได้

ในภาวะตอนนี้ eu ก็จะแย่ลงเรื่อยๆเพราะล่าสุดกรีซประกาส gdp ออกมาว่า -5% และกรีซก็ยอมรับแล้วว่าไม่สามารถทำตามข้อตกลงของ imf ได้ bond yield ของกรีซยังคงนิวไฮต่อไป และ bond yield ของประเทศ pigs ก็นิวไฮเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นทาง eu ก็มีระเบิดเวลาเป็นลูกๆรอเราอยู่ตลอด

ผมคิดว่าจริงๆแล้วภาวะตลาดหุ้นตั้งแต่มีเรื่องราคาบ้านฟองสบู่ของ usa แล้วก็แก้ปัญหาด้วยการฉีดเงิน โดย qe 1 นั้นทาง fed จะเข้าไปรับซื้อ mbo cdo เพื่อจะทำให้ balance sheet ของธนาคารดีขึ้นและธนาคารจะได้ปล่อยกู้มากขึ้นแต่กลายเป็นว่าธนาคารก็ไม่มั่นใจจึงเอาเงินไปซื้อ treasury แทนกลายเป็นภาคเศรษฐกิจจริงก็ไม่ฟื้นเท่าไหร่ ก็เลยออก qe 2 แล้วเอาเงินไปซื้อ treasury ซะเลยเพื่อกดดอกให้ต่ำๆพวกแบงค์จะได้เอาเงินไปปล่อยกู้แต่ก็ปรากฏว่าไม่ค่อยเวิกเท่าไหร่ ตัวเลขเศรษฐกิจของ usa ไตรมาสล่าสุดคือ 1% และคงจะน้อยลงอีกในครึ่งปีหลัง เมื่อกบวกกับปัญหาทาง eu ที่พร้อมจะปะทุออกมาผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นต่อจากนี้จะไม่หมูเหมือนอย่างสองปีก่อน จริงๆแล้วปัจจัยพื้่นฐานของประเทศไทยผมคิดว่าดีมาก ถ้าเมืองนอกไม่แย่ผมคิดว่าหุ้นไทยน่าจะ sideway up ขึ้นไปได้เรื่อยๆเลย แต่เมืองนอกก็แย่พอควรผมเลยคิดว่าถ้า usa แค่ slow down และไม่ถึงกับ recession และ eu ยังประคองปัญหาไปเรื่อยๆ หุ้นไทยที่ปัจจัยพื้ันฐานดีจริงก็คงจะค่อยๆขึ้นได้ แต่ถ้า eu เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นหนักๆ ผมคิดว่าหุ้นเราก็ลงได้เยอะมาก

ที่เป็นตั้งชื่อหัวข้อว่าทศวรรษแห่งความผันผวนเพราะว่า ปี 2008 หุ้นลงเละ 2009-2010 หุ้นขึ้นกระจาย ปี 2011 หุ้นเหวี่ยงแรงมาก และปัญหาของทาง eu แล้วถ้าศึกษาในเชิงโครงสร้างก็ดูไม่ค่อยมีทางออกง่ายๆ ทางออกอย่างนึงคือ eu bond แต่ทางประเทศที่เสียดอกต่ำๆก็คงไม่ยอม มีคนบอกว่าถ้าโดนบีบมากๆเกิดเยอร์มันออกจาก eu ขึ้นมาจะทำไง (ถ้าเยอร์มันออกจาก eu ผมว่าคุณเลิกเล่นหุ้นไปหลายเดือนได้เลย ไปเที่ยวต่างประเทศเลยก็ได้เดี่ยวผมช่วยหาทัวให้) จะเห็นว่าความผันผวนอย่างมหาศาลของตลาดทุนใน 3 ปีที่ผ่านมาเกิดจากนวัตกรรมทางการเงินบ้าๆบอๆของพวก financial engineering ที่คิดค้น product อย่าง cdo cds ขึ้นมา และพวก ib bank ที่โลภมากอยากได้กำไรก็เข้าไปซื้อเอาไว้ ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติเสร็จแล้วก็แก้ปัญหาด้วยแการพิมพ์เงินซึ่งภาคเศรษฐกิจจริงไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมาก และทาง eu ก็เกิดจากการที่ตอนร่วมกลุ่ม eu เข้ามีเกณฑ์ในการเข้า eu ที่เข็มงวดมาก เพราะยุโรปก็ยัดๆๆๆๆประเทศที่พื้นฐานประเทศไม่แข็งแกร่งพอเข้ามาในกลุ่ม eu แล้วทำให้มีปัญหาอย่างทุกวันนี้ ประเทศบางประเทศก็ให้วาณิชธนกิจตัวย่อ g ไปช่วยคิดค้นวิธีการซ่อนหนี้ของประเทศด้วยรูปแบบแปลกๆแล้วเรื่องก็ค่อยมาแดงตอนหลังว่าจริงๆแล้วหนี้สาธารณะเยอะมากกว่าที่คิดไว้มากๆ จะเห็นได้ว่าความเลวร้ายของปัญหาทุกวันนี้เกิดจากความมักง่าย ความโลภ ความขี้โกงหน้าด้านๆของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเราในฐานะนักลงทุนก็คงต้องรับมือกับช่วงเวลาที่ความผันผวนสูงมากและโลกมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ทฤษฏี decouple นั้นเราคงเห็นกันแล้วว่าไม่มีจริงหรอก ดาวโจนตก 500 จุดเราก็ลงเละ เอเซียไม่ได้แยกออกจาก usa eu ได้หรอก

นักลงทุนที่ดีควรรู้ว่าภาพใหญ่ของตลาดทุนในช่วงที่ตัวเองลงทุนกำลังเข้าสู่ยุคอะไรและวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆให้ดีและผมเชื่อว่านักลงทุนที่สามารถฉกฉวยโอกาสจากความผันผวนได้ (ใช้ประโยชน์จากนายตลาด) สุดท้ายแล้วก็จะรวยขึ้นท่ามกลางความผันผวนครับ ผมเองเป็นคนรุ่นใหม่ใจร้อนไฟแรง ผมยังมีไฟแรงมากดังนั้นผมจึงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและติดตามข้อมูลหุ้นรายตัวอย่างใกล้ชิดไปด้วยเพื่อที่ว่าถ้าเกิดวิกฤติ eu ขึ้นมาผมอยากจะกำไรจากการช็อตหุ้นที่เสียประโยชน์และอยากไปเก็บของถูกสุดๆตอนเศรษฐกิจฟื้นตัว (ถ้าไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดคงเก็บหุ้นฟื้นตัวไม่ได้)

สรุป ผมเป็นคนไฟแรงสูงครับ 5555

ความเห็น (17)

upload เอกสารเรื่อง eu crisis ที่มีการสอนวันนี้ครับ

download เอกสารได้ที่นี้เลยครับ

http://www.filesonic.com/file/1838553334/Euro_and_US_Crisis.pdf

รูปบรรยากาศในงานครับ

ตัวอย่างเอกสาร

หน้าปก

เรื่อง fundflow

เรื่อง eu crisis

เรื่อง usa crisis

ความเห็น (17)

วิกฤติหรือไม่วิกฤติ

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนผมเขียนเรื่องให้หาหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากยุโรปและอเมริกาไว้ก่อน ส่วนพวกหุ้นอิเล็กทรอนิกก็ให้หลีกเลี่ยงไว้ ปรากฏว่าหุ้นอิเล็กก็ลงกันเละเทะ (ขอ claim 555)

ตอนนี้ภาพค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นว่า set แย่ลงเรื่อยๆ จากที่เคยเลือกหุ้นแกร่งตอนนี้ก็หาแกร่งแทบไม่ได้

ถ้าพูดตาม technical ตอนนี้เซทเป็นหมีไปแล้วครับ

เส้นสีเหลืองนี้คือเส้น sma 200 วันครับ
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ set ช่วงต้นปี 2009 set ไม่เคยเทรดต่ำกว่าเส้น 200 วันเลยเป็นเวลาสองปีกว่าแต่ล่าสุดนี้ set ได้หลุดเส้น 200 วันแล้วครับ
โดย commonsense แล้ว 200 วันเป็นการเทรดเกือบๆหนึ่งปี คำถามก็คือว่าถ้าหุ้นเป็น bull ราคาควรจะอยู่เหนือค่าเฉลี่ยเกือบหนึ่งปีจริงไหม แล้วสองปีกว่าที่ผ่านมามันอยู่เหนือมาโดยตลอดแต่วันนี้มันหลุดแล้วแบบนี้คุณคิดว่า set เป็นไง
แข็งแรง หรือ อ่อนแอ

ส่วนรูปนี้ดูคล้ายๆ หัวกับไหล่แต่ประเด็นคือมันเพิ่งหลุดโลว์เดิมลงมา
การที่หุ้นลงมาแรงๆแล้วเด้งขึ้นไปแล้วเด้งได้แป๊ปเดียวแล้วหลุดนิวโลว์เลย
แล้วโลว์ตรงนั้นก็มีเส้น 200 วันที่หลุดไปด้วย
คุณคิดว่าแบบนี้ ดีหรือไม่ดีครับ

ในมุมของเทคนิคก็พูดตรงๆว่าแย่มากครับ
ถ้าเซทจะดูดีขึ้นก็ควรกลับขึ้นไปเทรดเหนือเส้น 200 วันและเหนือ 1033 ให้ได้ซะก่อนครับ

จบเรื่องเทคนิคมาต่อเรื่องอื่นกันครับ

หลังจากที่ dow jone ลงแรงมากๆ สิ่งที่เราได้เห็นคือ dow jone มีความผันผวนแรงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้มีความคล้ายกับอาการสมัย subprime ก็คือเหวี่ยงแรงแบบผิดปกติแล้วหุ้นลงมาเรื่อยๆ ราคาน้ำมันลงมาเรื่อยๆ

หลายโบรกเกอร์พูดว่า หุ้นไทยดีเพราะมีการปรับประมาณการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน แต่ประเด็นคือ ตัวเลขคาดการณ์ของพวกเขาได้ปรับสมมุติฐานไว้หรือไม่ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะกำไรแย่ลงมากจากราคาน้ำมันที่ลดลง สมัย subprime เวลาราคาน้ำมันลดเยอะๆกำไรของบริษัทจดทะเบียนหายเร็วมากเพราะ โรงกลั่นโดน stock loss กันหนัก หุ้นปิโตรเคมีไม่ต้องพูดถึง spread หายเรียบ pttar เคยลงจาก 50 เหลือ 7 บาทในเวลาไม่กี่เดือน pttch เคยลงจาก 139 เหลือ 23 บาท

ถ้าเราดูอาการหุ้น commodity หลายๆตัวในตลาดไทยตอนนี้น่ากลัวพอควรเช่่น banpu ivl การที่หุ้นพวกนี้ลงลูกเดียวมันบ่งบอกอะไรกับเราได้ไหม

หลายวันมานี้เซทพยายามที่จะเขียวก็เขียวได้แค่ระหว่างวันแล้วก็โดนกระหน่ำขายจนปิดน่าเกลียดมาก มันบ่งบอกถึงการทิ้งที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงในการสวน การซื้อสวนนั้นทำให้เซทบวกได้น้อยและแค่แป๊ปเดียวแต่แรงขายหนักหน่วงมาก

เรามาพูดกันถึงเรื่อง double dip ตอนนี้หลายคนกลัวว่าเศรษฐกิจของ eu usa จะมี double dip ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงคงต้องพูดว่า set ยังลงได้อีกเยอะมาก เนื่องจาก usa ตอนนี้ดอกเบี้ยก็ต่ำสุดแล้วอย่างสมัย subprime พอหุ้นลงเยอะๆประกาศลดดอกเบี้ยหุ้นก็เด้งได้บ้างพอดอกเบี้ยถึงจุดต่ำสุดแล้วอัดฉีดเงินหุ้นก็เป็นขาขึ้นแต่ตอนนี้ดอกเบี้ยก็ต่ำสุดแล้ว qe สองครั้งก็ดูจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนักถ้าเกิดเศรษฐกิจ usa แย่แล้วเขาจะหาอะไรมากระตุ้นล่ะ

จากรูปเราจะเห็นได้ว่าการอัดฉีดเงินนั้นถ้าเราแยกออกมาจากภาคเศรษฐกิจจริง เศรษฐกิจจริงๆไม่ได้ดีขึ้นเลยจากมาตรการ qe การอัด qe เพียงแต่ทำให้หุ้นขึ้นเท่านั้นเอง

การแก้ปัญหาของ eu ทำได้ยากเนื่องจากไม่ใช่ประเทศเดียวแต่เป็นกลุ่มที่การช่วยเหลือกันก็มักจะไม่ไปทางเดียวกัน มักจะคิดถึงผลประโยชน์ตัวเองเอาไว้ก่อน อย่างปัญหาของกรีซถ้าเราตามดูก็คงจะรู้ว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบลวกๆไปงั้นแหละ
(รูปต่อไปนี้มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศหมอ mprandy )

จะเห็นได้ว่าภาวะต่อจากนี้หนี้ท่วมหัวของกรีซจะมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้างซึ่งในส่วนที่เป็นสีเขียวแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากทุกวันนี้กรีซมีหนี้เป็น 160% ของ gdp แค่จ่ายดอกเบี้ยระดับ 10% ก็ จ่ายดอกปีละ 16% ของ gdp กรีซจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย ฟันธงเลยว่ากรีซมันไม่มีปัญญาจะจ่ายแน่ๆๆๆๆๆๆ

ล่าสุด bond yield ของกรีซก็สูงทำนิวไฮ

อันนี้เป็นวงจรอุบาทมากๆครับ เพราะว่าเพราะว่า ปท มีปัญหาก็ยิ่งต้องจ่ายดอกแพงเพราะคนไม่เชื่อแล้วประเทศก็ยิ่งแย่เพราะจ่ายดอกไม่ไหวก็ยิ่งมีหนี้เสียมากขึ้นแล้วก็ยิ่งแย่ลงไป วงจรอุบาทว์ที่ดูจะไม่จบสิ้นง่ายๆ

ทางเลือกอื่นที่เหลืออยู่อย่างการออกจาก euro ก็เป็นทางเลือกที่แย่มากเพราะถ้าออกจาก euro ตอนนี้ต้องไม่มีใครเชื่อถือในสกุลเงินของกรีซอยู่แล้วกรีซประเทศคงแทบล้มละลายเลยทีเดียวแล้วถ้ากรีซเป็นอะไรไปล่ะก็คนที่ถือหนี้กรีซเยอะๆก็จะซวยกันตามๆกันไปดังรูปนี้

สถาบันการเงินของฝรั่งเคสกับเยอร์มันจะเจอจัดหนักชนิดที่ตายกันไปข้างนึงเพราะถือหนี้กรีซเอาไว้เยอะมากๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็นรกแน่นอน

ถึงนาทีหลายคนคงไม่แน่ใจว่าจะเกิด recession หรือไม่
ผมคิดว่า valuation ในสองปีที่ผ่านมาของไทยเป็น valution ระดับ premium เป็นการคาดการณ์ growth ในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าแล้วเล่นกันล่วงหน้า ถ้าเกิดว่าเศรษฐกิจโลกเกิด recession ขึ้นมา valution จะหดตัวเยอะมาก เรียกว่ากำไรลดไม่พอ ตลาดกด pe ลงไปอีกเยอะด้วย สมัย subprime หุ้นลงจนกระทั่งมีหุ้น pe 3-4 เต็มตลาด ซึ่งถ้าเรามองที่ value ปัจจุบันนี้คงพอนึกออกได้ว่า ถ้าเกิด recession ขึ้นมา หุ้นตอนนี้จะลงได้เยอะมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นมา valuation ตอนนี้ก็ถือว่าหลายตัวไม่ได้ถูกอะไร และผมคิดว่าเรื่องของ europe คงจะระเบิดออกมาเป็นพักๆเมือประเทศสำคัญต่างๆถึงกำหนดชำระเงินกู้ก็จะกดดันตลาดเรื่อยๆ ผมไม่คิดว่าหุ้นเราจะขึ้นได้เท่าไหร่ถ้าไม่เกิด recession แต่ถ้าเกิดผมคิดว่ามันลงได้ลึกมากๆจากตรงนี้

หลายคนอาจจะมองว่ากำไรของบริษัทจะทะเบียนไตรมาสล่าสุดก็ไม่ขี้เหร่หุ้นลงก็น่าจะเป็นโอกาสสิ แต่จริงๆแล้วตลาดเขามองไปข้างหน้าถ้าเศรษฐกิจจะแย่จริงหุ้นจะลงล่วงหน้าก่อนกำไรจะประกาสออกมาแย่สมัยปี 2008 หุ้น peak เดือน 6 แต่ gdp ที่ประกาสติดลบประกาสออกมาใน q4 08 ซึ่งข้อมูลนี้เราคงได้ตอนเดือนมีนาคม 2009 ถ้ารอ gdp เราก็ตายไปก่อนแล้วล่ะครับ

สิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมด เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของคนที่เคยเจอตลาดตอน subprime และหนีตายแทบไม่ทัน ผมมีความรู้สึกว่าสภาพตอนนี้มีหลายอย่างคล้ายตอน subprime พอควร และ ความเสี่ยงที่จะะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็มีในระดับนึง ดังนั้นการระมัดระวังติดตามข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ การย้อนกลับไปดูเรื่องราวตอน subprime น่าจะช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในกรณีที่เกิด recession ขึ้นมาได้ก็ได้ครับ

หลายคนยังถือหุ้นอย่างไม่หวั่นแกรงปัญหารอบตัวเพราะว่าไปถามผู้บริหาร ผู้บริหารทุกคนก็บอกว่าบริษัทของตัวเองขายสินค้า niche market ประเทศที่ส่งออกไม่ค่อยเกี่ยวกับปัญหายุโรปแล้วเป็นไงครับหุ้นพวกนี้ก็ลงเละเทะ มีผู้บริหารบริษัทไหนไหมครับที่ออกมาบอกว่า บริษัทผมแย่แล้วได้รับผลกระทบเต็มๆไม่มีหรอกครับ ไม่มีพ่อค้าส้มที่ไหนบอกว่าส้มของตัวเองไม่หวานฉันใด ก็ไม่มีผู้บริหารพูดถึงข้อเสียของตัวเองฉันนั้น แล้วเป็นไงครับบริษัทที่บอกว่าไม่กระทบๆ หุ้น 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาลงมาเกิน 20% แล้ว นักลงทุนต้องช่วยตัวเองเวลาภาวะต่างๆไม่แน่นอนต้องบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปเชื่อเพราะผู้บริหารบอกว่าไม่กระทบ คุณต้องลองย้อนกลับไปดูว่าสมัย subprime บริษัทเคยขาดทุนไหม กำไรลดแค่ไหน แล้วคุณจะรู้ว่าไอ้พวกผู้บริหารแนวพ่อค้าส้มหลายคนมันก็พูดมั่วๆไปงั้นแหละว่าบริษัทมันไม่กระทบ สุดท้ายพอคุณขาดทุนหนักๆคุณก็ด่าผู้บริหารว่า นี้ไงไหนแม่มบอกว่าบริษัทไม่กระทบ ไม่กระทบบ้านมึงสิ ห่านนนนี้้ ขาดทุนเลยไตรมาสนี้ แล้วไงคุณด่าเขาแล้วคุณได้เงินคืนไหม ก็ไม่ได้จริงไหม คุณไม่มีสิทธิ์ด่าใครทั้งนั้นนะครับ ถ้าคุณขาดทุน คุณอย่าซี้ซํวัะซื้อหุ้นแล้วไปถามคนอื่นว่าคุณติด บ้านปู 800 ทำไงดี ไม่มีใครช่วยคุณได้หรอกครับ อยู่ในตลาดหุ้นอย่าหูเบา ต้องหาข้อมูลด้วยตัวเอง

โชคดีครับ บริหารความเสี่ยงให้มากๆเข้าไว้ครับ

-ในวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยนจนคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ

(ในวันที่ตลาดหุ้นเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยนจนคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ)

-เพราะชีวิตคือชีวิตเมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป

(เพราะชีวิตคือชีวิตเมื่อมีกระทิงก็มีหมีควาย)

สุดท้ายหุ้นอาจจะไม่ลงแล้วก็ได้ไม่มีใครรู้ ผมก็เพียงแต่เขียนถึงการบริหารความเสี่ยงและพูดถึงข้อมูลเชิงมหภาคเท่านั้นเองครับ

ความเห็น (20)

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเล่นหุ้นไม่ประสบความสำเร็จ

หัวข้อในบล็อกวันนี้เบาๆ ไม่ใช่เชิงวิชาการหลักการคิดอะไร แต่อยากจะมาแชร์ถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เจอกับคนในตลาดหุ้น ว่าในมุมมองของผมทำไมคนส่วนใหญ่เล่นหุ้นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

ผมว่าเรื่องแรกเลยคือ หลายคนยังบอกว่าการเล่นหุ้นเป็นแค่งานอดิเรกขำๆก็คือว่า ไม่ต้องศึกษามากหรอกเล่นไป chill chill เดี่ยวก็รวยแล้ว ผมกล้าพูดว่า 100 ละ 100 ของคนที่คิดแบบนี้ระยะยาวไม่มีวันประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นหรอก จริงๆแล้วคุณทำงานประจำคุณไม่ชอบที่มีคนมากดขี่ กดหัว มีเพื่อนร่วมงานเฮงซวยขี้อิจฉา คุณก็เริ่มอยากจะเป็นนายของตัวเอง แต่คุณก็อยากมีอิสระทางเวลาด้วยดังนั้นตลาดหุ้นคือ คำตอบ หลายคนก็เลยอยากเล่นหุ้นได้กำไรเยอะๆจะได้ไม่ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบอีกต่อไป แต่เวลาที่คุณทุ่มเทให้กับตลาดหุ้นได้นั้นทำได้วันละไม่ถึงชั่วโมง (ไม่นับเวลานั่งดูราคาหุ้น) ตลกมาก คุณทำงานประจำคุณต้องทำวันละ 8 ชั่วโมง แต่พอต้องอ่านเรื่องหุ้นแป๊ปเดียวคุณก็รู้สึกว่าเครียด รู้สึกเหนื่อย แล้วแบบนี้คุณจะหวังว่าจะเล่นหุ้นแล้วรวยได้อย่างไร อย่างผมเป็น full time investor คนนึกว่าผมสบาย คำตอบของผมคือ สบายกับผีนะสิ ผมอ่านเอกสารวันนึงกองยังกับภูเขา แถมผมมีสอนมือใหม่ มีเขียนหนังสือ อาทิตย์นึงมีเวลาเข้า fitness ไม่เกิน 3 วันด้วยซ้ำ ผมมีทัศนคติว่าถ้าเราอยากได้สิ่งที่สุดยอดเราก็ต้องทุ่มเทถวายหัวให้กับมัน ดังนั้นทั้งชีวิตของผมมอบให้กับการลงทุน ผมไม่เคยมีความคิดจะซื้อที่ดิน ซื้อทอง ซื้อพันธบัตรอะไรแม้แต่อย่างเดียว บางคนอ่านหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพธุรกิจสัมภาษผม นึกว่าผมนั่งๆนอนๆแล้วมีเงินเป็นสิบล้านหล่นลงมา โลกความเป็นจริงไม่มีหรอกครับ

การเล่นหุ้นให้ได้กำไรชนะตลาดในระยะยาวต้องอาศัยความพยายามสูงมาก ซึ่งความพยายามนั้นก็ต้องมาจากทัศนคติที่ถูกต้องและพร้อมจะทุ่มเทก่อนแต่หลายคนไม่มีความคิดแบบนั้นรู้สึกว่าอยากได้เงินง่ายๆ แค่นี้ก็จบแล้ว คุณไม่มีทางอยู่รอดในตลาดหุ้นระยะยาวได้ คุณเป็นแค่หมูอ้วนๆตัวนึงในตลาดหุ้นที่เสือ สิง กระทิง แรด อยากจะรุมสกัมให้เหลือแต่กระดูก เหตุผลเพราะ คุณไม่มีความรู้ในหัวเลยใช้แต่อารมณ์ลงทุนก็เลยเป็นเหยื่อของรายใหญ่หรือคนที่รู้มากกว่า

บางคนเพิ่งเข้าตลาดหุ้นมาถามผมว่ามี course อะไรแนะนำไหม ผมแนะนำไปดันมาตอบผมว่า โห ตั้ง 2000 บาทแพงจังเลยมี course ฟรีไหม อ้าว ไอ้เวรเอ๋ย ถ้าเป็นเพื่อนผมนี้ผมตบกระโหลกไปแล้ว มึงเรียนมหาลัยมา 4 ปีเสียเงินตั้งหลายแสนเพื่อไปทำงานบริษัททำไมมึงเสียได้ว่ะ แล้วพอไปทำงานมึงก็บอกว่าอยากมีอิสระภาพทางการเงิน อยากมี financial freedom แต่พอจะหันมามีอิสรภาพทางการเงิน ค่าเรียนรู้เบื่้องต้น 2000 เจือกไม่ยอมเสีย แบบนี้เมิงก็ทำงานงกๆๆๆ ต่อไปเถอะ คนแบบนี้เหมือนอยากมีเมียเป็นนางงาม เป็นนางแบบ แต่ตัวเองไม่ดูแลหุ้นปล่อยให้อ้วนฉุ มีกลิ่นปาก แต่งตัวไม่เป็น แถมจน แต่อยากได้เมียเป็นนางงาม ก็เหมือนกันอยากรวยเร็วๆ อยากมีความรู้ทางการลงทุน แต่ไม่อยากเสียเงินไปเรียน คนพวกนี้บางคนผมเคยแนะนำหนังสือการลงทุน ตปท ไปให้ก็บอกว่า “โห แพงจังเล่มละตั้ง 800 บาท” ผมเลยไม่ตอบอะไรเขาอีก เพราะผมถือว่าเราคุยกันคนละภาษา ผมคุยภาษา อิตาลี เขาคุยภาษาเขมร และเราไม่มีทางคุยกันเข้าใจได้

ของฟรีไม่มีในโลกถ้าคุณอยากเก่งเรื่องหุ้น ผมคิดว่าคุณต้องกันค่าใช้จ่ายเรื่องไปเรียนกับเรื่องหนังสือเอาไว้หลายๆหมื่นเลย ผมเห็นหลาย course ของที่อื่นเก็บกันวันละ 4500-5000 คนไปเรียนหลายคนก็บอกว่าคุ้ม ได้แนวคิดดีๆกลับมาน่าจะช่วยทำให้อีกหน่อยทำเงินในตลาดหุ้นได้หลายแสนหลายล้านคุ้มกว่าค่าเรียนเยอะ ผมว่าทัศนคติแบบนี้เป็นเรื่องถูกต้อง เหตุผลเพราะว่า การเล่นหุ้นแล้วได้กำไรแล้วทบต้นไปเรื่อยๆในปีหลังๆจำนวนเงินจะมหาศาลมากแล้วจะทำให้ค่าความรู้เช่นพวกค่าหนังสือ ค่าเรียนพวกนั้นถูกยังกับซื้อโอเล่มากินเลยทีเดียว อย่างตัวผมเองก็หมดค่าสัมนาไปเป็นแสน ค่าหนังสือตปททุกเล่มรวมกันก็เยอะมาก แต่พอผมกำไรหุ้นเยอะๆทีเดียว ค่าหนังสือกับค่าอบรมก็ถูกแสนถูก คุณต้องคิดว่าการลงทุนความรู้ในตัวคุณเองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด และจงอย่าได้ตระหนี่กับค่าใช้จ่ายที่เอาไว้พัฒนาตัวเองเพราะ คนประสบความสำเร็จทุกคนต้องพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง

ผมเคยได้ยินรายใหญ่ในตลาดหุ้นที่มีเงินหลายพันนล้านเล่าว่า สมัยก่อนแทบไม่มีกราฟให้ใช้ จะดูได้นี้ต้องจ่ายแพงมาก และค่าเรียนเรื่องกราฟสมัยก่อนก็ 50000 บาทขึ้นไป รายใหญ่คนนี้ยังไปเรียนเลย ไปเรียนในสมัยที่เงิน 50000 บาทถือว่าแพงมากๆ(เพราะนานมากแล้ว) ทุกวันนี้คนๆนี้ก็เป็นเสี่ยพันล้าน เสี่ยคนนี้เขาไม่ได้เล่นหุ้นด้วยความรู้สึกเล่นไปขำๆไม่ต้องทุ่มเทอะไรมากแล้วก็หวังรวย เขาทุ่มเทจิตวิญญาณให้กับตลาดหุ้น สุดท้ายก็กลายเป็นตำนวนของเมืองไทยที่คนในตลาดหุ้นอยากไปให้ถึงจุดที่เขาเป็นอยู่

และเหตุผลอย่างอื่นที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นน่าจะเป็นเพราะว่าเขามีความอดทนไม่มากพอ อย่างว่ากว่าคุณจะออกมาทำงานได้คุณต้องเรียนตั้งกี่ปี แต่ในตลาดหุ้นไม่ใช่ว่าคึณขยันแค่ 3 เดือนแล้วคุณจะมีความรู้เพียงพอ คุณต้องขยันตลอดเวลาและรอคอยได้นานหลายปีกว่าจะถึงจุดที่ความรู้ของคุณตกผลึก หลายคนเข้ามาในตลาดหุ้นทำไปได้แป๊ปเดียวก็รู้สึกว่ามันต้องพยายามมากขนาดนี้ทำไมเล่นไม่ได้ตังค์ซะทีว่ะ ไอ้พวกคนได้ตังค์มันต้องดวงดีแหงๆ โอ๊ยมันเป็นเรื่องของดวงนี้หว้า ไม่ต่างจากแทงหวยเลิกพยายามดีกว่า ปญอ จัง อะไรประมาณนี้คือความคิดของหลายคนที่เข้ามาในตลาดแล้วพยายามได้ 2-3 เดือนแล้วยังไม่กำไร ซึ่งการจะประสบความสำเร็จจากอะไรซักอย่างมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นมันต้องใช้เวลายาวนานกว่านั้น นอกจากคุณจะทุ่มเทได้มากพอแล้วคุณยังต้องอึดมากพอที่จะรอให้วันของคุณมาถึงอีกด้วย

ถ้าคุณให้เวลากับมันได้ ไม่ทำตัวแบบคนต้องการนางงามแต่ไม่พัฒนาตัวเอง(อยากเก่งแต่ไม่อยากจ่ายค่าเรียนรู้) และอดทน ผมคิดว่าในระยะยาวคุณจะกลายเป็นเสี่ยครับ

ความเห็น (52)

จัดพอร์ตป้องกันความเสี่ยง

ช่วงนี้ตลาดต่างประเทศลงแรงมาก แรงมากจนชนิดที่ว่าอึ้งกันทั้งตลาดสำหรับการลงต่อเนื่องของ dowjone เกือบ 1700 จุดภายใน 10 วันเทรด

มีคนถามว่าผมมองยังไง พูดตรงๆว่าก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเรื่องของตลาดเป็นเรื่องที่พลิกได้ตลอดเวลา ตลาดดีๆอยู่ก็มาเจอเรื่องที่คาดไม่ถึงแล้วก็ลงแรงๆแบบหูดับตับไหม้ก็เกิดขึ้นได้ ตลาดแย่ๆอยุ่ก็มีอะไรดีเกินคาดได้

ดังนั้นเราควรจะให้ความสำคัญไปที่หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากข่าวมากกว่า เช่น หุ้นส่งออกหลายตัวในยามนี้ดูยังไงก็ไม่ค่อยสดใสเพราะว่าถ้ามีการขึ้นค่าแรงในประเทศจริง หุ้นพวกนี้ก็กำไรลด แต่การลดภาษีกลับไม่ช่วยเพราะส่วนใหญ่จะได้ boi แถมปัญหาที่แรงๆกันตอนนี้ก็มาจากยุโรป usa ซึ่งหุ้นอิเล็กทรอนิกหลายตัวก็ส่งออกไปที่นั้น เรียกว่าต่อให้ usa และ europe ไม่มีปัญหา หุ้นพวกนี้ก็ไม่ได้มี upside จากการไม่มีปัญหา เพราะเดี่ยวก็มาเจอเรื่องขึ้นค่าแรงต่อ ต่อให้ไม่ขึ้นค่าแรงด้วย ก็ไม่เห็นจะมีปัจจัยบวกอะไร แต่ถ้า crisis จริงหุ้นพวกนี้ก็คงโดนหนักทีเดียว

ต่างกับหุ้นที่ให้บริโภคภายในประเทศเพราะนโยบายหลายๆอย่างของรัฐบาลชุดนี้สามารถเพิ่มกำลังซื้อให้กับคนรากหญ้าในประเทศได้มากทีเดียว ถ้าวิกฤติมาจริงหุ้นพวกนี้ก็ถือว่าหนังเหนียวกว่าเพื่อนเพราะได้รับผลกระทบจากกำไรน้อยกว่า และถ้าวิกฤติมาจริงไม่ว่าคุณจะเล่นหุ้นแบบไหนคุณก็โดนอยู่ดี ดังนั้นคุณก็ไปเล่นหุ้นที่มันไม่เกี่ยวกับทาง usa ,europe สิ แล้วพอหุ้นลงหนักๆคุณก็ค่อยขายตัวที่ลงน้อยแล้วไปซื้อตัวที่ลงมากๆ แบบนี้น่าจะดีกว่าไปเล่นหุ้นที่ไม่มีปัจจัยบวกอะไร

ประเด็นคือตอนหุ้นลงมากๆคุณต้องใจถึงที่จะกล้าซื้อตัวที่คนขายแบบตกใจขายแบบคิดแล้วโลกจะแตก แต่คุณมองออกว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น โดยส่วนตัวแล้วตอนนี้ผมก็มีหุ้นในพอร์ตและไม่อยากให้หุ้นเป็นขาลงแต่ผมไม่สามารถบังคับอะไรได้ ผมคิดว่าเออ มึงจะเอาไงก็ได้ จะขึ้นต่อก็ได้หรือจะ crash อีกรอบก็ได้ เพราะถ้า crash อีกยังไงผมก็ต้องโดนบ้างระดับนึงแต่ผมไม่แคร์เพราะผมมองข้ามช็อตไปแล้วว่าขาขึ้นรอบหน้าผมจะเอาอีก 10 เด้ง ยังไงขาลงผมก็ขาดทุนไม่ถึง 90% อยู่แล้วดังนั้นขาขึ้นรอบหน้าผมต้องนิวไฮได้ไกลแน่ ถามว่าทำไมผมมั่นใจก็เพราะว่าผมศึกษาหุ้นฟื้นตัวจากวิกฤติรอบก่อนมาทุกๆรูปแบบแล้วแทบจะ cover ทุก sector และถ้าหุ้นพังอีกที หลักการซื้อก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกเพียงแต่ต้องประยุกต์บ้าง

อย่างรอบต้มยำกุ้งใครศึกษา stanley รอบ subprime ก็จะได้ sat รอบต้มยำกุ้งใครศึกษา lh รอบ subprime คุณก็จะได้ ps spali รอบต้มยำกุ้งใครศึกษา atc psl ตอน subprime คุณก็ได้ cpf sta ptl aj

แต่ถ้าคุณศึกษามาหมดทุกรอบหมดทุกตัวคุณก็ไม่กลัว crisis หรอก เพราะถ้าไม่เกิด crisis ก็ไม่รวย

ที่พูดมานี้ไม่ได้บอกว่าจะเกิด crisis นะบอกแล้วว่าผมไม่รู้แล้วผมก็ยังมีหุ้นในพอร์ต โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราเพิ่งจากตลาด crash ไปเมื่อสามปีก่อนเองตลาดคงจะไม่พังเร็วขนาดผ่านไปแค่ 3 ปีแล้วเอาอีกที เพียงแต่คนอาจกลัวความเสี่ยงที่ว่า usa ก็หมดกระสุนที่จะใช้แล้วแถมมาโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือ ยุโรปก็เน่าหนอนแก้ปัญหากันแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด หนทางข้างหน้าความเสี่ยงมีไม่น้อยทีเดียวที่จะเกิด double dip อะไรทำนองนั้น สิ่งที่คุณทำได้คือจัดพอร์ตรูปแบบไหนก็ได้ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทาง usa และ europe ให้น้อยที่สุด เพราะนั้นเป็นการป้องกันว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคุณก็เสียหายน้อยกว่า และสิ่งที่คุณควรทำคือศึกษาเรื่องหุ้นที่ขึ้นแรงมากๆในตลาดขาลงแรงๆรอบก่อนๆให้มากที่สุด เหมือนที่ผมเคยศึกษาเรื่องหุ้นสิบเด้งแล้วมาเปิดสอนนั้นแหละ

และที่ผมสังเกตุอีกอย่างนึงก็คือว่าเวลาตลาดลงแรงๆไอ้หุ้นประเภทที่คุณ discount growth ของอีกหลายปีข้างหน้าเอาไว้แล้วเนี้ยแหละลงแรงมาก เพราะว่า growth มันจะไม่ได้อย่างที่หวัง
ดูอย่าง mint ก่อน subprime ก็ได้ 17 เจอ subprime เหลือ 5 บาท
bh 52 บาทเหลือ 17
bgh 46 เหลือ 13

ดูๆไปแล้วพวกหุ้นที่คนแบบว่าโคตรเทพสมัยก่อนจนให้ pe แพงมากๆเจอตลาดแย่ขึ้นมาก็ลงหนักไม่แพ้หุ้นทั่วไปที่แย่กว่าหุ้นทั่วไปคือพวกนี้มักจะปันผลน้อยมากเพราะ pe แพง

และที่น่ากลัวเวลาเจอวิกฤติก็คือหุ้นไม่มีสภาพคล่องหลายคนที่ผ่านปี 2008 ยังขนหัวลุกไม่หายกับหุ้นสภาพคล่องต่ำๆ เพราะจนถึงจุดนึงที่คนมองว่าฉิบหายแน่แล้ว คนก็ไม่ค่อยบิดหุ้น หุ้นตัวเล็กๆตอนแรกๆก็ไม่ลงแต่พอตลาดลงมากๆหุ้นพวกนี้ก็จะลงแรงเหมือนกันแต่ลงตามทีหลังแต่ที่แย่คือ คนขายแย่งกันโยน คนซื้อไม่ค่อยบิด ใครมีของเยอะก็จุกอกตาย และที่ซวยหนักเข้าไปอีกก็คือคนที่มีมาร์จิ้นหุ้นเล็กๆพวกนี้คุณจะโดนบังคับขาย พวกโบรกเกอร์จะปรับลดอับดับหุ้นลงจากเกรด a เป็น b หรือ c ยิ่งทำให้คุณไม่มีเวลาหายใจมากขึ้นไปอีก

และมีข้อน่าสังเกตุอีกข้อคือหุ้นที่เป็นประเภท economic cycle วิกฤติรอบก่อนแม้ว่าจะปันผลเยอะมากๆอย่าง 7-8% แต่ก็สามารถลงไปจนปันผล 15-17% ได้ หรือหุ้นบางตัวที่มี roe 20% ต้อเนื่องพอเกิดวิกฤติก็ลงไปเหลือ pe 1.5 ได้
คงไม่ต้องพูดว่าคนที่ถือหุ้นจะฉิบหายกันขนาดไหน

สรุปว่าในความเห็นของผมจัดพอร์ตแบบป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อนดีกว่า ส่วนใครอยากเล่นจิ้นเต็มพอร์ตหรือล้างพอร์ตก็แล้วแต่ท่านครับ แต่ผมจัดพอร์ตแบบปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเพราะอย่างน้อยหุ้นพวกนี้ก็มี upside ในระดับนึงแต่ downside ที่น้อยเพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติช้ากว่าทำให้เราไม่เสียเงินต้นมากจนเกินไปเพื่อรอวันรวยกว่าเดิมอีกครั้ง 5555

ความเห็น (16)

ตัวอย่าง pwp ของผู้ร่วม trip 23-24 นี้

กลุ่ม all time high club ได้มีกำหนดการจะจัด trip การลงทุน โดยใช้หัวข้อกรณีศึกษาหุ้นที่ขึ้นเยอะมากๆในช่วงปี 2004-2008 โดยเป็นกรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้หลักการเลือกหุ้นจากในสมัยอดีตที่จบไปแล้วเพื่อเข้าใจวิธีการ valation หุ้น กำหนดจุดซื้อจุดขาย

คำเตือน : ต้วอย่างเอกสารที่จะโชว์จากนี้เป็น story ของหุ้นในช่วงปี 2004-2008 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหุ้น ณ .ปัจจุบัน กรุณาดูวันที่ที่โชว์ในเอกสารให้ดีซะก่อน ตัวอย่างเอกสารที่โชว์เพื่อต้องการให้เห็นถึงเนื้อหาของ trip ไม่ได้จะเชียร์หุ้นนะครับ (จบคำเตือน)

trip นี้มีสุดยอดเซียนร่วมงานเยอะมาก และจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเทรดไปทำการ test ให้ดูว่าในช่วงตลาด sideway ระบบแบบไหนทำกำไรได้เยอะ

ผมได้ขออนุญาติผู้ร่วม trip บางท่านที่ทำเอกสารส่งมาว่าขอนำเอกสารส่วนนึงของเขามาแชร์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ซึ่งหุ้นที่จำคุยกันใน trip นี้มีทั้งหมด 30 ตัวผมจะลองนำเอกสาร 3 ชุดเป็นตัวอย่างมาให้ดูกันครับ

อันนี้เป็น case study ของหุ้น team ในสมัยก่อน

กำไรในแต่ละไตรมาสในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

ข่าวเรื่องกำลังผลิตในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

จุดจบของหุ้นหลังจากที่ขึ้นไปเยอะๆแล้วลงมาเพราะปัจจัยอะไรและ eps แต่ละไตรมาสในตอนนั้นเป็นอย่างไร

อันนี้เป็นหน้าปกของ erw ที่จะใช้ present

อันนี้เป็น pwp ของ erw ว่าช่วงที่หุ้นโรงแรมขึ้น erw ขึ้นได้เยอะที่สุดช่วงไหน และมีเจาะรายละเอียดต่อใน slide อื่นๆ

เป็น time frame ช่วงต่างๆของ erw ในสมัยก่อนว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

เป็นจุดจบของ story ว่าหลังจากลงทุนในสมัยก่อน subprime ไปเยอะๆแล้ว occupancy ตกบริษัทต้องเจอกับอะไรบ้าง

อันนี้เป็น story ของ tr ว่ามีการเพิ่มกำลังผลิตในสมัยนั้นอย่างไร หาข่าวได้จากที่ไหน

ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในตอนนั้นและราคาขายในไตรมาสต่างๆ

เล่าถึงตอนจบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นทำให้หุ้นลงและมีสัญญาณในการถอยตอนราคาเท่าไหร่

อันนี้เป็นกรณีศึกษาของ ticon ตั้งแต่ขายเข้า fund ครั้งแรกในสมัยก่อนว่ามีการรับรู้ของตลาดอย่างไรบ้าง

เป็นตัวอย่างการประเมินกำไรจากการขายเข้า tfund ครั้งแรกในสมัยปี 2548 ว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

นี้เป็นเพียงตัวอย่าง 10% ของเนื้อหาที่จะเกิดขึ้นกับ all time high trip เสาร์-อาทิตย์นี้ ผมและทีมงานมีความเชื่อว่าการที่เราเรียนรู้แบบแชร์ความรู้กันลักษณะนี้จะทำให้เราเรียนรู้ได้เร็วมากๆ ถ้าเทียบกับการนั่งอ่านอยู่คนเดียว หุ้นตัวอื่นที่เป็น case study ในงานนั้นมี cover หมดทุกอุตสาหกรรม ซึ่งเราจะได้เข้าใจจุดซื้อจุดขายวิธีทำ valuation ของหุ้นที่ขึ้นได้โดดเด่นเยอะมากๆ ผมคิดว่าเนื้อหาใน trip ครั้งนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วม trip ทุกคนมากครับ

ความเห็น (13)

clip บางส่วนของงานสัมนา all in one ที่ central world

ความเห็น (31)

การทำ presentation & trip สอนการลงทุน

เพื่อนๆที่เคยติดตามผมจะทราบดีกว่าผมเป็นคนชอบทำ pwp เรื่องหุ้นเพื่อเก็บตัวอย่างเหตุผลและหลักการการลงทุนเอาไว้ ซึ่ง ผมอยากลองแบ่งปันวิธีการทำ presentation คร่าวๆ

เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นทำให้ผมคิดว่าหลังจากนี้ต่อไป 1-2 ปี หรือแม้แต่ 3-4 ปี ตลาดหุ้นของเราอาจจะกลายเป็นตลาด sideway ไปก็ได้ ทำให้ผมได้คิดเรื่องนึงขึ้นมาก็คือว่า ผมอยากหาหุ้นที่สามารถขึ้นได้สูงมากแม้ตลาดจะไม่ใช่ขาขึ้นว่าแล้วผมก็ลองย้อนรอยอดีตดังนี้

จะเห็นได้ว่าช่วงกลางปี 2004 จนถึง เดือน 9 ปี 2008 set ไม่ไปไหนเลยขึ้นๆลงๆเรียกว่า sideway ยาวนานมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีหุ้นที่สามารถขึ้นได้หลายเท่าตัวมากๆในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทำให้ผมและทีมงาน all time high club (สมาชิกที่รักการลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ) ได้คิด theme การลงทุนขึ้นมาชื่อว่า

case study how to pick stock beat sideway market

ซึ่งก็คือการไปจับ story ของหุ้นที่ขึ้นได้แรงมากแม้จะอยู่ในภาวะตลาด sideway ซึ่งถ้าทีมงาน all time high club จะมีการจัด trip การลงทุนซึ่งคุยกันเรื่องนี้โดยเฉพาะ และรับประกันว่าเนื้อหาเข็มข้นไม่แพ้งานสัมนาหุ้นสิบเด้งแถมเป็นกลุ่มเล็กซึ่งทำให้มีการพูดคุยกันได้ทั่วถึง โดยใครสนใจไป trip สามารถตามรายละเอียดได้ที่นี้

http://crazyrisk.wordpress.com/2011/06/27/back-2-the-future-trip-%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1/

ในหัวข้อนี้ผมจะยกตัวอย่างการทำเอกสารเพื่อไปร่วม trip

อันนี้เป็นตัวอย่างของสุดยอดน้องใหม่มาแรง โคตรขยัน ไม่เคยนอนเช้ากว่าตีสองทำ project ละเอียดมาก คุณ pawiz หรือ เอิง (น้องใหม่คนนี้ไปร่วม trip ด้วย) เขาเริ่มจากการทำก่อนกลุ่มโรงแรมในช่วงตลาด sideway โดยเข้า excel ก่อนและดูว่าหุ้นแต่ละตัวมี perform ยังไงบ้างและจับเอา 3 ตัวหลักที่ perform มากที่สุดออกมาแกะอย่างละเอียด แทบจะเรียกว่าแก้ผ้าเลยก็ได้ว่าเพราะอะไรถึงขึ้นได้แรงมาก

ตัวอย่างบางส่วนที่เขาทำมาก็เช่นไปแกะงบรายไตรมาสเทียบกับจุดต่างๆของราคาหุ้นอย่างละเอียด

อันนี้เป็นหนึ่งในหุ้นที่วิ่งแรงมากของกลุ่มโรงแรมในตลาด sideway เขาไปตามแกะกำไรรายไตรมาส ตามแกะมาหมดว่าบริษัทลงทุนอะไรช่วงไหน ยังไง ราคาหุ้นตอบรับยังไง ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ cashflow เป็นยังไง

นี้เป็นหุ้นโรงแรมอีกตัวนึงที่มีการเร่งตัวของราคาหุ้นรุนแรงมากๆ เขาก็ไปตามเจาะว่าเกิดอะไรกับ business model กำไรไตรมาสไหนเป็นจุดเปลี่ยน

(ผมคงไม่สามารถนำ slide ทั้งหมดมาให้ดูได้)

และนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ สมาชิกทีมงาน all time high เช่นกัน เป็นผู้หญิงที่เก่งขึ้นเร็วมากๆ ฝีมือการวิเคราะห์หุ้นแซงหน้าผมไปแล้วในตอนนี้

น้องคนนี้ก็รวบรวมข้อมูลของกลุ่มพลังงานมาและดูว่ามีตัวไหน outperform บ้างในตลาด sideway เมื่อหลายปีก่อนและน้องเขาก็เจาะตัวล่ะตัวค่อนข้างลึกว่ากำไรเป็นอย่างไร ราคาสินค้าเป็นอย่างไรบ้าง อย่างกรณีนี้เป็นของ pdi

นี้เป็นตัวอย่างส่วนนึงที่ทีมงาน all time high club ได้ cover หุ้นที่ outperform สูงมากในตลาด sideway เมือหลายปีก่อน ตอนนี้ทางทีมงานได้กำลังปรับแต่งเนื้อหาและ slide เพื่อเพิ่มความเข็มข้นถึงที่สุดเพื่อจะแชร์ให้กับผู้ทีได้ร่วม trip

ผู้สนใจไปร่วม trip สามารถตามรายละเอียดได้ที่นี้

http://crazyrisk.wordpress.com/2011/06/27/back-2-the-future-trip-%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1/

สำหรับผมเองนอกจากเนื้อหา หุ้นที่ out perform สูงในตลาด sideway แล้วผมยังจะเล่าเรื่องหุ้นสิบเด้งภาคสองที่ไม่มีใครได้ฟังนอกจากทีมงานของผมใน trip ครั้งนี้ด้วย

ผมโคตรมั่นใจว่า trip นี้โคตรสุดยอดเนื้อหา หายาก หาที่ไหนไม่ได้ เข็มข้นถึงขีดสุดครับ

ผมคิดว่าคนที่มา trip นี้น่าจะได้ตัวอย่างการวิเคราะห์หุ้นว่าเมื่อก่อนตอนตลาด sideway ต้องเลือกหุ้นยังไงไม่น่าต่ำกว่า 20-25 ตัว และเนื้อหาตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากๆกับคุณในชีวิตการลงทุนครับ

ความเห็น (9)

การบริหารพอร์ตภายใต้ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ

ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในช่วงนี้คือตลาดหุ้น กรีซ จากที่เพื่อนๆพี่ๆ(mr.messenger,mprandy ต้องขอบคุณสองท่านนี้มากๆครับ)ในทวิสเตอร์คุยกัน ผมขอนำเนื้อหาที่พวกเขาคุยในทวิสเตอร์มาเล่าสู่กันฟัง ปัญหาของกรีซ คล้ายๆก็คือว่า กรีซเป็นรัฐสวัสดิการซึ่งก็คือรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานให้กับรัฐบาล แต่จนถึงจุดนึงก็เกิดปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่ที่อายุเกิน 55 ก็เกษียญแล้ว และเมื่ออัตราการเกิดลดน้อยลงอย่างมีนัยยะก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายประเทศเยอะ เมื่อเป็นแบบนี้ก็เลยขาดดุล เมื่อขาดดุลก็กู้เงินมาใช้จ่ายยิ่งกู้หนี้ก็ยิ่งเยอะ นี้คือประเด็นว่าทำไมกรีซถึงเป็นประเทศที่มีปัญหาและทำไมหนี้สินของกรีซถึงเยอะ

ต่อมาคนก็คิดว่าวิธีแก้ปัญหาล่ะ ก็ลดค่าใช้จ่ายสิ พอจะลดค่าใช้จ่ายก็เกิดปัญหาประท้วงดังที่เห็นในภาพ

ทุกวันนี้ gdp ของกรีซติดลบ 3-4% จะลดค่าใช้จ่ายก็ทำไม่ได้

แล้วทางเลือกอื่นของกรีซล่ะ เช่นการให้เยอร์มันช่วย แต่เยอร์มันก็ไม่อยากช่วยเพราะมองว่าทำไมจะต้องเอาเงินภาษีของคนเยอร์มันมาช่วยชาวกรีซด้วยทำให้เยอร์มันยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ข่าวนี้ทำให้หุ้นยุโรปลงแรงมากเมื่อหลายวันก่อน

แล้วกรีซยังเหลือทางเลือกอะไรอีก ถ้า hair cut หนี้ล่ะ s&p ก็ออกมาดักคอว่าถ้า hair cut หรือยืดหนี้จะเท่ากับชักดาบซึ่งจะทำให้คนถือ bond ของกรีซอยู่แทบไม่มีค่าเลยมันจะคล้ายๆกับถือขยะอยู่ทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ประเทศก็แทบล้มละลาย เพราะ bond ของเอกชนก็จะไม่น่าเชื่อถือไปด้วย

ตอนนี้พันธบัตร 2 ปีของกรีซให้ yield สูงถึง 30% คุณจะได้ yield 30% เชียวนะ(ถ้าเขาจ่ายตังค์คุณได้แล้วไม่ล้มไปซะก่อนนะ 5555) จะเห็นได้ว่าถ้ามองผ่าน yield พันธบัตรกรีซตลาดมองว่ากรีซแย่มากๆ ถึงโคตรมากๆ
และถ้ามองที่ cds spread ของ greece ก็ต้องบอกว่าโคตรเน่าหนอน

(ขอบคุณพี่หมอ mprandy ที่กรุณาให้ข้อมูลและรูปภาพด้วยครับ)

ดูๆไปแล้วปัญหาของกรีซยังไม่เห็นทางลงว่าจะลงในรูปแบบไหนดี ไม่ว่าจะลดค่าใช้จ่าย ได้เงินช่วยเหลือ ลดหนี้หรือยืดอายุหนี้ ก็ยังไม่เห็นทางไหนที่จะทำได้ กรีซอยู่ใน eu ใช้เงินสกุล ยุโร ถ้ากรีซล้มคงจะสะเทือนไม่ใช่น้อยๆ และที่สำคัญประเทศใน eu หลายประเทศก็ไม่ได้ดีกว่ากรีซเท่าไหร่ ถ้ากรีซล้มขึ้นมาประเทศที่ปัญหาคล้ายๆกันล่ะจะรอดเหรอ แล้วถ้าเป็นลูกโซ่ละตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร

ถ้ากรีซเป็นอะไรขึ้นมาตลาดโลกจะ panic เหมือนสมัย lehman brother ล้มหรือไม่?

อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพียงแต่เราควรระวังไว้บ้าง

ถ้ากรีซจ่ายหนี้ไม่ได้แล้วชักดาบแล้วกองทุนกับสถาบันการเงินที่ถือตราสารหนี้ของกรีซล่ะจะเป็นไง ต้องตัดหนี้เสีย ? เพิ่มทุน? บลา บลา บลา

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นตลาดหุ้นโลกจะเป็นไง?

ตอน subprime ที่ปัญหาเกิดจาก usa ก็แก้ได้ง่ายกว่าเนื่องจากเป็นประเทศเดียว แต่รอบนี้ eu มันก็ตัวใครตัวมันเอาเงินไปช่วยคนอื่นก็โดนประชาชนตัวเองด่า ไม่ค่อยมีความสามัคคีเท่าไหร่ ทำให้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะแก้ได้รวดเร็วแค่ไหนนี้สิ

แล้วนอกจากเรื่องกรีซก็ยังมี qe สองที่กำลังจะหมดอีกดูๆไปแล้วยังไม่เห็นปัจจัยดีๆเท่าไหร่เลย

กลับมาที่ประเด็นการบริหารพอร์ต ผมคิดว่าใครเล่นมาร์จิ้นตอนนี้โคตรเสี่ยง ความน่ากลัวของการเล่นมาร์จิ้นก็คือ ถ้าเกิดข่าวร้ายมากๆคนก็ไม่บิด ถ้าสภาพคล่องไม่มี ผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าที่คุณคิดอาจจะเกิดขึ้นได้

เรื่องกรีซนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบรับไปแล้วส่วนนึงไม่มากก็น้อยเพียงแต่ประเด็นคือ เรายังไม่เห็นทางออกของเรื่องนี้ ดังนั้นการเล่นหุ้นช่วงนี้ผมว่าถ้าคนที่ยังหาหุ้น upside ซัก 40% ภายในหนึ่งปีขึ้นไปไม่ได้ก็ไม่น่าเสี่ยงเล่นหุ้นเท่าไหร่เนื่องจากว่า ถ้าหวัง upside แค่นิดเดียวภายใต้ตลาดที่มีปัจจัยเสี่ยงพอควรผมว่ามันได้ไม่คุ้มเสียเท่าไหร่

ส่วนคนที่มั่นใจว่ามีหุ้นตัวเล็กๆที่มีสตอรี่ส่วนตัวที่จะ drive ราคาหุ้นได้แรงมาก อันนั้นเป็นอีกเรื่องนึง ถ้าตลาดไม่ได้แย่เท่าไหร่หุ้นลักษณะนั้นน่าจะลอยตัวได้ดี

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้คนกลัวหรือ panic ตลาด เป็นเพียงการออกความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมตลาดซึ่งเรื่องตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครรู้ได้และไม่มีใครรู้จริง สิ่งที่นักลงทุนที่ดีควรทำคือ บริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม

ตลาดแบบนี้เราควรมี mos สูงๆนะครับในความเห็นของผม 555

อันนี้เป็นภาพ set กับเส้น sma 200 วันจะเห็นว่าเป็นแนวรับสำคัญมานานล่าสุดลงไปแล้วยังอยู่ใกล้ๆ เส้น 200 ถ้าเด้งขึ้นไปได้ก็จะดีมาก แต่ถ้าหลุดลงมา sentiment ก็คงเสียครับ

อันนี้ดูเป็นรูปหัวกับไหล่ ถ้าเด้งได้ก็ดูดีถ้าหลุดก็แย่หน่อย

ความเห็น (9)

เนื้อหาที่กรุงเทพธุรกิจลงฉบับวันที่ 6 &13/6 2554

 

เนื้อหาในนี้มีการพูดคุยกันในเว็บ thaivi ด้วยที่

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=48130

เขาลงผิดนิดหน่อยนะครับคือเมื่อหลายปีก่อนที่บอกว่าซื้อหุ้นปันผลคือ se-ed แต่เขาลงเป็น csl

-ส่วน cpf ตอนที่ผมซื้อผมซื้อ 6.8 ไม่ใช่ 7.8

-และที่เขียนว่า ถ้าซื้อเพราะคิดว่าหุ้นจะขึ้นไม่ใช่เพราะกิจการไม่มีทางรวยได้ โดยความจริงผมไม่ได้จะสื่อแบบนั้น ผมจะสื่อว่าถ้าเป็นวีไอก็ต้องมองที่กิจการของหุ้นว่ายังต่ำมูลค่าไหมมากกว่าประเด็นอื่น ถ้าจะเป็นวีไอแล้วซื้อหุ้นเพราะคิดว่าหุ้นจะขึ้นแบบนี้ก็ไม่ใช่ ในโลกความเป็นจริงก็มี trader ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเหมือนกันครับ เลยออกตัวกลางๆดีกว่าไม่ได้คิดว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหนทั้งนั้นครับ

-แล้วก็ผมไม่ได้อัจฉริยะนะครับ ผมแค่อดทนได้นานแม้ว่าช่วงแรกๆจะเล่นแล้วไม่กำไร แล้วก็ศึกษาจนวันถึงวันนึงที่วิชาความรู้ออกดอกออกผลได้ คำว่าอัจฉริยะมันเกินไปสำหรับผมครับ

 

 

บทสัมภาษเต็มของตอนที่ 1 วันที่ 6 มิถุนายนครับ
จากเว็บกรุงเทพธุรกิจครับที่ link นี้ครับ

http://bit.ly/klQQZ0

อายุเพียง 25 ปี ‘ฮง’ เด็กหนุ่มที่พ่อแม่ค้าเสื้อยืดย่านพระราม 2 เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ‘ม.กรุงเทพ’ ปั่นเงินจาก ‘หลักแสน’ เพิ่มเป็น ‘หลายสิบล้าน’ ภายใน 7 ปี..ฝันอีก ‘สิบปี’ พอร์ตแตะ 300 ล้านบาท

“ฮง” สถาพร งามเรืองพงศ์ ชื่อนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักในวงการตลาดหุ้น แต่ถ้าเอ่ยนามแฝง “ฮงแวลู” (Hongvalue) เซียนหุ้น “วัยรุ่น” รายนี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในเว็บบอร์ด Thaivi.com ที่วันนี้เริ่มอัพเกรดตัวเองไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องหุ้นให้กับนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ หลังชีวิตการลงทุนตลอด 7 ปีประสบความสำเร็จอย่างงดงามมีพอร์ตลงทุน “หลายสิบล้านบาท”

ตี๋หนุ่มวัยเพียง 25 ปีรายนี้เลือกเดินในอาชีพ “นักเล่นหุ้น” อย่างแน่วแน่ และกำลัง “ป็อปปูล่า” วัดความดังได้จากงานสัมมนาเล็กๆ ที่ฮงและก๊วนเพื่อนร่วมกันแชร์ประสบการณ์ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ (ซับไพร์ม) ปี 2551 ที่เขาได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 10 เท่าตัวหากรู้จักเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐาน เปิดให้จองที่นั่งเข้าฟังบรรยายเพียงไม่กี่ชั่วโมงมีนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ แห่จองกันเต็ม 230 ที่นั่ง

หลังจบงานสัมมนามีคนตามทวิตเตอร์ของ Hongvalue เพิ่มขึ้นกว่า 100 คน เขายกตัวอย่างหุ้นที่เคยทำเงินเข้ากระเป๋าได้อย่าง “มหาศาล” ในช่วงหลังวิกฤติปี 2551 นั่นคือ หุ้นเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และหุ้นโพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) (PTL) รวมถึงหุ้นอีกหลายตัวที่ทะยานขึ้นอย่างมาก

ตี๋หนุ่มคุยว่าพอร์ตลงทุนของตัวเองเติบโตก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวง Value Investor มากขึ้นหลังสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันถ้าวัดตั้งแต่เริ่มลงทุนปี 2547-2553 ภายในระยะเวลา 7 ปี พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า

“ฮง” เซียนหุ้นอัจฉริยะรายนี้เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน เขาเล่าว่า พี่ชายคนโตปัจจุบันอายุ 33 ปีคนนี้ก็เล่นหุ้นเหมือนกันแต่มูลค่าพอร์ตลงทุนยังไม่ใหญ่ประมาณ 3 ล้านบาท พี่ชายจะเน้นดูเทคนิเคิลมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ส่วนพี่สาวคนรองอายุ 29 ปี เรียนจบแพทย์ ปัจจุบันเดินทางไปศึกษาต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง สาขาช่องท้อง ที่สหรัฐอเมริกา

ฮงกล่าว่าครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยมีฐานะพอกินพอใช้ พ่อแม่ทำธุรกิจผลิตเสื้อยืดขายย่านถนนพระราม 2 มานานกว่า 20 ปี เพิ่งเลิกทำไปเมื่อต้นปี 2554 นี้เอง และหันไปปลูกต้นลีลาวดีขาย ชื่อว่า “สวนลีลาวดีภิรมย์” บนเนื้อที่ 33 ไร่ ย่านบางขุนเทียน

ประสบการณ์เล่นหุ้นครั้งแรกของฮงต้อง “แอบพ่อ” ที่ไม่อยากให้ลูกชายเข้าไปข้องแวะกับตลาดหุ้น โดยเริ่มลงทุนครั้งแรกในชีวิตเมื่อปลายปี 2547 ช่วงนั้นเรียนอยู่ปี 1 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีเงินลงทุนก้อนแรก 100,000 บาท เป็นเงิน “แต๊ะเอีย” ที่เก็บสะสมมาจากญาติๆให้แต่ละปีรวมกับเงินเก็บ เงินเก็บก้อนนี้ถูกพ่อแม่บังคับให้เอาไปเข้าธนาคารกลัวลูกเอาไปซื้อเกมส์มาเล่น

สำหรับผู้ที่จุดประกายให้ฮงเข้าสู่ตลาดหุ้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาด้วยกัน เห็นเพื่อนซื้อหุ้น SHIN ที่ต้นทุนหุ้นละ 26-27 บาท ไปขายตอนราคา 40 บาท ได้กำไรประมาณ 50% ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากคำแนะนำของญาติ ทำให้เด็กหนุ่มมีความฝันอยากได้กำไรอย่างเพื่อนคนนั้นบ้าง

แม้วันนี้พอร์ตลงทุนของฮงจะเติบโตขึ้นอย่างมากจากเมื่อ 7 ปีก่อน จากหลัก “แสนบาท” เป็นหลัก “สิบล้านบาท” แต่นั่นยังไม่ใช่เป้าหมาย

“ภายใน 10 ปีข้างหน้า (2554-2563) ผมต้องการมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 300 ล้านบาท เติบโตให้ได้เฉลี่ยปีละ 20% นี่คือเป้าหมายของผม” สถาพร กล่าวกับทีมงาน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek โดยมั่นใจว่าตัวเลขนี้ทำได้แน่นอน ทุกวันนี้ฮงเป็นนักลงทุน Full Time หลังค้นพบว่าการเล่นหุ้นเป็นทางเดินชีวิตที่มาถูกทาง

“แม้ผมจะอายุยังน้อยในสายตาใครต่อใคร แต่ก็ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเงิน (ซับไพร์ม) มาแล้ว เรียกได้ว่าผ่านมาแล้วทุกบรรยากาศ แล้วก็ทำได้ดีด้วย” เขาไม่ลืม “คุย”

ฮงจัดเป็น “เซียนหุ้นอัจฉริยะ” ที่จับทางตลาดหุ้นออกในเวลาอันรวดเร็ว เขารู้ว่าหุ้นแบบไหนจะขึ้นเยอะ และควรลงทุนสไตล์ไหนถ้าจับถูกตัว

“วันนี้ผมจับจุดถูกรู้ว่าจะลงทุนหุ้นสักหนึ่งตัว ต้องดูอะไรเป็นหลัก ถ้าผมจะพลาดก็ต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะเหตุการณ์แบบนั้นคงไม่มีใครตั้งตัวขายหุ้นทัน”

การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอายุยังน้อยฮงต้องศึกษาทำการบ้านอย่างหนัก เขาศึกษาแนวทางการวิเคราะห์หุ้นแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ ปีเตอร์ ลินช์ อย่างแตกฉาน ทั้ง 2 กูรูยังเป็น “ไอดอล” ที่ฮงฝันอยากเป็น

“ผมคิดว่าคำสอนที่สำคัญที่สุด การซื้อหุ้นคือการซื้อธุรกิจ ถ้าซื้อเพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น รับรองไม่มีทางได้กำไร(รวย)”

ครั้งแรกที่เล่นหุ้นฮงไปเปิดพอร์ตกับบล.ธนชาต ใช้ชื่อตัวเองไม่ได้เพราะยังเด็กเกินไป ต้องใช้ชื่อคุณแม่เป็นคนเปิดพอร์ต เวลาสั่งซื้อขายก็ให้ส่งจดหมายไปที่บ้านญาติเพื่อไม่ให้คุณพ่อรู้ เพราะพ่อมี “อคติ” กับตลาดหุ้นมองว่าการ “เล่นหุ้น” ไม่ต่างอะไรกับ “เล่นการพนัน” ในความเป็นจริงคุณแม่ก็ไม่ชอบให้เล่นหุ้น แต่ทนรบเร้าหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายไม่ไหว เมื่อเห็นความตั้งใจจริงแม่ก็เลยยอม

“ยอมรับตรงๆ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องซื้อหุ้นกลุ่มไหน มีวิธีการลงทุนอย่างไร ดูไม่เป็นสักอย่าง ผมเริ่มต้นแสวงหาความรู้ตัวคนเดียว (ชวนเพื่อนแต่เขาไม่ไป) ผมไปนั่งฟังงานสัมมนาฟรีต่างๆ เมื่อก่อนโบรกเกอร์หลายแห่งจะชอบจัดอบรมดูงบการเงินวันเสาร์-อาทิตย์ รู้ว่าที่ไหนมีฟรีผมไปหมด”

เขาเล่าว่า บางงานไม่ให้เข้าเพราะไม่ใช่ลูกค้าเขา ก็ต้องหาเหตุผลสารพัดไปหลอกเจ้าหน้าที่หน้าห้องว่าขอเข้าไปฟังก่อนนะครับ..ถ้าโอเค! เดี๋ยวจะกลับมาเปิดพอร์ตด้วย แต่ก็มีบางงานที่ฮงถูกปฏิเสธกับเหตุผลตื้นๆ แต่เมื่อไปถึงแล้วเขาก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าไปฟังวิทยากรบรรยาย แถมยังเกาะติดนอกรอบไปขุดไปคุ้ยไขข้อข้องใจให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เมื่อก่อนผมเจ็บใจมาก ด้วยความที่เรายังเด็กอายุแค่ 20 ปี เวลาไปถามวิทยากรนอกรอบงานสัมมนาต่างๆ เขาเห็นเราเด็กก็มักไม่ยอมตอบ แต่จะหันไปตอบคำถามคนอื่นที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ตอนนั้นในหัวผมคิดว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม มันทรมานมากช่วงนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไร”

ฮงขวนขวายหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอ่านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจเขาคิดว่าต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ไปงานสัมมนามากๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเอง กว่าเขาจะได้ “วิชา” มาทำกำไรอย่างเป็นล่ำเป็นสันในตลาดหุ้นต้องใช้ความทุ่มเท ฮงยังค้นไม่พบความลับการลงทุน 1 ปีครึ่งผ่านไป การลงทุนของเขาไม่ได้กำไรเลยเพราะยังดูงบการเงินไม่เป็น และอ่านอนาคตธุรกิจไม่ออก ตอนนั้นฮงตัดสินใจซื้อหุ้น TTA ADVANC และ TPC

“เท่าที่จำได้ซื้อหุ้น ADVANC ราคา 95 บาท ขาย 105 บาท และซื้อหุ้น TPC ราคา 210 บาท ขายขาดทุน 190 บาท ส่วนหุ้น TTA จำราคาซื้อขายไม่ได้ เมื่อเริ่มดูงบการเงินเป็นนิดหน่อย พอรู้ว่าต้องเลือกบริษัทที่ไม่เป็นหนี้ และมีกระแสเงินสดเยอะๆ ก็เลยซื้อหุ้น CSL จำเหตุผลที่ซื้อและถือยาว 7-8 เดือนได้ว่าเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 4 ครั้ง แถมมีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 8-10% ที่สำคัญเห็นว่าอนาคตกำไรจะเติบโตสูง ตอนนั้นซื้อมา 5-6 บาท พอขึ้นมา 9 บาทก็ขาย ถือเป็นหุ้นตัวแรกที่ได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังจากการลงทุน”

เมื่อเริ่มเห็นผลงาน (กำไร) และความแน่วแน่ที่จะเดินในอาชีพ “นักเล่นหุ้น” แม่จึง “เพิ่มทุน” ให้อีกหลัก “แสนบาท” เพื่อนำไปลงทุนหุ้น CPALL จำนวน 100,000 หุ้น ต้นทุน 7 บาท พอปลายปี 2551 ก็ขายไปที่ราคา 11 บาท เพราะช่วงนั้นเกิดวิกฤติการเงินโลก (ซับไพร์ม) หุ้นทุกตัวลงหมด แต่หุ้น CPALL ไม่สะทกสะท้าน แต่ฮงกลัวเลยตัดทิ้งไปก่อน “ตอนนั้นผมกลัวติดยอดดอยแล้วลงไม่ได้”

หลังจากนั้นก็คิดจะนำเงินไปซื้อหุ้น PS แต่ภาวะเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ดี ฮงวิเคราะห์ว่าหุ้นพฤกษาจะไม่สามารถขายที่อยู่อาศัยได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจ “กำเงินสด” เกิน 5 แสนบาทไว้ในมือ

“ที่แม่ตัดสินใจให้เงินเพิ่มเพราะเห็นว่าผมจริงจังมาก เสาร์-อาทิตย์ไม่เคยอยู่บ้านไปอบรมเกี่ยวกับเรื่องหุ้นตลอด อีกเหตุผลหนึ่งแม่มองว่าที่ผมสนใจการลงทุน ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นสามารถคุยกับผู้ใหญ่รู้เรื่อง”

ความมุ่งมั่นศึกษางบการเงินอย่างจริงจัง ฮงเริ่มแตกฉานและมั่นใจในตัวเอง เขากำเงินสดไว้ในมือเพียง 2 เดือน ก็นำไปลงทุนต่อในหุ้น AP และ TOP แต่ยังไม่กล้าเล่นเต็มพอร์ต สาเหตุที่เลือกซื้อ TOP เพราะก่อนหน้านั้นไทยออยล์มีกำไรต่ำมากจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงฮวบฮาบ และราคาน้ำมันก็ผกผันกับเงินดอลลาร์ เขาวิเคราะห์ว่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนตัวราคาน้ำมันก็น่าจะขึ้น จึงคาดว่ากำไรของบริษัทจะต้องพลิกกลับมาดีขึ้นอย่างมาก

พอก้าวเข้าสู่ไตรมาส 3 ปี 2552 ฮงเข้าเก็บหุ้น CPF ตัวนี้ทำให้เขารวยขึ้นอีกขั้น เขาทุ่มเล่นบัญชีเงินสด 100% และอัดมาร์จิ้นอีก 80% เพราะมองว่า CPF ต้องเป็นหุ้น “ป็อกเด้ง” แน่นอน

“ช่วงนั้นผมอัดมาร์จิ้นซื้อหุ้น CPF เต็มแม็ก เพราะกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2552 ออกมา 3,249 ล้านบาท มากกว่าทั้งปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 3,128 ล้านบาท ช่วงนั้นผมประเมินว่าทั้งปี 2552 หุ้น CPF น่าจะมีกำไรสุทธิ 9,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮครั้งใหม่ (CPF ประกาศกำไรสุทธิปี 2552 จำนวน 10,190 ล้านบาท) ผมมองว่าธุรกิจเกษตรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นตามเศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว”

อีกอย่างตอนนั้นฮงเช็คราคาขายหมูและไก่เฉลี่ยของปี 2552 ไม่ได้น้อยกว่าปี 2551 แต่ต้นทุนอาหารสัตว์อย่างกากถั่วเหลืงกับข้าวโพดลดลง เพราะคนนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนพอราคาน้ำมันตกต่ำความต้องการเอาไปทำพลังงานทดแทน (เอทานอล) หายหมด ซึ่ง CPF ก็รู้เลยตุนกากถั่วเหลืงกับข้าวโพดไว้ แบบนี้จะไม่ให้กำไรเยอะได้อย่างไร

เมื่อผ่านไป 1-2 เดือน ฮงขายหุ้น CPF ได้ราคา 9.60 บาท จากต้นทุนที่ซื้อมา 7.80 บาท เพราะราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 5 วันติดกัน เนื่องจากนักลงทุนคิดว่างบไตรมาส 3 ปี 2552 จะขยายตัวต่อเนื่อง ช่วงนั้นโบรกเกอร์เริ่มทยอยออกมาปรับราคาเป้าหมาย CPF แต่ฮงได้กำไรเข้ากระเป๋า 400,000-500,000 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนพุ่งขึ้นเป็น “หลักล้านบาท” แล้ว

“จากนั้นคุณแม่ก็เติมเงิน (เพิ่มทุน) ให้อีกครั้งหลัก “ล้านบาท” คราวนี้มีทุนเยอะทำให้พอร์ตลงทุนขยับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว หลังจากกำไรหุ้น CPF ก็ไปเข้าหุ้น VNG ตอนนั้นอัดเต็มพอร์ต เพราะเห็นว่างบไตรมาส 4 ปี 2552 มีกำไรต่อหุ้น 0.27 บาท ราคาหุ้นวันนั้น 3 บาท ถ้าวนชัย กรุ๊ป สามารถรักษาระดับกำไรต่อหุ้นได้แบบนี้ เชื่อว่ากำไรต่อหุ้นทั้งปี 2553 จะยืน 1 บาท”

ฮงถือหุ้น VNG แค่ 3 เดือน ขายออกที่ราคา 5 บาท ได้กำไร 70% ทำให้มูลค่าพอร์ตลงทุนของเขาพุ่งขึ้นเป็นหลัก “สิบล้านบาท” เมื่อขายหุ้น VNG เกลี้ยงพอร์ต ก็โยกเงินไปซื้อหุ้น PTL ที่ราคา 7.50 บาท ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ทยอยสะสมก่อน 30% ของพอร์ต พอราคาหุ้นขึ้นมา 15 บาท คราวนี้อัดเต็ม 100% ของพอร์ต ใช้มาร์จิ้นซื้ออีก 60% รวมเป็น 160% แล้วไปขายออกในเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ราคา 45 บาท

หุ้นโพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) คือจุดหักเหครั้งสำคัญทำให้ฮงรวยขึ้นมหาศาล “หลายเท่าตัว” พอร์ตของเขาขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น “หลายสิบล้านบาท” ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ฮงบอกกับทีมงานกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่าปัจจุบันมูลค่าพอร์ตของเขาเท่าไร แต่ขอไม่ให้เปิดเผยตัวเลขกับสาธารณะ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ฮงบอกว่าจากนั้นก็ซื้ออะไรไปเรื่อยเปื่อย เช่น หุ้น TVO และหุ้น STA ตอนที่ช้อนหุ้น TVO ราคาเฉลี่ย 27-29 บาท เพราะเห็นว่าราคาถั่วเหลืองในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,300 เซ็นต์ต่อบุชเชล ภายในเวลา 2 เดือน แต่ถือหุ้นตัวนี้ไม่ถึง 2 เดือน ก็ขายออกในราคา 31 บาทได้กำไรไม่เท่าไร

ส่วนหุ้น STA ซื้อมา 36 บาท เพราะเห็นว่าราคายางพาราทำจุดสูงสุดใหม่ แต่สุดท้ายก็ยอมขายขาดทุน 35 บาท เพราะราคาหุ้นไม่ขยับตัวตามราคายาง “ตัวไหนถือไว้ดูท่าจะไม่รุ่ง ผมจะขายทิ้ง”

จาก “ไอ้ตี๋หนุ่ม” หน้าละอ่อน ถามใครใครก็เมิน วันนี้กลายเป็น “เซียนฮง” อย่างเต็มภาคภูมิ เจ้าตัวก็เลย “ยืด” ได้ (ขอคุยหน่อย) บอกว่าที่จริงไม่ได้เก่งอะไรมากมาย แค่รู้ว่าเล่นหุ้นแบบไหนแล้วได้กำไร หลังจากเป็นเศรษฐีย่อมๆ ภายในเวลาไม่กี่ปี วันนี้ครอบครัวแฮปปี้มากพ่อแม่เปลี่ยนทัศนคติแล้วว่าการเล่นหุ้น “ไม่ใช่การพนัน” แต่เป็น “การลงทุน” ที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

“ผมจะขอยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่คิดไปทำงานอย่างอื่น แต่ถ้ามีเงินตามเป้าหมายอาจแบ่งมาลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์ให้เช่า เท่านี้ชีวิตผมก็มีความสุขแล้ว”

เรื่องราวของ “ฮง” เซียนหุ้นอัจฉริยะยังไม่จบ เขามีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร..? สามารถปั่นเงินจาก “หลักแสน” เป็น “หลายสิบล้านบาท” ได้ อะไรคือความลับการทำกำไรในตลาดหุ้นที่เด็กหนุ่มค้นพบ..สัปดาห์หน้าห้ามพลาด!!

อันนี้ของตอนที่สองนะครับ กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 13 มิถุนายน

จากเว็บกรุงเทพธุรกิจที่ link นี้ครับ

http://bit.ly/mDSCX9

เจาะลึกเทคนิคลงทุน ‘เซียนหุ้นวัยเบญจเพส’ เจ้าของพอร์ตหลายสิบล้านบาท ‘ฮง’ สถาพร งามเรืองพงศ์ เล่นหุ้นให้ ‘รวย’ ต้องดูพื้นฐาน 70% เทคนิค 30%

เริ่มเล่นหุ้นตอนเรียนปี 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ “แอบพ่อ-โอ๋แม่” ทุบกระปุกเงินเก็บแตะเอีย 100,000 บาท หว่านล้อมให้แม่ไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นให้ที่ บล.ธนชาต ใช้ชื่อตัวเองไม่ได้เพราะยังเด็กเกินไป เวลาสั่งซื้อขายหุ้นก็ให้ส่งจดหมายไปที่บ้านญาติเพราะกลัวพ่อรู้ พ่อมี “อคติ” กับตลาดหุ้น มองว่าการเล่นหุ้นไม่ต่างอะไรกับ “เล่นการพนัน”

เด็กหนุ่มฮงในวัยเพียง 19-20 ปี ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ออกตระเวนไปแสวงหาความรู้ตามตลาดหลักทรัพย์ และโบรกเกอร์ต่างๆ รู้ว่าที่ไหนมี “สัมมนาฟรี” เด็กหนุ่มเป็นต้องขวนขวายไปฟัง บางครั้งต้องหาวิธีหลอกล่อเจ้าหน้าที่สารพัดเพราะไม่ใช่ลูกค้าของโบรกเกอร์นั้น

ครั้นระหว่างพักทานอาหารว่างและหลังงานสัมมนาเลิก เด็กฮงก็จะวิ่งไปเกาะติดวิทยากรขุดคุ้ยถามประเด็นที่ตนสงสัย แต่บ่อยครั้งที่เด็กฮง “ถูกมองข้าม” วิทยากรบางคนเห็นหน้าละอ่อนยังเป็นเด็กก็ไม่ยอมตอบคำถามไม่ให้ความสำคัญ จนเขาพูดกับตัวเองว่า “โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม” แม้จะทรมานกับสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับไอ้ตี๋จอมเซ้าซี้ แต่ฮงก็พยายามหาความรู้จากหนังสือ และเว็บไซต์ต่างๆ เพิ่มเติมจนแม่เห็นความตั้งใจจริง

จากเงิน “หลักแสน” พอร์ตของเด็กฮงก็ค่อยๆ งอกเงยอย่างรวดเร็ว แม่จึงเติมทุนให้แต่ก็ไม่ได้มากมาย ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี (อายุ 19-25 ปี) “ฮง” สถาพร งามเรืองพงศ์ กลายเป็น “เซียนหุ้นวัยรุ่น” ชื่อดังมีพอร์ตใหญ่ “หลายสิบล้านบาท” พ่อของฮงที่มีอาชีพค้าเสื้อยืดย่านพระราม 2 วันนี้ยอมรับในตัว “ลูกชายคนเล็ก” ของครอบครัวคนนี้ ครอบครัวของเขาเพิ่งเปลี่ยนอาชีพไปปลูกต้นลีลาวดีขายบนเนื้อที่ 33 ไร่ ย่านบางขุนเทียนชื่อสวน “ลีลาวดีภิรมย์”

ฮงคุยว่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มขึ้นราวๆ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) ขณะที่พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า ภายในเวลา 7 ปี (2547-2553) หลังประสบความสำเร็จอย่างแรงฮงพัฒนาตัวเองไปเป็น “วิทยากร” เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุน “รุ่นพี่-รุ่นอา” จองที่นั่งเข้าฟังจำนวนมาก อีกทั้งนามแฝง Hongvalue ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน “เว็บบอร์ด” แวลูอินเวสเตอร์

แม้ฮงแฝงตัวกลมกลืนกับแวลูอินเวสเตอร์ (VI) แต่เขาก็นิยามตัวเองเป็น “ลูกครึ่ง Value Investor”
“ผมจะลงทุนกึ่งแวลู จะผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต่างจากนักลงทุน Value ทั่วไป แต่วันนี้มีนักลงทุน VI รุ่นใหม่ยึดแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาก”

ฮงกล่าวว่า การจะซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว นักลงทุนควรต้องดูทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคควบคู่กันไป เพราะการดูกราฟย้อนหลังจะทำให้เห็น Demand และ Supply ของหุ้นในอดีต ที่สำคัญจะเห็นจุด “นิวไฮ” ของหุ้นด้วย

“สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าทั่วไปคือ ผมยอมรับการขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักลงทุน VI แท้ๆ ต้องไม่มีคำว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) แต่ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ตราบใดที่ยังชื่นชอบการเล่นหุ้นคอมมูนิตี้ (สินค้าโภคภัณฑ์) ที่สำคัญนักลงทุน VI จะไม่ดูกราฟดูปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว เขามองว่าดูกราฟเหมือนมองกระจกหลัง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถสะท้อนธุรกิจในปัจจุบันหรือในอนาคตได้”

สำหรับเทคนิคการลงทุนฮงจะเน้นดูปัจจัยพื้นฐาน 70% อีก 30% จะดูเทคนิเคิล และกราฟหุ้นย้อนหลัง หลายครั้งเขาบอกว่ากราฟหุ้น “ช่วยชีวิต” ไว้ ทำให้ไม่ต้อง “ขายหมู” (ขายถูก) ให้คนอื่น โดยเขายอมลงทุนเสียเงินปีละ 20,000 บาท ติดตั้งโปรแกรม APEX เพื่อดูกราฟราคาหุ้นโดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างผลดีจากการดูกราฟ เช่น ราคาหุ้นทำนิวไฮ 10 บาท อยู่ดีๆ ลงมา 8-9 บาท แล้วซื้อขาย 8-9 บาทนานพอสมควร อยู่ๆ ก็วิ่งขึ้นไป 10 บาท โดยมีวอลุ่มเข้ามาเยอะมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง “ผมก็จะเริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที” บางครั้งฮงเริ่มแกะรอยจากหุ้นที่มี “วอลุ่มผิดสังเกต” จากนั้นก็จะคัดเลือกหุ้นที่ “สวย” (ผลประกอบการดีที่สุด) เข้าพอร์ต

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเลือกหุ้นที่ “เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไร” และต้องอ่านเกมต่อไปว่า “ไตรมาสที่เหลือ” ของปีนั้นๆ ต้องสามารถรักษากำไรสุทธิระดับนี้ (ดี) ได้ต่อเนื่อง ขั้นตอนจากนั้น ต้องเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี และข้อสุดท้าย ต้องเลือกหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า P/E ของกลุ่ม…เหล่านี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นของหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงจากการลงทุน

เมื่อได้หุ้นที่เข้าข่ายกำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และค่า P/E ไม่สูง (ราคาหุ้นยังไม่แพง) ได้แล้ว ฮงก็จะเริ่มปฏิบัติการวิเคราะห์เจาะลึก “งบการเงิน” ทันที โดยเน้นหนักไปที่ “กระแสเงินสด” ของกิจการ พยายามดูย้อนหลังให้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ (EBITDA) ต้องมีตัวเลขใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต้องไม่เกิน 1 เท่า และควรเป็นหนี้สิน (หมุนเวียน) ที่ไม่มีดอกเบี้ย
เท่านั้นยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฮงจะทำการวิเคราะห์ “โครงสร้างธุรกิจ” ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ทำกำไรให้บริษัท รวมทั้งอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ รวมทั้งค้นหาบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารมาอ่านเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะวางเดิมพันราคาต้อง “วิ่ง” ชัวร์!

“ผมจะอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่โบรกเกอร์ส่งมาในอีเมล์ทุกเช้า รวมถึงอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อให้เห็นทิศทางของบริษัท ส่วนใหญ่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเพียง 2 วัน”

เมื่อหาข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มทำ “ประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า” เพื่อประเมินราคาที่เหมาะสมในอนาคต สำหรับวิธีการเข้าเก็บหุ้นจะใช้สูตร 30:30:30:10 ซื้อแล้วหุ้นขึ้นถึงซื้อ “สเต็ปที่สอง” “สเต็ปที่สาม” และ “สเต็ปที่สี่”
หมายความว่าซื้อครั้งแรก 30% สเต็ปที่สอง (อีก 30%) จะซื้อเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% ถ้าซื้อ 30% แรกแล้วราคาไม่ขึ้นก็จะรอไปก่อน “ยังไม่ซื้อ” ตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้ว 30% ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% ก็จะ Cut Loss (ตัดขายขาดทุน) ทิ้งทันที ถ้าทิ้งไว้นานเดี๋ยว “ออก(ของ)ไม่ได้”

เทคนิคที่ทำให้พอร์ตโตเร็ว 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เวลาตลาดหุ้นอยู่ในภาวะ “กระทิง” หรือ “ขาขึ้นใหญ่” และมั่นใจหุ้นสุดๆ เขาจะใช้ “เงินกู้มาร์จิน” เพิ่มพลังบวกให้กับพอร์ต

ทุกวันนี้ศูนย์บัญชาการของฮงอยู่ที่บ้านแล้วสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ที่บ้านย่านพระราม 2 จะกั้นห้องไว้สำหรับนั่งดูหุ้นโดยเฉพาะภายในมีทีวี LCD 60 นิ้วตั้งอยู่กลางห้อง กิจวัตรประจำวันฮงจะตื่นนอนมานั่งในห้องนี้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้วอ่านข้อมูลทุกอย่างเริ่มตั้งแต่บทวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ เข้าเว็บบอร์ด Thaivi.org เหตุที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.1% ถ้าโทรศัพท์สั่งผ่านมาร์เก็ตติ้งต้องจ่าย 0.15% (รายย่อยต้องจ่าย 0.25%)

“โดยปกติผมจะปรับพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส (3 เดือน) เพราะสถานการณ์มักมีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่งบการเงินประจำไตรมาสออก ผมจะนำข้อมูลที่ผู้บริหารบอกผ่านสื่อกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มานั่งคำนวณตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสถัดไป”

อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จฮงจะ “เล่นหุ้นเป็นกลุ่ม” ประมาณ 7-8 คน เทคนิคการเล่นจะคล้ายๆ กัน พวกเขานัดเจอกันที่ “สโมสรทหารบก” ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์ เว้นว่าช่วงไหนตลาดหุ้นดีๆ ก็จะเจอกันสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมที่ทำจะเช่าห้องฉายโปรเจ็คเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลกัน คนไหนถนัดดูกราฟก็จะมาบอกว่าเส้นกราฟเทคนิคหุ้นตัวไหนสวย ใครถนัดพื้นฐานก็จะนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

ส่วนการซื้อขายแต่ละคนจะตัดสินใจเอาเองไม่ค่อยบอกกัน ถ้ามีหุ้นตัวไหนเข้าตาฮงชอบสั่งซื้อหุ้นวันจันทร์ ซื้อเสร็จไม่เคยกำหนดว่าต้องถือยาวหรือสั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวบอก แต่เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า “เล่นหุ้นต้องเล่นแบบ “ไร้ใจ” ถ้าใช้อารมณ์เล่นหุ้น (รัก-โลภ-โกรธ-หลง) มีโอกาสขาดทุนสูง ผมจะพยายามคิดเสมอว่าหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ญาติเรา ไม่รัก ไม่เกลียด”

ในยามที่ตลาดหุ้นไม่น่าไว้วางใจฮงจะเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินสด ปัจจุบันซื้อขายประจำอยู่ที่ บล.เคทีซีมิโก้ ตามมาร์เก็ตติ้งคู่ใจย้ายมาจาก บล.พัฒนสิน

ล่าสุดในพอร์ตมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ได้แก่ BCP ต้นทุน 21 บาท มองว่าหุ้นบางจากราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ถ้าผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสวยเหมือนไตรมาสแรก ก็อาจปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอีก บางจากถือเป็นหุ้นโรงกลั่นตัวเดียวที่มีค่า P/BV ต่ำที่สุด

อีกตัวที่ลงทุนอยู่คือหุ้น HEMRAJ ซื้อมาได้เดือนกว่าๆ แล้ว ต้นทุนแถว 2.10 บาท ชอบเพราะปี 2555 จะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และหลังเกิดสึนามิทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย เหมราชก็จะได้ประโยชน์

ตัวสุดท้ายที่ลงทุนคือหุ้น CENTEL ตัวนี้ต้นทุน 7.30 บาท เก็บเพราะเห็นว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปีนี้พลิกจากปี 2553 ขาดทุน 51 ล้านบาท มาเป็นกำไรสุทธิ 400 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮในรอบ 5 ปี เพราะธุรกิจอาหารเติบโตมากขึ้น ธุรกิจโรงแรมก็ยังขยายตัวได้ดีอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 50-60% เป็น 70%

นอกจากหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว หุ้นตัวอื่นๆ ฮงบอกว่า ตอบตรงๆ ตอนนี้ยังหาตัวที่ถูกใจไม่เจอเลย วันนี้ยอมรับว่าสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยัง “เล่นยาก” เคยถามคนที่ลงทุน “หุ้นจีน” เขาบอกว่า “น่ากลัวมาก” บริษัทจีนมีการลงบัญชีไม่ค่อยโปร่งใสถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังขาดทุน ถ้ามีประสบการณ์แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

ถามว่าเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ เด็กหนุ่ม ตอบว่า แม้การซื้อหุ้นคือ “การซื้อธุรกิจ” แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากเข้ามาบริหาร “ผมไม่คิดที่จะ “ผูกพัน” กับหุ้นตัวไหน แค่ต้องการเข้ามา “เสพสุข” (จากกำไร) เท่านั้น ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะไป”

ฮงเล่าว่า ตลาดหุ้นสมัยนี้คนอายุ 22-23 ปีขึ้นไป เข้ามาเล่นหุ้นกันค่อนข้างมาก จบปริญญาโทมาเล่นหุ้นก็มีเยอะ ส่วนตัวอยากแนะนำ “มือใหม่ที่เพิ่งหัดคลาน” ว่า ควรเริ่มลงทุนด้วยเงิน “ก้อนเล็กๆ” ก่อนสัก 100,000 บาท หากยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วหุ้นที่ใช้ “ฝึกมือ” ควรเป็นพวกหุ้น “โรงไฟฟ้า-ค้าปลีก” เพราะธุรกิจเข้าใจง่าย ราคาหุ้นไม่ผันผวนมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ค่อยขยับมาเล่นหุ้นยากๆ อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหุ้นพวกนี้ถ้าจับจังหวะถูกจะได้กำไรเยอะ (รวยเร็ว)

“หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทแผ่นฟิล์ม สินค้าเกษตร กลุ่มอื่นๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชำนาญ”

ฮงย้ำว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากชอบซื้อหุ้นตามคำแนะนำของเพื่อน หรือซื้อตามโบรกเกอร์โดยที่คุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย เท่าที่พบ 90% จะขาดทุน คนที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น (ยุคนี้) ต้องศึกษาหาความรู้ รู้ทุกซอกทุกมุมของหุ้น

“ผมโชคดีที่เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ม.กรุงเทพ กว่าจะจับจุดได้ (รู้ความลับตลาดหุ้น) ใช้เวลานาน 2-3 ปี ผมจะยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยไปทำงานบริษัท ทุกวันนี้ผมมีเงินทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่เพื่อนๆ ไม่มี” เซียนหุ้นวัยเบญจเพส กล่าวทิ้งท้าย

ความเห็น (38)

การเล่นหุ้นหลังวิกฤติ

บทเรียนจากวิกฤติ subprime

1.การเล่นมาร์จิ้นเป็นอันตรายมากเพราะมีหุ้นหลายตัวที่สามารถลงจากจูดสูงสุดของปีลงไปถึง bottom ได้70-80% ทีเดียว หุ้นเหล่านั้นหลายตัวเป็นหุ้นยอดฮิตสำหรับ vi ในช่วงปี 2549-2550 ด้วยดังนั้นการที่คุณเล่น margin เยอะๆแล้วเจอวิกฤติพอร์ตคุณอาจเสียหายได้ตั้งแต่ 70-90% เลยทีเดียว ข้อแนะนำของผมถ้าคุณจะใช้มาร์จิ้นไม่ควรใช้เกิน 20-30% และคุณจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพคล่องด้วยเพราะเวลาที่ตลาดเลวร้ายมากๆ bid จะแทบหายไปเลยถ้าคุณมีหุ้นบางตัวหลายล้านหุ้นแต่บิดช่องละไม่กี่หมื่นและยังเจอความกดดันจากสภาวะอาจโดน force sell คงเสียสุขภาพจิตมากเกินไป

2.เลือกหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรและมีความถูกในแง่ของสินทรัพย์จะเป็นทั้งโล่และดาบที่ดีให้กับเรา เช่น หุ้น ps เป็นหุ้นที่เข้าตลาดในช่วงปลายปี 2005 ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำยอดจองได้เติบโตสูงมากต่อเนื่องแทบจะ all time high รายไตรมาสก่อนที่จะเจอภาวะ subprime แต่ในภาวะ subprime บริษัทกลับลงมาจนต่ำกว่าราคาสมัย ipo ในจุดนี้ถ้าไม่เกิดวิกฤติเราคงจะไม่ได้ซื้อหุ้น ps ที่มีการเติบโตมี roe สูงกว่า 20% ต่อเนื่องในราคาต่ำขนาดนั้นแต่ประเด็นก็คือภาวะวิกฤติจะทำให้เราไม่แน่ใจว่าบริษัทจะมีกำไรถดถอยไปจนเหลือเท่าไหร่กันแน่ ดังนั้นเราจึงอาจจะหาเบาะป้องกัน downside risk เพิ่มจากธรรมดาทั่วไปอีกก็คือ การใช้อัตราส่วนอย่าง nav ,liquidation value เป็นต้น ในกรณีของ ps เราทราบแล้วว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงแต่เรายังสามารถดูมูลค่าเลิกกิจการของ ps ได้จากการนำเอา current asset –total liability แล้วเอาตัวเลขที่ว่าเทียบกับ market cap ซึ่งถือว่าเป็นการวัดคร่าวๆว่าสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทสูงขนาดไหน โดยนับเฉพาะสินทรัพย์ที่หมุนเร็วมาลบกับหนี้สินทั้งหมดเลย แนวคิดลักษณะนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี่ในนิยามของ graham ในตอนนั้นถ้าเรานำงบในช่วง q3-2008 ของ ps มาคำนวณมูลค่าเลิกกิจการจะได้ตัวเลขที่สูงเทียบเท่ากับ market cap ของหุ้นตอนที่เจอขายลงมาหนักๆแถวๆ(เรื่องหุ้นที่ขึ้นเกือบ 10 เท่าจากกลุ่ม property จะมีรายละเอียดในภาค 2 ของหุ้นสิบเด้ง)3 บาทเศษ ผมว่าถ้าเราไม่แน่ใจว่าวิกฤติจะฟื้นตัวเมื่อไหร่การหาหุ้นโตเร็วและมีความสามารถทางการทำกำไรสูงๆโดยวัดจาก presale growth(อสังหาริมทรัพย์ใช้ presale แทน sale)และ roe สูง และยังมีสภาพคล่องสูงเมื่อเทียบกับหนี้สินแล้วเรียกว่าต่อให้เลิกกิจการไปเลยผู้ถือหุ้นก็ไม่ขาดทุน ต่อให้วิกฤติไม่ฟื้นตัวเร็วเราคงเจ็บตัวน้อย ความเห็นของผมคือในวิกฤติครั้งหน้าเราควรเลือกหุ้นที่ความสามารถในการทำกำไรสูงและเป็นก้นบุหรี่ไปด้วยเพราะมันน่าจะช่วยเพิ่ม risk / reward ในการลงทุนหุ้นกับเราได้มากกว่าหุ้นที่ทำกำไรสูงแต่ราคาลงเพียงอย่างเดียว

3.หาหุ้นที่บริษัทมีรายการ one time loss หนักๆและตลาดเหมือนจะให้น้ำหนักกับ one time loss ราวกับว่าเป็นการขาดทุนจากการดำเนินงาน เช่นในกรณีที่หุ้นโรงกลั่นหลายตัวมี stock loss มากมายจากการที่ราคาน้ำมันลงเร็วมาก หรือ thai ที่ไปทำสัญญาซื้อราคาน้ำมันเอาไว้สูงๆก่อนน้ำมันลงแรง tvo ที่มีการขาดทุน stock ถั่วเหลือง kce ที่มีการ hedge ทองแดงผิดพลาด scsmg ที่มีรายการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นมโหฬารบานตะไท และอื่นๆอีกมากมายเหลือที่จะกล่าวได้หมด การเล่นหุ้นแนวนี้อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเกิดการฟื้นตัวเพราะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อวิกฤติกลับตัวคือหุ้นที่ยอดขายและกำไรทำนิวไฮได้เร็วกว่าหุ้นตัวอื่นๆ เช่น cpf เป็นต้น เพียงแต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวิกฤติจะนานแค่ไหนถ้าเราเลือกหุ้นที่ถูก bomd down ลงมาจาก one time loss มากที่สุดนั้นหมายความว่าไตรมาสต่อๆไปทั้ง qoq และ yoy คงจะยากที่จะเลวร้ายมากกว่าไตรมาสที่มี one time loss มากๆ ถ้าราคาหุ้นลงมาแรงมากแล้วและไตรมาสต่อๆไปมีแต่จะดีขึ้น และบริษัทที่เราเลือกเป็นผู้นำใน อุตสาหกรรมนั้น นั้นจะเป็นการลงทุนที่ downside ต่ำมากๆเช่นกัน ในกรณีนี้ถ้าเราเห็นว่าอุตสาหกรรมไหนฟื้นตัวเราค่อยขายหุ้นพวกนี้ออกไปซื้อพวกที่เห็นการฟื้นตัวแล้วก็ได้ (ตัวอย่างในข้อ 4)หุ้นพวกนี้ถือเป็นหุ้นที่ risk ค่อนข้างน้อย ทำให้ risk /reward ของนักลงทุนถือว่าสูง

4.เมื่อภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวเริ่มมีการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากคือหุ้นที่ทำกำไรนิวไฮกำไรของช่วง subprime ได้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น cpf กำไรในไตรมาสที่สองของ cpf ที่ระดับ 3193 ล้านในไตรมาส 2 /2552 นั้นถือว่าสูงสุโค่ยยยยเมื่อดูย้อนหลัง cpf เป็นที่ให้ผลตอบแทนในปี 2009 สูงมากๆเพราะการที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัวยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะยังต่ำเมื่อดูย้อนหลังไปซัก 7-8 ไตรมาส นั้นหมายความว่าบริษัทไหนทำกำไรนิวไฮได้ก่อน นั้นคือ the star ที่คุณควรโหวตให้ได้ออกอัลบั้มนะจ๊ะ(รายละเอียดเรื่องนี้พูดไปแล้วในงานสัมนาที่ผ่านมา) โฆษณาจบแล้วก็ต่อเนื้อหากัน หลายตัวที่กำไรนิวไฮเกิดจากอะไรก็มีเหตุผลมากมาย ส่วนนึงจะเป็นเรื่องต้นทุนอย่าง cpf ราคาหมูไก่ เฉลี่ยของปี 2009 แถบจะไม่น้อยกว่าปี 2008 แต่ต้นทุนอย่างกากถั่วเหลืองกับข้าวโพดลงเพราะว่าเป็นพลังงานทางเลือกแบบนึง พอราคาน้ำมันตกต่ำพวกนี้ demand หดหาย cpf ก็รู้งานมีข้าวโพด กากถั่วเหลืองตอนราคาต่ำๆตุนเอาไว้ใช้ได้นานหลายเดือนแล้วจะกำไรไม่ดีได้อย่างไร จริงไหมมมมพี่น้องงงงงงงง อีกหลายตัวที่กำไรนิวไฮในช่วงนั้นก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่เป็น commo ราคาล่วงลงเยอะเมื่อเทียบกับปี 2008 ตัวอย่างเหล่านี้ก็เคยพูดไปแล้วในงานสัมนาที่ผ่านมา

5.จังหวะในการลงทุนซื้อหุ้นที่ดีถ้ามองจากภาพใหญ่คือตอนที่ดอกเบี้ยของ usa ถึงจุดต่ำสุดหรือ last cut of fed fund rate สถิติเรื่องการ last cut of fed ย้อนหลังนั้นนักลงทุนจะเป็นต่อในการลงทุนสูงมากเพราะหลังจาก last cut แล้ว set มักจะบวกได้มากกว่า 10-15% เป็นอย่างน้อยในระยะเวลา 3-6 เดือนเหตุผลก็คือว่าเมื่อดอกเบี้ยต่ำมากๆสุดท้ายการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินหุ้นอย่าง ps ในช่วงปี 2009 ให้ปันผลมากกว่า 10% หุ้นอย่าง lpn spali ในตอนนั้นก็ให้ปันผลมากถึง 17-20% จริงๆแล้วนับเป็นสิ่งที่สวนทางกันอย่างมากเพราะราคาหุ้นลงเพราะคนมองเศรษฐกิจไม่ดีราคาก็เลยลงจนถึงจุดที่ dps เทียบกับ price สูงมากๆ แต่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีนั้นแหละที่ทำให้เกิดการลดดอกเบี้ยจนต่ำมากๆซึ่งเมื่อฝุ่นหายตลบคนก็เริ่มเห็นว่าอะไรกันเฉพาะปันผลของหุ้นก็สูงกว่าภาวะปกติมากๆแต่ดอกเบี้ยกลับต่ำกว่าภาวะปกติมากๆ ทางเลือกในการเอาเงินมาลงทุนจึงดูน่าสนใจมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นในภาวะแบบนั้น

สุดท้ายนี้ขอใช้พื้นที่ชี้แจงเรื่องเอกสารของงานสัมนาที่ผ่านมาที่มีผู้ร่วมสัมนาบอกว่าเอกสารมองไม่ชัดและมีไม่ครบแต่ไม่สามารถส่งไฟล์ให้ได้นั้น เนื่องจากว่าเนื้อหาในเอกสารบางส่วนเป็นเนื้อหาที่ทีมงานหลายๆท่านทำร่วมกับผมและเขาไม่ต้องการให้ออกไปสู่ที่สาธารณะจึงได้ตกลงกันว่าจะไม่มีการส่ง soft file ออกไป ดังนั้นต้องขออภัยผู้ร่วมสัมนาด้วย ครั้งหน้าเอกสารจะชัดกว่านี้และได้ครบมากขึ้นแน่นอนครับ ขออภัยอีกครั้งเนื่องจากเป็นมติของกลุ่ม ath club ครับ

ความเห็น (15)

comment งานสัมนา

อันนี้เป็นของรางวัลย่อยสำหรับเกมส์วันพรุ่งนี้ครับ

อันนี้ของรางวัลใหญ่เป็นของที่หาซื้อไม่ได้อีกแล้วมูลค่าชุดละ 2500 เป็นที่สุดของวิชา money management วิชาที่สำคัญมากที่แทบไม่มีหนังสือหุ้นเล่มไหนในเมืองไทยพูดถึงมีทั้งหนังสือ vcd ซองและที่คั่นหนังสือ เป็น collection ล่ำค่า

อันนี้เป็น pwp ที่จะพูดวันพรุ่งนี้เป็นสไล handmade 100% โดยผมและทีมงานตกแต่งให้ดูง่ายเข้าใจง่ายที่สุดเพื่อช่วยให้เข้าใจอดีตของหุ้น winner stock ทุกตัว

ีต่อจากนี้คือ update ในงานสัมนา

ถามว่าใครมาจากที่ไหนบ้าง

ภาพนี้ rieter กำลังอธิบายว่าเวลาเราดู pe ควรจะต้องคำนึงถึงคุณภาพกำไร การเติบโต กระแสเงินสดของกิจการอย่างไร


reiter กำลังอธิบายเรื่องของ pbv ว่าใช้อย่างไร

ผู้กล้าที่ขึ้นมาตอบคำถามแล้วก็ได้รางวัลเป็นหนังสือการลงทุนต่างประเทศไป

คนนี้ผู้กล้า picklife ตอบทุกคำถามผิดบ้างถูกบ้างแต่ก็ขอให้ได้ตอบ

ผมเริ่มบรรยายเรื่อง winner stock case study ว่าหุ้นหลังวิกฤติตัวไหนบ้างที่ขึ้นมาแล้ว 10 เท่าตัว โดยเกณฑ์คือ ต้องขึ้น 10 เท่าไม่เกินปลายปี 2010 เนื่องจากเราไม่ชี้นำหุ้นจึงยกแต่ case study ที่จบไปแล้วในอดีตเท่านั้น

ผมกำลังบรรยายว่าทำไมหุ้นประเภท commodity ถึงมักเป็นหุ้นสิบเท่าตัวหลังวิกฤติ

อันนี้เป็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้นกับ psl ในสมัยช่วง 2002-2004 ทำไมหุ้นเรือถึงกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่จบ

อันนี้เป็นเฉลยประมาณการกำไรว่าถ้าเราดู ค่าเช่าเรือต่อวันต่อลำ และ ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือต่อวันต่อลำเราจะคาดการณ์กำไรของหุ้นเรือในสมัยก่อนได้อย่างไร

อันนี้เป็นหุ้น 10 เด้งสมัย subprime กำลังอธิบายว่าทำไมการดูหุ้นฟิลม์จึงมักใช้ spread ของเมืองจีน

อันนี้เป็น quiz ว่าในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรฟิลม์เราคิดว่า ptl ควรมี market cap มากกว่า aj ซักกี่เท่า

อัตราส่วน market cap ptl/aj ที่ผมทำขึ้นมาเพื่อดูว่าในช่วงหุ้นขาขึ้นในปี 2010 จะมีจังหวะในการ switch หุ้นอย่างไรได้บ้าง

ภาพนี้เป็นกำลังของ cpf ซึ่งผมกำลังอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของ cpf เกิดในช่วง q2/52 ซึ่งตอนนั้นราคาหุ้นอยู่แถว 5 บาท

อธิบายว่าหลังจากงบ q2/52 ออกมาในตอนนั้นที่ cpf อยู่แถวๆ 5-6 บาทเราจะวิเคราะหืต่อยอดว่า cpf น่าจะเป็นดาวรุ่งได้อย่างไร

อัตราส่วนทางการเงินของหุ้นยานยนต์ 7 ตัว 4 ปีช่วงปี 2548-2551 ว่าช่วงวิกฤติเราจะเลือกบริษัทยานยนต์ตัวไหนไว้ใน watch list ของเราบ้างดี

bargain hunter อันดับโลกได้พูดไว้ว่าให้ซื้อหุ้นเมื่อทุกคนมองโลกเลวร้ายถึงขีดสุด ผมยกขึ้นมาพร้อมอธิบายว่า sat ตอน 3.2 ตรงกับคำว่า ultimate pessimism อย่างไร

อธิบายหุ้น turnaround kce ว่าทำไมหุ้นที่เคยลงไปตกต่ำเหลือแค่ 0.74 แล้วอะไรที่ทำให้ kce เป็นหุ้น turnaround ได้

หมอเคให้ปรัชญาการลงทุนที่ถูกต้องกับนักลงทุน

กำลังอธิบายว่าเวลาตลาดขาขึ้นควรจะเลือกอะไร

พูดถึงนักลงทุนมือใหม่ที่ชอบลอกการบ้านว่าไม่ถูกต้องควรจะรู้ว่าเขาซื้อเพราะอะไรไม่ใช่รู้แค่ว่าเขาซื้อหุ้นตัวไหนแล้วจะไปซื้อตาม

อธิบายหลักการของ อาจารย์ billy bremner

ให้ภาพว่าจะดูหุ้นวัฏจักรอย่างไร

มอบดอกไม้ให้อาจารย์ พี่แจ็ค

 

 

อันนี้ comment จากเพื่่อนๆฝั่ง twitter ขอเก็บไว้้เป็นที่ระลึกไม่งั้นเดี่ยวหายไปตาม tl ใหม่ๆ

ความเห็น (99)

สภาพคล่องกับการลงทุน

แนวคิดดั้งเดิมของคนเล่นหุ้นเลยก็คือว่า สภาพคล่องเยอะๆดีหุ้นตัวเล็กๆซื้อขายน้อยๆอย่าเข้าไปยุ่ง ให้ซื้อแต่ตัวที่สภาพคล่องเยอะๆก็พอเวลาจะซื้อขายจะได้ทำได้ง่ายๆ

ต่อมา value investor ก็บอกว่าสภาพคล่องไม่ใช่ปัญหา สภาพคล่องที่น้อยแต่ value ของหุ้นสูงกว่ามูลค่าในกระดานย้อมน่าซื้อ เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่เราจะเอา value ของหุ้นไปแลกกับสภาพคล่อง เช่น หุ้นที่มี value น้อยกว่าแต่สภาพคล่องเยอะกว่าย้อมไม่ได้ดีไปกว่าหุ้นที่ value สูงแต่สภาพคล่องน้อยกว่า สรุปก็คือ สภาพคล่องไม่ควรถูกมองว่าเป็น value อย่างนึงของหุ้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเห็นคุณค่าของมันสภาพคล่องก็จะมาเอง

ต่อมาก็มีคนที่ชอบเล่นหุ้นตัวเล็กๆเช่นกลุ่ม mai แล้วก็อัดมาร์จิ้นเยอะๆโดยใช้แนวคิดว่าไม่เป็นไรเดี่ยวมีคนเห็น value หุ้นก็ขึ้นเองซึ่งในภาวะปกติก็ไม่เป็นไรแต่พอเกิดวิกฤติ subprime พอร์ตการลงทุนก็ติดลบหนักกว่าตลาด ที่ติดลบหนักไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าหุ้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด แต่เป็นเพราะว่าถึงรู้ก็ออกไม่ได้ จึงนำมาซึ่งข้อสรุปบางอย่างอีกว่า ถ้าคุณจะเล่นหุ้นสภาพคล่องน้อยๆแล้วคิดว่าสุดท้ายต้องมีสภาพคล่องนั้นเป็นการมองว่าคุณจะต้องคิดถูกแน่นอน สุดท้ายหุ้นตัวนั้นต้องขึ้นสภาพคล่องต้องมา ซึ่งบนโลกของความเป็นจริงไม่มีใครที่คิดถูกตลอดเวลา จริงๆแล้วการที่หุ้นมีสภาพคล่องเยอะๆเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาดในกรณีที่คุณคิดผิดคุณจะได้ไม่ต้อง discount ราคาหุ้นลงไปจากราคาปัจจุบันเยอะมาก

นักลงทุนยิ่งเล่นหุ้นนานถ้าเล่นแล้วกำไรต่อเนื่องพอร์ตการลงทุนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆซึ่งจากที่เล่นแล้วไม่เคยมีปัญหาด้านสภาพคล่องเพราะว่าซื้อขายหุ้นตัวเล็กๆก็ทำได้ง่ายก็จะเริ่มมีปัญหาขึ้นมา ซึ่งนักลงทุนสำหรับปรับตัวเป็นอย่างมากกับขนาดพอร์ตที่ใหญ่ขึ้นไม่ใช่จะเล็กจะใหญ่กูก็อัดจิ้นกับหุ้นตัวเล็กๆตลอดเวลา แบบนี้ผมคิดว่าไม่ใช่วิธีการที่คำนึงถึงผลตอบแทนเปรียบเทียบความเสี่ยงแต่เป็นการคำนึงแต่ด้านของผลตอบแทน

ปัจจัยในการพิจรณาเรื่องสภาพคล่องเบื้องต้นของผมเป็นดังนี้

1.ความมั่นใจในการเล่นหุ้นตัวนั้น โดยพิจรณาจากการมีตัวเร่งทางพื้นฐานของหุ้นไหมเช่น หุ้นที่กำไรทำ new high ได้ปันผลค่อนข้างสูง ย่อมมีระยะเวลาในการหวังผลจากการลงทุนที่ชัดเจนกว่า หุ้นถูกโดยดูจาก pe pbv ถ้าซื้อหุ้นถูกเพื่อหวังว่าซักวันจะมีคนมาลากขึ้นไป แบบนี้ผมว่าคงต้องคิดเรื่องสภาพคล่องบ้างไม่งั้นถ้าไม่มีคนมาลากแล้วเราซื้อเยอะมากๆแล้วเกิดอยากออกคงไม่พ่นต้องเฉือนเนื้อตัวเอง

2.มีการกระจายการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนๆนึงเล่นหุ้น 10 ตัวในพอร์ตกับอีกคนนึงเล่น 3 ตัวในพอร์ตคนที่เล่น 10 ตัวอาจจะเล่นหุ้นสภาพคล่องน้อยกว่าได้เพราะว่าเม็ดเงินลงทุนต่อหุ้นจะไม่สูงเท่ากับคนที่โฟกัสไม่กี่ตัว

3.มีการใช้มาร์จิ้นไหม คนเล่นมาร์จิ้นจะต้องคำนึงถึงสภาพคล่องสุดๆเนื่องจากการใช้มาร์จิ้นเยอะๆจะมีการถูก force sell ได้และถ้าสภาพคล่องหุ้นไม่เยอะเกิดมีคนโยนจนหุ้นติดลบมากๆแล้วเราอยากจะขายแต่ bid ไม่เพียงพอ นั้นคงเป็นหายนะของการลงทุนเลยทีเดียว

ความเห็น (3)

คุณ ih ครับ ภาค 22

หุ้นประเภท economic cycal นั้นไม่ได้มี five force model ที่ดีมากนักเนื่องจากจะถูกกดดันจากแรงบีบของลูกค้าเมื่อลูกค้าได้ order เพิ่มเพราะลูกค้ามักจะใหญ่กว่าตัวเอง
ที่นี้ หุ้นแต่ละตัวก็คงจะมี model ที่แตกต่างกันรวมไปถึง pe ที่แตกต่างกันด้วย
เท่าที่สังเกตุมีหุ้นที่ pe ค่อนข้างจะสูงอยู่สองตัวคือ stanly ,sat
ผมดูแล้วมีความคล้ายกันในแ่ง่ของ roe ที่สูงกว่า 20% เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีย้อนหลัง
คำถามคือ

1 roe ที่สูงโดยเฉลี่ยน่าจะมีส่วนที่ทำให้หุ้น pe สูงด้วยใช่หรือไม่เนื่องจากมันสะท้อนถึงโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมและผล ตอบแทนที่กลับมาในส่วนของผู้ถือหุ้นได้ค่อนข้างดี

- ครับ ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ หุ้นที่มี roe ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหลายตัวก็เกิดจากการไม่มีหนี้เลยและอีกทั้งอาจจะสะสม เงินสดไว้กับตัวมากเกินไปด้วยครับ รวมถึงหลายตัวก็มีประสิทธิภาพในการทำกำไร ( net margin ) และประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ( ROA ) ที่ต่ำ

2.stanly มี roe ที่สูงและ d/e ที่ต่ำแต่ sat มี roe ที่สูงและ d/e ที่สูง
นั้นแสดงว่า roe ของ sat มีโอกาศเกิดจากการที่ใช้ equity น้อยเมื่อเทียบกับ debt
ดังนั้น roe ของ sat คุณภาพไม่น่าจะสู้ของ stanly ได้ ไม่ทราบว่าคิดว่าเกี่ยวหรือไม่

- ถ้า ROE เท่ากัน หุ้นที่ D/E ต่ำกว่าจะน่าสนใจกว่าเพราะแสดงว่ามี ROA สูงกว่าครับ และมีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน port การลงทุน 2 พอร์ต ให้ผลตอบแทนการลงทุน 40% ต่อปีเท่ากัน พอร์ตแรกไม่ใช้ margin loan เลย แต่ port ที่ 2 ใช้ margin 70-80% พอร์ตแรกย่อมดีกว่าครับเพราะเสี่ยงน้อยกว่าและมี roa สูงกว่า

3.ใน ทางกลับกันถ้าเราเจอบริษัทที่ d/e ต่ำแต่ roe สูงในที่นี้ผมสมมุติคำว่าต่ำคือ น้อยกว่า 0.5 ลงไป เราจะสามารถพูดได้ไหมว่านี้คือบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีแต่มี โครงสร้างทางการเงินที่ conservative เกินไปเพราะถ้าบริษัทกู้มากขึ้นและใช้ส่วนของทุนน้อยลงจนทำให้ d/e สูงขึ้นไป .8-.9 บริษัทก็ยังไม่ถึงขั้นเสี่ยงแต่ผู้ถือหุ้นจะได้ return สูงขึ้น กรณีตัวอย่างบริษัทนี้คือ stanly

- ต้องดูประเภทธุรกิจด้วยครับ ธุรกิจที่ high operation risk คือ พวกที่เป็น economic cyclical ไม่ควร take financial risk มากไปครับ อย่างกลุ่ม auto ก็ถือว่าเป็น economic cyclical ครับ คล้ายๆ กับว่าถ้าเรามีอาชีพที่มีรายได้สูงแต่ไม่มั่นคง ถ้าจะซื้อบ้านซื้อรถควรซื้อเงินสดหรือถ้าผ่อนควรจะผ่อนให้สั้นที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬาหรือดารา ไม่ควรซื้อบ้านเงินผ่อน 30 ปีครับ ธุรกิจที่จะ take D/E ได้สูงๆ คือธุรกิจที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ( low economic cylical ) หรือหุ้นที่มีรายได้จากค่าเช่าที่ค่อนข้างมั่นคงเช่น CPN Ticon หรือ SF ครับ

อีกธุรกิจหนึ่งที่มี operating risk สูงแต่กลับมี D/E สูงซึ่งเสี่ยงมากคือ สถาบันการเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะมี NPL เกิดขึ้นมากในขณะที่ D/E ของสถาบันการเงินสูงถึง 5-10 เท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทีไรจะต้องมีสถาบันการเงินล้ม ละลายหรือปิดตัวไป แม้จะอยู่รอดได้แต่ราคาหุ้นก็ตกต่ำมากและจำเป็นต้องเพิ่มทุน แม้แต่สถาบันการเงินในสหรัฐก็หนีไม่พ้น ดังนั้นถ้าจะซื้อหุ้นแบบถือลืมถือยาวไม่ควรไปถือหุ้นสถาบันการเงินครับเพราะ เป็นหุ้นที่ไม่ปลอดภัยในภาวะวิกฤติ

อีกพวกที่ มี high operating risk แต่ high p/e ( financial risk ) ก็คือหุ้นโรงกลั่นและสายการบินครับ ถ้าไปดู track record หุ้นเหล่านี้จะไม่ค่อยให้ long term return ที่ดีเท่าไหร่ครับ

4.การดู roe ของหุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นที่ตลาดจะตีค่า pe ให้สูงเช่นบริษัท spali ที่มี pe ค่อนข้างต่ำแต่มี gm ที่สูงและ roe ที่สูงแต่พอไปดูตัวเลขเช่น inventory turnover แล้วค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับบริษัทเช่น ps จุดนี้จะสะท้อนถึงงบกระแสเงินสดได้ใช่ไหมว่าบริษัท develop ที่มีการขายเร็วและ stock น้อยจะมีเงินสดสูงกว่าจึงทำให้ pe ของ ps สูงกว่า แบบนี้เราจะบอกได้หรือไม่ว่าหุ้น develop นั้น roe ,gm อาจจะเป็นประเด็นรองสำหรับตลาดในการให้ pe ถ้าเทียบกับความสามารถในการขายเร็วและบริหาร stock

- ถ้า Roe สูงแต่ inventory turnover ต่ำก็จะทำให้การเติบโตต้องใช้ working cap มากซึ่งก็จะทำให้ D/E สูงขึ้นและอาจจะนำมาซึ่งการจ่ายปันผลใน % ที่ลดลงและตามมาด้วยการเพิ่มทุนได้ครับ กรณีของ ps สามารถเติบโตได้ด้วยการพยายามลด inventory turnover ลงไปมากจึงทำให้เพิ่มยอดขายได้มากโดยที่ D/E เพิ่มไม่มากเกินไปและทำให้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

5.ในทางกลับกัน การตีค่าของ pe ที่ตลาดให้ในหุ้นอิเล็กทรอนิก ไม่แน่ใจว่าจะขึ้นอยู่กับประเด็นไหน เช่น kce มี gross margin ที่สูงระดับเกิน 20% มาจากความสามารถในการบริษัทจัดการที่ดีขึ้นของเสียลดลง แต่ดูเหมือนตลาดจะให้ pe ไม่สูงเท่าหุ้นพวก hana delta smt ซึ่งในกรณีนี้ผมเดาว่าตลาดคงเห็นว่าความสามารถในการทำกำไร และ roe ของ kce สู้หุ้นตัวอื่นที่กล่าวมาไม่ได้เพราะวัดจาก roe ย้อนหลังหลายๆปีแล้ว roe ของ kce เพิ่งจะมาดี ดังนั้นเราพอจะสรุปได้ไหมว่า หุ้นกลับตัวหรือมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นแม้ว่าอัตราการทำกำไรเช่น gm จะสูงมากแทบเรียกได้ว่าสูงที่สุดแต่ตลาดก็อาจมองว่าไม่ stable จึงไม่ปรับ pe
กรณีนี้นำมาซึ่งคำถามคือ

5.1ถ้า kce สามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นที่สูงต่อเนื่องได้พี่ ih คิดว่าเขาจะมีโอกาศได้ปรับ pe ไปเท่าตัวอื่นไหม หรือต้องดูว่าใครมี capex ในการรักษาความสามารถทางการแข่งขันสูงและต่อเพิ่มเติมหรือมีประเด็นไหนเพิ่ม เติมอีก

- ที่ kce มี p/e ไม่สูงนัก น่าจะมาจาก 2 สาเหตุหลัก อย่างแรกคือ D/E ที่ 2 เท่ากว่าๆ สูงเกินไปสำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ที่รายได้มีความผันผวนกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งการที่มี d/e สูงทำให้มี fixed cost คือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่อรายได้ในสัดส่วนที่สูงกว่าหุ้นคู่แข่ง ซึ่งหากรายได้ลดลงก็เสี่ยงที่จะขาดทุนได้ สาเหตุที่ 2 ก็เกี่ยวข้องกับสาเหตุแรกอยู่บ้างคือ การที่ kce มีประวัติการทำกำไรที่เคยขาดทุนสลับกับกำไรมาก่อนเลยทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ ในความต่อเนื่องของการทำกำไรจึงไม่กล้าให้ p/e สูงขึ้นครับ นอกจากนี้การที่ d/e ของ kce สูงขนาดนั้นน่าจะสะท้อนว่า kce น่าจะเป็นหุ้นที่ต้องมีการลงทุนสูงเพื่อขยายการผลิตหรือเพื่อรักษาความ สามารถในการแข่งขันครับ

5.2ในทางกลับกันดูเหมือน smt จะ pe สูงมากทั้งๆที่เพิ่งเข้าตลาดได้ไม่นาน ผมคิดว่าอาจจเพราะเป็นบริษัทสามารถสื่อให้กับนักลงทุนเข้าใจว่าบริษัทอจะ สามารถเจาะสินค้าที่เป็น high growth ได้ ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

- ดาราที่รับงาน presentor มากที่สุด อาจจะไม่ใช่ดาราที่หน้าตาดีที่สุดหรือนิสัยดีสุดก็ได้ครับ เรื่องการสร้างภาพลักษณ์และสร้างเสน่ห์ความตื่นเต้นก็สำคัญ จะเห็นได้เลยว่าดาราระดับ top ที่มีสินค้าในมือมากๆ จะต้องมีข่าวออกสื่อประจำไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวเมาท์ก็ตาม สำหรับหุ้นที่ถามมานี้ตั้งแต่เข้าตลาดก็มี growth ให้เห็นและผู้บริหารก็ทำการสื่อสารกับนักลงทุนได้ดีครับ หุ้นที่มี p/e สูงก็แสดงว่านักลงทุนคาดหวังการเติบโตอยู่พอสมควร ส่วนราคาหุ้นระยะยาวจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะ deliver growth ได้ตามที่นักลงทุนคาดหวังไว้ ( ค่อนข้างสูง ) ได้หรือเปล่า

6.กรณี หุ้น cpf นั้นทำให้ได้เห็นว่าหุ้น cycle ในยุคหลังได้เปลี่ยนไปเพราะ cycle เกษตรใครๆก็บอกว่าสั้น cpf ไม่เคยทำกำไรได้ดีติดต่อกันสองปี แต่ปรากฏว่าหักปากกาเซียนก็คือ ราคาหมูไก่ของปี 2010 สูงต่อเนื่องและกำไรก็ทำ new high ซ้ำพร้อมกับราคาหุ้นที่ขึ้นไปต่อจากจุดที่ทุกคนมองว่าแพงแล้วอีกเป็นเท่าตัว

ใน ทางกลับกันบริษัทแพ็คเกจจิ้งอย่าง ptl aj นั้นถ้าคนซื้อซื้อตอน pe ต่ำมากๆช่วงที่หุ้นลงไป bottom ปลายปี 2008-ต้นปี2009 ตอนนั้น pe จะต่ำมากแต่ได้ราคาต่ำและราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปแรงมากและถ้าขายที่จุดพีค pe ก็ค่อนข้างสูง สูงในที่นี้นับทั้งกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังและกำไรคาดการณ์จบปี 2553

ดูเหมือนกับว่าหลักการซื้อหุ้น cycle ที่ ลินบอกว่าซื้อตอน pe สูงๆขายตอน pe ต่ำๆจะใช้ไม่ได้กับหุ้น cycle รอบล่าสุด

ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ

- CPF ถ้ามอง 5-10 ปีย้อนหลังจะเห็นว่ารายได้เติบโตมาตลอด และตัวธุรกิจเองก็มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก ซึ่งก็ควรจะดีมานานแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ CPF ไม่ perform มาตลอดก็คือ net margin ที่ต่ำและผันผวนทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกำไร แต่ตั้งแต่ปี 52 เป็นต้นมา CPF มี net margin ที่สูงขึ้นตามลำดับและเริ่มมีความมั่นคงของกำไรมากขึ้น รวมถึงทางผู้ถือหุ้นใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญของราคาหุ้นหรือ wealth ในตลาดหุ้นมากขึ้นมาก จึงทำให้นักลงทุน re-rated p/e มาเป็น p/e ของหุ้นจากหุ้น cyclical ที่มีกำไรไม่แน่นอนที่มักจะได้ p/e ต่ำมาเป็นหุ้น food ที่มีกำไรค่อนข้างแน่นอนและได้ p/e สูงขึ้นตาม แต่ระยะยาวๆ ก็คงต้องดูความสม่ำเสมอของกำไรอีกทีครับว่าสิ่งที่นักลงทุนคิดจะเป็นไปตาม นั้นไหม แต่การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สนใจเรื่อง wealth มากขึ้นนั้นช่วยได้เยอะเลยครับ ตามที่ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ Wealth หลักของผู้ถือหุ้น “ น่ะครับ

7.ในมุมกลับกันหุ้น psl ที่ต้นปี 2003 มีกำไรปี 2002 ประมาณ 400 กว่าล้าน market cap 500 เศษๆ pe ก็แค่ 1 เท่าเศษและหุ้นขึ้น 20 กว่าเด้งในปีเดียว ถึงแม้กำไรปี 2004 จะโตต่อจาก ปี 2003 แต่หุ้นก็ไม่ได้ขึ้นต่อแล้ว ซึ่งก็กลายเป็นว่าขายปี 2003 ปลายปีดีกว่า ซึ่งก็เข้าข่ายซื้อหุ้น cycle pe ถูกไปขายตอน pe แพงเช่นกัน
ซึ่งต่างจากหลักการที่คนส่วนใหญ่พูด
ไม่ทราบมีมุมมองว่าอย่างไรครับ

- Psl นั้นมาจากจุดที่นักลงทุนแทบจะลืมไปแล้วว่ามีหุ้นกลุ่มเรือในตลาดหุ้น และไม่มีใครสนใจทำการวิเคราะห์จริงจังเลย ดังนั้น psl จึง trade ที่ p/e ต่ำในช่วงที่ธุรกิจกำลัง bottom out จึงทำให้คนที่ลงทุนในช่วงนั้นจึงได้กำไรค่อนข้างมากและหลังจากนั้นหุ้นกลุ่ม เรือก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ถ้าเรามาดูในปัจจุบันแม้ว่าหุ้นกลุ่ม เรือจะอยู่ในวัฎจักรขาลง แต่หุ้นเรือก็ยังถูกติดตามในระดับหนึ่งและยังมีบทวิเคราะห์ติดตามอยู่พอ สมควร ถึงทำให้ p/e หุ้นเรือในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงคือประมาณ 20 เท่า ( คิดเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานโดยไม่รวมกำไรจากการขายเรือ ) เพราะนักลงทุนเชื่อว่าเมื่อกำไรดีขึ้น p/e ก็จะลดลงมาเอง ดังนั้นขาลงรอบนี้ต่างจากรอบที่แล้วเพราะรอบนี้ยังมีคนสนใจอยู่พอสมควรเพราะ ภาพการทำกำไรหลายๆ เท่าของขาขึ้นรอบก่อนยังติดตาติดใจอยู่ครับจึงทำให้ราคาหุ้นและ p/e ไม่ได้ลดลงไปมาก แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าวัฎจักรเรือยังห่างไกลจากจุดต่ำสุดเยอะครับเพราะค่าระวางเรือต่อวัน ในปัจจุบันยังอยู่ที่ 9,000-10,000 เหรียญต่อวันซึ่ง bottom รอบก่อนค่าระวางเรือลงไปถึง 4,000-5,000 ต่อวัน ซึ่งค่าระวางเรือในปัจจุบันที่ 1 หมื่นเหรียญนั้นยังไม่ได้ทำให้เรือเก่าที่มีอายุ 30 ปีปลดระวางเลยเพราะ cash operating cost ของการเดินเรืออยู่ที่ 4-5 พันเหรียญจึงทำใหเรือเก่าๆ ที่หมดภาระค่าเสื่อมและดอกเบี้ยแล้วสามารถวิ่งได้สบายๆ เมื่อเรือเก่าไม่ปลดระวางในขณะที่เรือที่สั่งต่อใหม่ยังเข้ามาเรื่อยๆ ก็ทำให้ค่าระวางเรือก็ไม่สามารถเป็นขาขึ้นได้ครับเพราะยังอยู่ในภาวะ oversupply

8 ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นตัวของหุ้นหลังจากปลายปี 2008 ครับ คือเนื่องจากว่าหุ้นในหลายๆกลุ่มที่ตัวฟื้นตัวแรงที่สุดก็คือตัวที่มี d/e สูงกว่าตัวอื่นค่อนข้างมาก

ผมยกตัวอย่างนะครับ sat ตอนนั้น d/e 1.48 เท่าในขณะที่ stanly มี d/e 0.24 เท่าสำหรับงบปี 2551 แต่ sat ขึ้นจาก bottom 10 เด้ง stanly 4 เด้งกว่า
พอมาดูในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิก kce ขึ้นเยอะสุดเลยครับ 13 เด้ง แต่ตอนนั้น kce มี d/e 3 เท่าถือว่าสูงที่สุดเช่นกัน
หรืออย่างการบินไทย ตอนนั้นสภาพคล่องแทบเอาตัวไม่รอดแต่ขึ้นจาก bottom ขึ้นมาได้ถึง 8 เด้ง

โดย ส่วนตัวผมคิดว่าในเวลาที่เราไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะแย่นานแค่ไหนเราควรเลือก หุ้นที่งบแข็งแกร่งไว้ก่อนแต่เมื่อเราเห็นสัญญาณฟื้นตัวเราควรย้ายตัวไปเล่น ตัวที่มี d/e สูงแทนเนื่องจากหุ้นพวกนี้ตอนยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ราคาหุ้นจะลง ลึกกว่าพวกงบการเงินดีแต่เมื่อมีสัญญาณฟื้นตัวมันก็ทะยานได้ไกลกว่า และเมื่อยอดขายกลับมาดีการที่หุ้นพวกนี้คืนหนี้ได้ ก็มี room ในการ improve ตัวเองได้มากกว่าหุ้นที่งบการเงินดีด้วย

ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรในประเด็นนี้ครับ

- การขายหุ้น defensive ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้อยและปรับตัวลงน้อยไปซื้อหุ้นที่ได้รับผลกระทบ มากและปรับตัวลงมากก็เป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงในช่วงที่ตลาดผ่าน จุดที่ลงหนักๆ มาแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งที Buffet ก็ทำครับ Buffet ก็ขายหุ้นอุปโภคบริโภคมาซื้อหุ้นสถาบันการเงินในช่วง subprime ครับ อย่างไรก็ตามก็มีข้อแม้อยู่ว่าบริษัท high d/e ที่ราคาตกต่ำลงมากๆ จะต้องไม่เจ๊งหรือโดนลดทุน หรือจะไม่ต้องโดนแปลงหนี้เป็นทุนจนทำให้ dilute มากเกินไปด้วยนะครับ อย่าง crisis ครั้งที่ผ่านมาแม้ว่าหุ้นจะลงลึกแต่ก็ฟื้นเร็วและเป็นสิ่งที่อยู่นอกประเทศ ผลกระทบมาที่บ้านเราจึงไม่มากเท่าตอนปี 40 ครับ

9.เรื่องของ model dcf ที่แปลงเป็นค่า pe เช่น
ถ้า บริษัทได้เจ้าหนี้การค้านานก็จะมี cash flow ที่ดีและทำให้ model dcf ได้มูลค่าสูง และทำให้ pe สูงแต่จริงๆแล้วพอเราทำ dcf ในระยะยาวบริษัทก็ต้องคืนเงินเจ้าหนี้อยู่ดีและบริษัทที่มี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกเยอะๆเพราะมีรายการเจ้าหนี้การค้าที่ เพิ่มขึ้นก็ไม่สามารถปันผลได้มากกว่ากำไรเพราะจะทำให้ส่วนของทุนลดลงจนถึง จุดนึงก็จะปันผลไม่ได้ ถูกไหมครับ

- ก็เป็นประเด็นที่ดีครับ เต็มที่ก็ปันผลได้เท่ากับกำไรครับ หรือมากกว่ากำไรได้เป็นบางปีครับ ไม่มีบริษัทใดสามารถปันผลได้มากกว่ากำไรในระยะยาวๆ ครับเพราะจะทำให้ equity ลดลงเข้าใกล้ 0 ครับ ดังนั้น model DCF ของหุ้นค้าปลีกถ้าเอาแบบ conservative ก็ควรจะ discount net profit ไปเลย หรือใช้เป็น dividend discounted model ครับ

แต่สิ่งที่ตลาดให้ pe กับหุ้นค้าปลีกก็คือให้สูงซึ่งดูสอดคล้องกับ model ที่ว่ามา
สิ่ง ที่ผมคิดคือการที่บริษัทได้เจ้าหนี้การค้าสูงๆนั้นสะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่ มีมากและสะท้อนถึงความเสี่ยงที่น้อยกว่าในเรื่องของ cash cycle และบริษัทก็บริหารได้ง่ายกว่า เพียงแต่มองดูแล้วการได้เจ้าหนี้การค้าที่พอเข้า dcf model แล้วสุดท้ายก็ต้องคืนเงินเจ้าหนี้และปันผลจากส่วนนี้ไม่ได้ก็เลยอยากฟังความ เห็นของคุณ ih ในเรื่องนี้ดูบ้างน่ะครับ

- ผมคิดว่า p/e ของหุ้นค้าปลีกที่ได้สูงๆ นั้นน่าจะสะท้อน growth มากกว่า ถ้าจะสังเกตหุ้นค้าปลีกที่ได้ p/e ค่อนข้างสูงอย่าง CPALL HMPRO Robins ก็ไม่ใช่หุ้นที่ปันผลสูงมากนัก แต่มี growth ที่ดีมากระดับ 20-40% ต่อปีในช่วงนี้ และหุ้นที่ปันผล 100% ของกำไรแต่โตไม่มากก็ไม่ได้ p/e สูงเท่าไหร่ครับ แต่ใครสนใจคิดจะลงทุนหุ้นเหล่านี้ที่ p/e 25-30 เท่าก็คงจะต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นครับเพราะแทบไม่มีหุ้นตัวไหนที่จะ โตได้ 20-30% ต่อปีได้ตลอดไปครับ

10.ในมุมกลับกัน model dcf ที่ว่าถ้ามีลูกหนี้การค้าน้อยจะทำให้มีกระแสเงินสดดีเมื่อเทียบกับบริษัทที่ มีลูกหนี้การค้าเยอะๆซึ่งจะส่งผลให้ fcf สูงและ pe สูง แต่อีกมุมนึงถ้าบริษัทอยากที่จะเติบโตเร็วในแง่ของยอดขายและกำไรการที่ยอมมี ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นบ้างคงจะทำให้บริษัทเติบโตได้ง่ายกว่า การเข็มงวดกับการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้ามากเกินไป เรื่องลูกหนี้การค้า่ถ้าในภาวะที่เศรษฐกิจดีโอกาศที่จะมีหนี้สูญมากๆคงจะ น้อย ดังนั้นหุ้นที่ยอมมีลูกหนี้เยอะหน่อยแต่ยอดขายโตได้เร็วกำไรโตเร็วหุ้นคงมี โอกาศขึ้นในเร็วกว่าหุ้นที่ conservative เรื่องลูกหนี้มากเกินไป

ผมเลยมองว่าถ้าดูจาก model dcf ลูกหนี้เยอะเป็นสิ่งที่จะกดให้ fcf ต่ำ
แต่ ในแง่ของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ชอบเห็นกำไรโตเร็วๆ การที่มีลูกหนี้การค้ามากขึ้นเท่ากับยอดขายหรือโตกว่ายอดขายเล็กน้อยราคา หุ้นน่าจะขึ้นได้เร็วกว่าหรือไม่ในาภวะที่เศรษฐกิจไม่แย่และหนี้ไม่กลายเป็น หนี้เสีย
หรือพูดแบบนี้ได้ไหม ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่–>เก็บหนี้ได้–>กำไรโตเร็ว–>หุ้นขึ้นเยอะ
เศรษฐกิจไม่แย่–>หนี้สูญ–>กำไรหดหาย–>หุ้นลงเยอะ

สรุป คือในภาวะที่เรามองว่าไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นที่มีลูกหนี้เยอะก็สามารถ เป็นการลงทุนที่ upside เยอะได้เมื่อเทียบกับ downside และตลาดอาจจะให้ pe สูงด้วยถ้าหุ้นนั้น high growth

- ธุรกิจที่ขยายตัวโดยที่มีลูกหนี้การค้าเยอะหรือมีระยะเวลาเก็บหนี้นาน เมื่อขายถึงจุดหนึ่งจะต้องใช้ working cap เพิ่มเรื่อยๆ ซึ่งจะนำมาซึ่ง D/E ที่สูงขึ้น ปันผลลดลงและอาจจะเพิ่มทุน แต่ปัญหานี้จะลดลงไปมากหากอีกขาหนึ่งคือบริษัทก็สามารถมีระยะเวลาการจ่าย เงินให้กับ supplier ที่นานตามไปด้วย ซึ่งก็จะ match กันพอดี แต่ตัวที่ระยะเวลาการเก็บเงินจากลูกหนี้นานๆ แต่ต้องจ่าย supplier เร็วอย่างนี้ก็จะลำบากครับ นอกจากนี้การมีลูกหนี้การค้ามากๆ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ในงบดุลหรือเทียบกับกำไรก็จะเสี่ยงมากหากเกิดวิกฤติ แบบปี 40 ครับเพราะจะเกิดหนี้เสียจำนวนมาก และปกติลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นมักจะถูก finance ด้วยเงินกู้ระยะสั้น bank O/D ซึ่งในช่วงวิกฤติดอกเบี้ยมักจะสูงขึ้นมากจึงทำให้ต้นทุนการมีลูกหนี้การค้า มากๆ นั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีกครับ

11.กรณีของ advanc ที่สมัยก่อนนานมากแล้วเคยมี pe 30-40 เท่าแต่ยอดใช้โทรศัพท์ในประเทศไทยน้อยมาก พอคนหันมาใช้โทรศัพท์กันเยอะขึ้นก็ทำให้หุ้น advanc ขึ้นมาเยอะมากๆแม้ว่า pe จะแพงมากแล้วก็ตาม จนถึงจุดนึงหุ้น advanc กำไรก็แทบไม่โตอีกเลย ประเด็นคือหลังจากที่กำไรแทบไม่โตตลาดควรจะให้ pe ของ advanc ที่เท่าไหร่นั้นคงขึ้นอยู่กับ

payout ratio เนื่องจากว่ามันเป็นตัวการันตีผลตอบแทนให้กับนักลงทุนถ้าตลาดให้ pe 15 ปันผลต่อปีก็ 6.6% ผมคิดว่าถ้า advanc ไม่มีปันผลแบบนี้หนุนเอาไว้ สำหรับหุ้นที่ไม่โตตลาดคงให้ pe ไม่ถึง 10 เท่า

ที่นี้คำถามต่อมาก็ คือ หุ้นเช่น cpall bgh ที่ถือว่าเป็นหุ้นเติบโตที่ได้ปันผลไม่ค่อยเยอะ เช่นได้ปันผลน้อยเลยเมื่อเทียบกับหุ้น advanc แต่ตลาดให้ pe สูงกว่าเมื่อถึงจุดที่ cpall bgh หยุดโต ถ้าสองตัวนี้ไม่หันมา pay out ระดับ 100% เหมือน advanc คงจะมีโอกาศได้ pe ต่ำกว่า 10 เท่าไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

- ก็เป็นไปได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นที่จะโตได้มาจาก 2 ทางครับ คือ volume growth กับ price growth ซึ่ง advanc ในช่วงอิ่มตัวมากๆ ก็อาจจะไม่สามารถโตได้ทั้ง 2 ทาง ทำให้กำไรอาจจะคงที่ไปเลยเหมือนหุ้นพวก utility เช่น โรงไฟฟ้าทำให้มีสภาพคล้ายๆ bond ในขณะที่หุ้นอย่าง cpall หรือ bgh ในจุดที่ไม่ขยายหรือ volume ไม่โตแล้วแต่ก็ยังสามารถปรับราคาขายหรือค่าบริการได้ในอัตราเดียวกับเงิน เฟ้อหรือมากกว่า จึงทำให้อาจจะสามารถโตเท่ากับหรือมากกว่า inflation ได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ในช่วงอิ่มตัวของ cpall หรือ bgh ก็ยังอาจจะมีการเติบโตของกำไรมากกว่าครับ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อ 1-2% ต่อปีครับ โดยเราจะเห็นได้จากโรงพยาบาลบางแห่งที่ไม่มีการขยายเลยแต่ก็ยังมีการเพิ่ม ขึ้นของกำไรได้จากการปรับราคาค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น อย่างเช่นกรณีของ NTV เป็นต้นครับ

ความเห็น (11)

คนเราควรจำกัดขอบเขตความเสียหาย

ชีวิตของคนเรามีความเสี่ยงมากมาย เราต้องรู้จักจำกัดมันเอาไว้ ผมจะลองยกตัวอย่างจากชีวิตจริงของผม

ผมไปเล่นฟิตเนสแถวบ้านอยู่แห่งนึง เรื่องมีอยู่ว่าเทรนเนอร์ที่นั้นก็คิดค่าเทรนกับผม 15000 ต่อ 30 ครั้งหรือตกครั้งละ 500 บาท ซึ่งจริงๆแล้วถ้าผมเทรนเดือนละ 15 ครั้ง ผมก็จะเทรนจบภายในสองเดือน ประเด็นก็คือผมเพิ่งเทรนไปเพียงแค่ 10 ครั้ง อยู่ๆเทรนเนอร์ก็มาบอกว่าเดี่ยวเดือนหน้านี้ทางฟิตเนสจะขึ้นค่า course นะครับ คุณฮง ดังนั้นผมอยากให้คุณฮงสมัครเพิ่มไปอีกเพราะว่าจะได้ถูกลง ผมก็มานั่งคิดว่าบ้าหรือเปล่าทำไมยังเหลืออีกตั้ง 20 ครั้งแล้วผมต้องสมัครไปเพิ่มล่ะ การเอาเงินไปถ่มกับเรื่องในอนาคตเป็นเรื่องบ้าชัดๆ ผมก็บอกปัดไปว่าเอาไว้ course หมดก่อนแล้วค่อยว่ากัน ปรากฏว่าไอ้หมอนี้โทรมาตื้อผม แล้วบอกว่าฮงผมขอร้องล่ะ เดือนนี้ผมต้องการปิดยอดจริงๆผมอยากให้ฮงช่วยผมหน่อยแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วก็ยื่นเงื่อนไขว่าจะลดราคาค่า course ให้จาก 30 ครั้ง 15000 กลายเป็น 50 ครั้ง 15000 ผมว่ามันยิ่งน่าสงสัยหนักเข้าไปอีกว่านี้คือการเอาเงินจากคนอื่นโดยการที่เขาพูดแบบนี้กับคนอื่นๆที่เป็นลูกค้าทุกๆคนพอลูกค้าทุกคนสมัครพร้อมๆกันแล้วอีกเดือนนึงไอ้หมอนี้ก็ลาออกไปเลยหรือเปล่าทำไมต้องรีบเร่งปิดยอดขนาดนั้น แต่ผมลองมาคิดดูแล้วค่า course ระดับนี้ก็ถือว่าถูกมากแถมถ้าหมอนี้ลาออกไปผมก็เล่นกับเทรนเนอร์คนอื่นในฟิตเนสนี้ได้ ผมเลยบอกไอ้หมอนี้ไปว่าได้ผมจะช่วยคุณแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แต่ผมบอกไว้ก่อนว่าถ้ามีอีกครั้งผมจะไม่ช่วยคุณแน่นอน เสร็จแล้วผมก็สมัครไปเพิ่มด้วยใจที่คิดว่าผมไม่มีทางสมัครต่อกับมันอีกแน่นอน แล้วผมก็เล่นต่อไปจนถึงครั้งที่ 24 ปรากฏว่าไอ้หมอนี้ถามผมว่าฮงเป็นคนคอเลสเตอรอลสูงใช่ไหม ผมก็ตอบไปว่าใช่ สูงตั้ง 250 เลยทีเดียวแล้วมันก็ชวนผมชกมวย มันบอกว่าการชกมวยจะช่วยการเบรินของหัวใจได้ดีและช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ตอนแรกฟังแล้วก็ดีใจว่าเออ มึงห่วงสุขภาพกูนอกจากห่วงเงินในกระเป๋าตัวเองเป็นด้วยเหรอ ไอ้แสรดดดดด (แรงไปไหมครับแต่ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆนะครับ)

หมอนี้ก็ให้ผมลองชกมวย พอชกเสร็จก็บอกว่าเป็นไงดีไหม ผมว่าก็โอเค ปรากฏมันบอกว่าเนี้ยถ้าจะชกมวยต้องสมัครชั่วโมงเพิ่มเพราะว่า course ชกมวยแพงกว่า course เล่นฟิตเนสธรรมดา นั้นหมายความว่าผมต้องควักเงินเพิ่มอีก ผมก็คิดในใจ แสรดดดดด กูว่าแล้วมึงห่วงแต่เงินในกระเป๋าตัวเองคิดไว้แล้วไม่ผิด แล้วมันก็ขอร้องให้ผมเล่น course ชกมวยกับมัน มาถึงตอนนี้ผมได้เรียนรู้แล้วว่า คนพวกนี้ไม่ได้มีใจที่รักลูกค้าเลย พวกเขาเพียงแต่หาวิธีการใหม่ๆมาดูดเงินลูกค้าคนเก่าๆทุกเดือนๆ ให้ได้มากที่สุดเมื่อลูกค้าเก่าๆลง course นานพอแล้ว พวกนี้ก็จะลาออกไปทำแบบนี้กับฟิตเนสอื่นอีกพอผมไม่สมัครไอ้หมอนี้ก็ตื้อผมอีก ผมรู้สึุกฉุนมากว่าเขาจำไม่ได้เหรอว่าผมเคยพูดว่า ผมจะช่วยเขาแค่ครั้งเดียวอย่ามาตื้อผมมากผมไม่ชอบพูดรู้เรื่องรึเปล่าว่ะ หนักขนาดว่าระหว่างมันกำลังอธิบายเรื่องการชกมวยดียังไง ผมเดินกลับบ้านเลยทั้งๆที่มันกำลังพูดอยู่เนี้ยแหละ เพราะผมถือคติว่าเราควรจะให้เกียรติเฉพาะคนที่ให้เกียรติเรา ถามว่าเรื่องพวกนี้เกี่ยวกับการจำกัดความเสี่ยงยังไง

ถ้าเราสมัครชั่วโมงเพิ่มก็เท่ากับว่าเรามีตัวประกันเพิ่ม จำนวนชั่วโมงที่เยอะมากๆที่ยังเหลือนั้นคือตัวประกันว่าถ้าคุณปฏิเสธคำขอของเขาการเทรนของคุณหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เขาจะช่วย save ให้คุณมากพอไหม เขาจะกั๊กคุณไหม ซึ่งมันก็กลายเป็นคุณยิ่งจ่ายเพิ่มก็ยิ่งมีตัวประกันมากขึ้นไปเรื่อยๆเป็นวงจรอุบาทว์ หมอนี้เคยบอกผมว่าลูกค้าเก่าของมันที่ c fitness มีชั่วโมงค้างกับมันหลายร้อยชั่วโมง ผมถามต่อไปว่าแล้วทำไมออกจาก c fitness มันบอกว่าไม่มีลูกค้าใหม่ๆ ลูกค้าเก่าๆไม่ต่อแล้ว ผมเลยเริ่มจับไต่ได้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน ข้อแนะนำของผมคือ เมื่อคุณต้องรู้ตัวว่าสิ่งที่คุณเสียไปแล้วคืออะไร เช่นจากในเรื่องที่เล่ามาคือจำนวนชั่วโมงที่ยังเหลืออยู่ แต่นั้นเป็นต้นทุนจมไปแล้ว มันจบไปแล้วคุณต้องคิดแต่ว่าจะเล่นยังไงให้หมดกับชั่วโมงที่เหลือ ซึ่งถ้าจะจ่ายเพิ่มต้องทำหลังจากที่ชั่วโมงที่มีอยู่ใกล้หมดจริงๆแล้วทั้งนั้น คุณต้องกล้าบอกปัดทุกคำขอร้องทุกข้ออ้าง ไม่ว่าข้ออ้างนั้นจะเป็น ฮงครับ ผมเสียบอลถ้าผมไม่มีเงินไปจ่ายเขา เขาคงตื้บผม (อ้าวแล้วเล่นทำไมถ้าไม่มีเงินจ่าย แล้วได้เอาเงินไปแ๊ด๊กเหล้าเล่นเสียให้ผมจ่ายเหรอบ้ารึเปล่า) การที่คุณบอกปัดเขาแล้วเล่นให้จำนวนชั่วโมงเหลือน้อยลงเรื่อยๆนั้นจะทำให้อำนาจต่อรองของคุณสูงขึ้นเพราะเขาอยากให้คุณต่อสมาชิก เมื่อจบลงเขาจะต้องทำดีกับคุณต่อไป แต่ในทางกลับกันถ้าคุณสมัครจนชั่วโมงเป็นร้อยๆ เขาจะเริ่มสนใจคุณน้อยลงเพราะเริ่มไม่มีเหตุผลให้คุณต้องจ่ายอีก และจะเริ่มโฟกัสไปที่คนที่มีโอกาศในการจ่ายตังค์ได้มากกว่า

กลับมาที่การเล่นหุ้น เวลาที่คุณซื้อหุ้นไปตัวนึงแล้วหุ้นตัวนั้นเริ่มทำตัวไม่ดีราคาไหลลงๆไม่ขึ้นเลย นั้นคือสิ่งทีึ่คุณเสียไปแล้วและไม่สามารถกู้กลับมาได้ การที่คุณเลือกซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่มเป็นเหมือนกับคุณเสียตัวประกันเพิ่มขึ้นไปอีก คำกล่าวของนักเก็งกำไรคือถ้าหุ้นดีก็ต้องขึ้น ถ้าหุ้นไม่ขึ้นก็คือหุ้นเลว ลองคิดดูถ้าคุณซื้อหุ้นไปตัวนึงแล้วหุ้นก็ลงไปแล้วก็ไม่ีขึ้นมาเลยนานมากๆ หุ้นตัวอื่นๆในตลาดขึ้นกันหมดแล้ว แล้วคุณก็บอกว่าหุ้นของคุณดีนะ มันถูกมันควรจะมีราคาเท่าไหร่ๆกันแน่ แต่หุ้นของคนอื่นที่ขึ้นๆกันอะหุ้นเลวไม่รู้เหรอ กำไรเป็นแบบ one-time gain นะ ไม่รู้เหรอเจ้าของสีเทานะ ไม่รู้เหรอปกติตลาดให้ pe ต่ำนะ อะไรต่างๆเหล่านี้ แต่เราเข้าตลาดหุ้นเพื่อทำเงินไม่ใช่เพื่อมาบอกกันว่าหุ้นตัวไหนดีหรือเลว คำว่าดีหรือเลวเอาออกไปเลย หุ้นขึ้นคือดี ลงคือเลว หุ้นบางตัวที่คุณว่ากันว่ามันปั่นจริงๆแล้วมีเยอะมากๆที่มันไม่ได้ปั่นเลย แต่เป็นเพราะคุณไม่รู้จักมันดีพอว่ามันขึ้นเพราะอะไรต่างหาก พอมันขึ้นเร็วๆแล้วคุณดูไม่ออกคุณก็บอกว่าปั่น ดังนั้น ในตลาดหุ้นคุณสามารถเข้าข้างตัวเองได้ตลอดเวลา คุณสามารถเลือกหุ้นผิดได้ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าหุ้นตัวไหนทำตัวไม่ดีก็อย่าซื้อเพิ่มจะดีกว่าเพราะว่ามันจะทำให้ชีวิตคุณมาทางเลือกมากกว่า การเอาเงินไปถ่มเพิ่มเรื่อยๆถ้าสุดท้ายคุณคิดผิดกว่าคุณจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว ไม่ต่างจากการที่สมัครชั่วโมงฟิตเนสกับเขาเป็นร้อยๆแล้วมารู้ตัวอีกตัวเทรนเนอร์ก็ลาออกไปแล้ว พอจะไปเล่นกับเทรนเนอร์คนอื่นก็ต้องมาปรับเวลาให้ตรงกัน และเขาก็ไม่ควรเทรนคุณมาก่อน ปัญหามากมายนักแล

ความเห็น (14)

vng case(หุ้นที่เคยทำเงินให้ปีก่อน)

ปีที่แล้วก่อนได้เจอกับ ptl ผมได้กำไรจากตัวนี้เยอะสุดประมาณเกือบๆ 70% ใน 3 เดือนเศษ ตอนนั้นผมคิดอะไร ดูยังไง ผมจะลองแชร์ความเห็นได้ฟังครับ

vng หรือ วนชัยกรุ๊ป ขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นไม้ประเภท pb mdf อะไรทำนองนั้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นเล่นเพราะคิดว่ามันจะ turn around จากขาดทุนมาเป็นกำไร ถ้าลองดูจากรูปจะเห็นว่าบริษัทมีขาดทุนอยู่ 3 ไตรมาส ซึ่งจริงๆแล้วไตรมาสที่สามของปี 2552 บริษัทก็กลับมากำไรแล้วแต่ว่ากำไรยังไม่เยอะมาก จุดที่ผมซื้อในตอนนั้นจริงๆคือ หลังจากงบ q4/52 ออกมาซึ่งกำไรมันเยอะมากๆๆๆๆ คือ 347 หรือประมาณ  0.26 ซึ่งวันที่งบออกราคาประมาณแถวๆ 2.5 แล้วก็บวกวันเดียวเกือบ 20% ขึ้นมาเกือบๆ 3 บาท ผมก็มาซื้อเอาช่วง 3 บาท ตอนนั้นผมคิดแบบนี้

-งบไตรมาส 4 2552 มีการ turnaround ชัดเจน ยอดขายไตรมาสสุดท้ายปรับตัวขึ้น 39 % qoq จากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ไม้ mdf และ gross margin เพิ่มขึ้นสูงจากการปรับขึ้นของ pb mdf และการใช้ capacity เพิ่ม
-ถ้านับจากกำไรไตรมาส 4 ที่ทำได้ 0.26 (งวด 9 เดือน eps ติดลบ 0.17) คูณ 4 จะได้ eps มากกว่า 1 บาทซึ่งราคาหุ้นอยู่แค่ 3 บาท pe จะถูกมากๆหรือแค่ 3 เท่าโดยที่สมัยก่อนตอน eps 0.55 บริษัทเคยซื้อขายกันที่ 4.5-7 บาทกว่า
-มีราคา pb mdf ให้ติดตามทำให้ถ้ากำไรไม่เป็นตามคาดก็สามารถหนีออกมาได้ทัน
-ราคาหุ้นมีการเปิดกระโดด(gap)ทะลุแนวต้านแถว 2.5 และปิดบวก 19% ในวันประกาศงบซึ่งทำให้มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของราคาพอซื้อเสร็จไม่นานราคาก็ขึ้นไปที่ 5 บาท ตอนแรกผมคิดว่าถ้ากำไรประมาณ 1200 ล้าน ผมกะจะขายแถวๆ 7.5-8 บาทแต่กำไรของ q1 ในตอนนั้นมัน drop ค่อนข้างมากถ้าเทียบกับ q4 ผมเลยคิดว่าแถวๆ 5 บาทก็ขายไปก่อนดีกว่าเอาเงินไปซื้อตัวอื่น สุดท้ายหุ้นขึ้นไปถึง 7 บาทจริงๆ แต่ผมก็ไม่เสียใจเพราะไปซื้อตัวอื่นแล้วกำไรดีกว่าเยอะ

สุดท้ายนี้ถึงผู้อ่านบล็อก ตัวอย่าง case study ที่ยกมาในบล็อกนี้จะไม่มีหุ้น 10 เด้งเลยเนื่องจากเนื้อหาในส่วน case study เชิงลึกของหุ้น 10 เด้งผมจะนำไปเล่าในงานสัมนานะครับ

ความเห็น (10)

การเล่นหุ้น growth stock

หัวข้อก่อนพูดถึงหุ้น pe ถูกที่ถูกยังไงก็ถูกยั้งงั้น คราวนี้มาพูดถึงหุ้นที่ pe แพงยังไงก็แพงอย่างงั้นบ้าง

ในตลาดจะมีหุ้นอยู่ 3 กลุ่มที่จะ pe สูงตลอดเวลาแทบจะไม่เคยมี pe ถูกเลยก็คือ ค้าปลีก โรงพยาบาล ประกันชีวิต

ผมลองหาเหตุผลว่าทำไมหุ้น 3 กลุ่มนี้ถึงมี pe สูง ก็ได้เหตุผลประมาณนี้ หุ้นโรงพยาบาลนั้นเป็นหุ้น megatrend ที่โลกเรากำลังเข้าสู่ยุค aging ก็คือประชากรที่มีวัยสูงอายุจะมีสัดส่วนมากขึ้น ทำให้แนวโน้มในระยะยาวของหุ้นโรงพยาบาลนั้นจะมีรายได้และกำไรสูงขึ้นเรื่อยๆ pe ของหุ้นโรงพยาบาลในต่างประเทศก็ไม่ต่างจากของไทย แพงๆกันทั้งนั้น ในประเทศไทยนั้น health care cost/gdp ยังค่อนข้างต่ำ ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ยังค่อนข้างต่ำทำให้มีโอกาศที่จะเติบโตสูงขึ้นได้อีก ธุรกิจโรงพยาบาลเองเป็นธุรกิจประเภท service ไม่ใช่รับจ้างผลิตดังนั้นการเติบโตจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะทำให้มี pe ที่สูงได้

 

หุ้นค้าปลีกเองก็เป็นหุ้น mega trend เพราะคนยุคใหม่เข้าโชว์ห่วยน้อยลงไปเรื่อยๆ และ หุ้นค้าปลีกนั้นมีกระแสเงินสดที่สูงมากๆ การตัดค่าเสื่อมของบางบริษัทนั้นเมื่อตัดจบแล้ว สินทรัพย์ยังใช้ต่อไปอีก ส่วนค้าปลีกที่เช่าพื้นที่เปิดสาขาก็ใช้เงินลงทุนน้อย เปิดสาขาใหม่ขายของแล้วก็ไ้ด้เงินสดทันที แต่จ่ายเงิน supplier ทีหลัง และยิ่งมีสาขามากอำนาจในการต่อรองก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หุ้นประกันชีวิตนั้น เป็นธุรกิจที่แทบจะจับเสือมือเปล่า ขายกระดาษให้ลูกค้าได้เงินต่อเนื่อง หลังๆให้คนที่ธนาคารขายเหมือนมีลูกค้ามาหาถึงที่ทำให้ยิ่งโตเร็วขึ้นไปอีก ธุรกิจแบบนี้สามารถมีรายได้และกำไรโตขึ้นได้มากๆโดยที่แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เงินที่ได้เข้ามาก็เป็นเงินสด จึงไม่แปลกที่หุ้นแบบนี้จะมี pe สูง

 

หุ้นพวกนี้ pe สูงเพราะตลาดมองถึงการเติบโตในอนาคตที่มีต่อเนื่องหลายปี และ เป็นหุ้นที่มีโครงสร้างธุรกิจที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง

ประเด็นต่อมาคือการที่ pe สูงผมคิดว่าหุ้นพวกนี้ถึงจุดนึงก็อาจจะไม่น่าลงทุน เช่น growth ของบริษัทเฉลี่ยใน 3 ปีข้างหน้ามากกว่า pe เช่นหุ้น a มี pe 20 เท่าแต่ growth 3 ปีข้างหน้าเฉลี่ย 15% แบบนี้การถือหุ้นพวกนี้ต่อไปเหมือนเราจ่ายราคาที่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตแล้ว

แต่ถ้าหุ้น pe 20 แล้วคิดว่าอีกสามปีข้างหน้าโตเฉลี่ย 25% แบบนี้ถือว่าน่าสนใจกว่าตัวแรกเยอะ หุ้นกลุ่ม pe สูงต่อเนื่อง การที่เราจะรอซื้อที่ pe ถูกคงเป็นไปได้ยากมาก นอกจากจะเกิด crash แต่พอเกิด crash เราจะเจอหุ้นที่ถูกแบบโคตร super โคตรๆ ถูก pe 3-4 เท่าแต่ธุรกิจดีใช้ได้ซึ่งถึงตอนนั้นเราไม่ซื้อหุ้น พวก ค้าปลีก โรงพยาบาล ประกันชีวิตอยู่ดี ดังนั้นหันมามอง growth เฉลี่ยหลายปีข้างหน้ากันดีกว่าครับสำหรับหุ้น pe แพงๆ ว่าตัวไหนบ้างที่มีโอกาศเติบโตเยอะต่อเนื่อง

 

ความเห็น (6)

sena case (หุ้นที่ทำให้ผมขาดทุน)

ปีที่แล้วผมเคยเล่นหุ้นตัวนึงไป 50% ของพอร์ตในช่วงสั้นๆ หุ้นตัวนั้นคือ sena ตอนนั้นผมคิดหลายตลบว่าหุ้นตัวนี้มันถูกมาก เพราะตอนที่ผมซื้อก็ดูแล้วกำไรน่าจะโตได้ซัก 15-20% จาก eps 0.50 น่าจะกลายเป็น 0.57-0.6 ราคาที่ผมเคยซื้อตรง 2.3 pe ก็เพียงแค่ 4 เท่า ดูๆไปแล้วเหมือนกับว่ายังไงก็คงไม่แพ้

ปรากฏว่าถือไปถือมาหุ้นไม่ขึ้นซักทีโดนแช่เงินอยู่เกือบหนึ่งเดือนได้ เลยขายออกมา  เพราะตอนนั้นเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นแทน

วันนี้ผมกลับมานั่งทบทวนสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า หุ้น pe ต่ำเพียงแค่ 3-4 เท่า ถ้ากำไรไม่หายไป downside น่าจะต่ำ แต่ประเด็นก็คือว่า set ให้ pe ของหุ้นอสังหริมทรัพย์ขนาดเล็กแค่ 4-5 เท่าอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ผมซื้อ sena ตอน pe 4 ถ้าดูจาก record เดิมๆหรือเทียบกับบริษัท size ใกล้เคียงกัน หุ้นก็ดูเหมือนจะไม่ถูก อาจจะมองเป็นที่พักเงินได้เฉยๆเพราะได้ปันผลสูงมากระดับ 10% แต่หุ้นก็ไม่ขึ้น แม้ sena จะมี gross margin ที่สูงมากแต่เพิ่งเข้าตลาดไม่นานคนก็ไม่แน่ใจว่า too good too be true หรือไม่

ถ้ากลับไปดู sc case ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ จะเห็นว่าก็คล้ายๆกันก็คือหุ้น pe ต่ำ เล่นกันต่ำ bv และมีปันผลเยอะ แต่สิ่งที่ sc มีก็คือโอกาศปลดล็อคความถูกจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่ sena ไม่มีอะไรที่คนจะมา buy idea ว่าเฮ้ยถึงวันที่ sena ควรจะเทรด pe สูงๆแล้วนะเว้ย อะไรทำนองนั้น และต่อให้เป็นบริษัทอสังห ขนาดเล็กแต่ sc ก็มีกำไรจากค่าเช่าคิดเป็น % total ของกำไรทั้งหมดสูงกว่า sena เยอะดังนั้นถ้า pe เท่ากัน คนคงจะซื้อ sc มากกว่า

ถ้าคนถือ sena มาเป็นเวลาหนึ่งปีผลตอบแทนน่าจะแพ้ตลาดด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าหุ้น pe 4 ปันผลเยอะ ต่ำบุคจะเป็นแบบนี้ไปได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว หุ้น pe ต่ำเป็นเรื่องที่คนชอบ ผมก็ชอบ แต่อย่าเจอแบบ sena ก็แล้วกันต่ำยังไงก็ต่ำอย่างนั้น โงหัวไม่ขึ้น หุ้นอสังหริมทรัพย์ขนาดกลางถึงใหญ่บางตัวยังเทรด pe ไม่เกิน 7 เท่าเลยด้วยซ้ำ มาลองคิดดูอีกที ตอนนั้นตลาดอาจจะมองว่าดอกเบี้ยจะต้องเป็นขาขึ้นและทำให้หุ้นใน sector นี้ไม่น่าจะมีแนวโน้มกำไรที่ดีมาก ก็น่าจะมีส่วนทำให้หุ้นที่ถูกก็ถูกกันต่อไป

ความเห็น (16)

สอนเรื่องงบการเิงินสำหรับมือใหม่(เต็มแล้วไม่ต้องลงชื่อแล้วนะที่นั่งไม่พอ)

พอดีผมจะมีการสอนเรื่องงบให้เพื่อนๆของผมที่สนใจเล่นหุ้นอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าไหนๆเสียเวลาแล้วก็พูดให้มีคนได้ประโยชน์หลายๆคนไปเลยดีกว่า โดยเนื้อหาที่สอนก็จะประมาณว่า

ดูอย่างไรว่าบริษัทไหนกำไรมีประสิทธิภาพ

บริษัทแบบไหนมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มทุน

บริษัทแบบไหนมีกระแสเงินสดที่ดีและสะท้อนความสามารถในการบริหาร

และอื่นๆอีกเล็กน้อย

หัวข้อนี้สำหรับคนที่ไม่มีพื้นในการดูงบการเงินเลยหรือมีน้อยนะครับ ถ้าใครดูงบเป็นแล้วมาไม่น่าจะได้อะไรมากนะครับ

ผมสอนแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นนะครับ โดยผมได้จองห้องที่ true coffee siamcenter เอาไว้อยู่ชั้น 4 แต่ว่าห้องที่ว่านี้เป็นมีที่นั่งจำกัดถ้าคนสนใจมาจะต้องลงชื่อผ่านบล็อกนี้และโอนเิงิน 200 บาทมาเพื่อเป็นตัวประกันว่าท่านจะไม่แค่มาจองชื่อแบบส่งๆแล้วก็ไม่มา 200 บาทนี้เป็นค่าเช่าสถานที่ ซึ่งถือว่าท่านก็ช่วยผมออกค่าใช้จ่ายไปก็แล้วกันครับ

ห้องผมจองเอาไว้ 2 ชั่วโมงคือ 10.00-12.00 วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนนี้

หลังจากพูดจบหนึ่งชั่วโมงใครอยากถามตอบหรือพูดคุยอะไรกันก็ได้เต็มที่เพราะจะมีเพื่อนของผมที่มีประสบการณ์ลงทุนค่อนข้างสูงไปร่วมงานด้วย

รับ 22 คนนะครับ เพราะที่นั่งมีจำกัด ใครที่ไม่โอนเงินมาแล้วจะมั่วเข้ามาวันนั้นผมไม่ให้เข้านะครับ ไม่งั้นที่นั่งไม่พอครับ และเดือดร้อนคนอื่นไปด้วยครับ

คนที่สนใจต้องมาลงชื่อในบล็อกนี้ก่อนแล้วดูว่าลำดับการลงชื่อทัน 22 คนแรกไหม ถ้าลงชื่อทันแล้วก็ให้ให้เงินมาที่ ธนาคารไทยพาณิชย์

บัญชี 156-209-5270

ชื่อ สถาพร งามเรืองพงศ์

สาขาเซ็นทรัลพระรามสอง

ออมทรัพย์

กรุณาโอนมาเปิดเศษสตางค์เช่น 200.40 -200.97 เป็นต้นเพื่อง่ายต่อการเช็กยอดนะครับ

โอนเสร็จแล้วส่งเมล์มา confirm ที่ honghardcore@hotmail.com

ถ้าโอนออนไลน์ก็แนบรูปมาด้วยทางเมล์แล้วกันครับ

ความเห็น (177)

pure technical topic

พอดีมีคนที่เก่งเทคนิคมาเยี่ยมเว็บ(mangmaoclub)เลยเขียนหัวข้อนี้ขึ้นมาถามตอบ price pattern คุยเรื่องกราฟแบบมีรูปครั้งแรกใน blog ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีกว่า

anti-gravity pattern นี้ขึ้นแรงแล้วพักแบบออกข้างไม่ย่อแล้วไปต่อ การพักตัวแบบที่หุ้นไม่แกร่งน่าจะเหวี่ยงลงมาค่อนข้างเยอะไม่น่าออกข้างแล้วค่อยทำนิวไฮ พี่เม่าคิดเห็นว่าอย่างไร

ที่เราเคยคุยกันเรื่อง การทะลุมีแบบแน่นกับไม่แน่น ถ้าขึ้นแล้วซับแรงขายเรื่อยๆแล้วค่อยๆขึ้นต่อน่าจะดีกว่าประเภทขึ้นแบบนี้ไหมครับ

กราฟขึ้นแล้วสลับ doji แล้วขึ้นต่อได้แบบนี้ดูแล้วดีไหมครับถ้าเทียบกับไก่เล็กล่ะครับตัวไหนสวยกว่าครับ

รบกวนพี่เม่าช่วยชี้แนะและให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยครับ ขอบคุณครับ

อันนี้เป็นภาพที่พี่ mangmaoclub ฝากมาเพื่อจะได้คุยกันได้นะครับ

ความเห็น (34)

sc case(ผมไม่มีหุ้นนะ)

case พวกนี้เป็นของราคาที่ขึ้นมาแล้วและผมก็ไม่ได้มีหุ้นนะครับ อ่านเอาหลักการนะครับ อย่าอ่านเอาหุ้นเด็ด ไม่มีให้นะครับ หุ้นเด็ด เล่าตัวที่หุ้นขึ้นมาแล้วแบบนี้คนจะได้ไม่ไปซื้อตามนะครับ แถมออกตัวแล้วด้วยว่าผมไม่มีหุ้นแค่วิเคราะห์อดีตนะครับ

sc case เป็นกรณีของบริษัทที่ราคาถูกและมีตัวเร่ง เรื่องราวของ sc นั้นมีดังนี้

sc ถือเป็นหุ้นการเมืองตัวนึง การเมืองสีอะไร การเมืองยังไง คงไม่ต้องพูดนะครับ 5555 ใครๆก็คงรู้

sc เป็นบริษัทที่มีรายได้จากค่าเช่าที่ถือว่าค่อนข้างสูง ตึก shin 1-3 และ tcc cc มีคนเช่าเกือบเต็มตลอดและทำให้บริษัทมีรายได้แบบ stable income ที่ค่อนข้างสูงเช่นในปีล่าสุดกำไรจากส่วนค่าเช่าก็สูงถึง 1.5-1.6 บาทต่อหุ้น

ถ้าเราดูยอดจองของบริษัท sc ย้อนหลังปี 2006 ยอด presale อยู่ที่ 1000 กว่าล้านแต่ของปี 2010 ขึ้นมาระดับ 5000 ล้าน

ภาพนี้ credit by reiter นะครับ ถ้าเราลองดูดีๆปี 2008 บริษัทยังโตได้เลยเพราะจับตลาดบนมากๆ คือรวยจนไม่สนใจว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

ตอนที่ราคา sc อยู่ 17 บาทเพื่อนผมหมอ reiter แนะนำให้ลองดูเนื่องจากหุ้นถูกมาก sc นั้นมีกำไรจากค่าเช่าสูงและยังมียอดขายโตต่อเนื่องแต่ราคาหุ้นกลับต่ำกว่า bv สาเหตุนั้นน่าจะเพราะถูก discount จากเรื่องการเมือง งบของ sc นั้น eps โตตลอดแต่หุ้นยังเทรดไม่ไปไหน ส่วนนึงน่าจะเป็นเรื่องการเมือง eps โตจากไม่ถึงสองบาทเป็นสามบาทกว่า แต่ราคายังต่ำบุคโดยที่งบการเงินก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง

ที่นี้พอ sc ประกาศงบออกมากำไรระดับ 3.59 ถ้าปันผล 1.43 ที่ราคา 18 บาทก็ถือว่ามีปันผลสูงมาก ตัวปลดล็อกก็คือการเลือกตั้งซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนขั้วน่าจะทำให้ sc unlock ความถูกออกมาได้ แต่ในกรณีที่เลือกตั้งแล้วไม่เปลี่ยนขั้วปันผลระดับ 1.4 ที่ราคาแถวๆ 17 บาทที่มีคนมาแนะนำผมก็ถือว่าไม่สะท้อนการเติบโตของกำไร จริงๆแล้วหลายคนคาดกำไร sc ออกมาก่อนที่งบจะประกาศเสียอีก ซึ่งต้นทุนพวกเขาคือ 17 บาทลงไป

กรณีนี้จะคล้ายๆกับ ktc ที่เขียนก่อนหน้าความคาดหวังของคนค่อนข้างต่ำ วัดได้จากกำไรที่เติบโตต่อเนื่องมีรายได้ที่มั่นคงค่อนข้างสูงแต่หุ้นราคาไม่ไปไหนแถมเล่นต่ำ bv สุดท้ายพอมีกระแสเลือกตั้ง sc ก็วิ่งหน้าตั้งอย่างที่เห็น

นักลงทุนในหุ้นที่ดีควรจะรู้ว่าราคาหุ้นตรงไหน downside ต่ำเทียบกับ upside แต่นักลงทุนที่เทพกว่าจะรู้ว่าเมื่อไหร่น่าจะมีจังหวะมาปลดล็อคความถูกของหุ้นด้วย กำไรจากค่าเช่าของ sc นั้นควรมี pe ที่ค่อนข้างสูงกว่า eps ในส่วนของ developer แน่นอน ไม่ช่วง 17 บาทนั้นไม่ว่าจะมองจาก sum-of-the-part pe หรือ pbv หรือ dividend นักลงทุนแทบไม่มี downside ทางการลงทุนเลย

คนที่ได้กำไรจาก sc ในเวลาไม่นานคือคนที่รู้ว่า value หุ้นควรอยู่ตรงไหน ทำไมหุ้นถึงเล่นต่ำกว่า value และอะไรที่น่าจะทำให้สะท้อน value มากขึ้นครับ ถ้ามีหลายอย่างประกอบกันก็จะกำไรได้เยอะในเวลาไม่นานครับ

ความเห็น (10)

ktc case

นับวันหุ้นถูกๆก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มคิดว่าหุ้นที่จะสามารถให้ upside ได้สูงๆน่าจะเป็นหุ้นใหม่ๆ ที่คนยังไม่พูดถึง หุ้นตัวนั้นคือ ktc จริงๆบริษัทนี้ผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามอะไรเกี่ยวกับมันมากหรอก เพราะว่าผมไม่รู้จะคาดการณ์กำไรของเขายังไง หุ้นตัวนี้ขาดทุนหลายไตรมาสและมีกำไรแบบที่เหมือนกับแทบจะไม่มีกำไรก็คือน้อยมากๆ ข้อดีของหุ้นตัวนี้ก่อนหน้านี้เพียงอย่างเดียวที่คนเล่นพืนฐานพอจะเห็นก็คือ ต่ำ bv ค่อนข้างเยอะ ผมเองติดตามอยู่ห่างๆเพราะถือคติไม่ชอบของถูกที่ไม่มีตัวเร่งจนกระทั่งงบไตรมาส 4/53 ออกมาบริษัทมีกำไรที่ถือว่าโดดเด่นมากเทียบกับกำไรย้อนหลังในรอบหลายปี พอหุ้นขึ้นแรงผมก็ซื้อตามน้ำไปที่ 15-15.4 ไปส่วนนึง

 

ตอนผมซื้อผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะว่าผมไม่ได้ดูรายละเอียดของตัวบริษัทลึกมากและขี้เกียจที่จะดูเพราะคิดว่าหุ้นลักษณะนี้ประเมิณกำไรยากเกินไป ประมาณว่า too hard too estimate สิ่งที่ผมคิดง่ายๆก็คือว่า บริษัทในตลาดในภาวะที่ set เป็น 1000 จุดหุ้นต่ำ bv ถือว่าเป็นหุ้นถูก สาเหตุที่ต่ำ bv ก็คิดได้ง่ายๆเลยว่าบริษัทไม่มีกำไร บริษัทลักษณะนี้เช่น ktc rcl gsteel เป็นต้น

 

มีคำถามว่าในเมื่อผมประเมินกำไร ktc ไม่ได้แล้วผมซื้อทำไม คำตอบก็คือว่า upside มันคุ้ม downside มากเนื่องจากว่าตอนงบเพิ่งออกถ้าผมได้ทุนวันที่งบออกต่อให้ซื้อแพงขึ้น 7-8% จากวันก่อนหน้า แต่ถ้างบไตรมาสกลับมาขาดทุนหรือกำไรบางมาก downside ก็คงลงไปแถวๆก่อนงบออกเพราะราคาตรงนั้นนักลงทุนไม่ได้มีความคาดหวังอะไรอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกันการที่งบเพิ่งออกกำไรดีครั้งแรก ทำให้มีนักลงทุนที่ไม่มั่นใจว่าหุ้นจะดีจริงไหมและอยากที่จะรอดูงบอีกซักไตรมาสซึ่งถ้ายังทำกำไรสูงได้ต่อเนื่อง โอกาศที่หุ้นจะขึ้นไปแถว bv คงจะสูงเพราะบริษัทได้แสดงการกลับตัวติดกันสองไตรมาสแล้ว ต่อให้ไม่ถึง bv แต่ซัก 0.8-0.9 ก็ยังมีลุ้น ดังนั้นระยะเวลาในการหวังผลของผมก็แค่ 1 ไตรมาสกับ upside ที่มีโอกาศ 50-70% ซึ่งถือว่าคุ้มมาก สรุปว่ารวมปันผลถือแป๊ปเดียว upside เกิน 30% ไปแล้ว บางคนคิดมาก คิดว่ากำไรไม่แน่นอนเสี่ยง แต่ probably แห่ง tvi ยังบอกว่า หายใจยังเสี่ยงเลย (อยู่ๆอาจจะหยุดหายใจแล้วตายไปเลยก็ได้) บางคนพูดว่าเล่นหุ้นเสี่ยงไปขายข้าวแกงดีกว่า อ้าวคุณรู้ได้ไงว่า ขายข้าวแกงไม่เสี่ยง เปิดร้านไปอาจจะไม่มีคนมากินก็ได้ ดังนั้นทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่มีโอกาศได้ผลตอบแทนเยอะนั้นน่าสนใจและไม่ได้มีบ่อยนัก

 

ล่าสุด ktc ล่าสุด 19.70 ซึ่งทุนของผมต่ำกว่านี้มาก ผมออกตัวไว้คนจะได้ไม่คิดว่าผมมาเชียร์ ktc คุณซื้อคุณก็ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนในรูปแบบของคุณเองนะครับ ที่ผมพูดมาเป็นเพียงแค่ case study

ความเห็น (11)

หัวข้อสำหรับมือใหม่

ที่มาจาก link

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=46763

 

 

เริ่มจากข้อ 1 ก่อนเลยคือ
1.มีความเชื่อบางอย่างอยู่ก่อนและเลือกเชื่อเฉพาะที่อยากฟัง

ผมจะขยายความต่อว่า
เวลาคนเราเข้ามาในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะมีทัศนคติบางอย่างติดตัวมาจากสังคมสิ่งแวดล้อมรอบข้างเช่น
หุ้นที่ปันผลไม่เยอะไม่น่าเล่น,หุ้นพลังงานผันผวนมากเลยต้องเข้าเร็วออกเร็ว,เล่นหุ้นอย่าถือยาว

มีคำกล่าวจากนักเทรดชื่อดังว่า

“อย่า ทิ้งความเห็นใดๆในตลาดหุ้นเพียงเพราะมันไม่ตรงกับสิ่งที่คุณเคยรับรู้เพราะ สิ่งที่คุณเลือกรับรู้และยึดไว้อาจจะเป็นทัศนคติที่ผิดๆแต่แรกและคุณก็จะปัด ทัศนคติของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จออกไปเพียงเพราะว่ามันไม่ตรงกับสิ่ง ที่คุณเลือกเชื่อแต่แรกทำให้คุณมีแต่ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องในการลงทุน”

ผม คิดว่าคนเราเมื่อมีประสบการณ์ลงทุนมากขึ้นความคิดจะค่อยๆเปลี่ยนไปถ้าเรา อยู่ในตลาดหุ้นไม่นานพอเราจะไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่เรายึดเอาไว้จริงๆแล้วผิด หรือถูก จริงๆแล้วคนที่อยู่ในตลาดหุ้นไม่นานมุมมองต่างๆคงมีโอกาศผิดมากกว่าที่จะถูก ดังนั้นจงเปิดใจให้กว้างเข้าไว้ครับ

ในส่วนของการเลือกเฉพาะที่อยาก ฟังมันเปรียบเสมือนการที่เรามีกล่องหนึ่งใบและมีของอยู่ข้างในถ้าอันไหนไม่ ชอบเราก็ไม่เอาใส่กล่องเราก็โยนทิ้งไปสุดท้ายไม่ว่าเราจะพูดคุยกับใครเราก็ ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นเพราะเราเลือกรับรู้เฉพาะที่เราอยากฟัง

2.ไม่รู้ว่าหุ้นที่ตัวเองเล่นเหมาะกับสไตล์ของตัวเองหรือไม่

จริงๆแล้วหุ้นแต่ละประเภทจะเหมาะกับนักลงทุนในแต่ละแบบที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องคำนึงคือเราต้องคิดถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

-เวลา ในการดูหุ้น ส่วนนึงก็คือคุณเป็น full time หรือ part time ถ้าคุณเล่นมาร์จิ้นกับหุ้นที่เหวี่ยงตัวแรงๆแต่คุณกลับไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ เกิดอะไรผิดพลาดนิดเดียวตอนเย็นพอคุณเลิกงานแล้วมาดูหุ้นคุณอาจเสีย หายมหาศาล

-คุณเป็นอิสระภาพทางการเงินหรือยัง ถ้าคุณเป็นแล้วผมคิดว่าการเสี่ยงมากๆเพื่อให้พอร์ตโตต่อไปคงสำคัญน้อยกว่า การ conservative เพื่อให้คุณรักษาระดับของการเป็นอิสระภาพทางการเงินเอาไว้ ถ้าคุณถึง financial freedom แล้วผมว่าพอร์ตของคุณน่าจะมีหุ้นปันผลที่รายได้ไม่ถดถอยตามวิกฤติเศรษฐกิจ เอาไว้ และมีหุ้นที่น่าจะโตได้ต่อเนื่องหลายปีโดยความเสี่ยงที่รายได้และกำไรจะลดมี น้อย

-เป้าหมายทางการลงทุนของคุณ ถ้าคุณเข้าตลาดหุ้นหลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจแล้วคุณคงต้อง การผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากแบงค์ระดับนึงแต่คงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเกิน เหตุไม่งั้นเงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจอย่างยากลำบากจะพลอยสูญหายไปด้วย ดังนั้นพวกหุ้น commodity ,turnaround คงไม่เหมาะยกเว้นคุณจะอยู่ในตลาดนานมากพอจนเห็น cycle ต่างๆชัดเจนพอสมควรก็เป็นอีกเรื่อง ในอีกมุมนึงถ้าคุณอายุยังน้อยผมเชื่อว่าเกือบทุกคนต้องการเร่งผลตอบแทนการ ซื้อหุ้นปันผลหรือค่อยๆเติบโตคุณจะอึดอัดมากเวลาเห็นหุ้นตัวอื่นๆขึ้นไป เยอะๆโดยที่คุณไ่ม่ได้มีส่วนร่วม ส่วนใหญ่แล้วจะลงเอยด้วยการเล่นหุ้นอย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

-นัก ลงทุนมือใหม่ควรเลี่ยงหุ้นที่งบการเงินค่อนข้างซับซ้อนมีการถือหุ้นไขว้กัน ไปกันมาเยอะๆ เพราะการแกะงบถ้าไม่แกะให้ลึกจริงๆอาจจะไม่เห็นภาพที่แท้จริงแต่หุ้นบางตัว ขนาดมืออาชีพยังแกะงบแล้วปวดหัวเลยหุ้นแบบนี้มือใหม่พึงหลึกเลี่ยง

3.ประเมินมูลค่าหุ้นโดยพยายามแก้ใหม่ให้ไม่มากหรือน้อยเกินไป

-หลาย ครั้งบางคนจะไม่มั่นใจกับตัวเลข fair value เช่นถ้าเราใส่ตัวเลขเพื่อทำ dcf แล้วได้ตัวเลขราคาเหมาะสมออกมาเยอะๆ แบบว่าเยอะกว่าราคาตลาดเยอะๆ เราจะคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้สิ่งที่เราทำหลายครั้งคือ การเพิ่ม wacc หรืออัตราคิดลดเมื่อเพิ่ม wacc ก็จะทำให้ตัวเลขที่ discount ออกมาเป็น present value ลดลง ผมว่าบางทีเราอาจจะได้เจอหุ้นหลายเด้งถ้าเราคิดว่าคิดแบบ conservative แล้วเราก็ไม่ต้องไปแก้ตัวเลขกำไร หรือลด pe หรือเพิ่ม wacc ลดเงินสด หรอกครับ

ในมุมกลับกันบางครั้งเราอยากซื้อหุ้นบางตัวเพราะคนรอบ ข้างบอกมาแต่เราคำนวนดูแล้วราคาเหมาะสมก็ใกล้เคียงราคาตลาดนี้นาเราก็ใช้ eps เวอร์ขึ้นหน่อย pe สูงอีกนิดแค่นี้เราก็มีข้ออ้างอย่างชอบธรรมในการซื้อหุ้นแล้ว :P ผมเองก็เคยเป็นครับไอ้แบบนี้พูดได้เต็มปากบางทีเรามีเงินสดเพิ่งขายหุ้นบาง ตัวยังหาหุ้นเ้ข้าไม่ได้เพื่อนเราก็เยอะมีคนหวังดีแนะนำหุ้นมาเต็มไปหมดไอ้ เราก็กลัวตกรถเลยหาข้ออ้างซัดไปงั้นแหละ สรุปดอย

 

4.เล่นแบบ bet หมดหน้าตักโดยไม่มีจุด stop loss

พอ ดีตอนทำเอกสารนี้สอนมือใหม่มีพูดเรื่อง technical แต่เว็บนี้ห้ามโพสเรื่องนี้ ผมจึงขอ adapt เป็นวิธีการ exit ในแบบของ vi แทนแล้วกันนะครับ

จริงๆแล้วในตลาดหุ้นเนี้ยเป็นเรื่องของอารมณ์ก็ ค่อนข้างเยอะหลายครั้งเราอาจจะมองหุ้นบางตัวดีเกินไป หรือบางทีก็ไม่ได้ดีเกินไปหรอกเรามองถูกแล้วเพียงแต่ว่ามันดันมีปัจจัยอะไร บางอย่างที่ทำให้สิ่งที่เราคิดเอาไว้ไม่ได้ตามที่คิด

เช่นเราคิดว่า บริษัท telecom จะได้ license 3g แน่นอนแต่บางคนที่อยู่มานานเขาก็เห็นว่าข่าวพวกนี้ก็บอกจะทำมาตั้ง 4-5 ปีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จซักทีหุ้นบางทีถูกเล่นขึ้นไปรับข่าวว่าน่าจะได้ license แน่นอน สมมุติว่าได้จริงราคาหุ้นอาจไปต่อได้แต่ถ้าไม่ได้หุ้นคงลงแรงแบบนี้พอประกาศ ว่าไม่ได้แล้วข่าวเงียบไปเลยหุ้นก็ลงแรงมากๆอย่างบางตัวลงจาก peak 40% ภายใจไม่กี่อาทิตย์ก็ยังมีเลยแบบนี้เป็นต้น ถ้าใครอัดหมดแล้วเจอแบบนี้คงแย่

หรือ หุ้นตัวเล็กๆใน mai หลายๆตัวที่เล่นว่าเป็น growth story ต่อเนื่องแต่อยู่ๆก็ประกาศเพิ่มทุนตั้ง 50% ของทุนที่มีอยู่จาก 200 ล้านหุ้นเป็น 300 ล้านหุ้น คนที่เล่นก่อนหน้านี้คงไม่มีใครรู้ว่าบริษัทจะเพิ่มทุนมากขนาดนี้ แน่นอนอยู่แล้วตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนตลอดเวลา แต่ถ้าคุณอัดหุ้นตัวนี้เต็มพอร์ตตัวเดียวแล้วเจอแบบนี้คงจุกมากทีเดียว

ข้อ แนะนำของผมคือถ้าคุณจะเล่นตัวเดียวหนักๆคุณควรซื้อถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะเหมาะ กว่าซื้อเฉลี่ยขาลง(สำหรับมือใหม่)เหตุผลคืออะไรนะเหรอ เพราะถ้าคุณยังไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้แตกฉานมากนัก แถมยังชอบอัดไม่กี่ตัวเต็มพอร์ต การซื้อถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดได้อย่าง กรณีบริษัทที่ประกาศเพิ่มทุนที่ว่านี้ สมมุติว่าคุณประเมินราคาที่เหมาะสมใน 3 ปีก่อน (ขอเน้นว่า 3 ปีก่อนไม่ใช่ปัจจุบันผมไม่ได้ใบ้หุ้นนะครับ กรุณาอ่านดีๆ) 18 บาทกรณีที่บริษัทไม่ได้เพิ่มทุนหรือเพิ่มก็ซักไม่เกิน 10% ของทุนเดิม ถ้าคุณถัวเฉลี่ยขาขึ้นอย่างเช่นแบ่งเป็น 3 ไม้จะเอา 100000 หุ้นก็ใช้แบบฐานล่างเยอะสุดก็คือซื้อ
40000หุ้นถ้าขึ้นซัก 5% ก็ซื้อเพิ่มอีกซัก 30000 หุ้นถ้าขึ้นอีกซัก 10% ก็ค่อยซื้อเพิ่มอีกเป็นต้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมี 2 แบบ

1.ถ้า คุณซื้อยังไม่ครบแล้วบริษัทประกาศเพิ่มทุนมากแบบ surprise คุณจะเจ็บตัวน้อยเพราะจำนวนหุ้นไม่ได้เยอะมากอย่างที่ตั้งใจจะซื้อและเมื่อ คุณเห็นว่าราคาเหมาะสมน่าจะต่ำกว่าที่คุณเคยคิดคุณก็ขายหุ้นที่ซื้อออกไปนี้ ออกมาซะ

2.ถ้าคุณซื้อครบนั้นแสดงว่าคุณต้องมีกำไรแล้วถูกไหมเพราะถ้า ไม่กำไรไม้สองกับสามจะไม่ตามมาดังนั้น ถ้าซื้อครบแล้วค่อยเจอข่าวร้ายแบบ surprise หุ้นอาจแค่ลงมาถึงทุนของคุณเท่านั้นเอง

วิธีที่ผมว่ามานี้ อาจดูยุ่งยากแต่มันอาจจะช่วยมือใหม่ที่ชอบอัดหุ้นหนักๆไม่กี่ตัวแล้วยัง วิเคราะห์หุ้นได้ไม่ลึกซึ้งมากในการเอาตัวรอดจากความไม่แน่นอนของตลาดได้

ส่วน คนที่มั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเองว่าถูกแน่นอนก็อาจจะซัดไม้เดียวหมดหรือ ซื้อถัวขาลงก็แล้วแต่เพราะถ้าท่านวิเคราะห์ได้ขาดจริงๆแล้วหุ้นลงเพราะตลาด ไม่มีประสิิืทธิภาพสุดท้ายหุ้นท่านก็จะกลับมาได้ แต่สำหรับผมส่วนตัวผมไม่กล้าซื้อถัวขาลง แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าวิธีนี้ดีหรือไม่ดีนะ

5.ไม่คิดก่อนว่าถ้าราคาขึ้นหรือลงไปเท่าไหร่จะทำอย่างไร

ข้อนี้จริงๆแล้วในเอกสารทำขึ้นมาเพื่อพูดเรื่องเทคนิคแต่ผมคิดว่ามันสามารถประยุกต์มาพูดแบบ vi ด้วยได้เช่นกัน

ขอ นี้ผมขออนุญาติพูดถึงการบริหารพอร์ตที่พี่ yoyo เคยโพสไว้เรื่องการทำ excel เรื่องราคาเป้าหมายของหุ้นแล้วคอยปรับให้พอร์ต undervalue อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครเคยอ่านของพี่ yoyo แล้วก็ขอโทษที่ฉายหนังซ้ำ :oops:

สำหรับ คนที่มีหุ้นหลายตัวในพอร์ตการทำให้พอร์ตมีหุ้นที่รวมๆแล้วค่อนข้าง undervalue อยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เราใช้ประโยชน์จากความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดได้ เช่นหุ้น
a เราคิดว่า upside 30%
ิb ก็คิดว่า 30%
เราก็ควรคิด ไว้ก่อนว่าถ้า a ขึ้นมาที่ x บาท a จะเหลือ upside แค่10% ถ้าตอนนั้น b ยังไม่ึขึ้นเราจะขาย a เพื่อไปซื้อ b เพิ่มที่นี้พอร์ตของเราโดยรวมก็จะยัง undervalue (ในสายตาเรา)โดยที่เราได้ take profit หุ้น a ออกมาแล้วด้วยแต่พอร์ตก็ยัง undervalue เจ๋งไหม ถ้าเจ๋งก็ตรบมือให้พี่ yoyo ครับ
ถามว่าเรื่องบริหารพอร์ตแบบนี้มันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อที่ผมพูดครับ เกี่ยวตรงที่ว่าถ้าท่านไม่ได้คิดแบบนี้ล่วงหน้าไว้ก่อนเวลาหุ้น a ขึ้นไปท่านก็ไม่ได้ขาย ท่านก็คิดว่า เย้ หุ้นตรูเขียวแล้วขอให้พรุ่งนี้เขียวอีกนะ นะ นะ นะ สรุปก็ไม่ได้ปรับพอร์ตอะไรแบบนี้เป็นต้น

ที่นี้ถ้าคนที่มีหุ้น ตัวเดียวล่ะแบบว่าชอบอัดตัวเดียวล่ะทำไงก็ใช้วิธีแบบที่พี่ picatos เพิ่งโพสเร็วๆนี้ก็คือว่าถ้าปีหน้าคุณมองว่าหุ้นจะทำกำไรได้ระหว่าง(ตัวเลข make ลอยๆนะไม่เกี่ยวกับหุ้นตัวไหนเลย)

1-1.4 pe ต่ำสุดน่าจะได้ซัก8 สูงสุดซัก 12
ถ้าราคาหุ้นถึงโซน 8 บาทคุณอาจจะเริ่มลดลงซัก 15-20%
แต่ถ้าถึงโซน 16.8 (1.4×12) คุณก็ขายที่ยังเหลือให้หมด
สิ่งที่คุณควรทำคือตั้ง alert ในมือถือหรือบอกมาร์เก็ตติ้งว่าถ้าราคาเท่านั้นเท่านี้ให้โทรมาบอกหน่อยจะขายเท่านุ่นเท่านี้ก็ว่ากันไป

ส่วน ถ้าคุณถามว่าแล้วถ้าอัดตัวเดียวแล้วมันตกเลยล่ะทำไงก็จะกลับไปข้อที่ 4 ที่ผมโพสเมื่อกี้ว่าถ้าคุณมือใหม่ก็ซื้อถัวขาขึ้น ถ้ามือเก่าก็แล้วแต่คุณเลย

แบบนี้เป็นต้น

6.เหตุผลที่ใช้ซื้อกับขายคนละเหตุผล
เช่น ซื้อหุ้นแบบ nav เพราะประเมิณว่ามีสินทรัพย์มากและน่าจะ unlock แต่ปรากฏว่าพอไม่ unlock ก็หันมาบอกว่า แต่หุ้นเขาก็ยังดีนะปีหน้าน่าจะเริ่มปันผลได้แล้วนะ แถมปีนี้ยอดขายโตตั้ง 5% สุดยอดเลยนะตัวเอง บริษัทที่ปีหน้า(คาดว่าจะปันผลได้)กับยอดขายโตขนาดนี้หาไม่ได้อีกแล้วนะ เรื่องประมาณนี้พอเคยเจอกับตัวจริงๆนะครับ คือถ้าตอนคุณซื้อคุณคิดว่าราคาจะขึ้นเพราะอะไรแต่พอเรื่องนั้นมันไม่เกิด ขึ้นแล้วคุณก็หันไปพูดประเด็นอื่นแทนก็เข้าข่ายนี้ครับ

ข้อ 7 ก็คือนักลงทุนที่ดูงบส่วนใหญ่ชอบจะดูบรรทัดสุดท้ายแต่ผมว่าแนวคิดแบบนี้ไม่ปลอดภัยผมจะให้ดูอะไรบางอย่าง

 

งงไหม บริษัทอะไรค่าเสื่อมลดลงตั้งเกือบครึ่งแนะไม่มีสินทรัพย์ไว้ดำเนินธุรกิจ แล้วหรืออย่างไร บางคนอ่านแล้วก็ผ่านไปไม่ได้สังเกตุอะไรไปสนตรงที่กำไรมันโตเยอะ แต่จริงๆแล้วถ้าเขาได้กำไรเท่าไหร่คุณจะหักกำไรของเขาออกด้วยตัวเลข 43 ล้านตัวเลขนี้มาจากไหนก็มาจากรูปนี้

 

ก็คือจริงๆแล้วมีการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ซึ่งทำให้ค่าเสื่อมลดลง(คิดว่าอายุ การใช้งานนานขึ้นค่าเสื่อมต่อปีก็เลยลดลง)ซึ่งค่าเสื่อมลดทำให้กำไรเพิ่ม ขึ้นแต่ถ้าเราเทียบกับปี 2552 ซึ่งไม่ได้ใช้เกณฑ์แบบนี้ตัวเลขที่ได้จะไม่สามารถเทียบกันได้ตรงๆเราเลยต้อง ปรับเล็กน้อย

 

เนื้อหา่ส่วนสุดท้าย

การจะคัดเลือกหุ้นว่าเป็น super stock หรือหุ้นเกรดไหนนั้นส่วนนึงที่เราจะนำมาใช้ก็คือเกณฑ์สามตัวนี้ครับ
(แนวคิดดั้งเดิมของพี่ invisible hand นะครับ)
1.market growth
2.market share
3.net margin

บริษัทที่ระดับโคตรเทพจะมีครบหมดแต่จริงๆแล้วผมว่าแค่สองก็เยี่ยมแล้วล่ะ

ผม ยกตัวอย่างถ้านักลงทุนมือใหม่เห็นบริษัทแห่งนึงมี pe ที่แพงเช่น 15-20 เท่าแล้วจะบอกว่านั้นเป็นหุ้นที่ไม่น่าลงทุนแบบนี้ก็อาจจะตกรถได้

กรณี หุ้น cpall นั้น ผมคิดว่าเขาเป็นหุ้น market growth เพิ่มและ net margin เพิ่มส่วน market share คงจะเพิ่มได้เล็กน้อย(อันนี้ท่านไหนไม่เห็นด้วยก็เชิญมา discuss กันนะครับ) ผมเองเคยซื้อ cpall ในสมัยก่อนตอนประมาณ 8 บาทแต่ขายหมูไปนานมากแล้วถ้าถามผมว่าทำไมบริษัทนี้ตอน 8-10 บาท อาจารย์นิเวศน์ถึงลงทุน ผมว่าหลายๆคนที่เคยไปฟังในงาน meeting ปี 2007 คงได้ยินเหตุผลกันหมดครับ แต่นี้ปี 2011 ลองฉายหนังซ้ำให้มือใหม่คงจะดีครับ

ตอน นั้นเนี้ย cpall น่าจะมีสาขาประมาณ 4000 กว่าๆซึ่งเขาจะขยายปีละ 500 สาขาซึ่งถ้าเทียบกับต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นแล้ว cpall น่าจะขยายสาขาไปได้อีกหลายปีจนสาขาเกือบๆ 1 หมื่น ถึงตอนนั้นอาจจะเริ่มตันๆแต่เราคงเห็นแนวโน้มว่ามันโตได้หลายปี ถ้าผมจำไม่ผิด d.r. นิเวศน์ เคยบอกว่า cpall ช่วงนั้นมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นมากและเขาสังเกตุว่ามีคนเข้าร้านมากขึ้น เรื่อยๆ และ cpall เองเนี้ยถึงแม้จะมีการขยายสาขามากมายแต่ sss หรือ same store sale growth ก็ยังมีซึ่งนั้นเป็นการสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ตันบริษัทไม่ได้เอาแต่ขยายสาขา แล้วไม่สร้างมูลค่า

หรืออย่างกรณี bgh ผมคิดว่าก็เป็นหุ้นคล้ายกับ cpall ก็คือ market growth ,net margin เพิ่ม ผมไม่ได้ตาม bgh ละเอียดมากแต่สมัยก่อนจำได้ว่าเขาเอาแต่ take over แล้วก็ d/e ค่อนข้างสูง แต่พี่ ih เคยเล่าว่า health care cost/ gdp ต่อหัวของประเทศเจริญแ้ล้วถือว่าสูงกว่าของไทยมาก และแบรนของ bh bgh ก็เป็นระดับโลก ถ้าผมจำไม่ผิด bh เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในเมืองไทยที่ได้ใบอนุญาติอะไรซักอย่างเนี้ยแหละ ซึ่งทำให้ถือว่าเป็นแบรน go inter และตอนหลังๆ bgh ก็ได้ใบที่่ว่านี้ด้วย และเมื่อถึงจุดนึง margin ของ bgh ก็กระโดดขึ้นมา อะไรทำนองนี้ผมว่าอย่าง bgh cpall เราคงไม่สามารถมองด้วยมุมธรรมดาได้ส่วนนึงเราอาจต้องมองว่ากลุ่มที่เล่นหุ้น พวกนี้ไม่ใช่รายย่อยแต่เป็นกองทุนกับต่างชาติซึ่งเขาคงไม่มองแบบเราเขาคงมอง เทียบกับราคาของภูมิภาคเป็นต้น

หรือถ้ายกตัวอย่างหุ้นมือถือในอดีต อย่าง advanc สมัยก่อนที่จะมี structural change ที่ทำให้คนเข้าถึงมือถือได้มากเพราะมีการปลดล็อค อีมี่ ราคาของมือถือลดลงมากและกลุ่มรากหญ้าและวัยรุ่นสามารถเข้าถึงมือถือได้ในตอน นั้น advanc ถือเป็นหุ้น super high market growth ,high market share,improve net margin ซึ่งกำไรของบริษัทก็ขึ้นเร็วมากๆจนเริ่มอิ่มตัวตามยอด penetration rate แบบนี้เป็นต้น ถ้าเราดูจะเห็นว่าราคาหุ้นของ advanc ไม่ไปไหนมานานแล้วตามความเห็นของผมคือ market มันไม่ค่อยโตแล้วทุกวันนี้ใครๆก็ใช้มือถือหมดแล้ว market share ก็สูงแล้วแต่เริ่มโดนคู่แข่งพยายามแย่งแชร์

ประเด็นของ high market growth นั้นถือเป็นเรื่องดีมากเพราะเมื่อ market growth โตทุกคนก็ enjoy ไม่จำเป็นต้องหันมาฟาดฟันกันเองแต่เมื่อ market เริ่มไม่โตคนอยากโตก็ต้องแย่งแชร์เพิ่มก็หันมาอัดกันเอง ถ้าจำได้มีอยู่ช่วงนึงมีการลดค่าโทรเหลือนาทีละ 0.25 ด้วยซ้ำประมาณ 4-5 ปีก่อนซึ่งถ้า market growth เราคงไม่ค่อยเห็นภาพแบบนี้ดังนั้นท่านต้องดูว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นเป็นหุ้น ที่ market growth ไหมถ้ายัง growth แล้ว improve net margin ได้อันนั้นเป็นหุ้นที่น่าลงทุนถ้าราคาไม่แพงเวอร์เกินไป

อย่าง หุ้นอสังหริมทรัพย์เราอาจต้องลองคิดดูว่าดอกเบี้ยประกาศขึ้นเรื่อยๆแบบนี้ market จะ growth ได้ไหม ถ้าได้ตัวไหนน่าจะมี margin ที่ดีขึ้นหรือรักษาระดับได้บ้าง หรือตัวไหนเริ่มมีการเจาะตลาดใหม่ๆที่จะเพิ่มแชร์ได้บ้าง แบบนี้เป็นต้น ถ้าเราต้องการไปประยุกต์ใช้ ผมเองก็ไม่ได้ตามหุ้นกลุ่มนี้มานานแล้วไม่แน่ใจเหมือนกัน

อย่าง cawow เนี้ยผมว่าถ้าจำกันได้เข้าเมืองไทยแรกๆนี้ดูเทพนะ ดูเหมือนว่าแบรนมีระดับมากจำได้ว่าผู้บริหารเคยบอกว่่าในประเทศอื่นๆค่าใช้ จ่ายทาง fitness จะสูงกว่าในเมืองไทยตอนนั้นมากแล้วเป็นไงตอนนี้ดูไม่จืด ผมว่าถึงคนจะเล่นฟิตเนสมากขึ้นจริงก็เถอะแต่การที่บริษัทใช้แบบ ขายตลอดชีิวิต ผมว่าหุ้นมันก็ไม่น่าลงทุนเพราะว่ามันบันทึกรายได้เข้าไปเลยแล้วปีอื่นๆล่ะ เราต้องมีภาระการใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากค่าเสื่อมของอุปกรณ์ต่างๆที่ลูกค้่าคน เก่าๆมาเล่นแล้วเสียหายเหรอ แล้วเงินใหม่ๆที่เข้ามาล่ะ อะไรแบบนี้ ผมว่าบางทีไอ้ market ที่ดูเหมือนจะ growth แต่ถ้าบริหารไม่ถูกที่ควรจะทำจะเป็นหุ้นมันก็ไม่ดีหรอก

ดังนั้นจะดี กว่าถ้า high market growth,good management ไม่ใช่ high market growth ,bad management ซึ่งผมว่าบริหารดีไหมเนี้ยก็คงติดตามไม่ยากจากตัวเลข sg&a ,margin เป็นต้น

อีกเรื่องนึงที่พี่ ih เคยพูดไว้คือ
1.low operating risk can have high financial risk
2.high business risk should have low financial risk
หลาย คนที่เป็นมือใหม่อาจจะวิเคราะห์หุ้นโดยงบการเงินเป็นสำคัญแต่ว่าจริงๆแล้ว มันก็มีบางอย่างที่เราต้องเจาะจงลงไปเพิ่มในตัวรายละเอียดเช่น

ถ้า เป็นบริษัทอสังหริมทรัพย์แต่ละตัวก็จะมี operating risk ที่แตกต่างกันเช่นหุ้น ps lpn ที่เจาะตลาดล่างซึ่งเป็น real demand ของคนที่ต้องการบ้านก็คงจะมี operating risk ที่ไม่สูงมากถ้าเทียบกับตลาดบนที่เวลาเศรษฐกิจไม่ดีก็ชะลอกำลังซื้อได้ มากกว่าเช่นพวก lh qh แต่ยกเว้นบนแบบโคตรๆเช่น sc ที่ปี 2008 ยอดขายก็ไม่ drop อันนั้นผมว่าคือมันกลุ่มรวยเวอร์จนไม่ได้แคร์อะไรอยู๋แล้ว

ดัง นั้นถ้าเรามองแบบนี้หุ้นแต่ละตัวอาจจะสามารถมี balance sheet ที่ไม่เหมือนกันเพราะตัวที่คงทนต่อการตกต่ำของเศรษฐกิจได้มากกว่าก็สามารถ ที่จะมี financial risk ได้สูงกว่า สามารถมีได้ไม่ได้หมายถึงว่าควรมีนะครับ

และ นอกจากนี้การวิเคราห์ ยังสามารถมองไปที่เรื่องของ account recievable ได้ด้วยเช่นหุ้นสองตัวขายของคล้ายๆกันตัวนี้ขายเงินสด ตัวนึงขายเงินเชื่อ เมื่อเศรษฐกิจดีก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำยอดขายลดจะทำ ให้หุ้นที่รับเงินเชื่อเริ่มมีปัญหาหนี้เสียซึ่งมันก็ดูเป็น high operating risk

ส่วนหุ้นที่มี low operating risk น่าจะอยู่ในหุ้นแบบที่มี market growth และขายสินค้าที่ไม่ sensitive ต่อภาวะเศรษฐกิจรับไม่ขายเชื่อ มากเกินไป หุ้นพวกนี้ถ้าจะมี d/e สูงขึ้นมาหน่อยก็คงจะไม่เสียหายอะไร เช่นค้าปลีก หรือโรงพบาบาล บางตัว

ถ้าบางบริษัทที่อยู่ใน market growth ที่ดีและไม่ค่อยขายเชื่อแต่มีลูกค้าน้อยรายมีการพึ่งพิงรายได้หลักๆจากไม่ กี่เจ้า แบบนี้ผมว่าก็เป็น high operating risk เหมือนกันเพราะไม่รู้ระเบิดเวลาจะออกมาเมื่อไหร่สมัยก่อนก็มีหุ้นบางตัวที่ เจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว

ที่นี้พูดถึงเรื่องการใช้มาร์จิ้น จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้แนะนำให้ใครใช้มาร์จิ้นแต่ว่าถ้าอยากใช้จริงๆก็ควรใช้ กับหุ้น low operating risk เพราะการที่เรา leverage เข้าไปจะช่วยให้ return สูงขึ้นได้ ถึงแม้ความเสี่ยงจะสูงขึ้นด้วย แต่ก็ยังดีกว่าที่เราไปใช้มาร์จิ้นกับหุ้น high operating risk เพราะถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมานั้นหมายความว่าเราอาจจะเสียหายหนักมากๆ เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า high operating risk แล้วเรายังจะไป leverage มันเพิ่มเข้าไปอีกทำไม

เออ ประมาณไปล่ะกันเน้อไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว เห็นมีคนมาบอกว่าชอบๆๆๆ ผมก็มาเขียนให้เพิ่มอีกแต่ตอนนี้สงสัยจะหมดมุขจริงๆแล้ว

ความเห็น (4)

บทสัมภาษ hongvalue ในเว็บไซด์ต่างๆ

บทสัมภาษในเว็บ efinancethai ช่วงปลายปี 2009 ที่ยังไม่ได้เจอ อาจารย์ bremner

http://www.efinancethai.com/lifestyle/lifestylefile/l_frontpage_sathaporn.asp

บทสัมภาษกับเด็กเลี้ยงแกะในเว็บ tvi หลังจากบทสัมภาษเดิมของ efinance อีกประมาณ 1 ปี

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=44666&start=120

เวลาเปลี่ยนความคิดในการลงทุนก็เปลี่ยนไปครับ ลองอ่านดูครับ

 

ความเห็น (15)

นิสัยของนักลงทุนระดับโลก

มีหนังสือเล่มนึงที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆอ่านกันคือ the winning investment habits of warren buffet & george soros

วันนี้ผมจะนำเนื้อหาบางส่วนที่คิดว่าเป็น highlight ของหนังสือเล่มนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ

มี deadly investment sin อยู่อย่างนึงที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันคือว่า

พวกเขาเชื่อว่าการคาดการณ์ตลาดได้เป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี

แต่นักลงทุนระดับโลกไม่เชื่อแบบนั้นครับ ในหนังสือเล่มนี้ก็มีบทสัมภาษทั้งส่วนของโซรอสและบัฟเฟตว่าทำไมทั้งสองถึงไม่เชื่อ สามารถอ่านเต็มๆได้ในหนังสือ ส่วนผมจะลองแชร์มุมมองที่มีต่อประโยคนี้ดู

ผมเองคิดว่าในภาวะปกติหุ้นที่มีความแข็งแกร่งจะสามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้ ในที่นี้หมายถึงหุ้นที่มีปัจจัยทางพื้นฐานที่โดดเด่นมากๆ แต่ประเด็นก็คือว่าเวลาตลาด crash ต่อให้กำไรของหุ้นเป็นอย่างที่เราคาดแต่ว่าราคาหุ้นก็พร้อมที่จะกลับทิศทางกันแบบตรงกันข้ามได้เลย ทำให้เวลาตลาด crash หุ้นพื้นฐานดีแค่ไหนร้อยละ 90-95% ก็จะเละหมด ไม่เชื่อลองดูได้ว่าปลายปี 2008 มีหุ้นกี่ตัวที่ราคาสูงกว่าตอนต้นปี แต่ประเด็นที่สำคัญคือจริงๆแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าตลาดจะ crash ก็ต่อเมื่อมัน crash แล้ว ผมเองเจ็บตัวน้อยในปี 2008 แต่ก็รู้สึกว่าผมก็ไม่ได้รู้หรอกว่าตลาดจะแย่ขนาดนั้นเพราะผมล้างพอร์ตประมาณ 590 ถ้าผมรู้จริงผมคงจะขายตอนดัชนี 880 แล้วจริงไหม เวลามีคนมาถามผมว่าตลาดจะเป็นยังไงบางทีผมก็ตอบแบบกวนส้นตีนกลับไปว่า ถ้าผมรู้ผมก็เล่น future รวยไปแล้วสิ ก๊ากกกกกกก และผมตั้งข้อสังเกตว่าหลายคนที่ได้ผลตอบแทนดีๆก็ไม่ได้คาดการณ์ได้หรอกและแท้จริงแล้วไม่น่าจะมีใครคาดการณ์ได้ เพียงแต่ว่าเวลาที่รู้สึกว่าคิดถูกบางทีเราต้อง let profit run ให้เต็มที่เพื่อให้มีกำไรเอาไว้มากพอสำหรับเวลาที่เราจะเจ็บตัว และเวลาเราเจ็บตัวก็ต้องเจ็บให้น้อยที่สุดถ้าเทียบกับเวลาที่เราทำกำไรได้ ผมว่าตลาดหุ้นคือสุดยอดของการมองไปข้างหน้าตลาดจะคิดเรื่องอนาคตแล้ว discount มาที่ปัจจุบันเสมอดังนั้น การพยายามคิดว่าตลาดคิดยังไงผมว่าเป็นเรื่องที่เราคงไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำพอที่จะคาดหวังผลลัพธ์ของมันได้หรอก จริงๆแล้วเวลาที่คุณขาดทุนหนักสิ่งที่คุณต้องอย่าให้เสียไปก็คือว่าใจ คุณอย่ากลัวตลาดมากเกินไปหลายคนผ่านไป 2008 แล้วกลายเป็นคนกลัวตลาดหุ้นมากเกินไปทำให้ปล่อยโอกาศดีๆหลุดมือไปเยอะ ผมคิดว่านักลงทุนควรหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้เช่นภาวะจิตใจของตัวเองมากกว่าสนใจในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เช่น ภาวะตลาด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีความเชื่อเรื่องการรักษาเงินต้นมาก หลักฐานคือคำพูดนี้

Buffet –never lose money 2.never forgot rule no .1

Soros –survive first and make money afterward

ผมเองมีโอกาสได้ถาม marketing หลายคนว่าจริงไหมว่านักลงทุนที่คุณดูแลพอร์ตอยู่ร้อยละ 90% ขาดทุนในหุ้นก็ได้รับการยืนยันมาว่าจริง  จากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาหลายปีได้เห็นเลยว่านักลงทุนประเภทแมงเม่ามักจะซื้อแล้วคิดถึงแต่ตอนกำไรแล้วกำไรนิดเดียวก็อยากจะขายพอขาดทุนก็เก็บไว้ ผมถามหน่อยว่าถ้าโลกนี้มันง่ายถึงขนาดว่าไม่ต้องคิดอะไรมากอยากซื้อก็ซื้อได้กำไรก็ขายขาดทุนก็เก็บไว้ถ้ามันง่ายขนาดนั้นจะไปมีคนเจ๊งหุ้นตั้งเยอะเยะได้ยังไงกันเล่า คุณไม่รู้เรื่องแล้วมาเล่นหุ้นแล้วคุณจะกินเงินใครครับ คนที่ทำการบ้านมากกว่าคุณ กองทุนที่มีความรู้ ต่างชาติที่มีข้อมูลละเอียด กลุ่มไหนครับที่จะมาโง่ให้คุณเอาตังค์ตอบหน่อยครับ แล้วถ้าไม่มีคนเสียตังค์แล้วเราจะได้ตังค์จากใครล่ะครับ จะเอาเงินในตลาดหุ้นอย่าคิดอะไรง่ายๆครับ อุ๊ยออกนอกเรื่องมากไปหน่อยต่อๆคือ คนที่ได้ตังค์ที่ผมเห็นส่วนใหญ่มักจะพูดประเด็นเรื่อง downside ก่อนเสมอเขามักจะบอกว่าทำไมหุ้นที่เขาซื้อไม่น่าจะทำให้เขาขาดทุนได้ เขามักจะบอกว่าอย่างเร็วร้ายที่สุดเขาก็ไม่น่าขาดทุนเกินเท่าไหร่ เนื่องจากพื้นฐานบริษัทดีขึ้นอย่างไรและเขาได้ปันผลจากบริษัทต่อปีเท่าไหร่เป็นต้น

ข้อต่อมาคือ ความเชื่อผิดๆมักจะคิดว่าผลตอบแทนสูงจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูงเท่านั้น

แต่นักลงทุนระดับโลกเชื่อว่าผลตอบแทนที่สูงจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต่ำเท่านั้น

สมมุติว่าคุณลงทุนในหุ้นร้อนแรงตัวนึงที่ขึ้นมาเยอะแล้วมาพร้อมกับข่าวดี สมมุติว่าข่าวดีที่ว่านี้ดีจริงที่จะทำให้พื้นฐานหุ้นไปได้ต่อแต่ประเด็นก็คือว่าถ้าเกิดมันมีอะไรผิดคาดเกี่ยวกับตัวหุ้นขึ้นมาล่ะ หรือว่าถ้าตลาดเกิด crash ขึ้นมาซะก่อนล่ะ คุณจะทำอย่างไร การที่คุณไปซี้ซั่วะซื้อตอนข่าวดีออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้วใครๆก็รู้หมดแล้วอาจจะได้กระแสของ momentum ที่จะไปต่อได้ก็จริงแต่ถ้ามีอะไรผิดคาดมันก็ทำให้คุณเจ็บตัวได้เยอะเหมือนกัน ผมคิดว่าการที่จะทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงต่ำได้อย่างนึงคือทำเหมือนที่ buffet พูดก็คือซื้อบริษัทที่ดีที่มีปัญหาแค่ชั่วคราวเพราะว่า ตลาดหุ้นมักจะมองอะไรสั้นๆเสมอดังนั้นเวลาเกิดอะไรเลวร้ายแม้จะกระทบสั้นๆแต่หุ้นจะล่วงแรงเกินความเป็นจริงบ่อยๆคนที่ซื้อตอนนั้นได้ราคาหุ้นที่รองรับสิ่งที่เลวร้ายและไม่คาดฝันบางอย่างไปแล้วน่าจะทำให้ความเสี่ยงในตอนนั้นลดลงไปได้พอสมควร แต่ในทางกลับกันใน long term กับมี upside สูงแบบนี้เป็นต้น ความรู้เป็นสิ่งที่ควรจะทำให้ปรัชญา high risk high return เปลี่ยนเป็น low risk high return ถ้าคุณมีความรู้แล้วคุณยังต้อง high risk เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณควรจะพิจรณาตัวเองอย่างหนักได้แล้วครับ

ความเห็น (49)

สื่อในเมืองไทย(ไม่การเมือง)

ไม่กล้าพูดเรื่องการเมืองหรอก เพราะคนรอบข้างล้วนแล้วแต่มีเหตุผลที่ดี และหลายคนเห็นไม่ตรงกัน อะอะกลับเข้าเรื่องดีกว่าหลายครั้งอ่านหัวข้อหนังสือพิมพ์และเว็บไซด์ต่างๆรู้สึกว่ามีลูกมั่วพอสมควรยกตัวอย่างว่า เขียนข่าวว่า “ต่างชาติไทยหุ้นไทย40000 ล้านผวาการเมือง” การเขียนในลักษณะนี้มีประเด็นที่ต้องคิดต่อ ข้อแรก คุณรู้ได้อย่างไรว่าต่างชาติขายเพราะกลัวการเมือง คุณเอาอะไรมาวัดผมว่าถ้าเขาจะเสนอข่าวแบบนี้ได้จริง เขาต้องเสนอรายละเอียดอย่างเช่น

ในขณะที่หุ้นเอเชีย และทั่วโลกต่างขึ้น และต่างชาติมี flow ไหลเข้าทั่วภูมิภาค แต่เราต่างชาติได้ทิ่งหุ้นเราเพราะการเมือง โดยเราสัมภาษกองทุนใหญ่ๆว่าเขากังวลการเมือง อะไรแบบนี้เป็นต้นเช่นคุณบอกว่า head of strategy ของกอง bla bla bla บอกว่า ไอกังวลการเมืองมากๆ ไอทิ้งหุ้นไทยเพราะไอคิดว่าการเมืองจะยืดเยื้อ ไอกลัวมากๆ ไอขอขายแบบหนีตายเลย (ในความเป็นจริงอาจจะสัมภาษไม่ได้แต่ก็ไม่ควรพูดลอยๆแบบคิดไปเอง)สมมุติว่า ต่างชาติขายเพราะกลัวยุโรปแล้วคุณบอกว่าเพราะการเมือง แล้วการเมืองจบแต่ยุโรปไม่จบ แล้วต่างชาติยังขายต่อ รายย่อยที่ไม่รู้เรื่องก็เข้าไปซื้อเพราะคิดว่า นี้ไงกลัวการเมืองตอนนี้ม๊อบไม่อยู่แล้วเดี่ยวกลับมาซื้อ

หรืออย่างสมมุติว่าหุ้นขึ้นเยอะแล้วต่างชาติซื้อ คุณอาจเขียนว่าต่างชาติมั่นใจเศรษฐกิจไทยลุยซื้อหุ้นต่อเนื่อง

ประเด็นคือคุณรู้ได้ไงว่ะว่าซื้อเพราะมั่นใจเศรษฐกิจ เขาอาจจะซื้อเพราะว่าเงินไม่มีที่ไปหนีดอลล่าอ่อนมาก็ได้

ไม่ได้มั่นใจตัวเลขเศรษฐกิจหรอก ของแบบนี้เหมือนกับว่าเราไม่ได้เข้าใจเข้าจริงๆ แล้วเราก็เขียนว่าเขาทำนุ่นเพราะเหตุผลนี้เขาทำนั้นเพราะเหตุผลนั้น ผมว่าหลายครั้งคนเขียนข่าวผมขอใช้คำว่าคุณพี่ท่านก็เขียนมั่วๆไปงั้นแหละ(ฟ้องไม่ได้นะ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเจ้าไหน ผมอาจจะพูดลอยๆก็ได้)

รายการวิทยุบางรายการ คนที่ดำเนินรายการบางคน ก็ไม่มีวุฒิภาวะเวลาไปเชิญคนอื่นมารายการตัวเองแล้วยังไปพูดแทรก พูดแบบหักด้ามพล้าด้วยเข่า ผมฟังแล้วบางทีรู้สึกไม่สบอารมณ์แทนแขกที่ถูกเชิญไป ผู้ดำเนินรายการหลายท่านไม่ได้เปิดใจพอ การเปิดใจคือการเข้าใจว่าคนที่คิดต่างจากเราไม่ได้ผิด เราควรฟังเหตุผลของเขา ไม่ใช่เราคิดว่ามันไม่ดี แต่เขาบอกว่ามันไม่น่าแย่ขนาดนั้นแล้วก็ไปบอกว่า เชื่อผมสิ แย่ๆๆๆๆๆๆๆๆ  ทำเหมือนกับโลกจะแตก จริงๆแล้วผู้ดำเนินรายการคนนี้ไม่แน่ใจว่า record ทางการลงทุนเป็นอย่างไรด้วยซ้ำเคยได้ยินมาว่าเจ๊งหุ้นไม่เป็นท่ามาก่อน แต่ดันไปเถียงกับคนที่เล่นหุ้นแล้วได้เงินมาเกือบ 100 เท่าแบบนี้เป็นต้น แบบนี้บางครั้งการรู้ blackground ของคนที่เขียนบทความ ออกรายการวิทยุ บางทีอาจจะพอทำให้คุณเข้าใจได้ว่าเขาเป็นคนมองโลกแบบ bias ในทางร้ายเกินไปหรือเปล่า เพราะว่าอดีตเขาก็เจ๊งหุ้นมาก่อนจะให้มองในแง่ดีคงไม่ได้ แค่มองเป็นกลางยังไม่ได้เลย แต่ผมก็ไม่ได้ว่าเขาไปซะหมดอย่างน้อยเวลาเขาพูดอะไรที่มันน่ากลัวรายย่อยก็อาจจะ

ไม่ซี้ซั้วซื้อเข้าไปจนเจ๊งแต่ว่าสำหรับรายย่อยที่กระดูกแข็งขึ้นมาหน่อยเช่น พวกที่อยู่มาหลายๆปีใน tvi พวกนี้จะมีภูมิคุ้มกันตัวเองสูง ผมว่าเขาอยากได้มุมมองที่เป็นกลางมากกว่า อะไรที่แบบว่าแย่ไปหมด แย่ไปตลอดเวลา

ถ้ามันแย่ขนาดนั้นผมก็ไม่ต้องซื้อหุ้นแล้ว ผมก็ไม่ต้องมาเสียรายการฟังวิทยุเพื่อหาข่าวสาร หาหุ้นเด็ดหรอก

ไปขายเต้าฮวยให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า

 5555 วรรคสุดท้ายพูดเล่นนะ

ความเห็น (14)

ความแตกต่างของนักพนันกับนักบริหารความเสี่ยง

คำว่านักพนันดูเป็นภาพลักษณืที่แย่ในสายตาคนส่วนใหญ่ หลายคนเข้ามาเล่นหุ้นแล้วพยายามใช้คำว่าตัวเองเป็นนักลงทุน อย่าเรียกว่านักเล่นหุ้นนะ แต่ผมคิดว่าการบอกว่าตัวเองเป็นใครเป็นแบบไหน ใครๆก็จะนิยามตัวเองให้ดูดีเกินจริงหมดนั้นแหละ โบราณบอกว่าความเห็นของศัตรูจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าความเห็นของตัวคุณเอง หรือของมิตร เอาล่ะมาต่อเรื่องนักพนัน เมื่อครึ่งปีก่อนผมเคยโพสใน tvi ว่าผมเล่น cpf 180% แล้วไม่เสี่ยงเพราะผมมีจุด cut loss แต่ถึงตอนนี้ผมขอถอนคำพูด ผมคิดว่าอะไรก็ตามถ้าเล่นมาร์จิ้นเกิน 140-150% ผมคิดว่าเข้าข่ายนักพนัน เหตุผลเพราะว่า ตลาดหุ้นไทยผ่านเหตุการณ์หุ้นตกรุนแรงเพียงชั่วข้ามคืนมานักต่อนัก อาทิ black monday 9-11 30% เวลาเกิดเหตุกาณ์บ้าๆบอๆจะทำให้หุ้นตกหนักมาตอนเปิดเพราะมีคนกลัวและบางคนมีมาร์จิ้นจำเป็นต้องทิ้งหุ้นออกมา

สมมุติว่าตอนเช้าเปิดเกือบ floor แล้วคนเริ่มได้สติแล้วตอนปิดราคาปีนขึ้นไปได้คุณก็ตายตั้งแต่ตอนเช้าแล้วฉะนั้นจริงๆแล้วการเล่นมาร์จิ้นระดับ 170-200% ไม่ว่าจะพูดสวยหรูแค่ไหนจริงๆแล้วมันคือการพนัน พนันว่าจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์หุ้นเปิดมา floor เพราะถ้าเกิดกูตายแน่ ซื้อแล้วก็หวัง สวดมนต์ อธิฐาณ อะไรทำนองนั้น

ผมเล่น 21 ใน iphone ก็ใช้หลักการที่อ่านจากหนังสือท่านแม่ทัพ ตอนแรกๆผมเล่นมั่วมากเล่นแล้ว ship โดนบ่อนกินหมด หลังๆผมเริ่มเปลี่ยนทางปรากฏว่าเล่นแล้วได้ตังค์มาเยอะ วิธีที่ผมใช้ก็คือว่า เจ้ามือจะไม่สามารถมีแต้มต่ำกว่า 16 ได้ ถ้าผมได้ตั้งแต่ 16 ขึ้นไปผมจะสู้ แต่ถ้ามาถึง ผมได้แต้มประมาณ 13-15 ผมจะ surrender ไปเลยแล้วยอมเสียครึ่งนึงของเงินเดิมพัน เพราะเวลาได้แต้ม 13-15 ส่วนใหญ่ชนะยากมีโอกาศจั่วเพิ่มแล้วตายเยอะ แล้วถ้าไพ่ของเจ้ามือที่หงายมาเป็นแต้มที่มีค่าเท่ากับ 10 ส่วนใหญ่ผมก็จะหมอบเช่นกันถ้าแต้มผมไม่ถึงซัก 18 เพราะว่าใบที่ซ่อนอยู่ของเจ้ามือมันชอบเป็นแต้ม 10 เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะโอกาศมันเยอะเนื่องจากสำรับนึงมีตั้ง 40 ใบที่แต้ม 10 ยังไม่นับรวม a ที่เป็นได้หลายอย่าง เล่นๆไปแล้วรู้สึกได้เลยว่า การยอมแพ้เมื่อโอกาศชนะมีน้อย  เป็นปัจจัยอย่างนึงที่ทำให้อยู่รอดได้ในระยะยาว ต้องบอกก่อนว่าเป็นไม่ใช่เซียน balck jack เพียงแต่ผมรู้สึกว่าถ้ามีหลักการบางอย่างแล้วผลลัพธ์ดีขึ้นเห็นได้ชัด กลับมาที่เรื่องการเล่นหุ้นหลายครั้งเราให้ความสำคัญกับการแพ้ชนะที่เป็นส่วนนึงของภาพใหญ่มากเกินไป  แต่ผมคิดว่าเราควรมองที่ภาพรวมมากกว่า ภาพรวมก็คือเราแพ้ได้ในครั้งเล้กๆแต่ภาพใหญ่เราต้องชนะ สมมุติแต้มผมไม่fuแล้วผมยังจะดันทุรัง bet หนักๆเพราะผมไม่อยากแพ้ แค่ทัศนคติผมก็ไม่ผ่านแล้ว บางครั้งการที่เราชนะมาจากการที่เราไม่พลาดก่อนแต่คู่ต่อสู้เป็นคนพลาดเองก็ได้ เช่น หุ้นที่ดีมากๆในระยะปานกลางและยาวแต่ดันทิ้งลงมาหนักๆ โดยแค่กลัวปัจจัยภายนอกบางอย่าง แบบนี้เหมือนเราอยู่เฉยๆแล้วเจ้ามือจั่วไพ่แล้วตายไปเอง คือบางครั้งการเล่นหุ้นมันก็ต้องรอโอกาศบ้าง ไม่ต้องทำอะไรตลอดเวลา

สรุปแล้วนักพนันเป็นพวกไม่เผื่อเหลือเผื่อขาดกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะได้แต่เข้าข้างตัวเองว่าในคงไม่เกิด แต่นักลงทุนคือคนที่เผื่อความเสียงครงนั้นเอาไว้ด้วย และนัพพนันจะไม่ค่อยคิดถึงความน่าจะเป็นเท่าไหร่ มีลักษณะสู้ตาย สู้ไม่ถอย ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะออกจากตลาดเร็วกว่าที่ควร ต่างจากพวกที่ยอมแพ้เมื่อรู้ว่าควรยอมมักอยู่ในตลาดได้ยาวนานจนกระทั่งได้เจอโอกาศตีแตกและสร้างชื่อได้ในที่สุด

ในตลาดหุ้นนั้น มุมมองของคนที่เห็นอะไรมาเยอะมักจะไม่มั่นใจอะไรจนเกินไปเพราะเชื่อว่าในตลาดหุ้นความแน่นอนไม่มี แต่มือใหม่ที่เพิ่งได้ตังค์จากหุ้นไม่กี่ตัวมักจะมั่นใจอะไรสุดๆ ของแบบนี้ต้องเจอกับตัวเมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก คิดว่าบางคนขี้กลัวเกินไปด้วยซ้ำ แต่เดี่ยวนี้รู้สึกว่าอยู่ในตลาดนานแล้วป๊อดกว่าเมื่อก่อน

ความเห็น (14)

Update มุมมองหลังจากไม่เขียนมานาน

อยู่ในตลาดหุ้นนานๆแล้วรู้สึกว่าตลาดจะชอบให้เราเคยชินกับภาวะบางอย่างและก็หักดิบกันอย่างโหดร้าย อย่างเช่นถ้ามือใหม่ชอบซื้อหุ้นขาลงบ่อยๆ แล้วมันเด้งเขาก็จะคิดว่าคำตอบสุดท้ายคือการซื้อหุ้นตอนลงแรงๆ แต่การทำแบบนี้จะใช้ได้กับตลาด sideway เท่านั้น เมื่อตลาดเป็น bear market อย่างสมบูรณ์ก็จะขาดทุนหนักมาก หรือคนที่เพิ่งเจอวิกฤติมาแล้วรอดมาได้เพราะขายหุ้นไปก่อนเกือบทุกคนจะไม่กล้าซื้อตอนมันกลับขึ้นมาแล้วพอมันลงก็รีบขายแต่ตลาดดันกลายเป็น sideway ทำให้ตอนขายมักจะขายตอนที่หุ้นปรับตัวจบแล้วพอดี แล้วพอเจอแบบนี้บ่อยๆก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นพวกซื้อสวนตลาด แต่พอเริ่มทำแบบนี้ตลาดก็อาจกลับไปเป็น bear market อีกครั้ง จริงๆแล้วนักลงทุนควรจะเลือกข้างที่จะเป็นแบบใดแบบนึงเพื่อไม่ให้สับสนกับชีวิต เช่นถ้าเลือกจะเป็นวีไอแบบเพียวๆ ก็อาจจะเจ็บหนักแค่ปีเดียวในรอบ 7-8 ปีเช่นปี 2008 แต่ถ้าเป็น trader อาจจะต้องเจ็บบ่อยหน่อยเวลาเห็นหุ้นลงแล้วกลัวขายแล้วมันก็ขึ้นแรง แต่เวลาตลาด crash พวกนี้จะไม่ค่อยเจ็บหนักเท่าไหร่  อย่างวิกฤติรอบนี้ดูเหมือนว่าจะจบเร็วซึ่งก็ทำให้หลายคนมองว่าถ้าเกิดวิกฤติรอบหน้าก็รีบซื้อเข้าไปเลยแต่ผลจะออกมาเป็นไงก็ไม่รู้เพราะว่า วิกฤติสมัยก่อนมันกว่าจะฟื้นตัวจริงๆก็ 4-5 ปี สรุปดูๆไปแล้วตลาดหุ้นนี้มันไม่สามารถเอาแน่นอนอะไรได้จริงๆ สิ่งที่แน่นอนในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียวคือ มันเอาแน่ไม่ได้ 

ผมคิดว่านี้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะอยู่คู่ตลาดหุ้นไปจนดับดิ้นกันไปข้าง มีคนถามผมว่าผมมองตลาดยังไงเดี่ยวนี้ผมก็ไม่ค่อยกล้าตอบ เพราะหลังๆผมรู้สึกว่าความสามารถทีแท้จริงของผมไม่ใช่การคาดการณ์ตลาด และผมก็เชื่อว่าคนที่อยูในตลาดมานานจะไม่กล้าคาดการณ์มาก อย่างรอบนี้ผมก็ไม่ได้ขายหุ้นจะว่าไปแล้วตอนนี้ผมเริ่มมีมุมมองเปลี่ยนไปผมว่าถ้ามันจะเกิดวิกฤติมันจะต้องเป็นไรที่แย่มากๆ แย่ซ้ำซากแล้วก็มีแต่แย่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างปี 2008 มีคนล้มแล้วสถาบันการเงินที่ล้มมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆถึงขนาด lehman ล้ม ผมว่าจริงๆแล้วถ้าตลาดจะเกิดวิกฤติกันเราแค่อ่านข่าวคร่าวๆเราจะรู้ได้เองว่าปัญหามันหนักมาก และหนักขึ้นเรื่อยๆแต่ถ้าไม่ใช่มันจะแค่มีอะไรมาให้เราตื่นเต้นตกใจเป็นพักๆแล้วก็จากไปดังประโยค this too shall past ผมว่าเซียนคือคนที่แยกออกระหว่าง ปัญหาที่หนักขึ้นเรื่อยๆกับลูกตกใจประเดี่ยวประด๊าว จะว่าไปปีนี้ผมล้างพอร์ตไปแค่ครั้งเดียวตอนเดือนมกราคม

และผมเริ่มรู้สึกว่าการล้างพอร์ตมันต้องเป็นไม้ตายสุดท้ายจริงๆ เพราะการไม่มีหุ้นในพอร์ตเลยก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงสูง ตอนหุ้นอยู่ 735 แถวนั้นเป็นช่วงที่ผมกลับมาเต็มพอร์ตอีกครั้งหลังจากลดไปเหลือ 50% หลังจากเจอวิกฤติการเมืองต่อเนื่อง ตอนนั้นถือแล้วเสียวแต่ก็คิดว่าใครๆก็ถือเงินสดกันถ้ามันยิงกันจริงก็ลงแรงแป๊ปเดียวผมก็ใช้มาร์จิ้นซื้อหุ้นไป ถ้าไม่ลงก็ช่างแม้งไม่ต้องใช้มาร์จิ้นปรากฎว่ามันก็ไม่ลงแฮะ เลยรอดตัวไป อย่างกรณีนี้จะเห็นได้ว่าวันที่การเมืองดีขึ้นหุ้นเปิดโดด 25 จุดประเด็นคือถ้าคุณไม่มีของ มันยากนะที่คุณจะทำใจมาซื้อวันนั้นแล้วพอคุณซื้อไปอีกไม่กี่วัน ยุโรปแม้งก็โลกจะแตกคุณกลัวไม่อยากตัดขาดทุนพอวันนี้เด้งคุณฏ็ขายแล้วมันก็ไปต่อ ไรแบบนี้ ฮาๆ ขอเขียนอะไรเบาๆก่อนแล้วกันใครมีอะไรจะคุยก็เขียนมาแชร์ความรู้กันได้มาก และหนักขึ้นเรื่อยๆๆถึงขนาด สจะว่าไปแล้วตอนนี้ผมเริ่มมีมุา

ความเห็น (10)

จะกลับมาเขียนบทความเสมอแล้วครับ

หลังจากไม่เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่นานเพราะหนีไปฝึกวิชาและค้นหาตัวเองและสิ่งต่างๆ เมื่อคิดว่าความคิดเริ่มลงรูปลงรอยมากขึ้นก็ขอกลับมาเขียนบทความอีกครั้งครับ ถ้าใครเป็นมือใหม่มีคำถามอะไรก็ถามได้เลยนะครับ ตอนนี้ผมมีเวลาตอบแล้ว clear หลายๆอย่างเสร็จเรียบร้อย

ความเห็น (4)

ขอความเห็นในการเสนอชื่อหุ้นโกรทเพื่อจัดงานมีทติ้งครับ

(หัวข้อนี้ยังไม่ได้มีการลงชื่อนะครับ)ขอให้สมาชิกเก่าที่ไปงานมีทติ้งเฉาพะที่เสวยช่วยมาแวะเสนอหุ้นหน่อยนะครับ

คิดว่าครั้งนี้จะให้มีการเสนอหุ้นมาในเบื้องต้นที่จะใช้คุยกันซักประมาณ  5 ชั่วโมง อยากให้มีซัก 8-12 ตัว ประเด็นหลักๆคือคงจะคุยกันว่าไอ้หุ้น 8-12 ตัวนี้(ที่พวกเรารู้กันว่าโตอยู่แล้ว)มันจะโตได้ต่อเนื่องแค่ไหน และภายใต้สมมุติฐานการโตนั้นๆ มีอะไรที่เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้มันไม่โตอย่างที่คิด และคุณภาพจริงๆของบริษัทที่กำไรโตๆกันเนี้ยมันดีแค่ไหน โดยให้สมาชิกเที่ไปงานที่เสวยลองเสนอหุ้นที่คิดว่ากำไรจะโตเข้ามาหน่อย โดยเบื้องต้นอยากให้กำไรโตได้ในปีนี้ 100% หรือไม่ก็ภายในปีหน้า eps จะโตจากปีนี้(53)มากกว่า 100%

เบื่องต้นผมลองเสนอดังนี้ (ไม่ต้องไปซื้อตามนะครับเพราะไม่รู้ว่าหุ้นพวกนี้รับข่าวการโตของกำไรแล้วหรือยังและกำไรจะโตได้จริงหรือเปล่า)

vng,smt,snc,hemraj,rs     มีใครจะเสนอตัวไหนเพิ่มไหมครับหุ้นที่ผมเสนอเบื้องต้นถ้ามีตัวไหนไม่เข้าตาก็เสนอตัดออกกันได้นะครับ ในวันงานผมจะพยายามหา research ของภาวะอุตสาหกรรมและรายตัวและรวมให้ครบทุกตัวเพื่อง่ายในการอ้างอิงข้อมูลด้านตัวเลขและข้อมูลทางคุณภาพนะครับ

ถ้าเพื่อนๆที่เคยไปงานที่เสวยคนไหนว่างผมอยากเชิญชวนให้มาร่วม discuss เรื่องนี้กันนะครับ ส่วนวันคือวันที่ 30 เดือนพฤษภาคแต่สถานที่และเวลาขอแจ้งให้ทราบอีกครั้งในเร็วๆนี้นะครับ

ผมเองหมายตามือดีบางท่านเพิ่มแล้วจะลองส่งเทียบเชิญไปเผื่อว่าจะมีเซียน discuss หุ้น growth รอบนี้เพื่มครับเบื้องต้นถ้าได้ชื่อหุ้นครบแล้วผมจะพยายามไปหาข้อมูลหุ้นที่ผมพอหาได้มาให้ครบดังนั้นถ้าให้ดีช่วยกันเสนอให้จบภายในไม่กี่วันนี้ได้ก็จะดีนะครับ

โดยจะมีบรรยายพิเศษเรื่องเทคนิคคอลของพี่พอใจผู้ซึ่งไปเจาะลึกเว็บพันทิพย์มา จะบรรยายประมาณ 30-45 นาที

ต้องขอขอบคุณพี่ป้อมที่ตอบรับคำชวนของผม

ความเห็น (26)

อย่าให้คนรู้หน้าตักตัวเอง,อย่ามั่นใจ,สุดท้ายก็พื้นฐาน

ผมอ่านในเว็บบางเว็บบางคนมีคนออกมาโพสว่าตัวเองเล่นมาร์จิ้นหุ้นตัวนี้เท่าไหร่ หรือว่าตัวนี้มาร์จิ้นเต็มแล้วทุกโบรกเช่นหุ้น k จะหามาร์จิ้นเพิ่มได้ที่ไหนดี การที่มาโพสแบบนี้ดูไปแล้วคงไม่ส่งผลดีต่อผู้โพสถ้าคนผู้นั้นถือหุ้นอยู่เพราะหมายถึงหุ้นตัวนั้น overown เพราะไม่ได้มีแค่เงินสดไปซื้อหุ้นแต่อยากได้กันถึงขนาดต้องไปกู้มาซื้อ ประเด็นก็คือถ้าตลาดดีก็ดีไปแต่ถ้าตลาดแย่ๆอย่างเช่นช่วงนี้คนจะเริ่มคิดว่าถ้าหุ้นลงไปเรื่อยๆจะต้องมีคนถูก forcesell ดังงนั้นหุ้นของคนที่มาออกตัวยว่ามาร์จิ้นเต็มกันเนี้ยแหละจะโดนทิ้งหนักสุดเพราะว่ามันมีคนไปถือมาร์จิ้นกันไว้เยอะต่อให้คนพวกนี้เป็นวีไอแต่ถ้ามีคนอื่นขายมาถึงจุดนึงก็ต้องมีคนโดนบังคับขายและในตอนนั้นหุ้นจะลงแบบ free fall ทันที ลองมาสมมุติกันถ้าผมเป็นเจ้าหุ้นแล้วรู้ว่ามีคนอมมาร์จ้นไว้เยอะ ผมจะทุบให้ตายจะทุบให้มันต้องมีคนโดนบังคับขายภูกๆมาให้ผมแล้วผมค่อยลาก นี้เป็นโลกของทุนนิยมคนเราเข้าตลาดหุ้นเพื่อหาเงินไม่ได้เข้ามาเพื่อทำบุญ เราทกุคนรู้ว่านี้คือ zero sumgame ดังนั้นการเปิดเผยหน้าตักของตัวเองให้คนรู้เป็นสิ่งที่มีแต่เสียกับเสียจริงๆแล้วการเล่นหุ้นบางครั้งบมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นฐานแต่มันเป็นการสงครามเป็นการหักเหลี่ยมกันด้วยในบางมุม หรือย่างบางกองทุนจะขายหุ้นตัวนึงที่ถือยู่ 10% ก็ต้องมา เมื่อก่อนผมเคยเล่น cpf 180% ข่าวรั่วเร็วมากว่าผมใช้มาร์จิ้นเต็มผมงงมากว่าทำไมคนถึงรู้กันเร็วขนาดนั้น และผมก็เริ่มเห็นว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่เลย ไว้เราขายเสร็จแล้วเราค่อยบอกก็ได้นี้นา หรือไม่ก็ไม่เห็นต้องบอกเลยว่ามาร์จิ้นเท่าไหร่โดยเฉพาะเล่นกับหุ้นที่สภาพคล่องไม่ได้เยอะมากอะไรแบบนี้เป็นต้น

จริงๆการอย่าให้คนอื่นรู้หน้าตักมีอีกหลายอย่างแต่นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

เรื่องที่สอง เมื่อวานเจอพี่สุมาอี้ที่เซ็นทรัลพระราม 2 เขาพูดมาประโยคนึงว่า คนที่หมดตัวคือคนที่มั่นใจอะไรมากเกินไป คำนี้น่าคิดการที่คุณคิดว่าทุกอย่างชัวแน่นอน มั่นใจมากๆเมื่อคุณพลาดอาจถึงขั้นหมดตัวได้ คนที่ไม่มั่นใจอะไรจนเกินไปจะไม่มีวันหมดตัว นี้เป็นสัจธรรมในตลาดหุ้น พวกมือใหม่หลายคนจัดเป็นพวกบ้าพลัง ซื้อแล้วลงก็ถัวเฉลี่ยไม่จบไม่สิ้นถ้าชนะก็จะออกมาโม้ในเว็บบอร์ดว่าเห็นไหมเพราะว่าผมใจถึง แต่บางครั้งเรื่องแบบนี้ต้องดูกันยาวๆ สมัยก่อนดัชนี 1700 เนี้ยมีแต่พวกบ้าพลังแล้วสุดท้ายพอหุ้นลงมาเหลือ 200 ก็หมดตัวเกือบทุกคน  มือใหม่ที่กล้าและยังไม่เคยเจอของจริงหลายคนอาจจะคิดว่าผมหัวโบราณ แต่อย่างน้อยผมคิดว่าถ้าในอนาคตมีเหตุการณ์ประมาณว่า 1700 หรือ 200 อีกผมก็ไม่หมดตัวแน่นอนเพราะผม bet ทุกอย่างแบบมีการบริหารความเสี่ยงสุดๆ ผมเขียนแผนซื้อขายแบ่งไม้ติดตามงบ ติดตาม ananly ตลอด แต่ผมไม่บ้าพลังสู้แบบหัวชนฝาแน่นอน

เรื่องที่สาม อย่าไปเก็งเซทมากเพราะระยะยาวสุดท้ายก็พื้นฐานผมได้ว่า gfpt cpf ตอนเซท 700 ต้นๆ 6-7 เดือนก่อนราคาต่ำกว่านี้ครึ่งนึงหมายความว่าขึ้นมา 100% แล้วยังไม่นับอีกหลายตัวเช่น sta vng อะไรต่างๆด.ร.นิเวศน์เริ่มลงทุน 10 กว่าปีที่แล้วเซทก็ 800 ตอนนี้ก็ 730 แต่ท่านรวยขึ้นหลายสิบเท่าตัวแล้ว

ความเห็น (34)

ส่วนนึงของบทสนทนากับเซียน

ช่วงที่หายไปได้ไปโพสคุยกับเซียนหุ้นคนนึงผมขอนำเนื้อหาบางส่วนที่ผมเป็นคนโพสมาแปะให้อ่านนะครับ

ผมเองเป็นมือใหม่ที่ใหม่ที่สุดถึงโคตรใหม่ที่สุด(พูดซ้ำซาก อิอิ)ในเรื่องเทรดเลยขอเล่าเรื่องการใช้พื้นฐานหุ้นแทนดีกว่านะครับ เมื่อก่อนผมชอบเล่นหุ้นที่ผมคิดว่ากำไรในอนาคตจะดี เช่นเราคิดว่า abc ปีหน้ากำไรจะโต 20% แต่ประเด็นก็คือบางทีแล้วเราก็ bet สูงไปหน่อยเพราะว่ากำไรของบริษัทอาจจะไม่โตเหมือนที่เราคิดพองบประกาศมาแย่กว่าคาดก็จะทำให้เราขาดทุน หลังๆถ้าผมจะลงทุนในตัวไหนเยอะๆผมจะชอบบริษัทที่ผมไม่ต้องคาดการณ์เยอะมาก คือประมาณว่าต่อให้คาดการณ์ผิดก็ไม่น่าจะเจ็บตัว อ้าว ถามว่ามีด้วยเหรอ คาดผิดแล้วไม่เจ็บตัว ผมว่าใช่คำว่าเจ็บตัวน้อยดีกว่าแต่คาดถูกจะได้เยอะกว่า เช่น สมมุติว่าหุ้น abc (ไม่เอ่ยชื่อแล้วกันเดี่ยวจะกลายเป็นชี้นำ) ปกติเล่นกัน pe 11-12 เท่า แต่ว่ากำไรปีที่แล้วของ abc โตเป็นประวัติการณ์ เรียกว่าสูงที่สุดตั้งแต่ abc ทำธุรกิจมาในตลาดหุ้นเลยดีกว่า แต่น่าแปลกคือราคาของ abc ตอนผมซื้อราคาหุ้นกลับยังไม่ new high ทั้งๆที่ปีนี้ abc น่าจะกำไรโตอีกอย่างน้อย 10-15% เนื่องจากการย้ายโรงงานไปอเมริกาซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยลงจากโรงงานเดิมที่อยู่เกาะแห่งนึง ปีที่ผ่านมา abc กำไรสูงสุดแม้มีค่าใช้จ่ายพิเศษ ซึ่งที่ผมมองคือว่า กำไรของ abc shoot ไปก่อนราคาหุ้นและมีความเป็นไปได้สูงมากที่กำไรของ abc จะสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาขึ้นไปอีกแต่ราคาหุ้นยังไม่ไป(ตอนผมซื้อ) กรณีแบบนี้เหมือนกับว่าเราไม่ต้อง bet เท่าไหร่ว่าบริษัทจะโตได้แน่ไหม เพราะว่าถ้าเราเจอบริษัทที่มี time-lag ระหว่างกำไรกับราคาหุ้นเราจะปลอดภัยขึ้นเยอะ ที่นี้จุดที่จะทำให้หุ้นแบบนี้พุ่งล่ะ เพราะบางคนก็จะบอกว่าอ้าว ใครๆก็รู้ว่ากำไรดีแต่หุ้นไม่ขึ้นแสดงว่าตลาดไม่เห็นด้วยนะสิ จุดที่ผมรอก็คือว่า ผมจะรอให้นักวิเคราะห์ไปเยี่ยมบริษัทก่อน ก็คือผมมีวิธีเข้าถึง research เร็วและหลากหลายถ้าครั้งไหนหลายๆโบรกออกมาออกประมาณการพร้อมกัน หุ้นจะวิ่งง่ายอย่างตัวนี้ มี analys meeting ปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันหุ้นพุ่งกระจายทะลุแนวต้าน ผมก็ดูมาหลายเดือนแต่ซื้อตอนที่รู้ว่าหลายโบรกไปเจอผู้บริหารแหละครับ จริงๆแล้วหลายคนชอบมองว่าโบรกเชียร์แล้วให้ขายเพราะโบรกไม่เก่งแต่วิธีแบบนั้นจะใช้ได้ผลก็คือว่า เชียร์มานานแล้วและก็ปรับประมาณการขึ้นอยู่นั้นแหละสมมุติ fair value เดิม 50 ก็ให้ 60 แล้วหุ้นก็ขึ้น fair value ก็ขึ้นก็เป็น 100 ตอนราคา 100 ทุกโบรกพร้อมใจให้เป้า 150 อะไรแบบนี้ แต่ถ้าพวกเขาไม่เคยเชียร์มาก่อนหรือมีคนตามไม่กี่เจ้าและทุกเจ้าออกมาเชียร์พร้อมๆกันช่วงแรกๆหุ้นมักจะวิ่งนะครับ ผมเคยเห็นหุ้นลักษณะนี้เยอะมาก ก็คือว่า เราเล่นกับพื้นฐานไม่พอถ้าให้ดีเราต้องเล่นกับหุ้นที่กำไรไปก่อนราคาแต่เราก็จะยังไม่ซื้อจนกว่าจะมีโบรกมาเชียร์ อะไรแบบนี้เป็นต้น ผมลองแบบทางเลือกเป็น scenario ง่ายๆประมาณนี้

 1.good news price in

2.good news has not price in

3.bad news price in

 4.bad news has not price in

ถามว่า 4 อย่างขั้นต้นผมชอบแบบไหนมากที่สุดคำตอบคือที่สอง เพราะดูแล้วมีตัวเร่งมากที่สุดถามว่ามีด้วยเหรอข่าวดียังไม่อยู่ในราคา มันมักจะเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆเช่นไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมงหรือ 1 วัน ผมจำได้ว่าปลายปี 2008 ตอนนั้นหุ้น property อย่าง qh ps ap ลงจากจุดสูงสุดไปถึงจุดต่ำสุดประมาณ 75-80% ซึ่งผมมองว่า undervalue มากแต่ไม่รู้จะหาจังหวะซื้ออย่างไร ตอนนั้นมีการบอกว่าจะมีการต่อมาตรการภาษีอสังหา ผมจำได้ว่าตอนที่ประกาศข่าวหุ้นยังไม่ขึ้น ถ้าผมจำไม่ผิดวันแรกหุ้นจะยังไม่ขึ้นแต่วันที่สอง ไอ้ทั้งกลุ่มนี้ขึ้น 20-27% ตัวที่ขึ้น 27% ภายในวันเดียวถ้าจำไม่ผิดจะเป็น ap ส่วน qh ps ประมาณ 20% ตอนนั้นผมก็ได้เห็นกับตาว่าตลาดมันไม่มีประสิทธิภาพนี้หว้า ประกาศแล้วกว่าจะรับข่าวจะมี lag ไปหน่อย แต่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนั้น sentiment ตลาดแย่มากทำให้คนไม่แน่ใจว่าข่าวดีจะทำให้หุ้นขึ้นไหม ผมคิดว่าจากตัวอย่างข้างต้น good news price in จะเป็น scenario ที่ทำให้เราขาดทุนได้หนักที่สุด ตามปกติแล้วคนข้างในมักจะรู้ผลประกอบการณ์ก่อนนักลงทุนทั่วไปและซื้อหุ้นดักไว้ก่อนและถ้าถึงขนาดประโคมข่าวทางหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์หุ้น(ไม่เอ่ยชื่อเดี่ยวโดนฟ้อง)ปกติมักจะเป็นทำไปเพื่อจะออกของ นั้นก็คือถ้าไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีในระยะยาวแล้วมีข่าวดีที่เปลี่ยนพื้นฐานระยะยาวได้เยอะกรณี good news price in จะทำให้เราเจ็บตัวได้เยอะ กรณี bad news price in นั้นเราจะต้องแยกให้ออกว่าเป็น one time bad news price in หรือเปล่า เช่นแต่ก่อนผมซื้อ top ตอนราคา 25 บาทเพราะว่างบปี 2008 กำไรน้นอยมาก แต่กำไรที่น้อยมากมาจาก ราคาน้ำมันที่ลดลงเยอะแล้วทำให้ โรงกลั่นต้องบันทึก stock loss แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อฐานราคาน้ำมันต่ำแล้วและน้ำมันลงมาเยอะแล้วการการที่ดอลล่าแข็งค่าขึ้นเยอะส่วนนึงคือคนหลบเข้า safe heaven ไปซื้อบอนในตอนนั้น bong yield ชนิด 10 ปีและ 30 ปี (ประมาณปลายปี 2008 ถึงเดือน 1-2 ปี 2009) bond yield ต่ำชนิดว่าแทบจะต่ำที่สุดในรอบ30 ปีขึ้นไป ดังนั้นผมก็ถือว่าข่าวร้ายรับไปเละแล้วและไม่ได้เป็นชนิดที่เกิดบ่อยๆ หรืออีกกรณีนึงคือ scsmg ที่มีรายการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นเยอะมากและทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงไปเยอะ แต่ประเด็นคือบริษัทได้ขายหุ้นไปแล้วฉะนั้นงบงวดที่มีขาดทุนจากหุ้นจะถือเป็น one time bad news price in เพราะถ้าเราดูจากกำไรปกติไม่นับขาดทุนพิเศษ pe ของหุ้นในตอนนั้นจะค่อนข้างถูกเป็นต้น จริงๆแล้วผมจะคิดหุ้นทุกตัวออกมาเป็น case ประมาณนี้แล้วพยายามใช้การคาดการณ์ให้น้อยแต่ใช้ประโยชน์จากการที่ตลาดในช่วงนั้นไม่มีประสิทธิภาพครับ

ความเห็น (19)

survival ให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดถึงรางวัล+(update fundflow)

พีสุมาอี้ เคยเล่านิทานให้ผมฟัง ผมขอนำมาขยายความเพิ่มเติม นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า มีเมืองอยู่สองเมืองทำศึกกัน แล้วพระราชาของเมือง ก ก็บอกว่าในการทำศึกครั้งนี้ถ้าใครตัดหัวทหารฝ่ายตรงข้ามได้มากที่สุด คนนั้นจะได้เงินรางวัลก้อนใหญ่ แล้วก็มีทหารคนนึงชื่อว่าบู๊ล้างผลาญ ทหารคนนี้ต้องการได้รางวัลเยอะที่สุด ก็เลยถือดาบสองมือ และไม่ใส่เกาะเพราะคิดว่าการใส่เกาะจะทำให้ตัวเองวิ่งได้ช้าลงและตัดหัวข้าศึกได้น้อยลง ว่าแล้วบู๊ล้างผลาญก็เอาดาบ2มือพร้อมตัวเปล่าๆ กับความหวังว่าตัวเองจะตัดหัวข้าศึกได้มากที่สุด ปรากฏว่าตอนเริ่มต้น บู๊ล้างผลาญก็ตัดหัวได้มากมายแกว่งไกวดาบสองมือจนเลือดนองสนามรบ แต่อนิจจา สิ่งที่บู๊ล้างผลาญลืมคิดไปคือว่า ข้าศึกไม่ใช่ควาย(ควายพิมพ์ถูกแล้ว)ใครมันจะให้คนอื่นฆ่าอยู่ข้างเดียวด้วยความที่คิดถึงแด่เงินรางวัลจากพระราชาทำให้บู๊ล้างผลาญไม่ระวังตัวโดนธนูเสียบคาหัวใจตายคาสนามรบ  อนิจจา ถึงแม้จะตัดหัวข้าศึกได้มากแค่ไหนแต่ตายในสนามรบก็หาได้ประโยชน์ใดๆไหม ทหารอีกคนนึงชื่อนายรุกและรับอย่างรอบคอบ เขาลงสนามรบโดยไม่ได้สนว่าเขาจะตัดหัวได้มากที่สุดหรือไม่ แต่เขาเตรียมเกาะเตรียมโล่และมีดาบลงสนามรบ เขาตัดหัวข้าศึกได้น้อยกว่าบู๊ล้างผลาญเพราะระวังตัวตลอดเวลา เพราะเขารู้ว่าคู่ต่อสู้ไม่ใช่ควายให้ใครฆ่าง่ายๆ ข้าศึกยิงธนูใส่เขาเขาก็มีโล่ป้องกัน ทะลุมาก็ยังมีเกาะสุดท้ายพอสงครามจบ รุกและรับอย่างรอบคอบก็ได้รางวัลปลอบใจถึงแม้เขาตัดหัวข้าศึกไม่ได้มากที่สุดแต่เขาก็ตัดได้บ้างและเอาตัวรอดในสงครามได้

ชีวิตจริงเวลาเล่นหุ้นหลายคนชอบทำตัวบู๊ล้างผลาญลุยดะๆ คิดว่าทุกอย่างจะเป็นแบบที่ตัวเองคิด คิดว่าคนอื่นจะรู้น้อยกว่าเขา คิดว่าเขาฉลาดที่สุด กว่าจะรู้ตัวก็ตายอยู่ในสนามรบ ถึงแม้จะเคยทำกำไรได้เยอะแยะแต่สุดท้ายก็ตาย ก็คือเงินหมดตอนตลาดขาลงไม่มีประโยชน์เลย พี่ mudleygroup สุดยอด trader ไทย เคยบอกว่าอยู่รอดให้ได้นานพอแล้วจะรวยเอง ผมเองเห็นด้วยคือ ถ้าประคองตัวผ่านภาวะแย่ๆได้โดยเสียไพร่พลน้อยที่สุด สุดท้ายโอกาศจะมาเอง ตลาดหุ้นวัดคนทั้งขาขึ้นและขาลง คนที่รอดขาลงได้แต่ทำเงินขาขึ้นไม่ได้ก็ไม่ถือว่าเก่ง คนที่ขาขึ้นทำเงินได้ขาลงเสียกลับหมดก็ไม่ถือว่าเก่งอยู่ดี ขาขึ้นต้องได้เยอะขาลงเสียน้อยๆ หรือขาลงเสียมาก แต่ขาขึ้นได้โคตรมากๆๆ ก็ได้

หมายเหตุ บทความนี้ต้องการจะสื่อถึงการลงทุนด้วยความระมัดระวัง ไม่ได้จะสื่อว่าตลาดน่าจะลงหรือจะขึ้นทั้งนั้นนะครับ

ความเห็น (147)

เป็นนักลงทุนอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ

กรุณาอย่าเอ่ยชื่อบุคคลใด เพราะตัวอย่างที่จะพูดอาจเป็นเพียงสิ่งสมมุติถ้าใครพาดพิงคนอื่นออกมาเป็นชื่อ ผมจะลบความเห็นนั้นนะครับ

1.ตามเว็บบอร์ดต่างๆจะมีพวกคอยทำตัวให้เป็นเซียน โดยวิธีการสร้างภาพของเขาก็คือ หุ้นตัวไหนขึ้นจะออกมาแสดงตัวอย่างเดียว แต่ไม่เคยโพสให้ความรู้คน ไม่เคยมีหลักการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน รอจนปลายปีก็จะเข้าไปบอกว่าตัวเองได้ผลตอบแทนสูงลิ่ว ผมออกมาพูดเรื่องนี้เพราะผมอยากจะบอกว่า ค่าของคนอยู่ที่อะไรบ้าง ความเห็นผม อยู่ที่ความสามารถและการแบ่งปัน แต่บางคนไม่แชร์ความรู้อะไรโอ้อวดว่าตัวเองได้เงินปันผลเท่านั้นเท่านี้ เงินปันผลซื้อรถได้กี่คัน ถือเป็นที่สุดของการเสียสติอย่างยิ่งยวด เพราะคนอื่นไม่ได้นับถือคุณที่คนเป็นคนมีเงิน คุณมาเงินมันก็เรื่องของคุณ เพราะมีก็ไม่ได้เอามาแบ่งผมซักหน่อย แล้วเงินน่ะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือว่าสร้างภาพไปวันๆ มือใหม่ระวังคนประเภทนี้ให้ดี เพราะเขาจะไม่แชร์ความรู้หลักการข้อมูลอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ทำคือ อวดอ้างผลตอบแทน กับ อวดรวย เพื่อที่จะให้คนอิจฉาและสร้างสาวกไปซื้อหุ้นตาม ที่พูดไม่ได้จะกล่าวถึงใครเฉพาะเจาะจง แต่ผมอยากฝากข้อคิดถึงมือใหม่ที่จะหลงเชื่อแล้วไปให้คนแบบนั้นหาประโยชน์

2.กับดักต่อมาก็คือ คนเราชอบเอาอะไรสั้นๆมาตัดสินผู้คน บางคนทำผลตอบแทนได้ดีมากๆปีเดียว ใครๆก็พากันยกขึ้นหิ้งว่าเป็นเซียน ผมอยากจะบอกว่าในหนังสือ intellingence investor ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าคุณขับรถด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วถึงที่หมายเร็วกว่าคนที่ขับรถด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าคุณเก่งกว่า แต่คุณกำลังเสี่ยงให้ชีวิตไปตายมากกว่าเขาเพื่อจะถึงจุดมุ่งหมายให้เร็ว คนที่ได้ผลตอบแทนมากๆในปีเดียว ผมไม่เคยคิดว่าเขาเก่งเลย จนกว่าผมจะได้ฟังวิธีการลงทุนของเขาว่ามีหลักการอย่างไร ถ้าเขาบริหารความเสี่ยงได้ดีแล้วได้ผลตอบแทนมากๆ แบบนี้เก่งจริง แต่ถ้าเล่นบ้าเลือด ทุ่มหมดหน้าตักตลอดเวลาแล้วได้ผลตอบแทนเยอะๆ ผมว่ามันก็แค่ผีพนัน ถ้าใครไปยึดผีพนันเป็นแบบอย่างแล้วไปเอาอย่างก็คงจะฉิบหายตามอย่างง่ายดายเท่าที่ผมรู้มาคนที่ได้ผลตอบแทนมากๆโดยไม่ได้เสี่ยงมาก คือ พี่โจ ลูกอีสานแห่งเว็บไทยวิไอ

3.ภาพลักษณ์ที่คนชอบเชื่ออะไรง่ายๆต่อมาก็คือ การที่ใครๆพากันยกย่องว่าคนๆนึงเป็นเซียนในหุ้นแบบนึง อย่างเช่น คุณ xx เป็นเซียนในหุ้น yy โดยที่คุณ xx แทบไม่เคยประสบความสำเร็จจากหุ้นกลุ่ม yy เลยด้วยซ้ำ แค่ไปซื้อปีที่ดัชนีเป็นขาขึ้นแล้วหุ้นส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่แล้ว ใครๆก็พากันบอกว่าคุณ xx คือเซียนหุ้นกลุ่ม yy แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้น การจะวัดว่าใครเป็นเซียนหุ้นกลุ่มไหนได้แต่ดูย้อนหลัง และต้องดูเทียบด้วยว่าดัชนีขึ้นมาเยอะไหม ถึงจะพอวัดได้อย่างแท้จริง

4.บางครั้ง (ขอเน้นว่าบางครั้ง)หลักการก็อยู่เหนือถูกหรือผิด ถ้าคนๆนึงวิเคราะห์หุ้นถูกแต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกี่ยวกับตลาดทำให้หุ้นลงแรง คนก็คิดว่าคนนี้ไม่เก่งแต่อีกคนนึง ไม่ได้เก่งเพียงแต่ซื้อหุ้นบางตัวแล้วฟลุ๊กตลาดพาไปหุ้นขึ้นมาเยอะ ทำให้เขาก็ดูดีได้ เรื่องนี้ทำไมผมถึงพูด เพราะว่าหลายคนเวลาอ่านเว็บบอร์ดหรืออ่านข้อมูลอะไรก็ตามมักจะดูว่าคนเป็นคนให้ความเห็น ซึ่งบางทีท่านอาจจะมีมุมมองต่อคนที่ฟลุ๊กถูกว่าเก่งจริง แล้วมีมุมมองต่อคนที่เหตุผลถูกแต่สภาพแวดล้อมไม่ดีว่าเขาไม่เก่ง ทำให้มีความลำเอียงในการรับข้อมูลข่าวสารและส่งผลเสียต่อการประมวลผล

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่ผมอยากฝากไว้เผื่อจะมีประโยชน์ในการมองนักลงทุนคนอื่นๆ ครับ

ความเห็น (152)

ค้นหาไม้ตาย

ถ้าเราดูการ์ตูนต่อสู้ของญี่ปุ่นทุกเรื่องเพระเอกจะต้องมีไม้ตายที่เอาไว้พิชิตคู่ต่อสู้ อย่างก้าวแรกสู่สังเวียนเพระเอกก็มีเด็มซี่โรล และยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งต้องหาไม้ตายเพิ่มขึ้น ผมมาลองคิดๆดูแล้วนักลงทุนเองก็ไม่ต่างจากมาคุโนอุจิ อิปโปที่ถ้าอยากคว้าชัยชนะการค้นหาไม้ตายคงเป็นสิ่งจำเป็น บางคนบอกว่าใช้วิธีเหาฉลามก็ได้นี้ (พี่พอใจ)นั้นก็เป็นไม้ตายอย่างนึงเหมือนกัน

จริงๆแล้ว ท่าไม้ตายมักจะไม่ใช่ของที่ได้มาง่ายๆ การได้มาซึ่งท่าไม้ตายมักจะต้องมีพื้นฐานที่ดีก่อนเสมอ เหมือนนักชกที่จะมีหมัดไม้ตายก็ต้องมีการฝึกซ่อมพื้นฐานมาอย่างดีก่อน ท่าไม้ตายควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนสามารถพลิก สถานการณ์ได้ คนเราจะมีท่าไม้ตายหลายท่าหรือท่าเดียวก็สุดแล้วแต่ขอให้ใช้ได้ผลเป็นพอ มาคิดดูนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จรุ่นก่อนๆ จะมีจุดเด่น หรือจุดขายบางอย่างที่ทำให้เขามีท่าไม้ตาย ด้านล่างมีหัวข้อ ชื่อย่อของแต่ละคน โดยนำจุดแข็งของแต่ละคนมาพูด จะเห็นได้ว่าแค่พูดตัวย่อ 1 ตัวอักษรกับจุดขายของคนนั้น คนก็จะนึกออกแล้วว่าเขาคือใคร

ผมเองมีพื้นฐานทางการเงินมาก่อนจากการเป็น vi และหลังจากที่ได้ศึกษาเรื่อง ฟันโฟลเป็นอาวุธอย่างนึงที่ช่วยปกป้องเงินต้นได้พอควร และทำให้เล่นรอบหุ้นตัวใหญ่ได้ง่ายขึ้นเพราะหุ้นตัวใหญ่ๆจำเป็นต้องดูโฟลเป็นพอสมควร จริงๆแล้วชอบมีคนถามผมว่าทำไมบางครั้งผมไม่ได้เล่นหุ้นฟันโฟล จริงๆแล้วก็เพราะว่าฟันโฟลเป็นอาวุธอย่างนึงของผม แต่ฟันโฟลไม่ใช่ทั้งหมดของการลงทุนที่ผมใช้ ผมคิดว่าฟันโฟลเป็นอาวุธที่เสริมมากกว่าเป็นวิชาหลักของการลงทุน ผมคิดว่ามันช่วยได้ในเรื่องการปกป้องเงินต้นและดูภาพใหญ่ของภาวะเศรษฐกิจและเม็ดเงิน ตอนที่ผมศึกษาศาสตร์นี้ผมก็ต้องนั่งขุดค้นข้อมูลเก่าๆมากมาย จนผมได้ข้อมูลดิบมากพอระดับนึง ก็เริ่มมาลองใช้จริงก็คิดว่าได้ผลระดับนึง แต่หลังจากไคร่ครวญแล้วผมว่าฟันโฟลดูเหมือนเป็นศาสตร์อะไรที่ตั้งรับได้ดี ในมุมมองผม คือ น่าจะช่วยปกป้องเงินต้นได้มากกว่าสร้างผลตอบแทนอย่างดุดัน

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ผมจะสร้างอาวุธใหม่ อาวุธที่เน้นในเชิงรุกมากขึ้นผลตอบแทนของผม ถ้าเทียบกับเซียนๆแล้วนับว่า range ของผมแคบ คือสมมุติว่าเซียนอยู่ที่ติดลบ 50 จนถึง + 300 ของผมคือติดลบ 15 จนถึงบวก 100 เศษนั้นทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดไปคือ ผมอยากให้ range ด้านบวกผมสูงขึ้นกว่าเดิม ผมมีวิธีการบางอย่างที่ผมมั่นใจว่าปกป้องเงินต้นได้มากพอแล้ว ผมมีอาวุธเชิงรับแล้วแต่ผมยังไม่มีอาวุธเชิงรุกเลย และแล้วตอนนี้ผมก็เห็นแล้วว่าไม้ตายใหม่ที่ควรผมฝึกคืออะไร (อย่าถามผมเพราะว่า ถ้ายังฝึกก็เรียกเป็นท่าไม้ตายไม่ได้) แต่อาวุธแบบใหม่ที่ผมจะฝึกไม่ใช่ 1 อย่าง แต่เป็น 3 อย่างที่ผมจะฝึกมันพร้อมกันๆ เป็นอาวุธที่ได้ไอเดียมาจาก 3 คน ไม่คิดว่าจะทำได้ดีเหมือนต้นแบบหรอก แล้วก็ไม่คิดว่าจะทำได้ทุกอย่างแต่คิดว่าถ้าพอไปไหว ก็น่าจะได้อาวุธเชิงรุกที่แข็งแกร่งขึ้นมาประดับตัวผมแบบใหม่ 

ผมเองสนับสนุนให้นักลงทุนลองสำรวจตัวเองว่ามีพื้นฐานแน่นพอหรือยัง ถ้าแน่นพอแล้วเรามีไม้ตายหรือยัง ถ้ามีแล้วมันใช้ได้ผลไหม ถ้าไม่ได้ผลจะสร้างได้อย่างไร อย่างตอน คิมูระชกกับ มาชิบะ เขาก็ถามตัวเองว่าถ้าเข้าไปประชิดตัวได้แล้วจะออกหมัดอะไรล่ะเพื่อคว่ำมาชิบะ แล้วก็คิดจนได้ท่าไม้ตายใหม่มาก็คือ ดราก้อนฟิชโบล ข้อแนะนำประการต่อมาคือ ถ้าคิดว่าจะใช้ไม้ตายใหม่ให้ลองดูย้อนหลังว่าวิธีที่ว่า ถ้าเอาไปซื้อขายจริงน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีจริงหริอไม่ ผมเองอาศัยว่ามีรุ่นพี่ดีๆ เวลาคิดไม้ตายใหม่ก็จะลองถามความเห็นเขาว่าคิดว่าเป็นไปได้ไหม หรือมีจุดอ่อนอะไรบ้าง เพราะผมคิดว่าเขาจะช่วยขัดเกลาในสิ่งที่ผมเป็นให้ดียิ่งๆขึ้นไป

แล้วคุณล่ะมีไม้ตายหรือยัง ? ถ้ามีรบกวนเล่าให้ผมฟังบ้างสิ เผื่อผมจะช่วย comment ให้คุณได้นะ (อิอิ หลอกถามอาวุธคนอื่น)

ความเห็น (38)

สวัสดีปีใหม่นักลงทุนทุกคน

ปีนี้ได้ผลตอบแทนดีกว่าที่คิดเพราะได้มหามิตรและดวงดีแท้ๆเลย คิดว่าปีนี้นักลงทุนส่วนใหญ่คงจะยิ้มกันถ้วนหน้า และรู้สึกว่าได้อะไรสมกับที่ลงแรงศึกษาหาความรู้กัน ผมเองดีใจที่ได้ทำ blog นี้ขึ้นมาเพื่อพูดคุยเรื่องการลงทุนกับทุกท่าน ช่วงปลายปีผมได้เปิด course สอนเรื่องฟันโฟลให้นักลงทุนทั้งหน้าเว็บและหลังเว็บรวมกว่า 70 คน ถือเป็นความภูมิใจของผมที่ได้แชร์มุมมองการลงทุนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ และการจัดกิจกรรม meeting ส่วนตัวแล้วผมถือว่าประสบความสำเร็จในระดับนึง แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีผู้ติดตามอ่านบล็อกผมทุกคนที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนในผลงานของผม ผมเองบางครั้งอาจจะมีล่วงเกินหลายท่านไปบ้างทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผมขออภัยทุกท่านด้วยครับ จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ไม่เก่ง แต่ผมโชคดีที่มีมิตรดีๆ คงไม่ได้ที่ผมจะไม่เอ่ยถึงท่านเหล่านี้

1.พี่สุมาอี้ ผมขอบคุณพี่มากสำหรับความเมตตาที่พี่มีให้ผม พี่เป็นสุดยอดนักวางกลยุทธ์ในด้านการลงทุนที่ดีที่สุดที่ชีวิตผมเคยเจอเลย

2.พี่ bremner สอนสั่งผมหลายอย่าง ความรู้ที่ได้จากพี่ประมาณค่าไม่ได้ ผมเองซาบซึ่งในน้ำใจและรู้สึกนับถือพี่เป็นครูบาอาจารย์และพี่ที่ดีของผมเสมอครับ

3.พี่โจลูกอีสาน ถึงจะเคยเจอตัวจริงกันแค่ครั้งเดียวแต่พี่เป็นคนดีจริงๆ พี่ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองแต่พร้อมจะเสียสละเพื่อนักลงทุนทุกๆคน

4.พี่ ih ให้คำแนะนำเรื่องการลงทุนให้ผมเสมอ สอนผมเรื่องการใช้ชีวิตการวางตัว สุดยอดเซียนผู้น่านับถือ

5.อาจารย์ mprandy ที่คอยให้คำแนะนำทางด้านการเศรษฐศาสตร์มหภาคผมเสมอ ตอบเมล์ผมคนเดียวตอบซะยาว แถมรับคำชวนผมเปิดสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้นักลงทุน ขอบคุณจากใจ

6.หมอเค  ขอบคุณที่พาผมไปเจอกับคนเก่งๆและมีอะไรดีๆก็นึกถึงผมตลอดถ้าไม่ได้หมอเค ผมคงไม่รู้จักคนมากมายขนาดนี้ ขอบคุณหลายๆ

7.พี่วิบูลย์ เซียนหุ้นตัวจริง ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องหุ้นพลังงาน โรงกลั่น ปิโตร และดีใจที่ได้คุยกับพี่ในกระทู้ตระแกรงล่อนหุ้นยาวนานเกือบ 50 หน้า

8.ขอบคุณพี่เล็ก ck สำหรับคำแนะนำเรื่องการลงทุนที่เคยมอบให้ผมในเว็บ มวยวัดถึงผมจะไม่ค่อยได้เจอพี่แต่ก็นับถือและเคารพในตัวพี่เสมอ

9.ขอบคุณผึ้ง ที่ส่ง research ให้ผมมหาศาลนับไม่ถ้วนดูแล้วเกือบ 7000 เมล์ได้เลย ข้อมูลหลายอย่างถ้าผึ้งไม่หาให้ผมก็เหมือนคนพิการที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง

10.ขอบคุณพี่แจ็ค  ที่สั่งสอนผมเรื่องกราฟ case study หุ้นกว่า 50 ตัวที่ได้จากพี่ทำให้ผมได้รู้สุดยอดเคล็ดลับการดูกราฟ

11.ขอบคุณพี่กุหลาบงามหลังฝน พี่ฝน พี่หมี พี่ nortuss ที่ต้อนรับผมที่หาดใหญ่ถึงขนาดขับรถรับส่งที่สนามบินให้และจองห้องพักแถมยังเลี้ยงข้าวผม ดีกับผมขนาดนี้ผมไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ขอบคุณที่ให้ความเอ็นดูผม ถ้ามากรุงเทพบอกผมได้เลย ผมจะดูแลให้อย่างดี ชาวหาดใหญ่ใจดีกับผมมาก ผมขอบคุณมาก

12.ขอบคุณพี่พอใจที่แนะนำสิ่งดีๆให้ผมหลายอย่างและสอนเคล็บลับเซียนหุ้นให้ผมฟัง ไม่น่าแปลกใจที่ใครๆรักพี่เพราะว่าพี่เป็นพี่ที่ดีของน้องๆทุกคนและจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป

และขอบคุณผู้อ่านบล็อกผมทุกคน ถ้าไม่มีคนอ่าน คนเขียนอย่างผมก็ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน ขอบคุณที่ติดตามผลงานของผม ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีของทุกท่านครับ

ฮง หน้าเด็ก(โคตรๆ)

ความเห็น (22)

ตัวย่อชื่อสุดยอดเซียนที่(ส่วนใหญ่)เคยรู้จัก(ขำขัน)

ลองทายกันดูสนุกๆก็ได้นะ ใครทายถูกครบหมด ให้ขอเอกสารหรือไฟล์เสียงอะไรก็ได้(ที่ผมมีนะ) ถ้าจะเอาของรางวัลต้องถูกหมดในครั้งเดียวนะ

1.ส– สุดยอดนักวางกลยุทธ์การเล่นหุ้นแห่งโกรท                                                                         

2.ล–สุดยอดปีเตอร์ลินเมืองไทย

3.i–ผู้รอบรู้หุ้นทั่วราชอาณาจักร

4.น–ผู้ก่อกำเนิด vi เมืองไทย

5.v–เจ้าของฉายาแก๊สหลุมละพัน

6.b–สุดยอดนักเล่นหุ้นคอมโม

7.ว–สุดยอดfundflow ในใต้หลา

8.ว2–ผู้เปิดเผยความลับของฟ้า วอลุ่ม

9.b2–คนมหัศจรรย์เรือ 10 เด้ง

10.p–พี่ที่ดีของน้องๆใน tvi

11.r–เจ้าพ่อสถิติ

12.p–ผู้สร้างชื่อจาก svi

13.ป–เทพแห่งกราฟแท่งเทียน

14.j–เจ้าพ่อคอมโมปีที่แล้วหน้าแหก

15.c–เจ้าพ่องบการเงินแห่ง tvi

16m–ผู้รอบรู้เศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ

17.c2–สุดยอดหมอหนุ่มจอมฟิตจัดกิจกรรม

18.m2–สุดยอด trader ฝีมือระดับประเทศ

19.h–คนหน้าเด็ก

20.b3–superอภิมหาสุดยอดมหาขี้โม้ แห่งศตวรรษเทพนาธาน(อย่าพูดชื่อนะคนนี้รู้กันว่าใคร ไม่ต้องตอบคนนี้ก็ได้) ขำๆปิดท้าย ถ้าพูดชื่อเดี่ยวกลายเป็นผมไประบุว่าเขาขี้โม้ อิอิ

ความเห็น (15)

สินค้าในร้าน 7-11

เคยมีหุ้น cpall แล้วก็ไม่มีเป็นชาติแล้ว และก็คงจะไม่ได้ซื้ออีก แต่ช่วงหลังๆเข้า 7-11 บ่อยวันนี้ไม่ได้จะมาพูดตัวหุ้นแต่อยากชวนคุยเกี่ยวกับสินค้าในร้าน cpall   ผมไม่ได้ตามว่าที่หุ้น 7-11 ขึ้นมาทุกวันนี้เพราะอะไร แต่ผมลองเข้าไปซื้อสินค้าในร้านเขาแล้วก็ มีความเห็นในฐานะผู้บริโภคดังนี้

 1.ผมชอบกินแซนวิชที่อบชิ้นละ 22 บาท รสที่ชอบกินก็คือ หมูหยองน้ำสลัด ผมคิดว่าสินค้าชิ้นนี้ก็มีจุดขายเหมือนกันในแง่ที่ว่า สมมุติผมจะไปกินแซนวิชในห้าง สมมุติว่าผมเข้าไปที่ร้าน s&P แซนวิชชุดนึงก็เกือบร้อยผมมาซื้อใน 7-11 ไม่ดีกว่าเหรอ 2 ชิ้นก็ 44 บาทเอง แต่ในมุมกลับกันถ้าซื้อมาทำเองต้นทุนคงไม่เกิน 10 บาทต่อชิ้น แต่ประเด็นคือผมไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น

2.เกี๋ยวซ่าของ oishi ในร้าน 7-11 ก็เป็นสินค้าที่ผมกินบ่อย ถ้าผมจำไม่ผิดราคาน่าจะ 29 บาท มีประมาณ 5 ชิ้นผมว่าก็เป็นสินค้าที่ใช้ได้เหมือนกัน อร่อยดีผมชอบน้ำจิ้มของเขา

3.แฮมเบอร์เกอร์สเต็กไก่ เนื้อไก่ละเหมือนๆ chester grill กินแล้วชอบเนื้อไก่แต่ขนมปังรู้สึกเกรดมันต่ำๆยังไงไม่รู้

4.หมูสะเต๊ะ อันนี้เพิ่งลองกินเนื้อหมูก็นุ่มดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนซื้อเยอะไหมเพราะว่า ตามร้านอาหารน่าจะขาย หมูสะเต๊ะ ไม้ละไม่เกิน 3 บาท (มั้ง)แต่อันนี้มี 6 ชิ้น ชิ้นนึงก็กินไม่ค่อยจุใจราคาจำไม่ได้น่าจะ 25 บาทมั้งถ้าผมเป็นหน่ม สาว โรงงาน ผมว่าซื้อแล้วไม่คุ้มนะ

5.ข้าวเหนียว หมูปิ๊ง กับข้าวเหนียวไก่ทอด ผมชอบตรงที่ข้าวเหนียวนุ่มมาก ไม่รู้ทำยังไงให้นุ่มขนาดนี้แต่ประเด็นก็คือว่า เนื้อหมูและไก่น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณข้าวเหนียว ทำให้กินแล้วมักจะเหลือข้าวเหนียว ผมว่าซื้อเก็บไว้ที่บ้านก็โอเคเผื่อบางทีหิวๆก็กินได้ แต่ถ้าเป็นคนโรงงาน กินแบบนี้ไม่อิ่มหรอก ราคา 20 กว่าบาทได้มั้ง ถ้าผมรายได้ต่ำผมก็ไปกินข้าวแกงแทนนะ  อิ่มทองเหมือนกัน

6.เกี๊ยวกุ้งของ cpf ที่ขายใน 7-11 ผมว่าอร่อย แต่ผมว่าก็แพงอีกนั้นแหละ เพราะว่าจ่ายไปประมาณ 45-55แต่มีเกี๊ยวกี่ตัวนะ 5 ชิ้นปะ ไม่แน่ใจ แต่คุ้นๆว่าบะมี่เกี๊ยวกุ้งประมาณ 50 กว่าบาทมีเกี๊ยวแค่ 3 ตัวเองอะผมว่าแพงไปนะ แต่ว่ากุ้งตัวใหญ่ดีผมชอบ

 สรุปว่าผมก็ไม่รู้ว่าสินค้าพวกนี้ประสบความสำเร็จแค่ไหนแต่คิดว่าหลายตัว margin สูงมาก

ไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุให้ 7-11 กำไรดีหรือเปล่า แต่ผมก็ยังงงว่า คนที่ซื้อของพวกนี้คงเป็นชนชั้นกลางขึ้นไปหรือเปล่า พวกไฮโซติดหรูก็คงไม่กินอีกนั้นแหละ คนจนก็บอกไม่คุ้มกินข้าวแกงดีกว่า ไม่รู้ใครมีความเห็นว่าไงบ้าง

ความเห็น (21)

research

หลายคนอาจจะชอบดูถูก บทวิจัยของโบรกเกอร์ ผมคิดว่าที่เป็นแบบนั้นก็เพราะมีบทวิเคราะห์จำนวนมากที่เขียนอะไรค่อนข้างห่างความเป็นจริง หรือประมาณการกำไรไม่ค่อยใกล้เคียงความเป็นจริงแต่จริงแล้วบทวิเคราะห์ก็มีข้อดีมากกว่าที่หลายคนคิด

ผมลองจำแนกดังนี้

ข้อเสียก่อน

1.คนเขียนบทวิเคราะห์ไม่ได้เล่นหุ้นด้วยเงินตัวเองก็ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการหาข้อมูลให้เต็มที่ประมาณว่าการเดิมพันไม่ได้สูงเท่านักลงทุนที่เอาเงินของตัวเองเป็นเดิมพันฉะนั้น งานที่ออกมาก็เป็นงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่านักลงทุน

2.คนเขียนบทวิเคราะห์ที่ไปพบกันผู้บริหารอาจจะมีลูกเกรงใจที่จะเขียนให้ sell หุ้นตัวนั้น ทำให้บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่อย่างแย่ก็เขียนว่า hold และคำยอดฮิตอีกคำคือ ซื้อเมื่ออ่อนตัว หรือ buy on weakness แต่เวลาบอกให้ซื้อเมื่ออ่อนตัวไม่ยักกะบอกแนวรับแนวต้านหรือจุด stop ให้ฟังด้วย เกิดจุดที่บอกให้ซื้อเมื่ออ่อนตัวหลุดเส้น trend line ใครซื้อตรงนั้นแป๊ปเดียวก็ฉิบหายแล้ว

3.บทวิเคราะห์ชอบเป็นลักษณะค่อยๆปรับเป้าราคาขึ้นจะสังเกตได้ว่าน้อยมากที่มี research ที่ไหนให้ราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาในตลาดมากกว่า 50% ส่วนใหญ่มักจะอยู่ใน range ระหว่าง 20-30% (เคยเจอบางที่ให้ราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาในตลาดแต่บอกให้ขายก็มี ตลกจริงๆไม่รู้คิดได้อย่างไร) ไม่เหมือนโบกรต่างประเทศที่เวลาให้ราคาเป้าหมายกล้าให้สูงกว่าราคาตลาดเป็นเท่าๆ

4.นักวิเคราะห์มักจะมองอะไรสั้นเกินไปเช่น 3-6 เดือน น้อยคนที่จะมองนานกว่านั้นคนที่มองระดับหลายปีไม่ต้องพูดถึง

แต่บทวิเคราะห์ก็มีข้อดีเยอะเหมือนกันดังต่อไปนี้

1.นักวิเคราะห์มักจะติดตามหุ้นตัวนั้นๆมานานทำให้เข้าใจ story ได้เยอะถ้าเราได้คุยกับนักวิเคราะห์บางทีจะมีมุมมองที่เกี่ยวกับราคาหุ้นที่ละเอียดเพราะเขา follow มาตลอด

2.นักวิเคราะห์บางทีรู้อะไรดีๆก่อนนักลงทุนอย่างเวลามี analyst meeting หรืออะไรก็ตามที่นักวิเคราะห์ได้เข้าหาผู้บริหาร เขาอาจจะได้ฟังบางเรื่องที่เป็นประโยชน์หรือโทษของหุ้นตัวนั้นเร็วกว่านักลงทุนทั่วไปที่เข้าไม่ถึงผู้บริหาร

3.นักวิเคราะห์หุ้นบางกลุ่มอย่างเช่น commodity มักจะเป็นสมาชิกบริการที่ต้องเสียเงินแพงๆ อย่างเช่น

Bloomberg หรืออะไรต่างๆ ทำให้ได้เปรียบรายย่อยการเข้าถึงราคาสินค้า แต่หลังๆผมว่าถ้านักลงทุนขุดเก่งจริงๆอาจจะได้ข้อมูลไม่แพ้คนที่มีโปรแกรม Bloomberg แบบเสียค่าสมาชิกเลย แต่ผมยังไม่ขุดเก่งขนาดนั้น

หลังๆผมสนใจหุ้นกลุ่ม food&argi ซึ่งหลายตัวก็มีความเป็น commodity บางตัวในแง่ต้นทุน บางตัวในแง่ราคาขาย ซึ่งนอกจากการติดตามข่าวสารแล้วยังต้องอ่าน research ต่างประเทศเกี่ยวกับมุมมองด้าน demand supply ของ  soft commo hard commo หลายอย่างซึ่ง

ข้อมูลพวกนี้จำเป็นมากและไม่สามารถหาอ่านได้จากข่าวทั่วไป  ก่อนหน้านี้ 1 เดือนผมแถบไม่มีความรู้เลยเกี่ยวกับราคาสินค้าชนิดต่างๆ แต่ผมก็อาศัย research พวกนี้ในการทำความเข้าใจ และก็ไปหาหนังสือเกี่ยวกับราคาสินค้า commodity ต่างๆมาอ่านเพิ่มเติม ตอนนี้จากไม่รู้เรื่องเลยก็เริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง

ความเห็น (26)

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่

ผมว่ามือใหม่นี้มีโอกาศจะเผชิญกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองประสบผลเสียหลายอย่างทางการลงทุน ผมจะลองยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้

1.เวลามีคนมาบอกท่านว่าหลักการใดๆไม่ดีเพราะอะไรขอให้ฟังแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ อย่างเช่นเคยมีคนบอกผมว่าการดูกราฟใช้กับตลาดหุ้นไม่ได้ ซึ่งผมก็เชื่อเป็นตุเป็นตะเลย แล้วผมก็เริ่มปิดใจกับกราฟ จนกระทั่งไปหลายปีจนกระทั่งผมหันมาสนใจเรื่องกราฟอีกครั้งก็คือประมาณต้นปี 2009 แล้วก็ศึกษาแบบงูๆปลาๆมาซักพักผมกล้าพูดเต็มปากเลยว่าจากประสบการณ์ของผม กราฟช่วยให้ผมได้ผลตอบแทนดีขึ้นเวลาผมซื้อและขายหุ้นและกราฟช่วยทำให้ผมวิเคราะห์คู่กับฟันโฟลแล้วเข้าใจง่ายขึ้น ผมไม่ได้รู้สึกเซ้งคนที่เคยบอกผมว่ากราฟใช้ไม่ได้ผล แต่ผมเซ้งตัวเองที่แล้วกูไปเชื่อทำไมว่ะ ผมคิดว่าเขาไม่ได้หวังร้ายอะไรกับผม แต่ความหมายที่ผมอยากจะสื่อก็คือว่า สิ่งที่ใช้กับคนอื่นไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะใช้กับผมไม่ได้ ผมเห็นหลายคนที่เป็นวีไอชอบวิจารณ์แนวทางอื่นว่าไม่ดีโดยที่ไม่ได้ศึกษาว่าจริงๆแล้วศาสตร์นั้นมีแนวทางและหลักการอย่างไร ซึ่งผมมองว่าเป็นการปิดโอกาสให้ตัวเอง คนเล่นกราฟหลายคนก็ชอบว่าคนดูพื้นฐานว่าดูไปทำไมกราฟไม่สวยหุ้นก็ลง ผมฟังแล้วเบื่อหน่าย ผมเคยเจอคนที่ดูกราฟบางคนบอกว่าเขาไม่รู้ว่าการดูพื้นฐานหุ้นใช้ได้ผลไหม แต่ว่าเขาไม่คิดจะวิจารณ์เพราะเขายังไม่ได้ศึกษาและใช้มันด้วยตัวเอง ผมฟังแล้วก็คิดว่าคนลักษณะนี้เป็นคนที่สามารถพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะ และเวลาไปไหนก็เข้าสังคมง่าย มุมมองจะไม่แคบ นี้เป็นคำแนะนำแรกที่ผมอยากฝากถึงมือใหม่

2.ผมเห็นมือใหม่หลายคนงกค่าเรียนค่าการศึกษา มีคนมาถามผมว่าอยากอ่านบัญชีเป็นทำไงดีผมก็บอกว่าให้ไปเรียน course ที่มีเปิดสอนให้หมดทุก course เขาบอกว่าไม่เรียนได้ไหม ผมก็บอกว่าได้ก็ไปเรียนรู้เอาเองแล้วกัน เขาก็บอกว่าแล้วมีที่ๆสอนดูบัญชีฟรีๆไหม ผมบอกว่าของฟรีส่วนใหญ่มักจะไม่ดีเท่าไหร่ เขาบอกว่าไม่เป็นไร ผมเลยคิดในใจ (เรื่องของมึงแล้วเว้ย)  แล้วคนนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ผลตอบแทนแพ้ตลาดมาก เห็นบอกว่าจะเลิกเล่นหุ้นแล้ว ผมบอกได้เลยว่าการเล่นหุ้นให้ได้กำไรยากมากๆ ถึงโคตรมากๆที่สุด มันเหมือนคุณหน้าตาธรรมดาแล้วต้องจีบดาวมหาลัยให้ติด ซึ่งคุณจะต้องใช้ความพยายามสูงมากๆ อิทธิบาท 4 ต้องมีครบ ผมว่าบางคนอยากเล่นหุ้นได้กำไรแต่ไม่ put effort อะไรเลยก็เหมือนคนธรรมดาจะจีบดาวมหาลัย ไม่ซื้อของให้ ไม่ส่ง sms ไปคุย ไม่ไปรับไปส่ง ไม่รับฟังเวลาเขามีเรื่องไม่สบายใจ ผลลัพธ์คือ รับประทานแห้ว

3.รู้จักเข้าหาเซียน ขึ้นชื่อว่าเซียนคงไม่วิ่งมาหามือใหม่เอง ผมเองก็รู้จักเซียนหลายคนกว่าจะรู้จักได้ทำต้องพยายามเข้าหาทุกวิธีทาง เช่น รู้ว่าเซียนคนนี้ไปพูดที่ไหนก็ตามไปฟังพยายามไปบ่อยๆให้เขาจำหน้าผมได้ รู้ว่าเซียนสนิทกับใครก็พยายามถามจากคนนั้นว่าเซียนให้ความเห็นว่ายังไงบ้าง เซียนมองตลาดยังไงบ้าง ผมอยากรู้จักพี่ลูกอีสานมานานแล้ว งาน meeting ภาคใต้ครั้งที่ผ่านมาผมนั่งเครื่องบินไปเลย ผมกลับมาคืนวันเสาร์ก็เหนื่อยแล้ว วันอาทิตย์ผมมีสอนอีกผมก็สู้เพราะว่าผมอยากเจอเซียน ถ้าเราอยากรู้จักเซียนแล้วเราอยู่เฉยๆ เซียนจะมาหาเราที่บ้านชวนเรานั่งจิบชา แล้วเล่าหลักการกับหุ้นเด็ดให้เราฟังแล้วก็จากไปหรือยังไง อย่างท่าน ด.ร.นิเวศน์หลายคนอยากรู้จักท่านในเว็บ thaivi ก็มีงานจิบเบียร์อยู่กรุงเทพแต่ไม่ไปกันแบบนี้ ผมว่าถ้าแบบนี้คุณเข้าถึงคนเก่งยาก

4.เวลาอยู่ข้างนอกหัดใช้หูให้มากกว่าปาก เวลาไปเจอคนเล่นหุ้นข้างนอกคุณไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่คุณคุยอยู่เป็นใครเขาอาจจะเก่งชนิดโคตรเซียน คุณอยากผูกขาดการพูด พูดแล้วก็หัดถามกลับ หัดฟัง คำถามที่ควรถามยกตัวอย่างเช่น คุณทำงานที่ไหน ถ้าบริษัทที่ทำงานอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ถามต่อว่าแล้วเป็นไงบ้างภาวะอุตสาหกกรรมช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือเลวลง ถามเขาต่อว่าแล้วคิดอย่างไรกับหุ้นของบริษัทที่เขาทำงานอยู่เป็นต้น  ถ้าเขาไม่ได้ทำงานอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ถามว่าเล่นหุ้นมากี่ปีแล้ว ปกติเล่นกลุ่มไหน แล้วก็ถามว่าเวลาเล่นดูอย่างไรบ้าง เป็นต้น

ความเห็น (34)

อะไรคือ fundflow

พอดีผมได้เดินทางไปสัมผัสเซียนพี่โจ ลูกอีสานที่ภาคใต้และได้คุยกับหลายคนที่มีความสนใจเรื่องฟันโฟล ผมเลยจะขอเล่าว่ามันคืออะไรและเล่าเครื่องมือคร่าวๆสั้นๆให้สำหรับเพื่อนทางใต้หลายคนที่ไม่มีโอกาสได้คุยกันนาน และพอดีพี่ฝนก็สนใจเรื่องนี้พอดีเลยขอเล่าตอบแทนสำหรับค่าน้ำมันรถและค่าติ่มซำครับ

 

ฟันโฟลเป็นศาสตร์อย่างนึงที่ base on ความเชื่อว่ามุมมองในการโยกย้ายสินทรัพย์จะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ การก่อเกิดสภาพคล่อง และการหายไปของสภาพคล่องก็จะส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์ และสะท้อนมุมมองของนักลงทุนผ่านราคาสินทรัพย์  คอนเซ็บจากตัวอย่างจริงคร่าวๆในการใช้เครื่องมือ

1.อัตราดอกเบี้ย ถ้าต่ำจะทำให้ต้นทุนบริษัทถูกลงและทำให้คนมีแรงจูงใจในการฝากเงินน้อยลงโดยปกติจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น โดยปกติพีอีของหุ้นจะผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในแง่ของ multiple ที่สูงขึ้นและต่ำลง

2.การโยกย้ายเงินอย่างเช่นการสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเพราะหมายถึงมีการไหลของเงินออกจากตลาดพันธบัตรและปกติตลาดพันธบัตรจะใหญ่กว่าตลาดหุ้นอยู่แล้ว

3.การชันขึ้นของเส้นผลตอบแทนพันธบัตรถ้ามาจากระยะยาวสูงขึ้นแต่ระยะสั้นไม่ค่อยสูงขึ้นจะแสดงถึงมุมมองที่ต่อภาวะเศรษฐกิจเช่น 2-10 us ในช่วงไตรมาส 2 ของปี

4.การที่ส่วนต่างของพันธบัตรเอกชนกับรัฐบาลสูงขึ้นเป็นภาวะที่คนมีมุมมองไม่ดีต่อภาวะเศรษฐกิจ เพราะคนต้องการผลตอบแทนจากเอกชนสูงขึ้น

5.การเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตรเพื่อดูว่าคนมีแรงจูงใจในการโยกย้ายเงินมาที่ตลาดใด เราสามารถดูค่าเฉลี่ยย้อนหลังได้ว่าปกติแต่ละประเทศมีแก๊บเท่าไหร่ภาวะที่น่าลงทุนคือ แก๊บสูงกว่า average เป็นต้น

 6.ถ้าดอกเบี้ย interbank สูงขึ้นแสดงว่าเกิดภาวะเงินตึงเพราะคนมองเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ไม่กล้าปล่อยกู้ระหว่างกันโดยปกติจะเทียบกับ พันธบัตรระยะสั้น 3 เดือนรัฐบาล

7.การพิมพ์เงินช่วยให้ราคาสินทรัพย์เฟ้อขึ้นได้อย่างมาตรการ qe ในเดือนมีนา 2009 เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หุ้นทั่วโลกขึ้นมาได้เยอะเหมือนกัน

ขอสั้นๆแต่ได้ใจความประมาณนี้ก่อนแล้วกันเนอะ จริงๆเคยพูดแล้วทั้งนั้นของพวกนี้

ความเห็น (16)

สถิติทางการลงทุน

พอดีเพิ่งได้เอกสารสุดยอดมาชุดนึงเลยรองสรุปข้อมูลเชิงสถิติมาให้ฟัง ทั้งของเก่าและของใหม่ ก่อนอื่นขอเขียนคำเตือนก่อนว่า มันเป็นสถิติซึ่งแสดงถึงความน่าจะเป็นเฉยๆ ไม่ได้เป็นสัจธรรมแต่อย่างใด ถ้าผมเขียนกระทู้มีสาระแล้วไม่มีคน comment วันหลังผมจะเลิกเขียนแล้วนะ บอกก่อน อิอิ

1. set จะชี้นำผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน ประมาณ 6 เดือนเช่นกำไรไตรมาส 4 ที่จะโตตลาดจะตอบสนองไปตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 เป็นต้น

2.เวลาที่ gdp ถดถอยจะมีหุ้น 4 กลุ่มที่มีรายได้ out performe ตลาดคือ สื่อสาร ค้าปลีก อาหาร โรงพยาบาล

3.การลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของ fed และลงทุนใน set ต่อจากนั้นอีก 6 เดือนจะให้ probability  ในการชนะ 83% โดยได้กำไร 5 ครั้งจาก 6 ครั้ง และครั้งที่ขาดทุนสูงสุดขาดทุนประมาณ 20% ครั้งที่กำไรสูงสุดประมาณ 60%

4.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ fed ครั้งแรกแล้วลงทุนต่อจากนั้น 6 เดือนโอกาสแพ้และชนะจะ 50:50 %ได้เสียก็เท่ากัน ฉะนั้นคนที่คิดว่า fed ขึ้นดอกแล้วตลาดคงรับข่าวแล้วและจะเริ่มซื้อหุ้น น่ากลัวว่าโดยสถิติโอกาสชนะแค่เพียงเท่ากับโยนหัวก้อยเท่านั้นเอง

5.โดยสถิติแล้วหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก fed ต่อจากนั้นอีก 6 เดือน sector ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดคือ Property ต่อด้วย พลังงาน และ ธนาคาร

6.การลงทุนด้วย fundflow momentum ได้ผลตอบแทนสูงกว่า earning momentum และได้ความน่าจะเป็นสูงกว่า โดยวิธีวัดคือ ถ้ากำไรบริษัทจดทะเบียนโตติดกันมากกว่า 2 ไตรมาสและเริ่มลงทุน หลังจากนั้นจะให้ผลตอบแทนอย่างไรวิธีวัด fundflow momentum คือซื้อติดกันสองเดือนและการซื้อเดือนที่สองต้องมากกว่าเดือนแรกและลงทุนต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้น่าสนใจมาก

7.การใช้กลยุทธ์ sell in may and go away until November เฉลี่ยเป็น % ย้อนหลังแล้วไม่มีนัยยะต้องการลงทุนแต่อย่างใดชนะตลาดได้แค่ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ยเท่านั้นเอง โดยเก็บสถิติตั้งแต่ปี 98-08

8.ถ้าใช้วิธีถือหุ้นกลุ่มแบงค์ในไตรมาส 1 และ 4 และถือพลังงานในไตรมาส 2 และ 3วิธีนี้ตั้งแต่ปี 1998-2008 สามารถชนะตลาดได้ถึง 22% ต่อปีโดยเฉลี่ยข้อมูลตรงนี้ผมเห็นแล้วค่อนข้างจะดีเวอร์ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนเก็บสถิติใช้วิธีวัดจากดัชนี sector หรือว่าลงทุนเฉลี่ยรายตัว

9.ตลาดไทยส่วนใหญ่จะ discount ข่าวการเมืองเก่งมากเวลามีเรื่องจริงๆก็ไม่ลงแล้วแต่จะ discount ประเด็นสภาพคล่องห่วยมาก เรียกว่ารอเรื่องสภาพคล่องแล้วค่อยซื้อขายหุ้นหากินได้เลย

10.สถิติในรอบ 30 กว่าปี ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นสูงในเดือนกันยายน ,พฤศจิกายนและธันวาคม ในทางตรงกันข้าม ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในเดือนมีนาคม, กรกฎาคม และตุลาคม

ความเห็น (21)

why value investing is popular?

พอดีมีคนแซวว่าไม่ update blog จะปล่อยหมัดฆ่าหมีของทากะมูระใส่หน้าผม หมัดนี้อาจทำให้ตายได้เลยต้องรีบเขียนเรื่องใหม่

ผมเขียนข้อดีของ vi และจะเขียนมุมมองใหม่ๆเพิ่มเติมด้วย

1.เพราะความเป็นเหตุเป็นผลค่อนข้างจะสูงก็คือการลงทุนในตัวธุรกิจนั้นเอง การลงทุนในแนวทางอื่นๆบางครั้งฟังดูขัดกับ common sense ของผู้ลงทุน

เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ จริงๆแล้วแนวทางอื่นๆก็มีความเป็น commonsense สูงเช่นกัน ยกตัวเอย่าง กราฟ ถ้าเราบอกว่าราคาวันนี้ปิดที่จุดสูงสุดของวันและลักษณะของแท่งเทียนเป็นสีเขียวแท่งใหญ่แสดงถึงความเป็น bullish ผมว่ามันเมกเซน เพราะว่าราคาปิดสูงสุดแสดงว่ากำลังซื้อค่อนข้างแข็งแกร่ง หรือปรัชญาอย่างหุ้นเคลื่อนที่อย่างมีแนวโน้มจนกว่าจะเปลี่ยนแนวโน้มผมว่าอันนี้เมกเซ็นสุดๆ ผมคุยกับ vi big name ยังไปซื้อทองคำเลย ให้เหตุผลเรื่องกราฟด้วย ถ้าจำไม่ผิด head and shouder กลับหัว(ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้ดูด้วยตัวเอง)

อย่างฟันโฟลก็เมกเซ็ล เช่นเงินตึงตัวทำให้เกิดการปรับพอร์ตเพิ่มสภาพคล่อง

สินทรัพย์ต่างๆก็ราคาลดลง หรือ อัดฉีดเงินเกิดสภาพคล่องสินทรัพย์ต่างๆก็มีมูลค่าสูขึ้น เป็นต้น

2.สามารถทำงานประจำไปด้วย แนวทางอื่นๆต้องเฝ้าหน้าจอแต่แนวทางนี้สามารถมีเวลาไปทำงนประจำได้

เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ คนเล่นกราฟก็สามารถลงทุนโดยไม่เฝ้าหน้าจอได้

โดยการทำการบ้านตอนกลางคืนและเซทโปรแกรมให้ alert เข้ามือถือ

เช่นถ้าราคาเกิน 5 วันจะซื้อ แล้วราคาอยู่ที่ 16.30 ราคา 5 วันอยู่ 16.5 พอราคาเกิน 16.50 sms ดังเขาก็โทรหามาร์ แต่วิธีที่ง่ายกว่านั้นคือบอกมาร์ว่าเกิน 16.5

ก็ซัด แล้วถ้าเกิน 18.20 ก็อัดให้เต็ม max เลย 55 อิอิ

3.มีความสุขเพราะไม่กระวนกระวายใจกับเรื่องของราคาหุ้น

เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ผมว่าค่อนข้างจริงผมเองถ้าเล่นหุ้นด้วยกราฟหรือฟันโฟลมักจะกระวนกระวายใจต่อราคาหุ้นมากกว่าวีไอ เดี่ยวก็การเมือง เศรษฐกิจโลก นุ่นนี้นั้น(คำพูดใครเนี้ย) แต่ผมพูดจริงๆนะ ผมว่าวีไอเวาลาเจอหุ้นตกก็กลัว

วีไอก็คนนะ ไม่ใช่สิ่งของเพียงแต่วีไอไม่ค่อยขายทิ้งถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนทำให้ดูแล้วเหมือนใจเย็นกว่าแนวอื่นๆที่ลงแล้วขายทิ้ง

4.วีไอฟังดูเท่ เพราะว่าเวลาไปพูดกับคนอื่นที่เป็นมือใหม่เพิ่งหัดเล่นหุ้นก็บอกว่าเนี้ยกิจการนี้กำไรเท่านี้ หนี้สินเท่านี้ อุตสาหกรรมนี้เติบโตมากนะ มันฟังดูรอบรู้เหมือคนอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ข่าวสารต่างๆตลอดเวลา

เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ฟันโฟลก็เท่ได้เหมือนกันนะ เวลาพูดว่าเมื่อวานเบอนันเก้ให้สัมภาษว่า xxx ดาวขึ้นเลย น้ำมันก็ขึ้น เมื่อวานราคาบ้านใหม่ลงทำให้คนคิดว่าปัญหา subprime ยังไม่จบ อะไรแบบนี้เป็นต้น ก็ดู go inter ไม่ใช่น้อยนะเวลาคนพูดว่า ศก อาจไม่ฟื้นตัว เราก็กะแดะไปเลย asymetic w shape เวลาตั้งระบบ cutloss ก็ใช้คำนี้ leave it when you have a gain before your gain is gone แล้วต้องพูดเร็วๆด้วยนะคนจะได้ไม่รู้ว่าเราพูดผิดสำเนียง ก๊ากกกก

ความเห็น (2)

ก้าวแรกสู่สังเวียน

การ์ตูนก้าวแรกสู่สังเวียน เป็นการ์ตูนที่ผมชอบและผมคิดว่ามันสอนเรื่องการลงทุนทางอ้อมได้ดังนี้

1.ในศึกที่อิตางากิสู้กับอิมาอิเคียวสุเกะ จริงๆแล้วอิตางากิไม่เคยชนะอิมาอิเลยตั้งแต่สมัยเด็ก แต่เมื่อเขาได้เลือกอยู่ที่ค่ายคาโมงาวะแล้วได้รับการสั่งสอนจากเหล่า professor เขาก็ได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนชนะคู่แข่งตลอดกาลของเขาได้

เปรียบเทียบกับการเล่นหุ้นนั้นถ้าคนธรรมดาได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งๆเขาจะสามารถก้าวหน้าได้เร็วมาก มากอย่างที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน มากจนเขาสามารถชนะคนที่ตลอดชีวิตเขาไม่เคยชนะได้ ผมเองก็มีชีวิตที่เหมือนอิตางากิก็คือไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่เนื่องจากผมได้สภาพแวดล้อมที่ดีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนที่หา research ชั้นดีที่ละเอียดลึกเร็วส่งให้ พี่ๆที่สอนสั่งปรัชญาการลงทุนดีๆให้ผมได้เปิดหูเปิดตา สิ่งเหล่านี้แน่นอนว่าผมไม่สามารถหาศึกษาได้เองจากโลกภายนอกเลยถ้าผมวิ่งหาด้วยตัวเอง

2.ศึกที่สองหลังจากที่อิปโปแพ้ศึกชิงแชมป์ญี่ปุ่นให้กับดาแตะ อิปโปก็ได้ท่าไม้ตายใหม่ก็คือ เด็มซี่โรล ในชีวิตจริงนั้น จริงๆแล้วการแพ้ศึกชิงแชมป์ญี่ปุ่นถ้าเปรียบกับคนเล่นหุ้นที่พลาดท่าเสียหนักๆ

หลายคนก็เลิกไปหลายคนก็กลับมาไม่ได้ แต่หลายคนกลายเป็นเสี่ยพันล้านทั้งๆที่ตอนต้มยำกุ้งก็เกือบหมดตัว ผมเองเพราะเหตุการณ์วิกฤติปีที่แล้วทำให้ได้ ท่าไม้ตาย ฟันโฟล ขึ้นมาจากการที่พยายามคิดว่าทำอย่างไรถึงจะปกป้องเงินต้นจากภาวะวิกฤติได้

ผมคิดว่าถ้าคนเราไม่ยอมแพ้บางทีจะข้ามชั้นจากระดับเดิมได้เมื่อพ่ายแพ้ไปแล้ว

3.มิยาตะ ในศึกที่ต้องสู้กับ แรนดี้บอยจูเนียร์ เทพมาร พ่อของมิยาตะถึงขนาดพูดว่าโอกาสที่เจ้าจะชนะมีแค่ 20% เท่านั้นแต่มิยาตะบอกพ่อว่า ผมไม่ได้เป็นผู้ท่าชิงมานานแล้ว และในตอนท้ายมิยาตะก็ได้ปล่อยหวัด ครอสขวาแสงสีแดงจนแรนดี้บอยสลบลงไป

ผมคิดว่าการที่คนเราอยู่ในภาวะมีความกดดันปานกลางขึ้นไปจะทำให้คนเราพัฒนาตัวเองได้เร็ว การเล่นหุ้นนั้นเหมาะกับคนที่ทำการบ้านหนัก และคนทำการบ้านหนักก็จำเป็นต้องทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพ กูไม่รู้อยู่ตลอดเวลา และฝึกหนักจนได้ท่าไม้ตาย เสี่ยที่มีเงินเป็นพันล้านพูดว่าสมัยก่อนไม่มีกราฟ เวลากลับบ้านเสี่ยจะต้องไปฝึกเขียนติดฝากำแพงห้องว่าวันก่อนๆราคาเป็นอย่างไร  ผมไม่แปลกใจเลยที่เขามีเงินเป็นพันล้าน ก็เขาทำการบ้านหนักมาก และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับการเล่นหุ้นเพียงอย่างเดียว จนเขากลายเป็นคนที่มอง bid offer กราฟเก่งมากๆ จังหวะการลงทุนแทบจะเป๊ะๆ

4.ในการ์ตูนเรื่องนี้มีบ่อยมากที่นักมวยคนนึงโดนต่อยซะจนแทบตายแต่สุดท้ายชนะพลิกล็อกได้ด้วยหมัดไม้ตายไม่กี่หมัด ผมว่าเรื่องนี้มันเหมือนกับคนเล่นหุ้นที่บางทีคุณเล่นมาตั้งนานไม่ค่อยได้อะไร แต่บางทีเจอโอกาศทองไม่กี่ครั้งและกล้าทุ่มก็สามารถกลายเป็นตำนานได้หลังจากเป็นพวก noname มานานอย่างเสี่ยท่านนึงที่ได้ ptt ครั้งเดียวหลายร้อยล้านบาท บางครั้งคนเราก็อยุ่บนสังเวียนเพื่อรอหมัดพลิกล็อก ที่จะแก้ทุกอย่างกลับคืน

คนเล่นหุ้นแล้วยังไม่ค่อยได้กำไรแต่ยังทู่ซี้เล่นต่อก็ล้วนแล้วแต่คาดหวังเช่นนั้น เงื่อนไขของท่าไม้ตายก็คือว่าคนที่ใช้มันตอนโอกาสเหมาะเม็ง อย่างเช่นที่มิยาตะ ใช้หมัด jolt น็อค จิมมี่ สีฟ้า

บางทีหุ้นที่จะขึ้นนั้นมันใช้เวลาแป๊ปเดียวในการขึ้นอย่างดุดันถ้าเราพลาดโอกาสนั้น ต่อให้เราเก่งแค่ไหนก็ต้องรอ match ต่อไป หรือต้องรอครั้งใหม่ ฉะนั้นจังหวะที่ลงตัวนับเป็นสิ่งสำคัญ

5.เวลามีการซ่อมอยู่ในค่ายจะมีการฝึกชกเงาและฝึกซ่อมกับคนที่มีสไตล์การต่อสู้คล้ายกับคู่แข่งที่กำลังจะเจอ ถ้าเป็นคนเล่นหุ้นมันก็เหมือนกับว่า คุณคิดก่อนที่ตลาดจะเปิดว่าถ้าตลาดเปิดแล้วราคาขึ้นไปเกินเท่าไหร่คนจะขายหรือซื้อเพิ่ม ถ้าลงไปเกินเท่าไหร่จะซื้อเพิ่มหรือขายทิ้ง การซ่อมชกเงา หรือซ่อมกับคนที่มีสไตล์ของเหมือนคุ่ชกเปรียบเหมือนการเตรียมตัวเมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นจริงจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งคิดและจะทำให้สถานการณ์จริงออกมาดีกว่าเสมอถ้าเทียบกับการที่ไม่คิดไว้ก่อนล่วงหน้า  ในศึกที่อิปโปสู้กับ ซาวามูระ ก็คิดว่าจะต้องโดนเคาร์เตอร์ที่รุนแรงจึงคิดวิธีรับมือเพื่อพัฒนา เด็มซี่โรลให้เฉียบคมมากขึ้น

ความเห็น (21)

เปิดสอนหัวข้อเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ต่างประเทศเพิ่อใช้ในการลงทุนหุ้นให้ได้ผล

โดย  นายแพทย์  มานพ พิทักษ์ภากร  หรือหมอ mprandy ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ

เนื้อหา เกี่ยวกับ economic indicator .ism .pmi ,leading ,coin,lagging

มีรายละเอียดที่มาว่าหาข้อมูลได้จากที่ไหนบ้าง และแต่ละตัวที่เป็นไส้ในของมันเวทน้ำหนักเท่าไหร่บ้าง

มีเรื่อง real money supply มีเรื่องเกี่ยวกับ bondyield yield curve ซึ่งจะพูดเพิ่มเติมจากที่ผมเคยสอน ผมเห็นเอกสารแล้วรายละเอียดค่อนข้างเยอะและเรื่องของค่าเงินเยน ค่าเงินหยวน ว่ามีการเคลื่อนที่อย่างไร มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร อันนี้หาฟังยากซึ่งน่าจะใช้ดูสภาพคล่องเพื่อการลงทุนในอนาคตได้ และ การทำ carry trade ว่ามีการทำอย่างไรกันบ้างและสาเหตุของวิกฤติรอบก่อนๆที่อเมริกา 4 ครั้ง ต้นเหตุ การแก้ปัญหา และดัชนีหุ้นในช่วงนั้นๆ เอกสารที่ผมเห็นเป็นแค่  demo เพราะว่าทำไปบางส่วน คุณหมอ บอกว่าจะทำเพี่มอีกพอสมควร เนื้อหาจริงจะมากกว่าที่ผมบอกพอสมควร ประโยชน์ที่คิดว่าจะได้รับคือเห็นภาพว่าวิกฤติครั้งล่าสุด ปัจจุบันแก้ไขปัญหาถึงไหนแล้ว มีแนวโน้มในอนาคตอย่างไร เรื่องอัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจ  การสอนจะมีขึ้น projector โชว์ด้วยเรียนวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษจิกายน(ตอนแรกคิดว่าจะเป็นวันเสาร์ที่ 14 แต่ตกลงไม่ใช่แล้วนะครับ) เวลา 13.00 -15.00 ที่โรงพยาบาลศิริราช ตึกอนันถราช ชั้น 2

ผู้สนใจให้โอนเงินไปที่  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศิริราช ชื่อบัญชี  มานพ พิทักษ์ภากร บัญชีออมทรัพย์

เลขที่บัญชี  016-2-55665-4  ค่าอบรม 1000 บาทถ้วนโดยรับ 15 คน พอโอนเงินแล้วให้เมล์ไปแจ้งที่นี้   manopsi@msn.com เวลาแจ้งให้บอกชื่อ นามสกุล แล้วก็ชื่อ log in นะครับ

แล้ววันพฤษหัสผมจะมา confirm ว่าคนที่จอง 15 คนแรกโอนครบแล้วหรือยัง

 ถ้าเต็มแล้วให้ลงชื่อเผื่อเป็นWaiting list ได้ถ้า 15 คนแรกไม่โอนเงินภายในเย็นวันพฤษหัสร์ที่ 5 พฤษจิกายน ขอตัดชื่อให้คนต่อไปทันทีคนที่เป็น waiting list ให้เข้ามาเช็คเรื่อยๆว่ามีคนไม่โอนภายในเวลาที่กำหนดไหม ในกรณีที่โอนไม่ทันจะให้ waitinglist โอนในช่วงวันศุกร์ถึงเสาร์

ตอนแรกคนสอนบอกว่าจะสอนฟรีผมบอกว่าไม่ได้แบบนี้ผมไม่กล้าชวนเพราะจะเสียเวลาเขาฟรีๆ ซึ่งเขาบอกว่าจะนำเงินค่าอบรมทั้งหมดไปทำบุญ

100% ไม่เก็บไว้เองเลย ขออนุโมถนา มาณ.ที่นี้

ตอนนี้เต็มแล้วแต่ยังไม่มีคนลงชื่อเป็น waitinglist สามารถลงได้เผื่อมีคน cancel

ถ้าคุณหมอเช็กเจอยอดแล้วผมมาจะสรุปเรื่อยๆนะครับว่าใครบ้างที่โอนแล้ว

ความเห็น (199)

คุณ ih ภาค 20

1.การดู spread bond ของ 2-10 spread
เพื่อดูว่าตลาดมองยังไงกับดอกเบี้ยของ fed ในอนาคต
เช่น ถ้า 2-10 spread สูงจะตีความว่า
expect aggrssive rate rise ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี
2004 ดังนั้น
เพราะว่าคนมองว่าดอกจะขึ้นทำให้ขายระยะยาวออกมา
ทำให้ slope ของมันชันขึ้น
อย่างตอนนี้ 2-10 spread ก็สูงมาก
ช่วงที่ผมดูอยู่วันที่โพสก็ประมาณ 2.5-2.6
ไม่ทราบว่า ถ้า spread สูงขนาดนี้พี่ ih มองว่า
จะส่งผลไม่ดีต่อตลาดหุ้นไหมครับ

- คำถามนี้ถามเมื่อ 1 เดือนกว่าๆ มาแล้ว ต้องขอโทษครับผมตอบช้า แต่นับจากที่ถามมานี้ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ยังเป็น sideway up แบบความชันน้อยๆ อยู่ ทั้งๆ ที่หลายคนอาจจะมองว่าตลาดควรจะปรับลงได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากไม่มองเรื่อง bond spread ผมยังไม่เห็นเหตุผลที่ fed จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นๆ นี้ เพียงแต่ว่าตลาดอาจจะมองว่าดอกเบี้ย bottom แล้ว จึงขายพันธบัตรระยะยาวออกมาเพราะเห็นว่าไม่น่ามี upside ของราคาพันธบัตรแล้วและไม่ต้องการเห็น loss หากดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นซึ่งตลาดคาดว่าก็คงจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เว้นเสียว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ liquidity trap แบบญี่ปุ่น

2.gdp ของ usa ในรอบก่อนๆมักจะมี double dip
เช่นในปี 1974 ในไตรมาส 2 gdp usa กลับมาเป็นบวก
หนึ่งไตรมาสและกลับไปติดลบใหม่อีก 3 quarter
และในปี 1982 q2 ก็บวกและกลับไปลบใหม่
อยากถามว่าเหตุผลใดจึงมีการเกิด double dip ของ gdp ขึ้นได้
เป็นเพราะช่วงอัดฉีดเงินเยอะทำให้กลับมาบวก พออัดฉีดน้อยลง
เลยไปลบไหมใช่หรือไม่

- ช่วง 1974 และ 1982 ถ้าจำไม่ผิดเหมือนมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากเนื่องจาก supply shock รึเปล่านะครับ จึงทำให้เกิด cost push inflation ซึ่งน่าจะทำให้ GDP ตกต่ำ แต่เป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจคนละเหตุผลกับครั้งนี้ครับ คุณ Hong คิดว่ารอบนี้จะมี double dip ไหมครับ?

3.ที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงประมาณปี 1990-2000 เป็นช่วงที่
เศรษฐกิจแทบจะไม่เติบโตเลย และตลาดหุ้นก็แถบไม่ไปไหนเลย
จนได้ขึ้นชื่อว่า the lost decade มีด.ร. บางท่านบอกว่า
การแก้ปัญหาของอเมริการอบนี้คล้ายๆกับญี่ปุ่นในช่วง the lost decade
ในแง่ของการอัดฉีดเงิน การเข้าช่วยเหลือแบงค์พาณิชย์
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีมุมมองอย่างไร

- เศรษฐกิจญี่ปุ่นกับสหรัฐรอบนี้ก็มีทั้งแง่มุมที่อาจจะเหมือนและอาจจะต่างครับ ในแง่ที่เหมือนก็คือหนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การใช้งบประมาณภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็อาจจะทำได้จำกัดเพราะสัดส่วนการใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP ยังน้อยกว่าการบริโภคและการลงทุนเอกชน รวมทั้งทั้ง 2 ประเทศก็มีสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นหมดแล้ว เช่น ถนน ไฟฟ้า รถไฟ ฯลฯ การกระตุ้นการบริโภคของญี่ปุ่นก็ทำได้ลำบากเพราะคนส่วนใหญ่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นหมดแล้ว

อีกสิ่งทีเหมือนกันคือ เรื่องประชากร ในยุค 1990 การเพิ่มของประชากรญี่ปุ่นเริ่มลดลง และจำนวนประชากรเกิดใหม่น้อยลงมาก ประชาชนเริ่มเก็บออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณมากขึ้น เรื่องนี้ก็กำลังจะเกิดกับสหรัฐหลังปี 2010 เป็นต้นไปที่ประชากรในยุค baby boom คือกลุ่มที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะเข้าสู่วัยสูงวัย ทำให้การออมน่าจะเพิ่มขึ้นการบริโภคอาจจะชะลอลง อย่างไรก็ตาม สหรัฐดีกว่าญี่ปุ่นตรงที่สหรัฐเปิดรับแรงงงานที่มีฝีมือจากต่างประเทศได้มากกว่าญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นค่อนข้างจำกัดการเข้าทำงานของต่างชาติ และพื้นที่ประเทศค่อนข้างแคบไม่เอื้อต่อการเพิ่มของประชากรต่างชาติ ดังนั้นสหรัฐอาจจะชดเชยจำนวนประชากรในวัยแรงงานในประเทศที่ลดลงได้ด้วยแรงงานจากเอเชียหรือประเทศอื่นๆ ได้ครับ

สิ่งที่สหรัฐน่าจะทำได้ดีกว่าญี่ปุ่นคือ สหรัฐเข้าไปแก้ปัญหาได้เร็วกว่า และปล่อยให้บางสถาบันการเงินที่ขนาดไม่ใหญ่มากล้มไปบ้าง และสหรัฐไม่มีความสัมพันธ์และการปล่อยกู้ที่โยงใยระหว่างธนาคารกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่แกะไม่ออกเหมือนญี่ปุ่น ตลาดทุนสหรัฐก็มีความยืดหยุ่นกว่า

นอกจากนี้ หลัง 1990 ผมคิดว่าสินค้าที่ญี่ปุ่นผลิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ค่อยมีนวัตกรรมใหม่ๆ มากนัก และเริ่มถูกคู่แข่งตีตลาดมากขึ้นด้วย ผมคิดว่าสหรัฐน่าจะมีโอกาสที่จะทำได้ดีกว่าญี่ปุ่น เพราะเป็นเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม จากเรื่อง aging economy และการชะลอตัวของนวัตกรรมทาง IT ของสหรัฐก็ทำให้ผมคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐในยุค 2010-2020 ก็น่าจะเติบโตช้ากว่าช่วง 1991-2008 พอสมควรครับ ดังนั้นเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรคิดว่าจีนและอินเดียคงจะมีบทบาทมากขึ้นครับ5. ผมเคยได้ยินมาว่าถ้าลดดอกเบี้ยจะทำให้ pe ของ set สูงขึ้น
และถ้าขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ pe ของ set ต่ำลง
แต่รู้สึกว่ามันขัดกันเพราะว่า
ปกติถ้าเศรษฐกิจไม่ดีถึงลดดอกดังนั้น pe ของ set ไม่น่าจะสูงขึ้น
และถ้าเศรษฐกิจดีถึงขึ้นดอกดังนั้น pe ของ set ไม่น่าจะต่ำลง

ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นยังไงครับ

- ถ้าเป็น cycle เศรษฐกิจปกติที่ไม่มีวิกฤติ การลดดอกเบี้ยก็ทำให้หุ้นขึ้นครับ ถ้าดอกเบี้ยขึ้นก็ทำให้หุ้นลงครับ แต่ในช่วง crisis ดอกเบี้ยจะลงตามตลาดหุ้นครับก็คือ เศรษฐกิจแย่มากจึงต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

6.พี่ ih มีความเห็นยังไงกับ earning yield gap
เท่าที่ผมดูมาถ้าใช้ forward earning yield gap
ตอนนี้คร่าวๆ(ประมาณว่ากำไรปีนี้โตกว่าปีที่แล้วซัก 15-20%)
สมมุติว่าตัวเลขออกมาซักประมาณ 3-4% คิดว่า gap น้อยไป
ไหมครับสำหรับสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

- เว้นเสียว่าเศรษฐกิจจะโตแบบ v shape ที่ทำให้ dividend yield สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ครับ แต่ดูจาก yield gap ตอนนี้ผมก็ยังคิดว่า valuation หุ้นหลายตัวก็เริ่มตึงๆ แล้วครับ

7.ปกติการขาดดุลงบประมาณเยอะๆจะทำให้ค่าเงินประเทศนั้นอ่อนค่าถูกหรือไม่ ถ้า usa เศรษฐกิจดีขึ้นแล้วขาดดุลน้อยลง
เงินดอลจะเริ่มอ่อนค่าน้อยลงหรืออาจแข็งค่าขึ้น
ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจ usa ดีจริง fundflow จากตปทจะน้อยลงหรือไม่ครับ

- ก็เป็นไปได้ครับ แต่การที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นพอสมควร ดังนั้นนักลงทุนสถาบันอาจจะให้ weighting ในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นก็อาจจะมีเงิน flow เข้าตลาดหุ้นจากก้อนนี้มา offset เงินที่ไหลกลับสหรัฐได้ครับ

8.การที่ m2 ของไทยเป็น 110% ของ gdp
แต่ของ usa m2 เกินครึ่งของ gdp มาแค่นิดเดียว
แบบนี้เราจะตีความว่า usa มีการผลิตสูง
ถ้าเทียบกับปริมาณเงินแสดงว่าคนที่ฝากเงินไว้เฉยๆมีน้อย
แต่ไทยมีคนฝากไว้เฉยๆไม่ไปลงทุนภาคการผลิต
ทำให้ m2 สูงกว่า gdp ผมตีความผิดไหมครับ

- m2 เป็นประมาณเงินที่มีความสัมพันธ์กับระบบธนาคารและการปล่อยกู้ สำหรับคำถามนี้ผมตอบไม่ได้เหมือนกันครับ หากให้เดาอาจจะเพราะว่าตลาดทุนของสหรัฐนั้นมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจกว่าประเทศไทยรึเปล่าครับ

9.ได้ยินมาว่าต้นทุนในการขุดทองทุกวันนี้อยู่ที่ 400 เหรียญ
ราคาทองต้นนี้แพงกว่าต้นทุนการขุดมากกว่าเท่าตัว
แบบนี้จะเรียกว่า mos น้อยดีหรือไม่
ถ้าเทียบ concept นี้กับน้ำมันที่มีต้นทุนขุดเจาะ
60-70 เหรียญสำหรับหลุมใหม่ ดังนั้นราคาน้ำมันตอน 120-140
ก็ไม่มี mos ถ้าเทียบกับต้นทุน
ไม่ทราบมีความเห็นว่าอย่างไรครับ

- ขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้การหาแหล่งทองใหม่ๆ นั้นยากง่ายแค่ไหนครับ ถ้าต้นทุน 400 เหรียญแต่หาแหล่งใหม่ๆ ไม่ได้ราคาก็อาจจะสูงกว่าค่าขุดเจาะเท่าตัวได้ครับ10.แนวโน้มระยะยาว อัตราส่วน M2/มูลค่าตลาด มันมีแต่จะต่ำลง เพราะเมื่อเศรษฐกิจเจริญดีตลาดทุนจะขยายตัว จะมีบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นๆ กำไรมากหุ้นก็ขึ้นอีก แต่เมื่อเศรษฐกิจดีปริมาณการจับจ่ายใช้สอยมาก ความต้องการเงินต่อผลผลิตก็จะลดลง อัตราส่วนก็มีแต่จะต่ำลง ไม่ทราบว่าเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่ครับ

- m2 จะเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วน market cap ในระยะยาวก็แปรผันตามภาวะเศรษฐกิจ และสัดส่วนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น หลังจากที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง PTT เข้าตลาดหุ้น ผมคิดว่าสัดส่วน m2 ต่อมูลค่าตลาดน่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นหากเศรษฐกิจเติบโต การจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เกิดการลงทุน การกู้เงิน การหมุนของเงินเพิ่มขึ้น ก็น่าทำให้ m2 เพิ่มขึ้นเช่นกันครับ อย่างไรก็ตาม หาก m2 / มูลค่าตลาด ลดลงอันเกิดจากการที่มูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ p/e เป็นเหตุผลสำคัญกว่าการเพิ่มขึ้นของกำไร ก็เป็นสัญญาณของตลาดที่ overvalue ได้ครับ

11.เคยอ่านเจอมาว่า ปริมาณเงินจะแปรผันตามผลผลิตและดัชนีราคาผลผลิต
แต่แปรผกผันกับอัตราการจับจ่ายใช้สอยเงิน
ผมอ่านแล้วไม่ค่อย get นักเลยลองบอกสิ่งที่ผมคิดแล้วให้พี่
Ih ช่วยดูให้หน่อยนะครับ
คำว่า ปริมาณเงินจะแปรผันตามผลผลิตและดัชนีราคาผลผลิต ก็คือว่า ถ้าปริมาณผลิตได้เยอะขึ้นจะมีปริมาณเงินเยอะขึ้นเหรอครับ หรือว่าขึ้นราคาสินค้า ปริมาณเงินก็เยอะขึ้น แต่ว่าผมงงว่า ถ้าเราผลิตสินค้าเยอะขึ้น เราไม่ได้ผลิตเงินเยอะขึ้นนี้นา ทำให้ ปริมาณเงินถึงสูงขึ้นตามล่ะครับ

- ปริมาณเงินแปรผันตาม GDP และเงินเฟ้อครับ ตามทฤษฎี ยกตัวอย่างเหมือนเวลาเราเล่นเกมเศรษฐีสมัยเด็กๆ ครับ หากทุกคนพร้อมใจกันซื้อบ้าน โรงแรมให้เช่า กันมากๆ เมื่อทุกคนแย่งกันซื้อที่ดินและบ้านก็ทำให้ค่าเช่าสูงขึ้น รายจ่ายค่าเช่าก็เพิ่มขึ้นมา ผลที่ตามมาก็คือ คนจะเริ่มมีเงินกับตัวน้อยลง หากเงินในเกมเท่าเดิม เงินก็จะเริ่มหมดไปจากผู้เล่นทุกคน เพื่อแก้ปัญหานี้ ธนาคารจึงต้องปล่อยกู้ออกมามากขึ้นครับ

ดังนั้นเมื่อวงจรเศรษฐกิจเป็นไปได้ด้วยดี จะเกิดการหมุนของวงจรทางเศรษฐกิจที่ครบ loop คือ มีการบริโภค มีการออม มีการฝากเงิน ธนาคารปล่อยกู้ มีการลงทุนเพิ่ม ดังนั้น m2 จะขยายตัวครับ ส่วนที่บอกว่าแปรผกผันกับอัตราการใช้สอยเงินผมไม่เคยอ่านตรงนี้มาก่อนและไม่เข้าใจเหมือนกันครับ

11.2ปริมาณเงินจะแปรผันตามดัชนีราคาผลผลิต หมายความว่า ถ้าทุกคนที่ขายของอยู่พร้อมใจกันขึ้นราคาสินค้า
ปริมาณเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามเหรอครับ
แต่ถ้าไม่มีคนพิมพ์เงินเพิ่ม ปริมาณเงินจะเพิ่มขึ้นได้ไงครับ

- เนื่องจาก value = price คูณด้วย quantity ( จำนวน ) ดังนั้นหาก price เพิ่ม แต่ value ยังเท่าเดิมก็จะทำให้ จำนวนลดลงครับ ดังนั้นคนที่พิมพ์เงินเพิ่มน่าจะเป็นธนาคารกลางครับ ดังนั้นหากการขึ้นราคาสินค้าเพราะ demand เพิ่มก็ควรจะพิมพ์เงินเพิ่มครับ แต่หากเป็นการขึ้นราคาสินค้าเพราะฝั่ง supply จำกัด ควรจะคุมปริมาณเงินไว้เพื่อลด quantity ลงเพื่อปรับสมดุลระหว่าง demand supply ครับ ไม่งั้นจะเกิดภาวะ hyperinflation ครับ

11.3 แต่แปรผกผันกับอัตราการจับจ่ายใช้สอยเงิน
หมายความว่า ถ้าคนจับจ่ายเงินน้อย เงินจะหายไปจากระบบเหรอครับ เพราะ m2 คือ m1*multiple จับจ่ายน้อย
Multiple จะลดลงไปใช่ไหมครับ

- การจับจ่ายใช้สอยเงินน้อย ก็ทำให้ gdp โตลดลง ซึ่งควรจะทำให้ multiple ลดลงด้วยครับ ดังนั้นปริมาณเงินควรจะแปรผันตามการจับจ่ายใช้สอยเงินมากกว่าครับ

12.ถ้าเราดู balance sheet ของ fed สูงขึ้นเราจะอนุมานว่า
มีปริมาณเงินมากขึ้นเลยหรือไม่เพราะ fed ก็ต้องไปรับของเน่าๆมาจากคนอื่น หรือไม่ก็ให้รัฐบาลกู้จึงทำให้ balance sheet สูงขึ้น
ถ้าเราจะบอกว่า balance sheet สูงขึ้น เท่ากับสภาพคล่องสูงขึ้น
และสภาพคล่องตรงนี้อาจะทำให้หุ้นขึ้นได้เนื่องจากปริมาณเงินเพิ่ม
พี่ ih คิดว่าไงครับ

- ผมไม่แน่ใจว่า balance sheet ของ fed กับสภาพคล่องมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกันหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้สภาพคล่องสูงขึ้นก็เพราะ fed เข้าซื้อพันธบัตร เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลง การซื้อพันธบัตรเป็นการใส่สภาพคล่องเข้าระบบครับ ดังนั้นเมื่อสภาพคล่องเข้าระบบแต่คนไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้นำสภาพคล่องนี้ไปลงทุนหรือบริโภคเพิ่มมากนัก สภาพคล่องนี้จึงเข้าไปซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแทนครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ หุ้นครับ ดังนั้นหุ้นขึ้นรอบนี้ปัจจัยหลักก็มาจากสภาพคล่องที่มีมากในระบบครับ

13.ปกติการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเพราะหมายถึงกิจการทางเศรษฐกิจที่ดีและค่าเงินจะมี
ค่ามากขึ้นถ้าเราเกินดุล เพราะความต้องการเงินของประเทศที่เกินดุลจะมากขึ้น
แต่ประเด็นคือทำไม usa ขาดดุลเยอะและค่าเงินตัวเองก็อ่อนค่าแต่หุ้นยังขึ้น
ผมหมายถึงก่อนปี 2008 นะครับ

- เพราะ usa ไม่ต้องมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสกุลเงินของตัวเองครับ หาก usa เป็นประเทศอื่นแล้วขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบนี้เงินทุนสำรองคงหมดไปแล้ว ในทางกลับกัน ประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าก็ยินดีที่จะเก็บเงิน usa เป็นเงินทุนสำรอง ดังนั้นตราบใดที่ usa ยังคุมเงินเฟ้อได้ usa ก็จะยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้เรื่อยๆ โดยจำนวนเงินที่ขาดดุลนี้ประเทศที่เกินดุลก็ยินดีที่จะเก็บเงินส่วนนี้เป็นเงินทุนสำรองครับ

14.เคยศึกษามาว่าถ้าเงินเฟ้อจากสูงเป็นติดลบหรือต่ำมากๆ
จะทำให้หุ้นขึ้นซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตอน
ปี 2542 ที่หุ้นขึ้นจาก 200 กว่าไป 400
และ q2 ในปีนี้ ผู้รู้บอกว่าเพราะว่าเงินเฟ้อลดลง
จะทำให้กำลังซื้อของคนสูงขึ้นและสะท้อนไปที่
กำไรของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้น
พี่ ih คิดว่าแนวคิดนี้ make sense หรือไม่ครับ

- ผมคิดว่าการที่เงินเฟ้อต่ำลงทำให้ ธ. กลาง ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำได้ เมื่อดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องในระบบดีขึ้น และทำให้เงินไหลจากพันธบัตรมาที่หุ้นครับ ปี 42 ผมจำได้ว่าหุ้นขึ้นแต่ gdp ปีนั้นหรือผลประกอบการก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมาก แต่ปี 42 ขึ้นเพราะความกังวลเรื่องสถาบันการเงินลดลงจากการเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินโดยการซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ( SCB Tisco ) เข้าโครงการนี้ และธนาคารอื่นๆ เพิ่มทุนโดยการออก Slip กับ Cap ( หุ้นกู้บวกหุ้นบุริมสิทธิที่นับเป็น tier 1 ได้ ) นอกจากนั้น รัฐบาลตอนนั้นก็กู้เงินจากญี่ปุ่นมากระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการมิยาซาวา ซึ่งรัฐบาลตอนนั้นก็เป็นพรรคเดียวกับรัฐบาลปัจจุบันที่ใช้เงินกระตุ้นตามเศรษฐกิจในโครงการ “ ไทยเข้มแข็ง ” เลยครับ แต่ตอนปี 43 หุ้นก็ลงจาก 400 จุด เหลือ 260 จุดอีกครั้งครับเพราะฟองสบู่ dot com แตกและปัญหา npl ของไทยที่ยังแก้ไม่จบ

15.สมัยปี 97-99 ผมไปดู pe ของ set อยู่ที่
5-12 ถ้าผมจะตั้ง assumption ว่าปีนี้
Gdp ก็ติดลบเหมือนกัน set น่าจะมี pe ใกล้เคียงกับสมัยนั้นก็คือ trade อยู่ที่ 5-12 เท่าพี่ ih คิดว่า
แนวคิดนี้ไม่ make sense ยังไงบ้างครับ
เบื้องต้นคือผมว่าดอกเบี้ยตอนนี้ต่ำกว่าตอนนั้นเยอะ
อีกอย่างคือหนี้สินตอนนี้น้อยกว่าตอนนั้นเยอะ
นอกจาก 2 ข้อนี้พี่ ih คิดว่าต่างกันอย่างไรอีก
หรือว่าคิดว่า pe ของหุ้นในปีนี้ควร trade ที่
5-12 เหมือนแต่ก่อน

- ดอกเบี้ยตอนนี้กับตอนนั้นรู้สึกจะพอๆ กันครับ ตอนนี้จะต่ำกว่านิดหน่อย สิ่งที่ต่างกันคือ ตอนปี 97-99 นั้นเศรษฐกิจโลกยังดีครับ ปัญหาอยู่บ้านเรา แต่ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจเกิดนอกบ้าน แต่บ้านเราก็มีปัญหาการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างกันคือ ตอนปี 99 นั้น หุ้นตัวเล็กๆ ที่ p/e 2-5 เท่ามีเกลื่อนตลาด เพราะยังไม่ค่อยมีนักลงทุนแบบ vi ครับ

  1. 16.ถ้าตัวเลข capu น้อยเช่น 50 กว่าๆจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ดีใช่ไหม เพราะถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น capu เพิ่มขึ้น แต่ไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่ สร้างเครื่องจักรใหม่ แต่ถ้า capu 100 น่าจะดีกว่า

    - ปกติจะมีการลงทุนเพิ่มเมื่อ capacity utilization เกิน 80% ครับ

    17.มีผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจประเมินค่า การทำ stress test นั้นมีเงื่อนไข ที่ไม่รุนแรงมาก ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานก็คือ
    การถือครองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ คือ cdo ดังนั้นถ้าแก้ที่ถูกคือ
    แยก bad bank good bank และให้ธนาคารพาณิชย์ขาย
    สินทรัพย์ ให้ bad bank ไปบริหาร พี่ ih เห็นว่าไง

    - Bad bank ที่เคยมาบริหารหนี้เสียของไทยตอนนั้นคือ Lehman Brother ก็เจ๊งไปเสียแล้วน่ะครับ ในการแก้ปัญหา NPL ของไทยตอนนั้น ในกรณี bank เอกชน จะตั้งส่วนบริหารหนี้เสียออกมาเอง ในขณะที่ bank รัฐจะขายหนี้เสียให้บสท. ครับ กรณีของสหรัฐ ผมไม่แน่ใจทางสถาบันการเงินอาจจะอยากบริหารหนี้เสียเองรึเปล่านะครับ เพราะถ้าบริหารเอง หาก recover เร็วก็จะได้กำไรกลับมาครับ

    18.ทำไมตัวเลข monetary base ของ usa ขึ้นจาก
    8 ล้านๆ ขึ้นมาเป็น 18 ล้านๆ แต่ว่าตัวเลขเงินเฟ้อกับยังไม่ค่อยจะขึ้นเลขทั้งๆที่ปริมาณเงินเพิ่มมากกว่า 100% แล้ว
    เงินพวกนี้ไม่ได้เข้าสรุประบบหมดหรือครับ

    - เงินเฟ้อจะต้องเกิดจาก demand ไปซื้อสินค้า ( goods ) หรือบริการครับ ดังนั้นเงินที่เพิ่มรอบนี้มันไปซื้อสินทรัพย์หมดครับไม่ได้ไปซื้อสินค้า และซื้อแต่สินทรัพย์ทางการเงินด้วย สินทรัพย์อื่นๆ อย่างอสังหาฯ หรือกิจการก็ไม่ได้ไปซื้อ ตอนนี้เลยเกิดภาวะ asset inflation หรือ overvalue ในตลาดหุ้นหลายประเทศในโลกครับ

    19.ตอนนี้ gdp ทั่วโลกกระเตื้องขึ้นมาเพราะว่าการใช้จ่ายของภาครัฐแต่ภาคการลงทุนยังไม่ฟื้นตัว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
    จะทำให้ภาครัฐเงินหมดกระสุนในการอัดฉีดหรือไม่
    และถ้าภาคการลงทุน การบริโภคยังไม่ฟื้นจะกลับไปแย่มากได้หรือไม่ เพราะว่รัฐบาลทั่วโลกคงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้
    มากเหมือนก่อนหน้านี้ แบบนี้ความเสี่ยง double dip ก็มีในระดับนึงหรือไม่

    - ปีนี้เศรษฐกิจจีนแม้ว่าการส่งออกจะติดลบ 20-30% แต่ GDPเติบโต 8% เพราะการลงทุนภาครัฐเพิ่มกว่า 30% ดังนั้นหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผมก็ไม่แน่ใจว่าจีนหรือหลายๆ ประเทศจะสามารถมีการลงทุนหรือใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นในปีหน้าได้อีกรึเปล่านะครับ ปีหน้าอาจจะมีโครงการ “ จีนเข้มแข็ง ” ขึ้นมาก็ได้ครับ

    20.พี่ ih คิดว่าราคาหุ้นตอนนี้สะท้อนความหวังว่าเศรษฐกิจจะเป็น v shape แล้วหรือไม่ครับ เพราะ pe ของหุ้นค่อนข้างจะสูง และถ้าเป็น u หรือ w นักลงทุนที่ลงทุน(วันที่เขียน set ปิด 641 จุด) มีโอกาสติดหุ้นสูงไหมครับ

    - ผมตอบกระทู้นี้อีก 1 เดือนให้หลัง ตอนนี้หุ้นขึ้นไป 750 แล้วครับ ผมคิดว่าราคาหุ้นตอนนี้มันไม่ค่อยได้สะท้อน u หรือ v อะไรมากน่ะครับ มันเกิดจากสภาพคล่องจากต่างประเทศมันไม่มีที่ไปครับ ดูจากราคาน้ำมันที่ยังแทบอยู่ที่เดิมตั้งแต่ 2-3 เดือนก่อนตอนที่ดัชนียัง 550 ผมคิดว่าถ้านักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเป็น v ราคาน้ำมันน่าจะไปได้มากกว่านี้ครับ การที่เงินไหลเข้าหุ้น big cap และทอง ผมคิดว่ามันสะท้อนเรื่องเงินที่ไหลเข้ามาเพราะเรื่องดอลล่าร์อ่อน และสภาพคล่องในระบบที่ไม่มีที่ไปมากกว่าครับ ถ้าเศรษฐกิจมีสัญญาณว่าเป็น w เมื่อไหร่ ดอลล่าร์ก็จะแข็งและจะเงินทุนเหล่านี้ก็จะไหลกลับไปอย่างรวดเร็วครับ

    21.พี่ ih คิดว่าถ้าเกิดเงินเฟ้อ fed จะลดสภาพคล่องแบบไหนได้บ้างครับ นอกจากการขึ้นดอกเบี้ย fed fund rate

    - ก็ต้องทำตรงข้ามกับที่เคยทำครับ คือ จะต้องขายพันธบัตรออกมาในระบบครับ ซึ่งก็ทำคู่กับการขึ้น fed fund rate ครับ

    แต่ตอนนี้ real sector ก็ยังไม่ค่อยเห็นสัญญาณฟื้นเด่นชัดครับ หาก fed ดึงสภาพคล่องกลับหรือขึ้น fed fund ตอนนี้ ก็คงทำให้ตลาดหุ้นอาจจะลงหนักได้ FED ตอนนี้เลยเหมือนภาวะขี่หลังเสือ ไม่รู้ว่าจะหาทางลงยังไงครับ

    เราอาจจะเคยดูพวกหนังตลกที่มีมุขว่า ถ้าไม่อยากให้รถติดก็เปิดไฟเขียวมันทุกแยกเลย หรือนักการเมืองสมัยก่อนที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจบอกว่าถ้าอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ให้พิมพ์แบงค์ออกมาเยอะๆ แต่วันนี้ FED ก็ทำอย่างนั้นอยู่น่ะครับ

    หลังตอบจบแล้วเลยขอความเห็นคุณ Hong ด้วยครับว่า คุณ Hong มองอย่างไรบ้างครับ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นในปีหน้าครับ

 ฮงเบื้องต้นผมคิดว่าตลาดหุ้นปีหน้าภาพรวมคงจะเป็นทรงกับลงนะครับ(ภาพทั้งปีนะ)
ผมลองแบ่งประเด็นดังนี้
1.ปีหน้าสภาพคล่องหดเนื่องจากเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เหมือนปีนี้ที่ดอกเบี้ยจะต่ำทั้งปี ทำให้ตลาดหุ้นอาจจะมี พีอีลดลง
2.วงเงินที่อัดฉีดก็ทยอยหมดอย่างวงเงินซื้อคืนพันธบัตร 3 แสนล้านก็หมดแล้วและไม่ได้ต่อ และถ้าราคาบ้านฟื้นตัวเร็วก็เป็นไปได้ที่เฟดอาจจะลดวงเงินในส่วนของ mbs
3.ปีนี้หุ้นขึ้นมาจากภาพที่เร็วร้ายมาก ตอนต้นปี credit-spread ของ bbb สูงเป็นประวัติการณ์ 6% กว่าซึ่งเป็นการสะท้อนว่าปีนี้หุ้นขึ้นจากคนมองติดลบจนเป็นมองบวก แต่ภาพปีนี้ต่อเนื่องไปปีหน้าคนก็คาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัวไว้แล้วดังนั้น upside จึงจะน้อยกว่า
4.ผมคิดว่า fed เลือกขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลต่อตลาดหุ้นสูงเพราะว่ามีการทำ dollar carry trade เยอะการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้หุ้นจะลงแรงกว่าทุกๆครั้งในความเห็นผม
5.ผมคิดว่า fed คงไม่สนเรื่องตลาดหุ้นลงเท่าไหร่ ดีซะอีกเพราะเงินที่ออกจากตลาดหุ้นส่วนนึงจะมาซื้อพันธบัตรทำให้สามารถเสนอ yield ต่ำลงได้
6.ดูจาก earning yield gap โดยคาดกำไรครึ่งปีหลังเท่าครึ่งปีแรกการลงทุนในหุ้นปัจจุบันถือว่าต่ำกว่า average ไปแล้ว ผมคิดว่าก่อนปีหน้าช่วงปลายปีนี้ก็มีความเสี่ยงที่หุ้นจะปรับฐานรุนแรงใน 2 เดือนที่เหลือ

ความเห็น (3)

ขอบคุณ พี่เก่ง billy bremner

ได้รู้จักพี่เก่งครั้งแรกเมื่อหลายปีที่แล้วตอนไปเรียนกับพี่มน นั่งติดกันแต่ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่และเคยเจอกันงานจิบเบียร์ของเด็กวัด และหลังๆคุยกันบ่อยมาก ผมต้องขอบคุณพี่ที่ช่วยสอนเรื่องจิตวิทยาการลงทุน การดู bid offer การหา story หุ้นรายตัวให้ผมคิดว่าเนื้อหาที่พี่สอนผมนั้น หาเรียนที่ไหนไม่ได้แต่ใช้ทำเงินได้ตรึม เพราะตั้งแต่ผมใช้หลักการที่พี่สอนรวมกับเรื่อง ฟันโฟล ผลตอบแทนพอรต์ผมดีขึ้นทันตาเห็น เนื้อหาแบบนี้ต้องได้จากความเก๋า ที่สังเกตในตลาดหุ้นมานาน แต่พี่ยอมสอนผมอย่างละเอียด จนผมก้าวหน้าไปได้อีกขั้นนึง ผมต้องขอบคุณอย่างเป็นทางการซะหน่อยในฐานะ อาจารย์ของผมคนนึง  ได้อาจารย์เก่งขนาดนี้ผมโชคดีจริง อย่างไรก็ตามขอขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับสุดยอดวิชาที่หาเรียนที่ไหนไม่ได้ แต่ใช้โกยเงินได้ตรึมนี้ขนาดผมเพิ่งดูเป็นงูปลาๆยังรู้สึกว่าเข้าใจหลักการดูจิตวิทยาหุ้นขึ้นตั้งเยอะ จริงๆแล้วการเป็นเซียนหุ้นให้ได้ผมคิดว่ามาจากการเป็นคนช่างสังเกตนั้นเอง ซึ่งแต่ละคนคงมีไม่เท่ากัน หลายครั้งตลาดสอนเรา แต่เราเลือกมองผ่าน เราเลือกไม่จำ แต่ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ด้วยนี้ทำให้ผมไม่ต้องไปเสียเวลาคร่ำทางมืดไปอีกนาน ถ้ามีโอกาศจะขออนุญาติเลี้ยงข้าวตอบแทนค่าครูนะครับ พี่เก่ง bremner

ความเห็น (7)

เพื่อนๆคิดว่าถ้าตั้งชมรมการลงทุนควรจะมีลักษณะอย่างไร

ผมอยากมีชมรมการลงทุนเลยอยากลองถามideaดูหน่อย

ผมคิดว่าแต่ละคนมีความชำนาญอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน

ได้รับข้อมูลข่าวสารมาไม่เหมือนกัน เชี่ยวชาญด้านจังหวะการลงทุนไม่เท่ากัน  อยากถามความเห็นคนอ่านว่า สมมุติว่ามีชมรมการลงทุนควรมีลักษณะอย่างไรดังนี้ ถ้าบอกเหตุผลได้ก็ดี

1.ชมรมควรมีสมาชิกประมาณกี่คน

2.ควรเจอกันบ่อยแค่ไหน

3.เวลาเจอกันครั้งนึงควรประมาณซักกี่ชั่วโมงดี

4.สมาชิกควรเป็นแนวเดียวกันหรือคนละแนวเช่น เฉพาะพวกวีไอ กราฟ หรือ ฟันโฟล อย่าเอาหลายแนวมาปนกัน หรือควรมีหลายแนวปนกัน

5.การพบกันแต่ละครั้งแต่ละคนควรเตรียมตัวอะไรมาบ้าง

 ขอบคุณทุกคนที่ช่วยออกความเห็น ไม่มีรางวัลอะไรให้นะหมดแล้ว ใครตอบขอให้ปีหน้าได้ผลตอบแทนสูงเวอร์ๆแล้วกันสูงกว่า 200% เลย

ความเห็น (11)

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

สนุกดีนะครับ ผมไปดูมาแล้ว มุขตลกค่อนข้างเยอะครับ ผมว่าคริส หอหวังเล่นดีมากเลยครับ เรื่องนี้ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนด้วยครับ ผมว่าใครอายุใกล้ๆ 30 แล้วยังโสด(คุณผู้หญิง)ไปดูเรื่องนี้น่าจะชอบนะครับ น้องของคริสในบทน่ารักครับ ผมดูเรื่องนี้เกือบร้องไห้ไปหลายรอบแล้ว ฉากตอนท้ายๆค่อนข้างเศร้าทีเดียวครับ ที่ว่าถ้าเราไม่ค่อยได้เจอกันก็เป็นแค่เพื่อนดีกว่า ผมว่าหนังไทยเรื่องนี้สนุกที่สุดในรอบหลายปีที่ผมดูหนังไทยเลย ใครว่างลองไปดูได้ครับ

ความเห็น (13)

ร่วมแชร์ประสบการณ์รับไฟล์การลงทุนภาค 2

มี file เมื่อวานที่ อาจารย์ นิเวศน์ กับ อาจารย์ วรากรณ์พูดที่ตลาดหลักทรัพย์ ส่งให้

เกี่ยวกับมุมมองที่ทั้งสองท่านมอง buffet

http://www.maruey.com/th/news/es_act02.html

ไฟล์เสียงของงานนี้อะครับ

2.มี FILE อาจารย์วิกรมเกษมวุษ กับ พี่วิบูลย์ พี่ที่ ศูนย์สิริกิต(เก่าแล้วแต่หลักการอมตะ)

3.file จิตวิทยาการลงทุนโดยพี่สุมาอี้พูดที่ตลาดหลักทรัพย์เก่าแล้วแต่หลักการอมตะเช่นเดิมครับ คนที่อยากรู้จิตวิทยาการลงทุน file นี้มีประโยชน์มากครับ

มี 3 ไฟล์ก็ถาม 3 คำถามนะครับ ใครตอบมาจะส่งให้ 3 ไฟล์นะครับ ถ้าใครตอบดีละเอียดผมมี file special บางอย่างส่งแถมไปให้ด้วย (ของแพงครับไม่เอามาโชว์)

 1.ท่านเห็นด้วยกับคำว่า invest first investigate later หรือไม่เพราะอะไรช่วยยกตัวอย่างเป็น case study ของจริงด้วย

2.ท่านใช้เทคนิคช่วยในการลงทุนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่เพราะอะไร ถ้าใช้ ใช้อย่างไร

3.ท่านดู volume ประกอบการซื้อขายของหุ้นมากน้อยแค่ไหนว่า bid offer เป็นอย่างไร volume มากน้อยแค่ไหนแล้วถือว่าดีหรือแย่ อยากให้ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อย

ความเห็น (19)

เรื่องที่รู้สึกว่าแปลกแต่ไม่สามารถหาคำตอบได้

ในชีวิตเจอคนเล่นหุ้นมาเยอะ รู้สึกแปลกใจกับเรื่องประมาณนี้

 1.คนที่ใช้วิธีเดิมๆเล่นหุ้นมาเกือบจะตลอดชีวิตแล้วก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้ผลก็ยังดันทะลังใช้แต่วิธีเดิมทั้งๆที่มีคนเตือนแล้วว่าอย่าเล่นแบบนี้ แต่พี่แกก็ไม่ฟังแล้วก็ยังคงทำแบบเดิมทั้งๆที่มันทำให้เงินต้นฉิบหาย วิธีที่ว่านี้เช่น ซื้อหุ้นไม่หาข้อมูลให้ดีพอซื้อไปแล้วลงก็บอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนระยะยาวพอตัวไหนซื้อแล้วขึ้นแรงๆวันเดียวก็รีบขายแบบนี้เป็นต้น พอขายก็เอาเหตุผลขข้างๆคูๆมาบอกว่าหุ้นมันจะไม่ดีแล้วนะไม่รู้หรือไง รุ่นพี่ของผมบอกกับผมว่าในวงการหุ้นแต่ละคนจะมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ของเขา ซักวันเขาจะตื่นเอง แต่ถ้าเขาไม่ตื่นก็ไม่ต้องไปเสียเวลาบอกเขาหรอกเพราะเขาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ หลังๆผมก็เชื่อ และคิดว่าบางคนเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเขาจะดีแค่ไหน มีคนเก่งๆรายล้อมแต่เขาก็ไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากคนเหล่านั้นได้เลย ปัจจุบันผมเองก็แทบไม่ได้คุยกับเขาแล้ว ผมว่าวงการหุ้นนี้มีคนที่ไม่ได้มีความตั้งใจจริงเยอะ ถ้าเราตั้งใจเราจะคุยกันคนละภาษากับคนที่คิดเรื่องหุ้นแบบเล่นหุ้นแค่แก้เซ้งไปวันๆ

2.คนที่ชอบเชื่อนักวิเคราะห์บางคนทั้งๆที่ฟังดูแล้วไอ้คนนั้นมันก็มั่วจะตายไปแล้วชอบพูดย้อนหลังเหมือนว่ากูรู้มาก่อนแล้ว แถมเวลาพูดก็ไม่มีข้อมูลสนับสนุนมากพอ แต่คนบางกลุ่มก็ยังจะเชื่ออยู่ได้ เพียงเพราะว่าชื่อนักวิเคราะห์คนนั้นคุ้นหู เหมือนหมอดูบางคนพูดก็มั่วทำนายไม่ค่อยถูกแต่โปรโมทตัวเองเก่งคนก็ยกให้เป็นหมอดูชื่อดังทั้งๆที่จริงๆมันมั่วจะตาย สรุปว่าคนบางกลุ่มเห็นใครดังก็คลั่งไว้ก่อนเพราะเชื่อว่าถ้าไม่เก่งจะดังได้อย่างไร

3.คนที่ชอบเล่นแต่หุ้นปลอดภัยทั้งๆที่มันไม่มี growth แต่ก็หลงรักหลงใหลแล้วเวลาใครวิจารณ์หุ้นตัวเองก็จะโกรธแล้วก็พูดถึงความผูกพันของตัวเองกับหุ้นว่าเคยถือมากี่ปี ไปประชุมมากี่รอบแล้ว เคยคุยกับผู้บริหารกี่ครั้งแล้ว แต่ความเห็นผมสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าแลกกับราคาหุ้นที่ไม่ขึ้นมาตั้งหลายปี แต่อย่าไปพูดว่าหุ้นไม่โตเชียวนะ เดี่ยวจะโดนด่ากลับมา ฮาดี

4.อันนี้ไม่ได้ว่าไรใครนะ ออกตัวก่อนผมไปเรียน course เรื่องหุ้นที่แห่งนึงโดยที่คนสอนก็บอกแล้วว่าคนที่จะมาเรียนควรมีประสบการณ์เล่นหุ้นมาอย่างต่ำกี่ปี ควรมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้างแต่วันเรียนก็มีคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นไปเลยไปนั่งเรียนทั้งๆที่เขาก็บอกแล้วว่าควรมีพื้นฐานจริงๆแล้วคนสอนน่ะเขาไม่ได้อยากได้ค่าสอนหรอกเขาอยากสอนเพราะเขาสนุกที่ได้แชร์แต่เขากลัวคนมาเรียนจะเรียนไม่รู้เรื่องแล้วเสียเวลาฟรี แถมเสียตังค์เขาเลยบอกว่าอยากให้คนมีพื้นมาเรียนแต่ก็มีคนไม่มีพื้นสมัครไปบ่อยๆ ก็แปลกดี

จริงๆเรื่องแปลกๆมีอีกเยอะแต่พูดไปแล้วมันจะกระทบกับหลายคน เอาไว้เจอกันจะเล่าให้ฟังเรื่องแปลกๆแถมโคตรฮาเลย

หัวข้อนี้ผมเขียนขำๆนะ อย่าคิดมากล่ะ

ความเห็น (17)

มาแชร์ประสบการณ์เพื่อต่อยอดเรียนรู้กัน คนที่ตอบโดนใจที่สุดมีค่าเสียเวลาให้ด้วย

ผมอยากให้คนอ่านบล็อกตอบคำถามดังนี้โดยเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองประกอบ

ค่าเสียเวลาที่ผมจะให้ท่านเพื่อเอาไปต่อยอดลงทุนมี file ดังนี้ คนเขียนเข้ามาเลือกได้ 1 file คนชนะเอาไปให้หมดเลยจะส่งเข้าไปทาง email ที่กรอกเอาไว้ตอน comment มาอย่ากรอกอีเมล์ผิดล่ะครับ

1..file money game เป็น file เปิดตัวหนังสือ money game ของคุณ วิศิษฐ์ที่ห้องสมุดมารวมเมื่อก่อน เนื้อหามีวิธีการดู fundflow การหา driver ของหุ้น การดู unlocking value ซึ่งผมก็ได้ถามคำถามหลายคำถามด้วย รับรองเนื้อหาโคตรเนื้อๆ ใครเป็นแฟน fundflow กับการวิเคราะห์หุ้นสไตล์คุณ วิศิษฐ์ อย่าพลาดนะ อิอิ

2.อันที่สองเป็น file หนังสือ intellingence investor ที่ตลาดหลักทรัพย์มีคนพูด 3 คนพี่เว็บ พี่วิบูลย์ พี่ฉัตรชัย เนื้อ vi พันธ์แท้มีเล่าประสบการณ์ในอดีตของทั้ง 3 ท่านด้วยว่าการลงทุนต้องระวังอะไร ให้ความสำคัญกับอะไรทั้ง 3 คนเป็น vi ระดับแนวหน้าเชียวนาครับ แฟนๆvi ที่ไม่เคยฟัง พลาดได้หรือ

3.อันที่3 file เปิดตัวหนังสือชนะอย่างเต่าของ ด.ร.นิเวศน์ที่ห้องสมุดมารวยเมื่อ 2 ปีก่อนมีเนื้อหาดีๆหลายอย่างเลยครับแฟน vi พลาดได้หรือครับ

4.file wealth building ของ คุณ วิศิษฐ์ พูดในงาน money expo ถึงจะเก่าหน่อยแต่ว่า case study ของการหาหุ้นที่จะขึ้นเยอะๆ โดยดู structural change ที่ยกตัวอย่างของ mpt ,lh (ในอดีตนะ)classic ดีครับและมีแนวคิดการหา story หุ้นและการบริหารความมั่งคั้งเยอะทีเดียวครับ

5.มี file เอกสาร fundflow ที่หายาก เกี่ยวกับ ให้ด้วย file นี้จะมีพูดถึง source of fundflow and asset allocation หลายอย่งงน่าสนใจทีเดียวครับ

 

ใครได้ฟังหมดนี้ ผมรับรองว่าได้ความรู้เยอะมากทีเดียวครับ

 คำถามไม่ยากเลย อยากให้ตอบว่า stock selection ,timing, portfolio management, psychology

 ท่านให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดและให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆรองมาตามลำดับอย่างไรบ้าง

เป็นการตอบ free style และขอให้เล่าจากประสบการณ์การซื้อขายหุ้นจริงของทุกท่านมาด้วยนะครับว่ามี case study อะไรบ้าง

 ขออนุญาตไม่ให้ส่งเมล์มาขอหลังไมค์โดยไม่รวมตอบคำถามนะครับ เพราะมันผิดกติกาครับผมจะไม่ส่งให้ท่านนะครับขอออกตัวก่อนเลย จริงๆทุกคนก็เสียเวลาเขียนแชร์ประสบการณ์เข้ามาทุกคนที่เขียนมาผมจะให้เลือกอันนึงแล้วกันว่าจะเอา file ไหนจาก 5 อันข้างบนคนชนะจะได้หมดทุก file วันที่ 18 ตุลาคมตอนย็นจะประกาศว่าใครเขียนโดนใจที่สุดนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์ความเห็นนะครับส่วนคนที่เก่งแล้วและเคยฟัง file เสียงหมดแล้วก็ถือว่าให้วิทยาทานกับผู้คนแล้วกันนะครับ

ความเห็น (54)

เล่นหุ้นต้องมีเพื่อน

เสี่ยยักษ์(คุณวิชัย วชิรพงษ์)เคยบอกว่าเล่นหุ้นต้องมีเพื่อนอย่าคิดเอง อย่าคิดคนเดียว ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้อย่างมาก ผมเองหลังๆมีเพื่อนเยอะ

ผมจะเล่าให้ฟังว่าเพื่อนแต่ละคนให้แง่คิดอะไรกับผมบ้าง

 คนแรก คุณ p ทำงานอยู่กองทุนแห่งนึง เป็นเพื่อนที่ดีต่อผมมาก คุณ p มีบทวิเคราะห์ research หายากส่งให้ผมบ่อย ผมต้องยอมรับอย่างนึงว่าการวิเคราะห์แนว fundflow จำเป็นต้องได้ข้อมูลที่เร็ว

คุณ p มีข้อมูลที่ลึกและเร็วส่งมาให้ผมทุกวัน นอกจากนั้นคุณ p ยังไปเปิด port กับโบรกด้วยชื่อตัวเองประมาณ 6-7 โบรกและเลือกเปิดเฉพาะโบรกที่หาอ่านจากเว็บไม่ได้เอง ตัวผมเองเคยศึกษาเรื่องกราฟมาบ้าง แต่ดูเองไม่ค่อยเป็น คุณ p ได้ไปช่วยหามาให้ว่าโบรกไหนที่ตีกราฟเก่ง และส่งมาให้ผมดูซึ่งช่วยผมได้เยอะจริงๆ ผมเองอ่านการวิเคราะหฺกราฟมาหลายที่ก็ต้องยอมรับว่าสู้ของคุณ p ที่ส่งให้ผมไม่ได้ นอกจากนี้เวลามีการสัมมนาเฉพาะที่กองทุนจะได้ฟังคุณ p ยังนำมาเล่าให้ผมฟังและ zerox เอกสารให้และในบางครั้งเธออัดเทปแล้วก็ส่งมาให้ฟังที่บ้านด้วยถ้าคอมผมเสียและโหลดไม่ได้ ต้องบอกว่าเธอช่วยผมเยอะจริงๆ ทุกวันนี้ผมแทบไม่ต้องหาข้อมูลเอง คุณ p จะเป็นคนจัดการให้ผมหมด ถ้าอยากได้ตัวไหนบอกไปก็จะมีบืวิเคราะห์ตัวนั้นของเกือบทุกโบรกให้ผมอ่านทันทีและรวมถึงของโบรกต่างประเทศที่วิเคราะห์ตัวนั้นเอาไว้ด้วย เรียกว่าถ้าไม่มีคุณ p

ผมเหมือนถูกเด็ดปีกซ้าย ขวา ด้านข้อมูลออกหมดทีเดียว

 

 2.คุณ j คุณ j เป็นคนที่คนที่คิดเชิงกลยุทธ์ได้เก่งที่สุดตั้งแต่ผมอยู่ในวงการหุ้นมาแล้วเคยคุยด้วย เวลาคุณ j วิเคราะห์หุ้นจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันใคร คุณ j ประเมินมูลค่าหุ้นเก่ง และบริหารความเสี่ยงเก่งมาก ส่วนนึงที่ผมหนีตลาด crash ปีที่แล้วได้เป็นเพราะคำชี้แนะของคุณ j เขาบอกผมว่าตั้งแต่เล่นหุ้นมาเขาไม่เคยเห็นฝรั่งขายต่อเนื่องขนาดนี้มาก่อนเลย เขาว่ารอบนี้ไม่ธรรมดา ตอนนั้นประมาณเดือน 8 ปีที่แล้วได้ คำพูดของคุณ j ทำให้ผมเอะใจ แล้วเริ่มอ่านข่าวเศรษฐกิจว่ามันแย่ขนาดนั้นจริงเหรอ และเป็นที่มาของแนวทาง fundflow ของผม

คุณ j เป็นคนที่ดู fundflow เป็นโดยที่ไม่ต้องได้ research ที่ไหนเพราะคุณ j เป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวยง และผมยอมรับว่าคุณ j เป็นคนที่รอบการหมุนของสมองเร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่คุณ j มองในวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงและอีกหลายเดือนต่อมา คนก็ค่อยเริ่มพูดอย่างที่คุณ j เคยเล่าให้ผมฟัง ผมเองถือว่าคุณ j เป็นผู้มีพระคุณต่อผมที่ช่วยชี้แนะผมหลายอย่าง เมื่อก่อนผมเป็นแนวบู๊ล้างผลาญ แต่ผมได้คุณ j ช่วยแนะนำถึงการบริหารความเสี่ยงและแนวคิดเชิงกลยุทธ์ทำให้ผมเปลี่ยนไปมาก สไตล์การเล่นหุ้นทุกวันนี้ของผมได้รับอิทธิพลแนวคิดมาจากคุณ j ประมาณครึ่งนึง

 

3.คุณ v คนนี้เป็นคนที่ผมอยากเป็นให้ได้เหมือนเขา คุณ v ไม่ถึงกับเป็นเพื่อนของผม เราไม่เคยคุยโทรศัพท์กัน แต่ผมติดตามแนวคิดของคุณ v มาหลายปี คุณ v เป็นคนที่เก่ง fundflow ระดับต้นๆของประเทศ

ฝีมือ fundflow ของคุณ v สูงส่งกว่าผมอย่างเทียบกันไม่ได้ สไตล์การวิเคราะห์หุ้นของคุณ v เป็นอีกครึ่งนึงที่หล่อหล่อมขึ้นมาเป็นตัวผม

ผมคิดว่าผมเป็นส่วนผสมระหว่างคุณ v กับคุณ j คุณ v เป็นคนที่ชอบฟันธงมากถึงมากที่สุดแม้หลายคนจะชอบจำว่าคุณ v เคยพูดอะไรผิดบ้าง แต่ผมว่าคุณ v ถูกบ่อยกว่าเยอะ และเหนือถูกหรือผิด คือแนวคิดของคุณ V นั้นสุดยอดอย่างหาใดเปรียบ คุณ v เคยแนะนำให้เก็งกำไรตัวนึงให้ hedge fund ซึ่งเขามองว่าหุ้นเก็งกำไรตัวนั้นจงใจขาดทุนเยอะๆเพื่อขอ haircut หนี้และหลังได้ haircut มันก็ turn around เร็วมากทำกำไร 10 กว่าเท่าตัวภายในไม่ถึง 2 ปี คุณ v มีจุดแข็งอยู่ที่การหา driver ของหุ้น หุ้นเน่าๆบางตัวที่ไม่มีกำไรมีแต่หนี้สินพ้นตัว คุณ v ก็ยังสามารถหาประเด็นที่มันจะ unlocking value ออกมาได้ คุณ v ดูจะไม่เก่งเรื่องการมองแนวโน้มธุรกิจเหมือนคุณ j

ผมเลยเรียนรู้เรื่อง fundflow ,driver หุ้นจากคุณ v และการบริหารความเสี่ยง กับการดูแนวโน้มธุรกิจกับคุณ j ซึ่งออกมาเป็นตัวผม

 

คนสุดท้ายคุณ F คุณ f เป็นเพื่อนใหม่ของผม เธอทำงานเป็น trader

คุณ f เป็นคนขยันมากเพราะจริงๆเขาสามารถเริ่มงานเกือบ 10 โมงแต่คุณ f จะตื่นตั้งแต่ 7 โมงเพื่ออ่าน research ให้หมด คุณ f เล่นหุ้นไม่ถึงหนึ่งปีแต่แนวคิดนั้นเหมือนคนเล่นมาประมาณ 3-4 ปีเพราะเธอไปอบรม สัมมนาอาทิตย์ละอย่างน้อย 3-4 วัน วันเสาร์ต้องเรียน ป.โท วันอาทิตย์แทนที่จะหยุดพักแต่คุณ f ก็ยังไปอบรม คุณ F บอกผมว่า

เขาเพิ่งเข้าตลาดมาเขารู้น้อยเขาต้องขยันกว่าคนอื่น ผมฟังแล้วชื่นชม

เพราะผมมักจะเห็นคนที่เข้ามาอยากรวยเร็ว ขอหุ้นเด็ด ไม่ทำการบ้าน

แต่คุณ f ตรงกันข้ามหมดเลย คุณ f เป็นคนที่อ่าน research เยอะกว่าผมและเรียนกราฟมาจากหลายสำนัก ตั้งแต่ผมได้รู้จักคุณ F มันทำให้ผมได้รู้ตัวว่า ผมไม่ได้เป็นคนขยันเลยถ้าเทียบกับคุณ F ผมยังไม่รู้อะไรอีกหลายอย่าง ผมรู้จักคุณ f ผมก็อ่าน research เยอะขึ้น ไปสัมมนาบ่อยขึ้น ตื่นเช้าขึ้น นอนดึกขึ้น เพื่อทำการบ้านให้หนักขึ้น

ผมคิดว่าเดือนกว่าๆที่ผมรู้จักคุณ f ผมขยันขึ้นและได้สังเกตุเห็นพัฒนาการตัวเองที่ดีขึ้นหลายอย่าง คุณ f ไม่ได้สอนผมด้วยคำพูดแต่แสดงให้เห็น ทำให้ผมได้คิด

 มีอีกหลายคนแต่ขอเล่าเบื้องต้นเท่านี้ก่อนละกัน

ถ้าผมไม่รู้จักคนเหล่านี้ ทุกวันนี้เป็น เด็กอมมือธรรมดาคนนึงเท่านั้นเอง

ผมเชื่อคำพูดว่าเล่นหุ้นอย่าเล่นคนเดียว  ผมเชื่อมากๆ

ความเห็น (12)

ขอถามพี่ 007 เรื่องการลงทุนหน่อยครับ

ผมสนใจการเล่น future แต่ฟื้นฐานผมเคยเป็น vi มาก่อนและผมได้ยินคำพูดเกี่ยวกับ future ประมาณนี้ช่วยตอบให้หน่อยนะครับ

1.การเล่น future นั้นยากกว่าการเล่นหุ้นรายตัวเยอะเพราะว่า หุ้นบ้านเราน้ำหนักไปอยู่ที่กลุ่มพลังงานเยอะ เรา long future เอาไว้พรุ่งนี้ราคาน้ำมันลงเราก็ขาดทุนแล้วดังนั้นเล่นหุ้นรายตัวที่เราเข้าใจพฤติกรรมของมันดีกว่า

2.คนเล่น future ส่วนใหญ่เล่นแล้วจะไม่ค่อยกลับมาเล่นหุ้นรายตัวอีกเพระว่าติดใจมันกำไรดีกว่าเยอะเลย

3.future นั้นสำคัญที่การบริหารเงินมากกว่าการมองตลาดให้ถูกใช่หรือไม่เพราะว่า เราไม่มีทางรู้ว่าตลาดพรุ่งนี้จะเป็นไงการมีเงินหน้าตักเยอะเพื่อให้เราอยู่ได้นานพอเป็นสิ่งที่สำคัญ

4.ถ้าเราใช้กราฟในการดูแนวโน้มตลาดเพื่อเล่น future เราไม่ควรใช้ macd rsi ใช่หรือไม่เพราะว่ามันช้าเกินไป เราควรดู candle stick ให้เป็นมากกว่า

5.มาประเด็นเรื่อง fundflow บ้าง ผมขอคุยกับพี่เรื่อง earning yield gap แต่ว่าตอนนั้นใช้ gap ของอดีตซึ่งจริงๆแล้วกำไรของ q4 ปีที่แล้วมันติดลบเยอะทำให้มันดูแล้ว one-time ถ้าสมมุติใช้ gap จนถึงสิ้นปีโดยตั้งสมมุติฐานว่ากำไรครึ่งปีหลังเท่าครึ่งปีแรกตอนนี้ส่วนต่างก็อาจจะประมาณ 3-4% สรุปผมเลยมองว่าตรงนี้มันใช้บอก risk/reward มากกว่าบอก momentum เพราะว่าระยะสั้นต้องดู usd index มากกว่า มีความเห็นว่าไงบ้างครับ

 

ขอบคุณสำหรับคำตอบและการแชร์ประสบการณ์ครับ

ความเห็น (24)

ถึงคนที่ไปเรียนกับผมมาแล้ว

ทั้งหมด 58 คนนะครับไม่นับคนที่ลงชื่อแล้วไม่ได้มาเรียน นับคนที่เข้ามาแทรกเพิ่มทั้งหมดแล้ว

1. นาวิน 2.ผึ้ง 3.bikki(เจ้าพ่อ mint) 4.นุก 5.keawza 6.ฟอร์(เจ้าแม่เทรด) 7.new(เจ้าพ่อ bland) 8.tanapol(ผู้ประสานvi กับเทคนิค) 9.หมอเค(คนชอบเที่ยวกลางคืน) 10.yod(คุณหมอมาดเข้ม) 11.kiat11 12babypex( 13.iwillbevi(ดูตั้งใจมาก) 14.คุณ win15.คุณนุ 16.เพื่อนคุณนุ 17.kong 18.จั้ม(รูปหล่อที่สุดที่มาเรียนกับผมทำงานการบินไทยด้วย)19.เอ20.pingzzz 21. หมอแตน(ขอบคุณที่แบ่งขนมปังสังขยาให้ผม) 22.เพื่อนหมอแตน 23.yingyos(มาดเท่) 24.พี่พอใจฉายาเหาฉลาม(ซึ้ย่ำปึก)25.earthcu26.wolfowitz(เด็กสุดอายุ18) 27. 3rdstep28. vilage 29.kornjackrit(เด็กใหม่ไฟแรง)30.คุณauspicja 31.junh_oh(เจ้าพ่อ mfec) 32.claroran 33.8000 34.คุณtodd 35.terati 20(ดูหน้าตาแล้วใจดี36.VIjoey37.SoLid_frOg38.watsport1139.bbendum40.neevi41.kongผู้หญิง42.numyak(เซียนกราฟ)43.chamchumrat(เก่งสุดในคนที่มาเรียนเข้าใจหมดไม่ต้องจดเลยด้วยซ้ำ)44.ณัฐ(โอนแล้ว)45.takdanai46.เจี๊ยบ(บ้านใกล้ผม)47.เอ(นักกล้าม)48.เอก(นักกล้าม2)49.ฟืน50.suteeluck(vi ตัวจริงถือทนอึด) 51.ผิง(จบ cfalevel3 เก่งการเงินโคตร) 52.doctornum53.cando54.prasit55.tatandchin56.nun0857.ฤดูใบไม้ผลิ58.มารบูรพา

 

ท่านที่เรียนไปแล้วจะ comment อะไร ติชมอะไร ก็เอาไว้ที่นี้ได้เลยครับ comment ที่อยากได้คือ

ชอบเนื้อหาที่เรียนส่วนไหน ส่วนไหนยากไป ส่วนไหนง่ายไป ส่วนไหนน่าเบื่อ  อะไรแบบนี้อะครับ

พอดีพรุ่งนี้สอนวันสุดท้ายแล้วก็เลยอยากรู้ว่าแต่ละคนเรียนแล้วมี comment กันยังไงมั้งครับ และสำหรับ

บางท่านที่ผมลืมส่งเว็บลิ่งให้ให้มาดูในนี้นะครับ สำหรับต่อยอดเอาไว้ update ด้วยตัวเอง

s&p marketcap

http://www2.standardandpoors.com/portal/site/sp/en/us/page.topic/indices_500/2,3,2,2,0,0,0,0,0,1,1,0,0,0,0,0.html

 mmf

http://www.ici.org/research/stats

 lei usa

http://www.conference-board.org/economics/bci/pressRelease_output.cfm?cid=1

10 ust

http://finance.yahoo.com/bonds/composite_bond_rates

yield curve usa

http://www.bloomberg.com/markets/rates/index.html

ted-spread

http://www.bloomberg.com/apps/quote?ticker=.TEDSP:IND

เว็บ present เศรษฐกิจจากแบงค์ชาติ

http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/Thai/Pages/Press_montlhly.aspx

 usd index

http://www.cnbc.com/id/15839178/site/14081545/

ยอดตลาด tfex

http://www.tfex.co.th/th/index.html

ตัวเลขboard money และ reserve

http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/Thai/Pages/Press_weekly.aspx

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวางกลยุทธ์ซื้อขายและการบริหารความเสี่ยงนะครับ ข้อมูลพวกนี้เอาไว้ดูประกอบได้ระดับนึงครับ ส่วน credit spread กับ earning yield gap ไม่มี weblink นะครับต้องไปขุดหากันเองครับ

ผมขอ update ต่อเนื่องจากที่เรียนหน่อยนะครับ ล่าสุดเท่าที่ตามข้อมูล เบอร์นันเก้พูดไว้ซักพักแล้วว่าจะใช้ relax monetary policy ซึ่งน่าจะหมายถึงการปล่อยดอกเบี้ยต่ำเอาไว้ต่ำต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ fed fund future เคยขขึ้นไปแต่พอ เบอร์นันเก้พูดก็ทำให้ fed fund future ลดลงมา และประเด็นต่อมาคือวงเงิน qe ผมว่าใกล้หมดแล้วและคิดว่า fed คงจะไม่เพิ่มวงเงิน ซึ่งน่าจะทำให้ source of fundflow ที่สำคัญอย่างนึง หายไปในเดือนหน้า ทำให้เดือนตุลาคม set มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานสูงขึ้น q4 เงินเฟ้อคงจะเริ่มฟื้นจะต้องดูว่าเบอร์นันเก้จะว่าอย่างไรต่อไป ในกรณีที่ไม่ทำ qe แต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ยการปรับฐานของตลาดหุ้นระดับ 100 จุดก็น่าจะเข้าไปลงทุนได้เพราะดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้เงินก็ไม่มีที่ไปเหมือนกัน และถ้าเงินเฟ้อไม่สูงมากแต่ขึ้นนิดหน่อยจะทำให้เกิด negative real fed fund rate ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อตลาดหุ้น

ความเสี่ยงที่จะทำให้หุ้นลงเยอะๆได้ คงมีการขึ้นดอกเบี้ยกับ double dip ซึ่งเรื่อง dip คงเป็นประเด็นสำหรับปีหน้ามากกว่าครับ  

คนที่ไปเรียนมาก็ลองใช้ indi ที่บอกไปในการดูแนวโน้มนะครับ

ความเห็น (54)

การอ่านงบการเงินภาค จบ

ตอบคำถามที่ voldtrest เคยถามมาด้วยเลย ภาคนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับ ratio ทางการเงิน

 1. pe pe ก็คือ price/earning มันคือการเทียบว่าที่ราคากี่บาทเราจะต้องคืนทุนในกี่ปีถ้ากำไรของบริษัทจะทะเบียนทำได้เท่าเดิมทุกปี เวลาจะคำนวณก็ให้ใช้ 100 ตั้งแล้วหารด้วยตัวเลขPe ก็จะได้ออกมาว่าแต่ละปีเราจะได้ earning yield เท่าไหร่ เช่นถ้า pe 10 ก็เอา 100 ตั้งหารด้วย 10 ก็จะได้ว่า 10 ปีคืนทุนเท่ากับเราได้ yield ปีละ 10% การดู pe นั้นมีข้อจำกัดมากมายที่ต้องระวังเช่น 

 1.1แต่ละบริษัทใช้นโยบายในการทำบัญชีไม่เหมือนกันก็ทำให้ตัวเลข e ที่ได้ของแต่ละบริษัทจะไม่เท่ากัน 

 1.2แต่ละบริษัทจะมี pe ที่ตลาดให้ไม่เท่ากัน หลักการง่ายๆก็คือบริษัทที่มีคุณภาพสูงกว่าจะมี pe ที่ตลาดให้สูงกว่า มีความสม่ำเสมอของกำไรสูงกว่า pe สูงกว่า 

 1.3pe ไม่ได้บอกถึงกระแสเงินสดของบริษัทที่ทำได้

ตัวต่อมาเป็น p/bv p/bv ก็คือ ราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีซึ่งมูลค่าทางบัญชีของบางบริษัท อาจจะมีการตีราคาที่ดินใหม่ก็ได้ หรือ bv ของบริษัทที่มีแต่ทุนจะทะเบียนกับ อีกบริษัทมีกำไรสะสมเยอะถ้าเทียบเป็น % ต่อ bv ทั้งหมด บริษัทที่สองย่อมน่าสนใจกว่าบริษัทแรก แต่จริงๆแล้ว p/bv เป็นตัวเลขที่ผมใช้ค่อนข้างน้อยกว่า pe เพราะว่า p/bv มักไม่ได้บอกถึง growth ของบริษัทซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ตลาดให้ความสนใจ p/bv ที่ต่ำนั้นถ้ากำไรโตหรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจที่ดีขึ้น น่าจะให้ upside ต่อผู้ลงทุนได้ค่อนข้างสูงเนื่องจากว่า ราคาที่เราจ่ายไม่แพงถ้าเทียบกับเจ้าของธุรกิจ ถ้าบริษัทสองแห่งมี Roe 20 % แต่ pbv ของบริษัทแรก 1 เท่าบริษัทที่สอง 0.5 เท่า ถ้าอย่างอื่นเหมือนกันผมย่อยต้องการเป็นเจ้าของบริษัทที่สองมากกว่าเพราะว่า มีผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 20% แต่ว่าผมจ่ายราคาครึ่งนึงของผู้ถือหุ้นเท่านั้นเอง

Roa Roa คือกำไรที่ได้เทียบกับสินทรัพย์ที่มี แต่ละตำราจะใช้ roa ไม่เหมือนกัน บางตำราจะใช้ กำไรสุทธิ/สินทรัพย์ แต่บางตำราจะใช้ earning before interest after tax เพื่อ adjust เรื่องเอกเบี้ยจ่ายซึ่งเป็นการ finance ของบริษัทที่อาจจะไม่สะท้อนภาพของบริษัทโดยตรง ตัวเลข roa ยิ่งมากก็ยิ่งดี โดย roa เท่ากับ asset turnover*net margin อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว บริษัทที่ชอบเช่าที่ไม่ลงทุนสินทรัพย์ด้วยตัวเองตัวเลข roa มักจะสูงเพราะว่า asset จะน้อย

Ev/ebitda Ev เป็นวิวัฒนาการมาจาก marketcap ซึ่งจะสะท้อนภาพที่แท้จริงมากขึ้น เพราะ ev = market cap+debt-cash ซึ่งถ้าบริษัทมีหนี้เยอะ ev ก็จะเยอะตามไปด้วย ส่วน ebitda เป็นการ adjust มาตรฐานทางบัญชีที่ต่างกันอย่าง หุ้นโรงพยาบาล 2 ตัวสร้างตึกแต่ตัดค่าเสื่อมไม่เท่ากัน โรงพยาบาลแรกตัด 15 ปี โรงพยาบาลที่ 2 ตัด 20 ปี net profit ก็จะไม่สะท้อนความต่างของอายุการตัด แต่ ebitda จะสะท้อนในส่วนนี้ ถ้า ev/ebitda 3 ย่อมถูกกว่า pe 3 เท่า แต่ข้อควรระวังคือ ebitda ก็ยังไม่ใช่เงินสดอยู่ดี

 Current ratio เป็นการดูว่าสินทรัพย์หมุนเวียนถ้าเทียบกันหนี้สินหมุนเวียนของบริษัท อะไรเยอะกว่า ถ้ามากกว่า 1 เท่าแสดงว่า สภาพคล่องค่อนข้างดีแต่ว่า Current ratio ของแต่ละธุรกิจจะไม่ nature ไม่เหมือน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ลงทุนของผม ผมมีความเห็นว่างบการเงิน มีความสำคัญน้อยกว่าการดูแนวโน้มของธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงของ model ธุรกิจอย่างเหมือนก่อนที่ ticon จะขายเข้า t-fund pe ที่ตลาดให้ก็จะเป็นแบบนึงพอเปลี่ยน model แล้ว ratio ต่างๆของ ticon ก็ดีขึ้น ทำให้ถูก re-rating value ของหุ้นขึ้นมาใหม่เป็นต้น สมัยก่อนพี่สุมาอี้ซื้อ bh ตอน 12 บาท pe ก็ 20 กว่าเท่าแต่พี่เขามองศํกยภาพการเติบโตแล้วก็ไม่ได้ยึดติดกับตัวเลข pe หลังจากซื้อไปไม่นานก็ไปขายได้ 32 บาทก่อนจะ switch มาเล่น ps ที่ 5.5 เพราะตอนนั้น ps ก็มี model การทำธุรกิจที่น่าสนใจ และการดูงบการเงินถ้าไม่เข้าใจเรื่องลูกเล่นทางบัญชีก็เป็นเรื่องอันตรายเพราะว่า ตัวเลขดีเกินจริงหรือแย่เกินจริง ผู้บริหารก็สามารถเล่นตัวเลขได้ เรื่องงบผมไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วเขียนมา 4 ภาคแล้วมีเรื่อง creative accounting แล้วด้วย หลังจากนี้คงเป็น เอาวิธีพวกนี้ไปดูจริงๆเป็นรายบริษัทเลยมากกว่า ผมเพิ่งเขียนเกี่ยวกับ cpf เอาไว้ก็มีตัวอย่างการวิเคราะห์ งบเหมือนกัน ลองอ่านดูได้

ความเห็น (3)

คุณ ih ครับภาค 16-19

  1. ทำไมเวลาดัชนีลงเช่นลง 50% อย่างปี 51 แต่หุ้นส่วนใหญ่ถึงลงมากกว่า 50% และเวลาดัชนีขึ้นเช่นปี 2003
    ดัชนีขึ้น 100% แต่ทำไมหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นมากกว่า 100%
    หลายครั้งตอนตลาด sideway ในปี 2004-2007
    เวลาหุ้นขึ้น 200 จุดเช่น 650 ไป 850 ปี 2007
    เหมือนหุ้นตัวใหญ่ๆอย่าง bay top ptt pttep
    และหุ้นตัวเล็กๆ ก็ขึ้นกันเกือบ 100% ทั้งที่ดัชนีขึ้นแค่
    25-30% ครับ

    - ตลาดปี 51 กับ 46 คล้ายๆ กัน คือ ปี 51 ลงเพราะ fund flow ส่วนปี 46 ก็ขึ้นเพราะ fund flow และปัจจัยเรื่องสภาพคล่อง ดังนั้นหุ้นที่ลงหรือขึ้นมากๆ ก็เป็นหุ้น mkt cap ใหญ่ และขึ้นลงยกแผง
    ส่วนปี 2004-2007 ตลาดเป็นแบบ sideway ดังนั้นกรณีนี้หุ้นจะไม่ขึ้นลงยกแผงและเศรษฐกิจก็เติบโตกลางๆ ไม่ได้ดีไปทุกภาคส่วน ดังนั้น stocks selection จึงสำคัญครับ และช่วงปี 2007 ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นหุ้นที่เกี่ยวข้องก็จะ outperform แต่หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันก็จะ underperform

    2.คำว่า net capital flow นั้นเหมือนกับ capital account ปะครับ
    ของเดือนตุลา net capital flow +3597
    ตามหลักกาลแล้ว capital account + current ac = bop
    ใช่ไหมครับ
    ถ้าไม่เท่ากันหมายความว่ามีการแทรกแซงค่าเงินปะครับ

    - อาจจะใช่และไม่ใช่ครับ ถ้า bop ไม่เท่ากับ 0 ส่วนที่ไม่เท่ากับ 0 ก็คือมีการแทรกแซง เพราะถ้าเป็นแบบ floating rate แบบไม่มีการแทรกแซงนั้น bop จะต้องเท่ากับ 0 ซึ่งจะทำให้มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ( Internationa reserve ) แต่หลายๆ ครั้งเราก็จะเห็นว่า bop ที่เป็นบวกหรือลบ ก็ไม่เท่ากับการเปลี่ยนแปลงของ reserve ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลที่ยากที่จะทำให้ถูกต้องเป๊ะๆ เหมือนเวลาทำงบการเงินครับ

    3.การที่ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องก่อนถึงปี 2540 แต่ไปเกินดุลบํญชีทุนเคลื่อนย้าย เพราะมีเงินเข้ามาซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้
    และเข้าใจว่า bibf หรือเงินกู้ต่างประเทศถ้าเข้ามาก็จะเป็นดุลบัญชีทุน
    เคลื่อนย้าย(ไม่แน่ใจ) สรุปว่า ถ้าประเทศไทยเกินดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายมากกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดนานๆ อาจจะนำไปสู่ crisis ได้ใช่หรือไม่

    - ก็ขึ้นอยู่กับว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้นเข้ามาทำอะไรครับ ถ้าเป็นการลงทุนทางตรงหรือ FDI พวกนี้ก็จะไม่มี liquidity crisis ( ความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว ) แต่ถ้าเป็นเงินไหลเข้าระยะสั้น เช่น เงินลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือเก็งกำไรอสังหาฯ อาจจะทำให้เกิด crisis เหมือนตอนปี 40-41 ได้ครับ จริงๆ เราก็มี crisis อยู่บ้างแล้วในปี 51 ที่ผ่านมา ที่เงินที่ต่างชาติเป็น net buy ตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมาก็ไหลออกไปมากทีเดียว และก็ยังมีที่ยังเหลืออยู่และไม่ทราบว่าจะไหลออกไปอีกแค่ไหน

    4.การที่ประเทศไหนก็ตามใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบ fix exchange rate นั้น (เช่นจีน) จำเป็นที่จะต้องมีเงิน reserve อยู่ในมือเยอะใช่หรือไม่ เพราะว่าจะได้ control เงินเข้าออกได้
    สมัยก่อนประเทศไทยก็ใช้ fix exchange rate แล้วต่อมาค่อยเปลี่ยนเป็น manage float ประเทศที่ไม่ใหญ่ หรือ ไม่ใช่มหาอำนาจควรจะใช้ manage float มากกว่าเพื่อป้องกันการเกิด
    วิกฤติค่าเงินเช่นไทยหลังปี 40 ก็เปลี่ยนระบบ ใช่หรือไม่

    - ถ้า fixed exchange rate แล้วพยายามจะรักษาค่าเงินตัวเองให้อ่อนกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ก็จะมี reserve เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการรักษาให้ค่าเงินอ่อนก็คือ ธนาคารกลางจะต้องขายสกุลเงินตัวเองและซื้อดอลล่าร์เข้ามา ทำให้ reserve เพิ่มขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความพยายามรักษาค่าเงินให้แข็งกว่าที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้ต้องเสีย reserve ไปเรี่อยๆ อย่างที่ปี 40 เราเป็นคือ เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันนานมากและค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลง การที่เรายังรักษาไว้ที่ระดับ 25 บาทต่อดอลล่าร์ซึ่งเป็นระดับที่แข็งเกินไปจึงทำให้เราต้องซื้อบาทและขายดอลล่าร์ออกไป คือ เสีย reserve ครับ

    5.ไม่ทราบว่ามีมุมมองอย่างไรกับราคาน้ำมันที่ 40 เหรียญ เพราะว่า
    ตอนอยู่ 150 เคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญพูดว่า เป็นแรงเก็งกำไรจาก hedgefund ประมาณ 30% หรือประมาณ 50 เหรียญ
    ถ้าเป็นความจริง เศรษฐกิจโลกจะหดตัวถีงขนาดทำให้น้ำมัน
    มัมูลค่าน้อยลงจาก 100 เหลือ 40 เชียวหรือ

    - ไม่น่าจะเอา 30% ไปคูณ 150 ได้ขนาดนั้นนะครับ เศรษฐกิจโลกหดตัวจะส่งผลต่อหุ้น commodity ได้มากครับ ในช่วงปี 2541-2551 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันวิ่งอยู่ใน range 10 ถึง 150 เหรียญครับ เห็นได้เลยครับว่า commodity ขึ้นลงได้แรงตามภาวะเศรษฐกิจโลกจริงๆ

  2. 6.ค่าเงินบาทที่จะมี offshore กับ onshore นั้น
    หลังจากมีการยกเลิกนโยบาย 30% ไปแล้วจะทำให้
    ค่าเงินของสองตลาดนี้ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันใช่หรือไม่
    ไม่เหมือนตอนที่มีนโยบาย 30% ที่มีบางคนทำ arbitrage
    ระหว่างสองตลาดนี้

    - ผมไม่มีความรู้เรื่อง offshore มากนัก เท่าที่ทราบคือ offshore มักจะต่างจาก onshore ในช่วงที่มีการเก็งกำไรค่าเงินผิดปกติครับ และมักจะเกิดในช่วงที่ธนาคารกลางมีมาตรการบางอย่างเพื่อแทรกแซงค่าเงินครับ

    7.ตัวเลข real interest rate เช่นของไทยหรือสหรัฐ เราจะใช้ตัวเลข fed fund rate ลบกับ core cpi ใช่ไหม
    ประเด็นคือ core cpi จะไม่สะท้อนความเป็นจริงเหมือน
    Headline cpi หรือไม่ เพราะอย่างไรเสีย คนเราก็ต้องบริโภค
    น้ำมัน หรือ อาหารบางอย่างที่ไม่ถูกรวมใน core cpi อยู่ดี

    - Core cpi เป็น cpi ที่ใช้กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยครับ ที่เราใช้ core cpi เพราะอยู่ในความเชื่อที่ว่าการที่ราคาน้ำมันหรืออาหารลดลง การใช้นโยบายดอกเบี้ยก็ไม่มีผลต่อราคาน้ำมันและอาหาร อย่างเช่น ถ้าเงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันทำให้ headline cpi สูง แต่ core cpi ต่ำ กรณีนี้หากเราเห็น headline cpi สูงแล้วไปขึ้นดอกเบี้ยก็จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำและเงินเฟ้อก็ไม่สามารถลดลงมาได้ เป็นการยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงใช้ core cpi ที่เป็นเงินเฟ้อทั่วไป หักส่นที่เป็นอาหารและพลังงานออกครับ แต่หากต้องการดูเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเราถึงค่อยมาดู headline cpi ครับ

    8.จากข้อ 7 real interest rate ของไทยถ้าใช้ rp 1 วันลบ
    Core cpi แต่ประเด็นคือ เราไม่ได้ดอกเบี้ยจาก rp 1 วัน ซะหน่อย
    เราได้ดอกเบี้ยจากธนาคารซึ้งอาจจะมีดอกเบี้ยไม่ตรงกับ rp 1 วัน
    ถ้าเป็นแบบนี้ตัวเลข real interest rate จะไม่สะท้อนผลตอบแทน ที่แท้จริงหรือไม่

    - ก็มีคนสงสัยว่าจะใช้ r/p หรือ ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ( และจะใช้ออมทรัพย์หรือประจำ ) ใน text book เค้าก็ใช้ตัวย่อว่า i คือ interest rate ไม่ได้บอกว่าให้ใช้ตัวไหน สำหรับผมใช้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ได้ครับเพราะ real interest rate จะเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีมีผลต่อการตัดสินใจว่าผู้บริโภคควรจะเก็บเงินไว้กับธนาคารหรือจะนำไปบริโภคหรือลงทุนดี แต่อย่างไรก็ตาม หาก r/p กับดอกเบี้ยเงินฝากประจำไม่ต่างกันมากก็คงไม่น่ามีปัญหาครับ

    9.ถ้าแบงค์ชาติลดดอกเบี้ย rp 1 วันแล้วพี่ ih เคยบอกว่า
    เขาจะต้องซับสภาพคล่องโดยการซื้อพันธบัตร
    หมายความว่าอย่างนี้ใช่หรือไม่
    ถ้ามีพันธบัตรอยู่ในตลาดเยอะจะทำให้ แบงค์ไม่ปล่อยกู้ให้เอกชน
    แล้วก็เลยมีดอกเบี้ย mlr สูงๆ แต่ถ้าพันธบัตรเหลือน้อย
    เพราะแบงค์ชาติซื้อไป ก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์อยากปล่อยกู้เลยต้อง
    ลดดอกเบี้ยลง

    ว่าแต่พันธบัตรรัฐบาลนี้ออกโดยกระทรวงการคลังใช่ไหมครับ
    เขาไม่ได้จำกัดว่าแบงค์ชาติก็ซื้อได้หรือ แบบนี้เหมือนรัฐบาลกู้กันเอง
    ไหมครับ เพราะแบงค์ชาติก็เป็นของรัฐบาล

    - ธปท. สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ครับ เป็นการบริหาร money supply หรือปริมาณเงินอย่างหนึ่งครับ ไม่ได้มีข้อห้ามตรงนี้ครับ ส่วนเรื่องการกู้กันเองนั้นก็คงไปดูที่งบดุลของ ธปท. ที่จะต้องมีฝั่งสินทรัพย์ คือ พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ เงินสกุลต่างประเทศ และฝั่งหนี้สิน คือ ธนบัตร พันธบัตร ธปท. ( ที่ใช้ออกเพื่อดูดซับสภาพคล่อง ) และหนี้สินอื่นๆ ก็ไม่มีข้อห้ามไม่ให้ ธปท. ซื้อพันธบัตรรัฐบาลครับ เป็นสิ่งที่ทุกประเทศทำกัน แต่ถ้าธนาคารกลางซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากเกินไปก็ทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมาก เสี่ยงกับเรื่องเงินเฟ้อได้ครับ ดังนั้นเมื่อธนาคารกลางต้องระวังเรื่องเงินเฟ้อจึงเป็นการจำกัดปริมาณที่ธนาคารกลางจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปในตัวครับ

       10. จากรูปนี้ทำไมสมัยก่อนดัชนี 1700 แต่ marketcap น้อยกว่าปี 2006 อีกล่ะครับ
อย่างตอนนี้ marketcap ก็ใกล้เคียงสมัยดัชนี 1700 เลยนะครับ
แต่ดัชนีตอนนี้(วันที่โพส) 450 เท่านั้นเอง
เป็นเพราะอะไรเหรอครับ

- หลังช่วงดัชนี 1,700 ก็มีหุ้นใหม่ๆ มาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นครับ และหลายๆ ตัวเป็นหุ้นขนาดใหญ่ เช่น PTT TOP CPALL ซึ่งก็ทำให้ mkt cap ของตลาดเพิ่มขึ้นครับ

11.ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับดัชนีบิ๊กแม็คที่เอามาใช้ทำนายอัตราและเปลี่ยน เช่น ราคาบิ๊กแม็ค ของ usa อยู่ที่ 3 ดอลล่า และบิ๊กแม็คไทยอยู่ที่ 60 บาท อัตราแลกเปลี่ยนโดยวิธีนี้คือ 60/3 ช 20 บาทไทย ควรจะเท่ากับ 1 ดอลล่าร์

- ดัชนี Big Mac ก็เป็นเพียงแนวทางครับ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งราคาอาหารโดยรวมค่อนข้างต่ำ เลยทำให้พอใช้ดัชนี Big Mac ก็เลยดูเหมือนค่าเงินบาทจะอ่อนเกินไป แต่จากการที่ช่วงปี 50-51 ที่ผ่านมาที่เรามีดุลการค้าบวกลบสลับกันผมคิดว่าค่าเงินบาทแถวๆ นี้ก็อยู่ในจุดสมดุลในระดับหนึ่งอยู่ครับ ถ้าแข็งขึ้นระดับ 20 บาทต่อดอลล่าร์เราคงขาดดุลการค้าหนักแน่ครับ แม้ว่าหลายคนอาจจะดีใจที่ราคาเครื่องสำอาง เสื้อผ้านำเข้า กระเป๋าแพงๆ จะถูกลงไปเกือบครึ่งก็ตาม

12.คำว่า paradox of saving นั้น หมายถึง การออมมากว่าลงทุน เช่นรัฐบาลสนับสนุนให้ทุกคนออมเงิน แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นประเทศจะมีเงินที่ไหนเอามาลงทุนล่ะครับ สรุปว่าการออมเงินส่งผลดีหรือผลเสียกับประเทศครับ

- รัฐก็คงหวังว่าก่อนที่จะลงทุนก็คงจะมีเงินออมซักก้อนครับ เพราะถ้าไม่ออมเลยเมื่อจะลงทุนก็คงไม่มีเงินก้อนแรก ดังนั้นรัฐก็คงจะต้องส่งเสริมการออมควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนครับ

13.จากข้อ 12 ถ้าออมมากว่าลงทุนจะทำให้เกิดภาวะ excess saving และทำให้หุ้นขึ้นเพราะเงินไม่มีที่ไปหรือไม่

- ตามหลัก demand supply เมื่อเกิด excess saving ก็จะทำให้ดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลง และอาจจะทำให้หุ้นขึ้นด้วย เมื่อดอกเบี้ยลดลง และหุ้นขึ้นจนเงินปันผลต่อปีมันลดลง ก็อาจจะมีคนสนใจนำเงินมาลงทุนทางตรงเองมากขึ้นได้ครับ ระบบมันจะปรับตัวของมันเอง ยกเว้นระบบเศรษฐกิจที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น มีสัดส่วนประชากรวัยสูงอายุมากทำให้คน save กันมากกว่าลงทุนทางตรง

14.การมีหนี้สาธารณะเยอะๆจะทำให้เกิดเงินเฟ้อตามมาใช่หรือไม่ เพราะว่าถ้าเงินเฟ้อเยอะรัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้นแต่มีภาระหนี้น้อยลง โดยรัฐเพิ่มเงินเฟ้อโดยการพิมพ์แบงค์

- มีได้ 2 แบบครับ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยออกพันธบัตรขายประชาชน เมื่อ supply พันธบัตรเพิ่มขึ้นจะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แม้ว่ารัฐจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเงินที่ได้มาแต่ก็ทำให้เอกชนมีการลงทุนและบริโภคลดลง แต่ถ้าการออกพันธบัตรมีส่วนที่ขายให้ ธปท. จะทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นและจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นครับ
แม้เงินเฟ้อจะทำให้ภาระหนี้เป็น real term ลดลง แต่จะไปกดดันค่าเงิน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกครับ

15.ทฤษฏี ppp ที่บอกว่าถ้าประเทศใดมีเงินเฟ้อสูงกว่าจะทำให้ค่าเงินอ่อนเพราะประเทศผู้ผลิตที่เงินเฟ้อ สูงจะมีต้นทุนผลิตสูงขึ้นทำให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน ไม่ทราบว่าทฤษฏี ppp ใช้ทำนายอัตราแลกเปลี่ยน ได้มากน้อยแค่ไหนครับ

- ต่อเนื่องจากข้อ 14 ถูกต้องแล้วครับ ทฤษฎี PPP ก็ทำนายอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีพอสมควรแต่อาจจะไม่ได้เป็นสัดส่วนเป๊ะๆ ครับตามสูตรใน textbook ครับ

16.สมัยต้มยำกุ้งที่บอกว่าไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8-9% ของ gdp มีคนพูดว่าการขาดดุลระดับ 8-9% ของ Gdp เป็นตัวเลขที่อันตราย ไม่ทราบว่ามีความเห็นยังไงว่าตัวเลขนี้ควรจะไม่เกินกี่ %ดีครับ

- ไม่มีตัวเลขตายตัวครับ แต่ไม่ควรติดลบติดต่อกันหลายๆ ปีครับ เพราะการที่ดุลบัญชีขาดดุลติดต่อกันหลายปีจะสะท้อนค่าเงินที่แข็งเกินกว่าพื้นฐานครับ และมีความเสี่ยงต่อเงินทุนระยะสั้นไหลออก เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะถูกชดเชย

1.มีนักวิเคราห์บางท่านคาดการณ์ว่าถ้า eu ลดดอกเบี้ยลงจะทำให้ usd index สูงขึ้น เพราะค่าเงืน eu
อ่อนลง และทำให้หุ้นลงเพราะ usd index มี negative correlation กับ set index สูง
ไม่ทราบว่ามองอย่างไร

- SET index มักจะอ่อนเมื่อดอลล่าร์แข็งเทียบบาท เพราะเวลาหุ้นลงมักจะเกิดจากการที่ต่างชาติขายหุ้นและนำเงินออก หรือหุ้นลงในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ ดังนั้นถ้าดอลล่าร์แข็งเทียบกับยูโรนั้นผมคิดว่าอาจจะไม่มีผลอะไรกับ SET มากเท่าการที่ดอลล่าร์แข็งเทียบบาทครับ

2.ตอนนี้เริ่มมีแรกแสเรื่อง decoupling ว่ามีความหวังจากฝั่งตะวันออก เพราะว่าจีนมี
Stimulus package ต่อ gdp สูงมากถึง 14% ซึ้งสูงกว่า usa และ eu พอสมควร ตัวอย่าง usa มีสัดส่วนประมาณ 7% โดยมีสัญญาณฟื้นตัวเช่น 2-10 yrs bond spread สูงขึ้น ไม่ทราบว่ามองอย่างไร

- ตอนนี้สิ่งที่หายไป คือ ส่งออก บริโภค การลงทุนเอกชนเป็นสิ่งที่หายไปแล้วในเวลาปัจจุบัน แต่การใช้จ่ายภาครัฐจะมี lag time ซึ่งจะกินเวลาซักระยะหนึ่งเงินจะไปถึงมือผู้บริโภค กว่าจะเริ่มเห็นผลก็คงเป็นช่วงกลางปีเป็นต้นไป ดังนั้นเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกปีนี้คงจะแย่ค่อนข้างแน่ แต่จะแย่มาก ( GDP ติดลบเกิน 5% ) หรือแย่น้อย ( คือ 0 ถึง ลบ 5 ) หรือดีกว่าที่คิดมาก ( 0 ถึงบวก 2 ) ก็ต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดียครับ

3.ถ้า decoupling มาแรงจริงน่าจะทำให้หุ้นทางเอเชียไม่คอ่ยตกตามตกวันตกใช่หรือป่าวครับ

- ตอนนี้หุ้นฝั่งเอเชีย แม้กระทั่งไทยก็ outperform Dow Jones นิดๆ แล้วแต่ก็ยังหนี trend เดียวกันไม่ค่อยพ้นครับ แต่ถ้าเกิด decoupling ได้จริงๆ หุ้นเอเชียก็คง outperform ครับ

4.การที่บริษัทจะล้มละลายเป็นเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้สินเป็นหลักใช่ไหมครับ ไม่ใช่เรื่อง
ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ เพราะเห็นหลายบริษัทติดลบก็ยังอยู่ได้ตั้งนาน

- การล้มละลายเกิดขึ้นก็ต้องเมื่อถูกเจ้าหนี้ฟ้องครับ ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบแต่เป็นธุรกิจที่มีเงินสดหมุนดีก็อาจจะพอมีเงินจ่ายหนี้ได้อีกระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็สัมพันธ์กันครับคือถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบอีกไม่นานก็คงต้องไม่มีเงินจ่ายหนี้ และบางครั้งสัญญาเงินกู้ก็จะมีเขียนเกี่ยวกับการรักษา D/E ratio ไม่ให้เกินเท่านั้นเท่านี้เท่าด้วยถ้าเกินจะถูกบังคับให้ชำระหนี้ก่อนกำหนด แต่การล้มละลายก็เกิดขึ้นได้กับบริษัทที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกได้เช่นกันถ้าบริหารกระแสเงินสดไม่ดีและเงิน short ครับ

5อ่านเจอว่า ภาวะ deflation จะทำให้มูลค่าหนี้สินของบริษีทเพิ่มขึ้น ซึ้งอ่านแล้วงงเล็กน้อย
ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ถ้าเงินเฟ้อคนเป็นหนี้ได้เปรียบ ถ้ากลับกันเงินฝืดคนเป็นหนี้จะเสียเปรียบหรือ
- Deflation คือ เงินฝืด หรือเงินเฟ้อติดลบ ดังนั้นเท่ากับว่าค่าของเงินเพิ่มขึ้น กล่าวคือ เงิน 100 บาทซื้อสินค้าได้มากขึ้น ดังนั้นคนเป็นเจ้าหนี้ เช่น ผู้ฝากเงินธนาคาร ( ฐานะเป็นเจ้าหนี้ของแบงค์ ) หรือผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ ที่ได้ดอกเบี้ยเป็นบวกเท่าไหร่ก็ตาม ก็จะมีกำลังซื้อมากขึ้น ในขณะที่คนที่เป็นลูกหนี้หรือกู้เงิน ซึ่งส่วนใหญ่จะกู้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะเสียเปรียบเพราะเงินฝืดทำให้ราคาสินทรัพย์นั้นลดลง หรือถ้ากู้เงินไปทำธุรกิจก็อาจจะได้รับผลกระทบจากการที่ราคาสินค้าคงคลังหรือวัตถุดิบลดลงจากการที่เงินเฟ้อติดลบครับ

6.ผมอ่านนิยามของ depression จาก column สลับมุมคิดในฐานเศรษฐกิจ เขาบอกว่า
Gdp ต้องปรับลดลงอย่างน้อย 10% จาก peak to trough ผมคิดว่าตอนนี้ usa เป็นแค่ recession และตลาดหุ้นก็รับข่าวว่าเป็นแค่ recession เท่านั้น ส่วนตัวมองว่าไม่เกิน depression ไม่ทราบว่า
พี่ ih มองยังไง
- ตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่า GDP จะติดลบถึง 10% จาก peak ไหม หากดูจากตัวเลขส่งออกเดือนมกราคมที่ติดลบกัน 20-40% ก็จะเห็นได้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก ดังนั้นจะเป็น depression หรือ recession คงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มีประสิทธิผลแค่ไหน และสหรัฐจะแก้ปัญหาสถาบันการเงินอย่างไร

7.มีผู้ประมาณการว่า การที่ fed อัดฉีดเงินเข้าไปเยอะๆจะทำให้
หนี้สาธารณะต่อ gdp ของ usa เพิ่มจาก 30%ปลายๆ (จำไม่ได้เป๊ะๆ)
ขึ้นมาเป็น50% อยากทราบว่าระดับ 50% จะเยอะไปไหมและจะส่งผลไม่ดีอะไรบ้าง เข้าใจว่าสมัยต้มยำกุ้งของไทยก็ 50%
- อาจจะฝากให้ตรวจสอบข้อมูลหน่อยครับว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐตอนนี้อยู่ 30% ปลายๆ เองหรือครับ ขนาดออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมากให้จีน ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ถือเป็นเงินทุนสำรองจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ยิ่งน้อยก็ยิ่งดีเพราะประเทศมีความเสี่ยงน้อย ถ้ามากก็แปลว่ามีความเสี่ยงที่รัฐจะต้องใช้เงินงบประมาณในแต่ละปีไปกับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ยกตัวอย่างถ้าหนี้สาธารณะ 100% ของ GDP หากดอกเบี้ยพันธบัตรคือ 5% ก็เท่ากับว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณถึง 5% ของ GDP เป็นดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถ้าภาระดอกเบี้ยต่องบประมาณมากก็ทำให้รัฐมีเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นน้อยลง และมีแนวโน้มทำให้รายจ่ายมากกว่ารายได้และขาดดุลงบประมาณซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP มากขึ้นไปอีก

การเพิ่มอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ควรทำในภาวะที่มีเศรษฐกิจถดถอย และควรลดสัดส่วนลง ( คือการใช้งบประมาณเกินดุล ) เมื่อเศรษฐกิจเติบโตดี

อย่างไรก็ตาม หลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ก็มีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงกว่า 100% ครับ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึมเซามาเป็น 10 ปี การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนต่ำ และรัฐใช้เงินในการอุ้มสถาบันการเงินไปมาก แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของญี่ปุ่นก็ต่ำมากซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นในความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ ( ส่วนหนึ่งเพราะญี่ปุ่นมี reserve จำนวนมาก และมีรายได้และสินทรัพย์ในต่างประเทศจากเงินลงทุนจำนวนมาก ) ดังนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศประเทศหนึ่งที่อัตราส่วนเดียวกันก็มีผลที่ต่างกันได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ด้วยครับ อย่างของไทยถ้ามีหนี้สาธารณะต่อ GDP เกิน 100% แบบญี่ปุ่นผมคิดว่าพันธบัตรรัฐบาลของเราคงถูก downgrade โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตแล้วเหมือนกันครับ

อย่างไรก็ตาม ก็มีเกณฑ์คร่าวๆ หรือ rule of thumb ( ในกระทู้ข้างล่างเร็วๆ นี้ผมเคยพูดถึงคำว่า rule of thumb ทีหนึ่งแล้ว ) ว่าหนี้สาธารณะไม่ควรเกิน 50% ของ GDP ส่วนเหตุผลว่าทำไมเป็น 50% ก็ไม่แน่ชัดครับ คล้ายๆ กับที่ VI อาจจะบอกว่าหุ้นที่ p/e ต่ำกว่า 10 เท่าคือถูก อะไรทำนองนั้นครับ

7) ตอบ ผมไม่เข้าใจเรื่อง Reflexivity ของ Soros เลยครับ ไม่แน่ใจว่าถ้าอ่านเข้าใจแล้วจะนำไปประยุกต์กับการลงทุนได้ดีและสร้างกำไรหรือไม่เพราะ Soros ไม่น่าจะเผยสิ่งที่ตัวเองมีออกมาหมดเพราะมิเช่นนั้นโอกาสการทำเงินในอนาคตของตนเองคงจะลดลง

ผมเองยังเชื่อว่ามีทฤษฎีอีกจำนวนไม่น้อยที่อาจจะสร้างความสำเร็จในการลงทุนได้ เพียงแต่ทฤษฎีแต่ละอย่างอาจจะมีผู้ที่ใช้และประสบความสำเร็จจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่าง ไม่ใช่นักลงทุนที่ใช้ technical หรือ fund flow ทุกคนจะประสบความสำเร็จ สิ่งที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จคือการนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมยังชอบแนวทางอะไรที่ simple อยู่ครับ และสามารถลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องดูหน้าจอทั้งวันและสามารถแบ่งเวลาไปทำงานประจำได้ซึ่งแนวทางการลงทุนแบบ VI น่าจะเหมาะสมที่สุดครับ แต่อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนในแนวทางอื่นๆ สามารถหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้และประสบความสำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดีไม่จำเป็นต้องยึดว่าต้องเป็นแนวทาง VI เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จครับ

8. มีคนบอกว่าตามหลักการทั่วไป สิ่งที่ทำยากที่สุด ย่อมเป็นสิ่งที่ได้
สิ่งตอบแทนเยอะสุด
เช่น คนเก่งสุด ฉลาดสุด ได้เงินเยอะ
มีนักลงทุนบางท่านมีความเห็นว่า
แนวทาง vi เป็นแนวทางที่ยากที่สุด คนเล่นแล้วสำเร็จจึงรวยที่สุด
(buffet) แต่แนวทางอื่นๆ เช่น money management ,techinc
ประยุกต์ใช้ง่ายกว่า แต่ได้ตังค์น้อยกว่า แต่คนส่วนใหญ่ที่ได้ตังค์
ก็ไม่ดังและรวยเท่าแนวทาง vi
และคนส่วนใหญ่ก็ไปมองว่า vi รวยสุด แต่ไม่ได้หมายถึงทำกันได้ง่ายๆ
มีความเห็นว่ายังไงครับ

 
- ผมคิดว่าทุกแนวทางมีคนที่ทำสำเร็จและล้มเหลวครับ ผมยังไม่แน่ใจนักว่าแนวทาง money management หรือเทคนิคนั้นคนส่วนใหญ่จะได้ตังค์นะครับ

การประสบความสำเร็จในการลงทุน ผมคิดว่าความเก่ง ฉลาดคงเป็นปัจจัยหนึ่งครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าคือ ความขยัน ทุ่มเท และจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จครับไม่ว่าจะลงทุนในแนวทางไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น คน 2 คนไปดูหนังเรื่องเดียวกันแต่อาจจะได้อะไรไม่เท่ากัน คนแรกอาจจะได้แค่ความบันเทิง แต่คนที่สองได้ทั้งความบันเทิงและแง่คิดต่างๆ คน 2 คนเล่นกีฬา คนแรกได้แค่ออกกำลังกาย แต่คนที่ 2 ได้ทั้งออกกำลังกายหรือทักษะการทำงานเป็นทีมและน้ำใจนักกีฬากลับมาด้วย หรือ VI 2 คน เดินทางไปต่างจังหวัด คนแรกอาจจะได้แค่ไปเที่ยว แต่อีกคนอาจจะถือว่าได้ไปสำรวจธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ต่างจังหวัดไปด้วยก็ได้ครับ

ดังนั้นเวลาที่มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ใครจัดสรรเวลาได้ดีกว่า และในกิจกรรมเดียวกันใครใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่า ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้มากกว่าครับ

1 ) ที่วันนั้นคุยกันเรื่อง m1 ,m2
สรุปว่าแบงค์ชาติสามารถคุม m1 ได้จากการทำ sterilization
หรือออกพันธบัตรมาซับสภาพคล่อง
และเงินของฝรั่งต้องเข้า m1 ก่อน สรุปว่า เงินฝรั่งที่จะซื้อหุ้นทำให้ ทั้ง m1 และ m2 โต

- หากต่างชาตินำเงินเข้ามาจากต่างประเทศ เข้ามาซื้อหุ้น ก็จะทำให้มีบัญชีเงินโอนเข้ามาในส่วน capital account ดังนั้นจะทำให้ international reserve เพิ่มรึเปล่าขึ้นอยู่กับว่า ธปท. แทรกแซงรึเปล่า ถ้าไม่แทรกแซง reserve ก็ไม่เพิ่มก็ไม่ทำให้ m1 เพิ่ม แต่ถ้า ธปท. แทรกแซงด้วยการขายบาทและซื้อดอลล่าร์ ก็ทำให้ reserve เพิ่ม และ m1 เพิ่มครับ

ข้อ 2 ผมถามพี่ว่าการที่ประเทศใน asia เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้วทำให้สภาพคล่องทั่วโลกดีขึ้นแต่จริงๆแล้ว ไม่น่าเกี่ยวเพราะ usa ก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแต่เจ๊ากันไป พี่ตอบผมว่า เพราะ usa พิมพ์เงินได้ทำให้สภาพคล่องไม่ได้หายไปไหน และที่ไม่เกิดเงินเฟ้อทั้งที่พิมพ์เงินเพราะว่า เงินที่พิมพ์ออกมามีประเทศในเอเซียมาซื้อไปก็คือ พันธบัตร usa นั้นเอง ก็เลยทำให้เหมือนมีเงินในระบบมากขึ้นมา

- สภาพคล่องในโลกที่เพิ่มขึ้นรอบนี้หลักๆ เป็นผลจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบครับ เช่น การที่ธนาคารกลางเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งทำให้เงินเข้าระบบมากขึ้นและ yield พันธบัตรลดลงครับ

ข้อ 3

ถ้าเราใช้ m2/m1
เพื่อดู velocity ของระบบ
สมมุติว่าเกิดปัญหา credit crunch ขึ้นมา
m2/m1 จะต้องลดลงใช่ไหมครับ
แต่ถ้าทำ qe หรือ quantiative easing นั้นจะทำให้ m2/m1
เพิ่มขึ้นใช่ไหมครับ เพราะอัดฉีดเงินเข้าระบบ

- M2 / m1 คือการวัด multiplier ซึ่งตัวที่ทำให้เกิด multiplier คือการปล่อยกู้ของธนาคาร และการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค ดังนั้นถ้ามี credit crunch แสดงว่าธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ คนไม่กล้าใช้เงิน m2 / m1 ก็ลดลงครับ

ส่วนการทำ qe ก็น่าจะมีส่วนให้ m2/m1 เพิ่ม แต่ด้วยเหตุผลว่าการอัดฉีดเงิน มีแนวโน้มให้ดอกเบี้ยลดลง ความเป็นห่วงเรื่องการขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงินลดลง ดังนั้นก็กระตุ้นกระบวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารครับ ดอกเบี้ยที่ลดลงก็กระตุ้นการลงทุนหรือการบริโภคได้ในระดับหนึ่งครับ

4 เข้าใจว่าเป็นพันธบัตรของกองทุนฟื้นฟู

ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจภาพนี้ถูกไหม คือ ถ้า netbot เยอะ

หมายความว่า reserve จะเยอะขึ้นเพราะซื้อพันธบัตรเข้ามา

จ่ายเป็นดอลล่าออกไป และผมก็งงๆว่าในภาพนี้ ทำไมเขาถึงคาดการณ์ว่าปี 08-09

เขามองว่า bot จะซับสภาพคล่องน้อยลง

- การออกพันธบัตรของ ธปท. หลักๆ จะขายในประเทศนะครับ ซึ่งเป็นการดูดสภาพคล่องกลับมาครับ ดังนั้นจะไม่ค่อยมีผลอะไรกับ reserve ครับ ส่วนปี 08-09 กองทุนฟื้นฟูไม่มีบทบาทอะไรมากแล้วก็ไม่ต้องออกพันธบัตรครับ และปี 08-09 เงินทุนก็ไหลออก ดังนั้นสิ่งที่ ธปท.จะทำคือตรงข้ามกับการดูดซับสภาพคล่องครับ คือ จะต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบครับ

รูปนี้อยากถามตรงวันที่
1 aug 97 ว่าอัตราแลกเปลี่ยนแบบ
aa/negative จะต่างจาก aa- อย่างไร
และ aa- นั้น rating ดีกว่า a- ใช่หรือไม่

- Aa / negative แปลว่า Aa และมี outlook negative ดังนั้นถ้าปรับลงอีกขั้นก็จะเป็น AA- ครับ ส่วน AA- ก็ยังสูงกว่า A- ครับ

6.สมัยช่วงปี 1995-1996 ปริมาณ m2 ในประเทศไทยโตสูงมาก

มากกว่า 15% ทีเดียว ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรเหรอครับ

- ช่วงนั้น real GDP โต 8-9% ครับ และถ้าบวกเงินเฟ้อปีละ 5-6% กลับเข้าไปก็จะได้ nominal GDP 13-15% ดังนั้น m2 ก็โตในอัตราใกล้ๆ กับ nominal GDP ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ เปรียบเทียบง่ายๆ กับฟูดคอร์ทที่ต้องแลกคูปองเพื่อซื้ออาหาร หากจำนวนคนที่เข้ากินเพิ่มขึ้นทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เจ้าของฟูดคอร์ดก็ต้องพิมพ์คูปองเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนยอดขายที่เพิ่มครับ

7.ถ้า m2 ในประเทศไทยโตเยอะแต่ m2 usa โตน้อยจะทำให้ เกิดปัญหาค่าเงินได้ไหมครับ เพราะน่าจะทำให้ค่าเงินด้อยค่าลง

- ต้องดูว่าโตเพราะอะไรครับ เพราะ m2 จะเกี่ยวข้องกับทั้งการเติบโตของ GDP และเงินเฟ้อ ถ้าโตเพราะเงินเฟ้อเราสูงก็จะทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าครับ

8.พี่ ih เคยได้ยิน model
imply equity risk premium ไหมครับว่าเขาคำนวณยังไง
ผมเคยอ่านเจอมาว่าเขาใช้ดูว่า set index ระดับนั้นสะท้อนความเสี่ยงไปเท่าไหร่
และสะท้อนเรื่อง eps growth ไปมากหรือยัง

- เคยได้ยินแต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าคำนวณอย่างไรครับ ผมไม่ค่อยถนัดเรื่อง quantitative เท่าไหร่ครับตอนเรียนพยายามเลี่ยงทำรายงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับ quantitative ครับ เพราะไม่ค่อยเก่งคณิตศาสตร์ครับ

9. พี่ ih คิดว่าเงินจาก petro dollar ในหลายปีที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤติ
hamburger นั้น ทำให้ตลาดโลกมีสภาพคล่องเยอะไหม
บางท่านบอกว่าเงินจาก petro dollar เอาไปทำ swf และทำให้มีเงินไปลงทุนทั่วโลก
ผมมีความเห็นว่าประเทศที่ต้องนำเข้าราคาน้ำมันแพงๆก็น่าจะมีสภาพคล่องหายไป
ฉะนั้น petro dollar ไม่น่าจะทำให้เกิดสภาพคล่องโลกได้
ผมมีความเห็นว่าสภาพคล่องโลกเกิดจาก carry trade กับ global imbalance มากกว่า

- ตอนราคาน้ำมันแพงเมื่อช่วง 1970s ประเทศตะวันออกกลางนำเงินที่ได้จากการขายน้ำมันไปขยายกำลังการผลิต ผลก็คือกำลังการผลิตเกินความต้องการ ราคาน้ำมันตกต่ำและทำให้เดือดร้อนอยู่หลายปี ราคาน้ำมันแพงรอบนี้ ประเทศตะวันออกกลางเลยแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วย จึงทำให้มีเม็ดเงินจากตะวันออกกลางไปยังส่วนต่างๆ ของโลกด้วยครับ ส่วนเรื่อง yen carry trade ก็มีผลครับเพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นก็ต่ำมาก ทำให้สภาพก่อนเกิดวิกฤติจึงเป็นการ leverage ( การกู้ ) ที่มากเกินไปครับ

10.พี่ ih คิดว่าการที่หุ้นไทยสมัยก่อนขึ้นไป 1700 จุดได้ทั้งๆที่
ดอกเบี้ยแพง ตามหลักการแล้วดอกเบี้ยแพงนั้นน่าจะทำให้ pe ของตลาดหุ้นต่ำ
แต่สมัยนั้นดอกแพงแต่ pe ดันสูง ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะการปล่อยกู้เยอะๆเช่น loan to deposit เกือบๆ 200% และเงินจาก bibf ที่ทำให้มีเงินเยอะและไหลไปซื้อที่ไหนกับอสังหริมทรัพย์
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นว่าอย่างไรครับ

- ตอนนั้น GDP โตได้ปีละ 8-9% ก็คล้ายๆ จีนเมื่อปี 50-51 ที่ p/e ของหุ้นหลายๆ ตัวขึ้นไป 30-100 เท่าครับ ตอนนั้นทุกคนซื้อหุ้นไม่ได้หวังปันผล แต่หวัง capital gain เป็นหลักครับ นอกจากนี้ ในช่วงนั้นประเทศสังคมนิยมยังไม่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจเท่านี้ และละตินอเมริกาก็ยังย่ำแย่ ดังนั้นในช่วงนั้นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดเกิดใหม่จึงมีให้เลือกไม่กี่ประเทศครับ

11.การที่หุ้นในปี 1998 เด้งได้ประมาณ 100% นั้น
เพราะว่า gdp โตเนื่องมาจากนโยบาย มิยาซาว่า ของพรรค ปชป ใช่หรือไม่
เนื่องจากเป็นการกระตุ้นชั่วคราวทำให้หุ้นไม่เสถียร
เพราะ gdp ก็ฟื้นแค่ปีเดียว
พี่ ih คิดว่าหุ้นเด้งในตอนนั้นมีเหตุผลอะไรอย่างอื่นไหมครับนอกจาก เรื่อง gdp เด้ง

- ปี 98 ที่ขึ้น 100% นี่หมายถึงจากจุดต่ำสุดที่ 200 จุดใช่ไหมครับ ที่ลงไป 200 จุดตอนนั้นเป็นเพราะสภาพคล่องของระบบตอนนั้นแย่มาก ดอกเบี้ยขึ้นไปสูงถึง 18-20% NPL ก็เพิ่มขึ้น GDP ก็ติดลบเยอะมาก แต่ปลายปีสถานการณ์ดีขึ้น ทางธปท. เริ่มลดดอกเบี้ยลง สภาพคล่องในระบบเริ่มดีขึ้นครับ และตลาดหุ้นก็เริ่มมีแรงซื้อกลับมาด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนนโยบายมิยาซาว่าเกิดขึ้นในปี 1999 ครับ ซึ่งช่วงนั้นตลาดหุ้นก็ขึ้นจาก 350 เป็น 550 จุดในกลางปี 1999 ก่อนที่จะปรับลงมาเหลือประมาณ 400 กว่าจุด ณ สิ้นปี 1999 และปี 2000 ดัชนีก็ลดลงอีกครั้งนึงมาทำจุดต่ำสุดที่ 260 จุดครับ ดังนั้นใครไปซื้อหุ้นที่ดัชนี 550 ตอนปี 1999 นั้นกว่าที่จะได้เห็นดัชนีเกิน 550 จุดอีกครั้งหนึ่งก็ตอนปี 2003 ครับ ดังนั้นการที่หุ้นวิ่งจาก 350 เป็น 550 ในปี 1999 นั้นอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็น bear market rally ครับ หรือการ rally ในต้นปี 1998 ก็เป็น bear market rally เช่นกันครับ

 
เหตุผลที่ตลาดขาลงจะต้องมี bear market rally ก็คือ เศรษฐกิจขาลงบางครั้งกินเวลานานหลายปีครับ หากหุ้นลงทุกวันต่อเนื่องดัชนีจะเหลือ 0 คงเป็นไปไม่ได้ครับ ดังนั้นจึงต้องมีช่วงที่ตลาดต้องปรับขึ้นบ้างครับ

12.การใช้ qe นั้นจะทำให้ yield ของพันธบัตรตกเพราะว่า
ธนาคารกลางต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลของรัฐใช่หรือไม่
ฉะนั้นการทำ qe รัฐบาลจะออก bond ใหม่หรือป่าวครับ
สมมุติว่าไม่ออกใหม่ ซื้อพันธบัตรเก่าที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ
จะทำให้ราคาพันธบัตรขึ้น และทำให้ระบบมีสภาพคล่องเพราะว่า
แบงค์พาณิชย์ขายพันธบัตรให้ธนาคารกลางแล้วมีเงินหมุนเวียนเพิ่มหรือครับ
หรือว่าเขาต้องออก bond ใหม่และให้ ธนาคารกลางซื้อ bond ใหม่
ถ้าทำแบบนั้น yield ก็ไม่น่าจะตกใช่หรือไม่ เพราะว่าถึง มี supply ใหม่
ก็มี demand มารับซื้อไปหมดเลย
- ธปท. จะต้องเน้นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอยู่แล้วในระบบครับเพื่อให้สภาพคล่องเข้าไปในระบบ และทำให้ yield ลดลงครับ ถ้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่ก็ไม่ทำให้ yield ลดครับ

13.ถ้าพันธบัตรระยะยาวลดลง เพราะมี supply เยอะขึ้นจากการออก bond
น่าจะทำให้ปัญหาเรื่องราคาบ้านของ usa ดีขึ้นหรือไม่ครับ
เพราะว่าถ้าดอกเบี้ยลด mortgage rate ก็น่าจะลดลงด้วย
และน่าจะชะลอปัญหาราคาบ้านตกต่ำของ usa ด้วย

- ถ้า supply ของ bond เพิ่มก็ทำให้ yield เพิ่ม ( ราคา bond ลดลง ) ดังนั้นการที่ yield หรือดอกเบี้ยเพิ่มจะทำให้ mortage rate เพิ่มครับ ดังนั้นถ้าจะทำให้ดอกเบี้ยลดลง ธนาคารกลางต้องซื้อพันธบัตรเพื่อให้ supply ของพันธบัตรลดลงครับ

14.ถ้า wealth effect ของคน usa ลดเพราะราคาบ้านลด
กว่าที่เศรษฐกิจ usa จะกลับมาดีน่าจะใช้เวลานานมากใช่หรือไม่
เพราะมีการวิจัยว่าปัญหาราคาบ้านตกต่ำจะใช้เวลาอย่างน้อย
3-4 ปีกว่าจะฟื้นตัว ฉะนั้นคน usa น่าจะไม่มีกำลังซื้อไปอีกนานหลายปี
และถ้าเป็นยังงั้นจริงวิธีดูกำลังซื้อของคน usa นอกจากราคาบ้านเราจะดูจาก
อะไรอีกดีครับ </O >

14.ถ้า wealth effect ของคน usa ลดเพราะราคาบ้านลด
กว่าที่เศรษฐกิจ usa จะกลับมาดีน่าจะใช้เวลานานมากใช่หรือไม่
เพราะมีการวิจัยว่าปัญหาราคาบ้านตกต่ำจะใช้เวลาอย่างน้อย
3-4 ปีกว่าจะฟื้นตัว ฉะนั้นคน usa น่าจะไม่มีกำลังซื้อไปอีกนานหลายปี
และถ้าเป็นยังงั้นจริงวิธีดูกำลังซื้อของคน usa นอกจากราคาบ้านเราจะดูจาก
อะไรอีกดีครับ

 
- wealth คนอเมริกัน ก็มาจาก 2 หลักใหญ่ คือ ราคาบ้าน และตลาดหุ้นครับ แต่ราคาบ้านจะมีผลต่อ wealth เฉพาะคนที่ใช้บ้านไปจำนองในการกู้เงินนะครับ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ต้องใช้เงินกู้ราคาบ้านจะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้มีผลต่อชีวิตหรือการจับจ่ายใช้สอยนัก ( นึกถึงคนไทยก็ไม่มีใครมานั่งคิดหรือติดตามว่าราคาบ้านที่เราอาศัยอยู่นั้นราคาเท่าไหร่ ) ดังนั้นการจับจ่ายใช้สอยนั้นคงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างครับ ความเชื่อมั่น บรรยากาศ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ การจ้างงานและความมั่นคงของงานในอนาคต ก็เป็นปัจจัยสำคัญครับ อย่างไรก็ตาม ผมยังคิดว่าคนอเมริกันยังไม่มีอารมณ์ใช้เงินแบบเต็มที่เหมือนเดิมในช่วงสั้นๆ นี้มั้งครับ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเหมือนคนขับรถเร็วๆ และเพิ่งขับรถไปชนยับเยินมา แม้รถจะซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คงไม่กล้ากลับไปขับเร็วๆ เหมือนเดิมในทันที ก็คงมีความระวังคือแหยงๆ อยู่บ้าง ผมคิดว่าแม้ปัญหาสถาบันการเงินจะคลี่คลายไปแล้วในระดับหนึ่ง คนอเมริกันก็คงต้องใช้จ่ายระมัดระวังอยู่ครับ

 

15.หุ้น thcom เห็นพี่ลูกอีสานแห่ง tvi บอกว่า

“ดาวเทียม iPstar หรือไทยคม 4 หรือดาวเทียมบรอดแบนด์ดวงแรกของโลก เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน ทำให้ใช้กำลังบริการแค่ 10% ทำให้ยังขาดทุน แต่เริ่มจะขาดทุนน้อยลง เพราะมีลูกค้ามากขึ้น คาดกันว่าหากใช้capacity ที่ 15% จะถึงจุดคุ้มทุน ซึ่งคาดหวังในปีนี้จากการเปิดตลาดใหม่ๆเช่น อินโด ญี่ปุ่น ไต้หวัน และที่สำคัญอินเดีย นอกจากนั้นยังเติบโตจากตลาดหลักอย่าง ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ ตลาดหลักของไอพีสตาร์คือการให้บริการอินเตอร์เนตในพื้นที่ห่างไกลที่การวางสายโทรศัพท์ไม่คุ้มทุน ดังนั้นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นเป้าหมายหลักของ ipstar เช่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย
ปัญหาของ ipstar ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องกฎเกณฑ์ เรื่องการเมือง โดยเฉพาะตลาดหลักที่เป็นประเทศใหญ่จะอ่อนไหวต่อเรื่องการให้ใบอนุญาติ ทำให้การอนุมัติล่าช้ามาก

พี่ ih มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ
เห็นพี่ลูกอีสานบอกว่าพอเปิดบริการ ipstar ทำให้มีค่าเสื่อมเข้ามาเยอะ
ดูๆแล้วถ้า ipstar breakeven ได้หุ้น thcom คงเป็นหุ้น turnaround ได้ตัวนึงทีเดียว เพราะกำไรคงเยอะมากๆ
เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็น fix cost
ไม่รู้จะเหมือน tnh ไหมที่กำไรโตเอาๆ เพราะมี capacity เหลือ
พี่ ih มองเรื่อง ipstar ว่ามีแนวโน้มอย่างไรบ้างครับ

 

 

 

 

 
- ผมต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจดาวเทียมเลยครับ ก็มีข้อสังเกตนิดหน่อยดังนี้ครับ
1 ) เป็นเรื่องน่าแปลกที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ยิงดาวเทียม Ipstar ครับ ที่แน่ๆ เราไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีแน่ๆ ครับ ที่สงสัยคือ ทำไมประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเค้าไม่ยิงก่อนเรา และอีกเรื่องที่อยากรู้ก็คือ หลังเรายิง ipstar แล้ว มีประเทศอื่นยิงตามเราด้วยรึเปล่าครับ? คือ ถ้ามีคนอื่นยิงตาม แสดงว่าเทคโนโลยี ipstar นี้ใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีคนยิงตาม ก็น่าคิดเหมือนกัน สรุปก็คือ ถ้าวันหนึ่ง ipstar ทำกำไรได้ ก็ถือว่าผู้บริหารของ THCOM ก็มีวิสัยทัศน์ดีมากทีเดียวครับ

2 ) จากที่บอกว่า “ ตลาดหลักของไอพีสตาร์คือการให้บริการอินเตอร์เนตในพื้นที่ห่างไกลที่การวางสายโทรศัพท์ไม่คุ้มทุน ดังนั้นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นเป้าหมายหลักของ ipstar เช่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย “ ทำให้ผมนึกถึงเมืองไทย ว่าพื้นที่ไหนในเมืองไทยที่จะเป็นลูกค้า ipstar ได้บ้าง คำตอบก็คือ ต้องเป็นต่างจังหวัดที่สายโทรศัพท์ไปไม่ถึงจึงทำให้ไม่สามารถใช้บริการ internet แบบ broadband หรือ dial up ได้ ซึ่งอัตราค่าบริการ internet ที่ใช้ ipstar นั้นก็ค่อนข้างแพง ผมเคยโทรถาม CS loxinfo ที่มีบริการ internet ผ่านดาวเทียม ipstar ถ้าจำไม่ผิดค่าบริการอยู่ที่ 2-3 พันบาท ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สายโทรศัพท์ไปไม่ถึงน่าจะเป็นพื้นที่กันดารพอสมควรซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินจ่ายค่าบริการตรงนี้ได้ ถ้าในเมืองไทยผมนึกออกก็น่าจะเป็นบ้านของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ที่เขาใหญ่ครับที่น่าจะเป็นลูกค้า ipstar ได้

ดังนั้นตลาดในจีน อินเดีย ก็อาจจะมีความคล้ายเมืองไทย คือ พื้นที่ที่สายโทรศัพท์ไปไม่ถึงก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีอาชีพเกษตรกรรมและมีรายได้ค่อนข้างน้อยครับ แต่ถ้าเป็นประเทศอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย ตรงนี้น่าจะพอมีความเป็นไปได้ครับที่จะมีลูกค้าที่ใช้บริการ ipstar ครับ

อีกคำถามหนึ่งที่ผมอยากทราบเหมือนกัน ก็คือ การที่ระบบมือถือปัจจุบันสามารถใช้บริการ internet ผ่าน GPRS ได้ซึ่งทำให้สามารถ connect internet ได้โดยใช้มือถือที่มี GPRS หรือ air card ดังนั้นพื้นที่ที่ไม่สามารถลากสายโทรศัพท์ แต่ยังมีสัญญาณมือถือ ก็สามารถใช้ internet ได้เช่นกัน เพียงแต่ความเร็วของ internet โดยระบบ GPRS จะไม่เร็วเท่า Ipstar ครับ แต่อนาคตหากระบบมือถือเป็น 3G ความเร็วในการ connect ก็จะเพิ่มขึ้นครับ ดังนั้นการที่พื้นที่ coverage ของมือถือในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้ความต้องการใช้ internet ผ่านดาวเทียมนั้นลดลงด้วยหรือเปล่าครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจุด breakeven ของ ipstar ก็ต่ำคือ 15% เอง ดังนั้นหากสามารถหาลูกค้าเพิ่มได้จากประเทศใดประเทศหนึ่งที่ thcom ได้ใบอนุญาตมา ก็มีความเป็นไปได้ที่จะ operate ถึงจุด breakeven ครับ คุณ hongvalue ทราบไหมครับว่าอายุการใช้งานคงเหลือของ ipstar นั้นเหลือกี่ปี เพื่อที่จะได้ทราบว่าหลังจาก breakeven แล้วจะมีช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหลือนานไหม ไหนๆ ผมตอบคำถามมาถึงภาค 18 แล้ว รบกวนคุณ hong หาข้อมูลเพิ่มให้ผมหน่อยนะครับ เพราะผมเองแม้ไม่ได้ลงทุนใน thcom แต่ก็ลงทุนในหุ้น shin ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ thcom อยู่เหมือนกันครับ

 

17.พี่ลูกอีสานบอกว่าไทยคมมีธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ขายให้สิงคโปร์ในปี
2007 ไปเกือบๆ 6900 ล้าน
เหลืออีกครึ่งน่าจะมูลค่าเท่ากัน 6900 ล้านแต่ marketcap thcom
3300 พี่ih คิดว่าประเด็นนี้น่าจะบ่งบอกได้ไหมว่า downside risk ของหุ้น thcom น้อย เพราะมีมูลค่าแฝงที่เยอะ และนี้ก็นับเฉพาะในรูปแบบธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่
ยังไม่รวม ipstar ด้วย

- แต่ thcom ก็มีหนี้อยู่ 1 หมื่นล้านด้วยนะครับ ดังนั้นกรณีที่ยกมานี้หาก thcom ไม่มีหนี้ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าซื้อมาก ดังนั้นหากดู EV หรือ Enterprise value ( market cap + debt ) ก็จะได้อยู่ 13,000 กว่าล้านครับ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหนี้อยู่ หากมองในแง่สินทรัพย์แล้วก็เห็นว่า thcom ก็เป็นหุ้นที่มีสินทรัพย์มากทีเดียวครับ และมีกระแสเงินสดที่ดีเพราะมีค่าเสื่อมราคามาก ติดแต่เรื่องความสามารถในการทำกำไรทางบัญชีครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องดูคือ อายุคงเหลือของดาวเทียมแต่ละดวงครับ และต้องดูว่าการตัดค่าเสื่อมราคานั้นตัดเท่าอายุการใช้งานดาวเทียมเลยรึเปล่า เพราะถ้าใช่ คือ ตัดตามอายุดาวเทียม ค่าเสื่อมราคาก็จะไม่ใช่ free cash flow ครับ ซึ่งต่างจากสินทรัพย์ประเภทอาคาร ที่แม้ตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้วก็ยังใช้งานอาคารต่อได้อีก จึงทำให้ค่าเสื่อมราคาหักด้วยค่าใช้จ่ายในการตกแต่งซ่อมแซมให้ใช้งานได้ตามปกติแล้วถือเป็น free cash flow ครับ รบกวนไปหาข้อมูลมาหน่อยนะครับ

18. ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือป่าว
ผมรู้สึกว่าหุ้นขนาดเล็กเช่น
snc uec ums หรือหุ้นใน mai มักจะให้ผลตอบแทนดีหลังจากตลาดบูมไปแล้ว
หรือว่าเป็นช่วงปลายขาขึ้น
คือตลาดต้องดีในระดับนึงแล้วหุ้นตัวใหญ่ขึ้นไปก่อน
อย่างสมมุติ หุ้น banpu ทำถ่านหินมีเหมืองเป็นของตัวเอง
ถ้า pe7-8 แล้วหุ้นอย่าง ums lanna จะมี pe แพงกว่า banpu ได้หรือ
ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีหุ้นขนาดใหญ่น่าจะมีแรงเสียดทาน
มีอำนาจต่อรองหลายๆอย่างสูงกว่าหุ้นตัวเล็กๆ
สมมุติว่าหุ้นเด้งจาก 380 ขึ้นมา 450 ส่วนใหญ่ก็เด้งตัวใหญ่ก่อน
ตัวเล็กบางตัวแทบไม่ขึ้นเลย
ถ้าผมจะพูดว่า หุ้น small cap มักจะให้ผลตอบแทนดีทีหลัง
bigcap เพราะติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องและส่วนใหญ่จะมี
fiveforce ที่ด้อยกว่าหุ้นที่ marketcap ใหญ่ฉะนั้น
ถ้าภาวะเศรษฐกิจยังลูกผีลูกคน หุ้น small cap ไม่น่าจะกลับมาฮิตในเวลาอันใกล้
ไม่ทราบว่าพี่ ih เห็นด้วยไหม
เพราะหุ้นที่ marketcap ใหญ่ๆก็มักจะมี pe แพงที่สุดในกล่มเช่น
lh ,banpu อะไรทำนองนี้

- จากข้อมูลสถิติในอดีต ก็เป็นไปตามที่คุณ hong ว่ามาครับ ถ้ามองภาพใหญ่ ปี 46 ตลาดขึ้นแรงมาก หุ้น big cap อย่าง กลุ่ม PTT ก็ outperform และปี 47-50 ที่ตลาด sideway หุ้น small cap ที่พื้นฐานดีและมีการเติบโตสูงก็เริ่มมาครับ

19.มีคนบอกว่าวิกฤติรอบที่แล้วหุ้นที่ฟื้นก่อนคือสถาบันการเงินและ finance
อย่างหุ้น kk ผมเข้าใจว่าที่บอกว่า finance ฟื้นก่อนหรือสถาบันการเงินฟื้นก่อนนั้น
น่าจะเป็นเพราะสถาบันการเงินจำนวณมากถูกปิด ตัวที่รอดหุ้นก็น่าจะขึ้นเยอะคงไม่แปลก ส่วนหุ้น finance นั้นเวลาตลาดฟื้น volume ซื้อขายมาก่อนภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นฉะนั้นหุ้น finance ก็น่าจะมาก่อนเช่นกัน
แต่รอบนี้ผมดูคร่าวๆแล้ว แบงค์ในเมืองไทยก็แข็งแกร่งกว่าสมัยก่อนมาก
ธุรกิจ finance ดูเหมือนมีการกระจายรายได้หลากหลายมากขึ้น
ถ้าเศรษฐกิจฟื้นหุ้นสถาบันการเงินเช่นแบงค์หรือ finance รอบนี้ไม่น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนรอบที่แล้ว
พี่ ih มีความเห็นว่ายังไงครับ

- รอบปี 40 ปัญหาของเราเป็นปัญหาของสถาบันการเงิน และหุ้นสถาบันการเงินหลายแห่งก็ปรับลดลง 80 -100% ( 100% คือพวกที่เจ๊งโดนลดทุนไปเลย ) ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นฟื้นหุ้นสถาบันการเงินก็จึงสร้างผลตอบแทนที่ดีมากครับ วิกฤติของประเทศไทยครั้งนี้ก็คนละสาเหตุกับปี 40 ซึ่งหุ้นธนาคารหรือไฟแนนซ์ก็ไม่ได้ลงมากเหมือนครั้งก่อนครับ

 

 

 

20. ราคาน้ำมันดิบในช่วงปี 1979-1980 เคย peak ที่ระดับประมาณ 80
และไป bottom แถวๆปี 1997-1998 แถวๆ 10 กว่าๆใช้เวลาตั้ง
ใช้เวลาตั้ง 18-19 ปี
ถ้าดูจากสถิติแล้วราคาน้ำมันรอบนี้เพิ่งลดจาก peak ลงมาเพียงแค่ปีเดียวเอง

ผมคุยกับพี่วิบูลย์แห่ง tvi เขาบอกว่าต้นทุนในการขุดเจาะเดี่ยวนี้หลุมละ
ถ้าใหม่ก็ 50-60 ถ้าเก่าก็ 10-20
ถ้าราคาน้ำมันต่ำกว่า 50-60 นานๆ supply น่าจะลด
ผมก็เลยสับสนว่าดูจากรอบที่แล้วก็ยังไม่น่าสนใจ
แต่ดูจากต้นทุนขุดเจาะถ้าราคาแถวๆ 50 ก็คงไม่แพง
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นเกี่ยวกับราคาน้ำมันอย่างไรบ้างครับ

- ต้องดูว่าต้นทุนหลุมใหม่ที่บอกว่า 50-60 เหรียญนั้นเป็นเป็นเฉพาะ variable cost ( ต้นทุนผันแปร ) อย่างเดียว หรือมี fixed cost ด้วย ต้องวิเคราะห์ต้นทุนและแยกออกให้ได้ครับ หาก 50 เหรียญนั้นเป็น variable cost ทั้งหมด ก็หมายความว่าถ้าราคาน้ำมันต่ำกว่า 50 เหรียญ แหล่งที่ว่านี้ควรหยุดผลิตครับ แต่ถ้าต้นทุน 50 ที่ว่านี้เป็น fixed cost ซัก 30 และเป็น variable cost ซัก 20 ราคาน้ำมันต้องต่ำกว่า 20 เหรียญจึงจะหยุดผลิตครับ ส่วนเรื่องมุมมองผมเองไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่อง demand supply ครับ แต่คิดว่ามีโอกาสได้ 2 หน้าเหมือนกันครับ คือ อาจจะอยู่ระดับ 40-60 เหรียญหรืออาจจะต่ำกว่า 40 ไปอีกซักพักใหญ่ๆ ตาม cycle ของเศรษฐกิจที่ดีกี่ปี จำนวนปีที่แย่ก็น่าจะพอๆ กัน หรืออาจจะกลับไปสูงเหมือนเดิมเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกก็เปลี่ยนเพรามีจีนกับอินเดียเป็นคนบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้น ยังมองไม่ออกครับ คุณ hong มีความเห็นอย่างไรครับ?

21.ต่อจากข้อ 20 น้ำมันรอบที่แล้วขึ้นไป 80 เพราะเขาลดกำลังการผลิตใช่ไหมครับ ไม่ใช่เพราะว่า demand เพิ่ม
แบบนี้แสดงว่าปัจจัยในการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันของสองรอบนี้ก็ต่างกัน
(รอบ peak 80 ปี 79-80 กับรอบ peak 150 ปี 2008)
แต่จะว่าไปบางคนบอกว่าความต้องการบริโภคลดวันนึงไม่ถึง 1 ล้านบาเลลด้วยซ้ำ
จากวันละ 80 กว่าล้านบาเลล

- หลักๆ ที่น้ำมันแพงใน่วงปี 79-80 เป็นเรื่อง supply ลดครับเพราะปัญหาการเมืองภายในประเทศตะวันออกกลาง และปัญหาระหว่างประเทศตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน   กับสหรัฐ ครับ คือ รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลของซาร์ของอิหร่าน แต่เมื่อโคไมนี่ปฎิวัติขึ้นมา Islamic revolution ) อิหร่านก็ประกาศตัวเป็นอริกับอเมริกาครับ เลยทำให้สหรัฐต้องสนับสนุนให้รัฐบาลอิรักซึ่งตอนนั้นประธานาธิบดีก็คือ ซัดดัม ในการรบกับอิหร่านครับ ก็เลยกลายเป็นสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านครับ     แต่สุดท้ายสหรัฐก็เล่นงานอิรักซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของตัวเองซะเองครับ     อย่างบิล ลาเดน ก็เหมือนกัน ก็เคยช่วยสหรัฐล้มรัฐบาลในอัฟกานิสถานที่โซเวียตอยู่เบื้องหลังในช่วงสงครามเย็น แต่สุดท้ายก็มาเป็นศัตรูกัน การเมืองระดับโลกนี่น้ำเน่า   หักหลังกัน   ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร   ไม่แพ้การเมืองไทยเลยครับ

 

เผื่อใครอยากอ่านการปฎิวัติในอิหร่านนะครับ    ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Iranian_Revolution

22.หุ้นอสังหกับยานยนต์ที่เป็น economy cyclical นั้นส่วนใหญ่เราต้องดูกำลังซื้อภายในประเทศหรือป่าวครับ
คือถ้าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น sector ที่ดีอาจจะเป็นส่งออก อิเล็กทรอนิค
แต่ว่า หุ้นอสังห กับยานยนต์นั้นเป็นกำลังซื้อภายใน
เราต้องเน้นดูกำลังซื้อในประเทศมากกว่าใช่ไหมครับ
แบบนี้ตัวเลข consumer confidence index
จะบอกทิศทางของหุ้น ยานยนต์กับอสังห ได้มากน้อยแค่ไหนครับ
เพราะ cci เพิ่มคนน่าจะซื้อรถซื้อบ้านเพิ่ม

- กำลังการซื้อในประเทศก็ขึ้นกับเรื่องการส่งออกด้วย และเรื่องการเมืองในประเทศก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามาตั้งโรงงาน หรือขยายกำลังการผลิต และต่อจำนวนนักท่องเที่ยวด้วยครับ

ผมก็หวังว่า การเมืองบ้านเราคงไม่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นฐานของประเทศเราแย่เหมือนฟิลิปปินส์นะครับ ผมสัมภาษณ์ผู้สมัครงานชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งบางคนก็จบการศึกษาดี ผมก็เลยถามไปว่าทำไมถึงไม่ทำงานประเทศตัวเอง คำตอบง่ายๆ คือ ไม่มีงานให้ทำครับ เหตุผลก็คือ ฟิลิปปินส์มีบริษัทต่างประเทศไปตั้ง head office ของภูมิภาค หรือลงทุนเป็นฐานการผลิตต่างๆ ลดลงไปมาก ทั้งๆ ที่คนฟิลิปปินส์มีความคล้ายประเทศตะวันตกที่สุดแล้วคือ พูดภาษาอังกฤษได้ดีและนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งจริงๆ แล้วหากประเทศเค้ามีงานดีๆ ให้ทำก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจากครอบครัวมาทำงานต่างประเทศเท่าไหร่ครับ หวังว่า เด็กรุ่นปัจจุบันเมื่อจบการศึกษาแล้วคงไม่ต้องไปหางานทำในต่างประเทศกันหมดเพราะความวุ่นวายของการเมืองไทยนะครับ

ดังนั้น ผมก็หวังว่านักลงทุนในหุ้นบ้านเราที่มีอิสระทางการเงินในระดับหนึ่งแล้ว จะมีโอกาสได้แบ่งเวลาและทุนทรัพย์ ในการร่วมสร้างสังคมและประเทศที่น่าอยู่ด้วยนะครับ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่และเป็นปัญหารากฐานของปัญหาหลายๆ เรื่องในประเทศไทยครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะไม่ยอมให้เด็กในรุ่นนี้มีความคิดบางอย่างเหมือนผู้ใหญ่ที่มีบทบาทในสังคมเราครับ ( แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากเหมือนกันครับ 55 )

อนึ่ง ปัจจุบันผมทำงานให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ครับ หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจช่วยงานด้านการศึกษาไม่ว่าจะด้านใดๆ ก็แจ้งผมมาได้นะครับ ทิ้ง e-mail ให้ผมติดต่อกลับก็ได้ครับ   หรือจะส่ง pm หาผมใน web Thaivi  ก็ได้ครับ

1 หนังสือเศรษฐศาสตร์บางเล่มที่ผมอ่านเขาบอกว่า
ต้มยำกุ้งนั้นเป็นสาเหตุให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยสมัยนั้น
แย่ไปด้วย อยากถามว่า ประเทศมันเล็กจะตายถ้าเทียบกับ asia
ทำไมการที่ไทยมีปัญหาถึงลามไปสู่ประเทศอื่นใน asia ได้ล่ะครับ

- ตอนนั้นหลายๆ ประเทศในเอเชียมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเหมือนไทย และเป็นการเติบโตที่มีที่มาที่ไปคล้ายๆ กับไทย คือ มีการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นสูง มีการกู้เงินต่างประเทศมาก มีการลงทุนสูงกว่าการออมส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง เงินทุนสำรองต่างประเทศมีน้อยกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเกิดปัญหาก็ทำให้มีความกลัวว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างของปัญหาคล้ายๆ ไทย ก็คงจะต้องเกิดปัญหาแบบเดียวกันตามมา ซึ่งท้ายสุดก็เป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตาม ก็มีประเทศบางประเทศที่ไม่มีโครงสร้างปัญหาแบบไทย เช่น ไต้หวัน ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติต้มยำกุ้งอะไรมาก

2.สมัยปี 1998 ค่าการกลั่นตกต่ำเหลือแค่ 1-2 เหรียญ
เป็นเพราะได้รับผลจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่ลุกลามไปทั่วด้วยหรือเปล่าครับ

- ใช่ครับ ค่าการกลั่นก็ลดลงสัมพันธ์กับราคาน้ำมันซึ่งลงไป 10 กว่าเหรียญ ราคาน้ำมันที่ลดลงเยอะก็ลากรัสเซียเข้าสู่วิกฤติด้วยอีกประเทศ และมีส่วนทำให้กองทุน Hedge fund ชื่อดังอย่าง LTCM ( Long-term capital management ) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ล้มตามไปด้วย ว่าแต่เป็น hedge fund แต่ทำไมชื่อ long-term ก็ไม่ทราบนะครับ แต่ใครอยากทราบเรื่องราวก็ตามไปอ่านตาม link นี้ได้ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Long-Term_Capital_Management

คุณ hongvalue ครับ ถ้าจำไม่ผิดเคยมีบางช่วงที่ค่าการกลั่นเคยติดลบเลยนะครับ รบกวนลองไปถามผู้รู้ด้านโรงกลั่นดูนะครับ

2 หุ้น kce งบปี 51 มี cfo 602 มีเงินสด 117 แต่มี d/e 2.5 เท่า
และมีเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 4460
ถ้าผมเอา cfo มารวมกับเงินสด 602+117 -4460 =-3741
ล้าน แต่มี d/e ที่สุงแบบนี้ kce น่าจะเพิ่มทุนใช่หรือไม่

- โดยหลักการแล้วถ้า kce เพิ่มทุนก็ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินลดลงครับ ในกรณีของ KCE ก็ยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานพอที่จะชำระดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ครับ ส่วนจะมีปัญหากับสถาบันการเงินไหนหรือไม่นั้นต้องไปดูกำหนดการชำระเงินต้นครับซึ่งไม่มีเปิดเผยในงบ และต้องดูความสามารถในการยืดอายุหนี้ด้วยครับ แต่ kce ยังดีตรงที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวกในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา และจะเห็นว่า capex ในไตรมาส 1 ลดลงจาก 300 กว่าล้านในปีก่อนเหลือเพียง 26 ล้าน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า kce ก็อยู่ในช่วงที่ประคองตัวสุดๆ อยู่เหมือนกันครับ

4.วิธีการดูสภาพคล่องโดยนำ cfo+cash-shorttern debt
พี่ ih คิดว่าเพียงพอไหมในการดูว่าบริษัทมีปัญหาสภาพคล่อง

- ปัญหาของแต่ละบริษัทก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ กันครับ กรณีของ kce ผมอ่านในหมายเหตุประกอบงบเห็นว่ามีการเอาที่ดิน โรงงานและเครื่องจักรไปค้ำการกู้เงินระยะสั้นจากธนาคาร ก็เลยได้วงเงินกู้มาเยอะหน่อยเพราะตามงบดุลตัว fixed asset มีถึง 6 พันล้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินที่ให้กู้นั้นใจถึงเหมือนกันครับเพราะเครื่องจักรและโรงงานอิเลคทรอนิกส์นั้นมีมูลค่าขายทอดตลาดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับดังนั้นการให้กู้จะต้องอยู่บนความเชื่อว่าลูกหนี้น่าจะคืนเงินกู้ได้ครับ นอกจากนี้การมีปัญหาสภาพคล่องหรือไม่หลักๆ ต้องดูเงื่อนไขการกู้เงินและกำหนดการชำระเงินครับ ดูอย่างหุ้น TRUE สิครับ d/e สูงมากยังยืดอายุหนี้มาได้เรื่อยๆ ครับ ดังนั้นสำคัญอยู่ที่การ refinance หนี้ครับ

อนึ่ง เงินกู้ระยะสั้นเกิน 50% ของ kce เป็นสินเชื่อเพื่อการส่งออกครับ ผมเองไม่แน่ใจว่ามีเงื่อนไขการชำระเงินกู้อย่างไรนะครับ

5.กรณีของ ccet คล้ายๆ kce แต่ว่า d/e น้อยกว่าประมาณ 1 เท่า
ccet มีเงินสดคงเหลือ 2083 แต่ว่า cfo ติดลบ และมีเงินกู้ระยะสั้น 14633
ถ้าเป็นแบบนี้ ccet ดูเหมือนจะไม่มีเงินสดพอที่จะจ่ายหนี้
ดังนั้น ccet จำเป็นต้องพึ่งพิง cff มา refinance ถูกหรือไม่ครับ
เพราะ d/e 1 เท่ายังน่าจะมี room ในการกู้เพิ่มได้อีก

- เงินกู้ระยะสั้นอาจจะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ครับ ต้องดูเงื่อนไขการกู้ครับ ยกตัวอย่างหุ้นส่งออกอาหารทะเลหลายๆ ตัวที่ต้องใช้ working cap สูงๆ ก็มีเงินกู้ระยะสั้นสูงมาหลายปีแล้วครับ ในส่วนของ ccet คงจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า kce ครับ เพราะ current ratio ของ ccet ยังใกล้ๆ กับ 1 ครับ

6.มีคนบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าอุตสาหกรรมเดินเรือจะฟื้นเมื่อไหร่ให้รอฟังสัญญาณ
จากคุณ คาลิด ผู้บริหาร psl อยากทราบความเห็นพี่ ih ว่าที่ผ่านมา vision
ของคุณ คาลิด ค่อนข้างแม่นยำหรือไม่ เหมือนผมได้ยินมาว่าเขาเก็บเงินสดเอาไว้เยอะเพื่อรอกอบโกยขาขึ้น ฟังดูแล้วเหมือนว่าเขามองอุตสหกรรมขาดหรือเปล่าครับ

- คือ รอบปี 1995-1996 ทาง PSL เก็งพลาด คือขยายกองเรือไปเยอะมาก พอเจอวิกฤติเอเชียปี 1997-1998 เลยทำให้ PSL บาดเจ็บไปพอสมควรครับ

PSL สั่งต่อเรือใหม่ไว้ประมาณ 15 ลำ ตั้งแต่ปี 2550 โดยทำสัญญาขอวงเงินกู้ในการจ่ายค่าต่อเรือใหม่ไว้ 14,000 ล้านบาท มีกำหนดส่งมอบเรือใหม่ในปี 53 – 55 เนื่องจากเรารู้แต่วงเงินกู้จึงไม่ทราบว่าเงินที่ต้องจ่ายให้อู่ต่อเรือนั้นเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินที่กู้หรือมากกว่าครับ

นอกจากนี้ ยังทำสัญญาขอวงเงินกู้เพื่อซื้อเรือมือ 2 กับ ธ. กรุงไทย และ ธ. ในประเทศ โดยสามารถเบิกเงินกู้ได้จนถึงเดือน ม.ค. ปี 53 ได้เป็นวงเงิน 8,750 บาท โดยสัญญาเงินกู้จะต้องมี d/e ไม่เกิน 2

และยังทำสัญญาขอวงเงินกู้เพื่อซื้อเรือมือ 2 กับ ธ. ในสิงคโปร์ เป็นวงเงิน 7000 ล้านบาท แต่ถูกลดวงเงินเหลือ 3,500 ล้านบาท และเบิกได้ถึง ธ.ค. 52

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา PSL มีการทยอยขายเรือที่มีอายุ 25-27 ออกไปประมาณ 10 ลำเหมือนกันครับ

ตอนนี้หนี้ของ psl มีประมาณ 3 พันล้าน เงินสด 3 พันกว่าล้าน สุทธิแล้วถือว่าไม่มีหนี้ แต่หากเมื่อส่งมอบเรือแล้วก็จะต้องกู้เงินอีกมาพอสมควรคือ 1 หมื่นกว่าล้านครับ

ตอนปี 50 ที่สั่งต่อเรือ 15 ลำ ผมเองไม่แน่ใจว่าคุณคาลิดมองว่าจะมีวันที่ BDI ลดลงอย่างหนักอย่างวันนี้รึเปล่า แต่ก็ได้ลดความเสี่ยงด้วยการทำสัญญาให้เช่าเรือล่วงหน้าในปี 53-54 ไว้บ้างแล้ว แต่การที่ขายเรืออายุ 25-27 ปีออกไปแสดงว่าคงมองว่าในปีนี้ค่าระวางคงไม่ค่อยดีนัก และเรือที่มีอายุขนาดนี้หากหมดสัญญาเช่าที่สูงๆ แล้วก็ไม่คุ้มค่ากับค่าระวางเรือในปัจจุบันครับ

สิ่งที่ PSL ต้องตัดสินใจคือ จะใช้วงเงินกู้ธนาคารที่มีอยู่ในการซื้อเรือมือ 2 รึเปล่าครับ เพราะจะหมดในต้นปี 53 แล้ว และ bank มีโอกาสไม่ต่ออายุวงเงินเพราะ psl ก็เขียนใน 56-1 ว่า การต่ออายุวงเงินครั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้า psl กู้เพื่อซื้อเรือมือ 2 แสดงว่าผู้บริหารมองว่าตลาดเรือจะต้องฟื้นในปี 53 หรือ 54 นี้ครับ เพราะ psl จะต้องแบกรับเงินกู้ 2 ทางคือ ทั้งที่กู้มาซื้อเรือมือ 2 และกู้มาจ่ายค่าเรือใหม่

ข้อดีของ PSL คือ การที่ทำสัญญากับลูกค้าล่วงหน้าไปค่อนข้างมากแล้วในปี 52-53 ทำให้สามารถ lock ค่าระวางต่อวันได้ในอัตราสูงคือ 13,000 – 14,000 เหรียญต่อวัน ซึ่งสูงกว่าต้นทุนการเดินเรือที่ประมาณ 5 พันเหรียญต่อวันมาก ซึ่งตรงนี้ถือว่าคุณคาลิดนั้นมองขาดเหมือนกันครับและน่าจะทำให้ psl อยู่ในสถานะที่ดีกว่าคู่แข่งพอสมควร ความเสี่ยงมีอยู่บ้างหากลูกค้าไม่ทำตามสัญญา แต่ความเสี่ยงนี้ยังไม่เห็นใน q1 ครับ และไม่แน่ใจว่าหากลูกค้าไม่ทำตามสัญญาจะมีค่าปรับหรือต้องฟ้องร้องยังไงหรือไม่อย่างไร ส่วนหลังจากมีการรับมอบเรือที่ต่อใหม่จะทำให้ต้นทุนหรือ fixed cost เพิ่มขึ้นมาพอสมควรเหมือนกันครับ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หรือคุณคาลิดในปี 2550 มองเห็นอนาคต อาจจะเลือกที่จะไม่ต่อเรือใหม่ครับ และรอซื้อเรือมือ 2 อย่างเดียว ซึ่งน่าจะได้ราคาที่ดีกว่าการสั่งต่อเรือใหม่มากครับ แต่การไม่สั่งต่อเรือใหม่เลยก็มีความเสี่ยงคือ หากค่าระวางหลังปี 50 ยังอยู่ในระดับสูงไม่ตกต่ำเหมือนตอนนี้ PSL ก็ไม่สามารถซื้อเรือมือ 2 ได้

ดังนั้น จากสิ่งที่เขียนมาทั้งหมด ผมคิดว่าคุณคาลิดคงมองแบบ safeๆ ไว้ คือ ไม่ฟันธงไปในทางใดทางหนึ่ง คือ แม้จะเสี่ยงต่อเรือใหม่ แต่ก็ทำสัญญาล่วงหน้าสำหรับเรือใหม่ไว้พอสมควร ทำให้ในช่วงปี 2553-2554 ที่เรือใหม่ส่งมอบอย่างน้อยก็มีบางส่วนก็มีสัญญาที่ค่าระวางสูงๆ อยู่ และลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากเรือที่มีอายุมากๆ ค่าดำเนินการสูงด้วยการเร่งขายเรือเก่าออกไป แต่สิ่งที่น่าห่วงคงจะเป็นหลังปี 2555 ครับที่เรือส่งมอบครบและตอนนี้ยังไม่มีสัญญาล่วงหน้าครับ

ให้ความเห็น

คุณ ih ภาค 11-15

  อยากให้พี่ ih ช่วยอธิบายภาพนี้หน่อยว่า non-farm payrolls ลดลงคืออะไร
และจะส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ usa

-    ผมตอบให้เผื่อเพื่อนๆ ใน web ที่ยังไม่รู้จักคำว่า non-farm payrolls มาก่อนด้วยนะครับ

 http://www.investopedia.com/terms/n/nonfarmpayroll.asp

A statistic researched, recorded and reported by the U.S. Bureau of Labor Statistics intended to represent the total number of paid U.S. workers of any business, excluding the following employees:

- general government employees
- private household employees
- employees of nonprofit organizations that provide assistance to individuals
- farm employees

This monthly report also includes estimates on the average work week and the average weekly earnings of all non-farm employees.

The total non-farm payroll accounts for approximately 80% of the workers who produce the entire gross domestic product of the United States. The non-farm payroll statistic is reported monthly, on the first Friday of the month, and is used to assist government policy makers and economists determine the current state of the economy and predict future levels of economic activity.

สรุป non-farm payroll คือ ข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่อยู่ในภาคธุรกิจต่างๆ ยกเว้น
- ลูกจ้างรัฐบาล
- องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ
- ลูกจ้างในภาคการเกษตร

Non-farm business จะมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของ GDP ของสหรัฐ ดังนั้นตัวเลขนี้ก็เป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพราะการจ้างงานจะมากหรือน้อยก็สัมพันธ์กับการผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงของภาคการผลิต และสะท้อนยอดขายและจำนวนลูกค้าของภาคบริการ การที่ non-farm payroll ลดลงแสดงว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นลดลงครับ

2 การว่างงานที่สูงระดับ 6% ขึ้นไปน่าจะสะท้อนเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างเช่นปี 2008
แต่ทำไมปี 2003 การว่างงานระดับ 6% แต่ตลาดหุ้น usa ปีนั้นก็ขึ้นเยอะครับ

- ตลาดหุ้นปี 2003 ปรับขึ้นมากเลยทำให้มีคนลาออกจากงานไป trade หุ้นกันมั้งครับเลยทำให้อัตราว่างงานเลยสูง

ข้างบนนี่ผมพูดเล่นนะครับ

การว่างงานที่สูงในปี 2003 ก็น่าจะเป็นผลพวงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากหลายๆ เหตุการณ์ ตั้งแต่ฟองสบู่ dotcom แตก เหตุการณ์ 911 ซึ่งนำมาสู่การบุกอิรักในปี 2003 รวมถึงการระบาดของโรคซาร์สในต้นปี 2003 ผมเองยังไม่มีเวลาหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ย FED ย้อนหลังแต่ถ้าผมจำไม่ผิดคือ อัตราดอกเบี้ยช่วงนั้นมีการปรับลดลงมา และนักลงทุนรู้สึกว่าไม่น่าจะมีข่าวร้ายอะไรหลังเหตุการณ์บุกอิรักอีกแล้ว จากสภาพคล่องที่โลกที่เพิ่มขึ้นก็เลยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นเป็น leading indicator ของเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่า unemployment rate ในปี 2004 ก็ค่อยๆ ลดลงตามลำดับ และผลของการที่ FED ลดดอกเบี้ยตั้งแต่หลังปี 2000 เป็นต้นมาทำให้ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อราคาบ้านเพิ่มขึ้นทำให้ wealth ของคนสหรัฐเพิ่มขึ้นและทำให้มีการนำบ้านไปจดจำนองเพื่อกู้เงินมากขึ้นครับซึ่งเป็นปัญหาสะสมทำให้เกิดวิกฤติในปัจจุบัน

เวลาเราดู reserve เราต้องดู swap ด้วย
swap ก็คือคำว่า net forward positions ใช่ไหมครับ
ถ้าติดลบก็คือเราทำสัญญาว่าจะเอา reserve ไปซื้อเงินบาท
แต่ถ้าเป็นพวกก็คือ เราสัญญาว่าจะเอาเงินบาทไปซื้อดอลมาเป็นทุนสำรอง
ถูกไหมครับ

- เรื่อง swap นี่ผมไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องตั้งแต่หลังเรียนจบและหลังวิกฤติปี 40 แล้ว หากตอบไปแล้วมีตรงไหนผิดพลาดรบกวนผู้รู้แก้ไขด้วยนะครับ
ตลาดที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนมีดังนี้ครับ

Spot คือ ตลาดซื้อขายปัจจุบัน
Forward คือ ตลาดซื้อขายล่วงหน้า คือ สัญญาที่จะส่งมอบสกุลเงินที่ตกลงกันในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน 6 เดือนนับจากวันที่ทำสัญญา
Swap คือ เป็นสัญญาที่มีความซับซ้อนกว่า spot และ forward คือ การเอา spot กับ forward มารวมกัน คือ การทำ swap กันจะมี 2 ธุรกรรมเลยคือ ธุรกรรม spot ซึ่งเกิดขึ้นทันที ณ วันที่ทำ swap และ forward ซึ่งเกิดในอนาคต

Swap แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Swap buy-sell และ sell-buy

ตัวอย่างที่จะอธิบาย ให้ถือว่า Buy ในที่นี่ให้เป็นการซื้อ ดอลล่าร์ และอีกสกุลหนึ่งคือ บาทนะครับ

Swap buy-sell คือ การซื้อ ดอลล่าร์ ทันที ณ ปัจจุบัน และจะขายดอลล่าร์ คืนให้ในอนาคต

ดังนั้นถ้าผมทำ swap buy-sell กับคุณ hong โดยมีกำหนด 3 เดือน มูลค่า 1 ล้านเหรียญ ที่ rate 34 บาทต่อดอลล่าร์

ณ t=0 คือ ปัจจุบัน ผมจะซื้อดอลล่าร์จากคุณ hong 1 ล้านเหรียญ โดยผมต้องส่งมอบเงินบาท 34 ล้านบาทให้กับคุณ Hong
ณ t= 3เดือน ผมจะต้อง sell ดอลล่าร์ 1 ล้านเหรียญกลับให้คุณ hong โดยคุณ Hong จะต้องส่งเงินบาท 34 ล้านบาทกลับมาให้ผม
ดังนั้นหลังจากที่ผม ทำ swap buy-sell กับคุณ Hong ผมจะได้เงินดอลล่าร์มา 1 ล้านเหรียญ แต่มีกำหนดต้องขายดอลล่าร์ 1 ล้านเหรียญให้กับคุณ Hong ดังนั้นหลังจากผมทำ swap ก็เท่ากับว่าผมมี forward position เป็น sell dollar

ดังนั้นถ้า ธปท. ทำ swap buy-sell ก็เท่ากับว่า ธปท. จะมี forward sell positon กับคู่ค้า ( counter party ) ซึ่งแปลว่า ธปท. จะต้องหาเงินเหรียญมาส่งมอบ ดังนั้นถ้าปัจจุบัน ธปท. มีเงินทุนสำรอง 90 bn และมี forward sell position กับคู่ค้า 5 bn ในอีก 3 เดือน ธปท.จะต้องขายดอลล่าร์ 5 bn ซึ่งจะทำให้เงินทุนสำรองลดลงเหลือ 85 bn ดังนั้นการหากเงินทุนสำรองสุทธิหลังภาระซื้อขายล่วงหน้าจึงเอาเงินทุนสำรองในปัจจุบันหักด้วยภาระการซื้อขายล่วงหน้าด้วยครับ

อีกตัวอย่าง ถ้า ธปท. ไปทำ swap sell-buy 10 bn เป็นเวลา3 เดือน ก็เท่ากับว่าอีก 3 เดือน ธปท. จะต้องซื้อเงินดอลล่าร์จากคู่ค้า 10 bn ดังนั้นหากตอนนี้มีทุนสำรอง 90 bn การหากเงินทุนสำรองสุทธิหลังหักภาระการซื้อขายล่วงหน้าจะเป็น 100 bn ครับ เพราะการมีสัญญาซื้อล่วงหน้าทำให้เงินดอลล่าร์ในทุนสำรองจะเพิ่มขึ้น

ภาระ swap forward ในทางธุรกรรมทางการเงินถือว่าเป็นภาระผูกพันที่ต้องดำเนินการ หรือเรียกว่า obligation หากไม่ดำเนินการจะถูกปรับหรือฟ้องร้องได้ครับ

ทางการเงินเค้าจะมีศัพท์ 2 ตัวคือ obligation กับ right ( สิทธิ ) ถ้าเป็น obligation คือสิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่ right คือสิทธิที่เรามีจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ อย่างการเล่นหุ้น ถ้าเราสั่งซื้อหุ้นไปแล้ว อีก 3 วันเราต้องนำเงินไปจ่าย อย่างนี้คือ obligation ครับ แต่ถ้าเรามี warrant อยู่ จะแปลงสภาพหรือไม่ก็ได้นั้นอย่างนี้เรียกว่า right ครับ

ซึ่งก็สอดคล้องกับชีวิตจริงที่หลายๆ อย่างจะเป็น obligation เช่น การเสียภาษี การปฎิบัติตามกฎหมาย หลายๆ อย่างเป็น right เช่น สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศก็คือการทำตาม obligation ที่ควรจะทำเช่น เสียภาษี ปฎิบัติตามกฎหมาย และใช้ right หรือสิทธิให้เหมาะสมกับสิทธิที่ได้รับ และอย่าเปลี่ยน obligation เป็น right คือ ไม่ทำตามกฎหมายเพราะถือว่าเป็นสิทธิที่จะไม่ทำก็ได้อย่างนี้ไม่เหมาะสมครับ

และในชีวิตที่อยู่รอบๆ ตัวเรามี obligation กับ right มากมายครับ เช่น หากเรามีลูก เราก็มี obligation ที่จะต้องเลี้ยงลูกให้เติบโตสมควรกับฐานะที่เรามี จะเห็นตามข่าวที่พ่อแม่เอาลูกมาทิ้งจนเสียชีวิตถ้าถูกจับได้ก็ผิดกฎหมายครับ หากเรากู้เงินก็ต้องชำระคืน อันนี้เป็น obligation ดังนั้นถ้าเราไม่อยากมีหนี้ต้องชำระคืน เราก็มีสิทธิ ( right ) ที่จะไม่กู้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นคำว่า right กับ obligation นั้นมันมีความสัมพันธ์กันซึ่งเป็นสิ่งที่คนเรียนการเงินควรจะนำเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันครับ

4.ถ้าดอกเบี้ยลดลง
bond ระยะยาวจะกระทบมากกว่า bond ระยะสั้นใช่ไหมครับ
หมายความว่าราคาน่าตั๋วของระยะยาวจะลดลงมากกว่า
เพราะว่าระยะสั้นพอหมดอายุก็สามารถเอาเงินไปหมุนทำอย่างอื่นได้มากกว่า

- ถ้าดอกเบี้ยลดลง bond ระยะยาวจะได้ประโยชน์มากกว่าและราคาขึ้นมากกว่า bond ระยะสั้นครับ เพราะ bond ระยะสั้นเมื่อครบกำหนด ผู้ถือ bond จะต้องนำเงินต้นที่ได้คืนไปลงทุนใหม่ หรือ reinvest ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิมครับ ในขณะที่ผู้ถือ bond ระยะยาวยังคงได้ดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าตลาดในปัจจุบันอยู่และมีกำหนดคืนเงินต้นอีกยาวจึงทำให้ bond ระยะยาวได้ประโยชน์และมีราคาที่ปรับสูงขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า bond ระยะสั้นครับ

วิกฤติครั้ง Great depression เกิดประมาณ 1929-1937 เป็นการเกิดหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐรุ่งเรืองหลัง 1910 หลังจากที่มีการคิดค้นสายการผลิตแบบ mass production โดยผู้นำมาใช้คนแรกคือ Henry Ford ในรุ่นโมเดล T การผลิตแบบ mass production ถือได้ว่าเป็นการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 หลังจากการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำในอังกฤษทำให้เกิดการปฎิวัติครั้งที่ 1 เศรษฐกิจช่วงก่อน Great depression นั้นมีการขยายตัวอย่างมากโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ตลาดหุ้นในช่วงนั้นก็มีการเก็งกำไรอย่างร้อนแรงและการปรับเพิ่มสูงมากเช่นกัน

ภาวะตกต่ำในช่วง Great depression นั้นส่งผลให้การว่างงานสูงถึง 25% ของจำนวนแรงงานในปี 1933 และเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินทำให้มีผู้ถอนเงินจำนวนมากและสถาบันการเงินจำนวนมากได้ปิดตัวไป โดยไม่มีการเข้าช่วยเหลือและแทรกแซงจากภาครัฐ รัฐบาลโดยประธานธิบดีรูสเวลท์ ได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายและจ้างงานภาครัฐหรือที่เรียกว่า new deal ซึ่งทำให้ตัวเลขการว่างงานลดลงเหลือประมาณ 15% ในปี 1937 หากใครไป California ตอนนี้ก็จะเห็นเขื่อนฮูเวอร์ ซึ่งเป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว แต่การใช้จ่ายเงินภาครัฐก็ยังไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นจากความตกต่ำได้มากนัก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP ในช่วงนั้นต่ำมากคือเพียง 3% ในปี 1929 การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภาครัฐแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มากสมัยนั้นแต่ก็ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับระดับการใช้จ่ายภาครัฐในยุคปัจจุบัน ท้ายสุดแล้วในช่วง 1938-1939 เป็นภาวะก่อนที่สหรัฐจะร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐมีการเตรียมตัวเข้าสู่สงครามทำให้เกิดการเกณฑ์แรงงานเป็นทหารทำให้ตัวเลขผู้ว่างงานลดลง ภาครัฐต้องใช้เงินในการผลิตอาวุธ ยุทธปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดการจ้างงานและการผลิตเพิ่มขึ้นมาก และเงินที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายในการเตรียมเข้าสู่สงครามนั้นสูงกว่าเงินที่จ่ายไปในช่วง new deal อย่างมาก ท้ายสุดจึงทำให้สหรัฐออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้เองโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจผมก็ไม่ทราบครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง Great depression ในปี 1930-1937 แล้วแต่ปัจจุบันยังไม่เกิดก็คือ

Great depression : ช่วง Great Depression เกิด deposit run หรือการแห่ถอนเงินฝากทำให้สถาบันการเงินล้มจำนวนมากโดยที่รัฐไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ เช่น ไม่ได้เพิ่มทุน หรือประกันเงินฝาก

ปัจจุบัน : รัฐบาลแต่ละประเทศมีแผนค้ำประกันเงินฝากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด deposit run

Great depression : การใช้จ่ายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจในตอนนั้นยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ GDP เพราะฐานการเก็บภาษีบุคคลและนิติบุคคลในช่วงนั้นต่ำ ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีค่อนข้างน้อย

ปัจจุบัน : ฐานภาษีสูงขึ้นมากทำให้สัดส่วนรายจ่ายภาครัฐมีน้ำหนักต่อ GDP มากขึ้น

Great depression : สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ระหว่างกัน และการอัดฉีดเงินช่วยเหลือจาก FED ในช่วง Great depression ทำได้จำกัดเนื่องจากกฎระเบียบไม่ยืดหยุ่นพอ FED ไม่มีเงินจำนวนมากที่จะอัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบส่งผลให้ปริมาณเงินหรือ M2 ลดลงเหลือ 2 ใน 3 จากปีก่อนวิกฤติส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินลดลงมาก ทำให้นโยบายทางการเงินไม่สามารถถูกนำมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น

ปัจจุบัน : สถาบันการเงินเริ่มไม่ปล่อยกู้ระหว่างกัน ทำให้ Libor สูงขึ้นกว่า bond yield หรือดอกเบี้ยอ้างอิงมาก แต่ปัจจุบันธนาคารกลางหลายประเทศได้อัดฉีดสภาพคล่องส่วนขาดเข้าระบบ และบางประเทศมีการค้ำประกันเงินกู้ระหว่างธนาคาร ทำให้ส่วนต่างหรือ spread เริ่มลดลงมา

Great depression : สหรัฐดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อลดการขาดดุลการค้าโดยปรับเพิ่มภาษีนำเข้าจาก 25% เป็น 50% ทำให้เกิดการขึ้นภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าทำให้การค้าทั่วโลกถดถอย

ปัจจุบัน : ยังไม่มีการขึ้นภาษีนำเข้า แต่อนาคตสหรัฐอาจจะดำเนินนโยบายให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนลง แต่ก็ยังเป็นนโยบายที่ดีกว่าการขึ้นภาษีนำเข้าอยู่มาก

Great depression : รัฐสนับสนุนให้เกิดสหภาพแรงงานโดยหวังว่าจะเป็นตัวลดอัตราการว่างงาน แต่ผลกลับเป็นไปทางตรงกันข้ามคือ ทำให้มีการประท้วงหยุดงาน การผลิตเกิดหยุดชะงัก

ปัจจุบัน : ตลาดแรงงานแม้ยังมีสหภาพอยู่แต่ไม่ได้มีปัญหาเช่นในอดีต

Great depression : เศรษฐกิจประเทศในยุโรปและทั่วโลกในช่วงนั้นอ่อนแอเพราะยังไม่ฟื้นตัวจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทำให้ไม่มีประเทศใดแบ่งเบาภาระของวิกฤติสหรัฐได้

ปัจจุบัน : เศรษฐกิจยุโรปแม้จะยังไม่ดีแต่ก็ไม่ตกต่ำเหมือนช่วง Great depression มีเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่อย่างประเทศจีนและอินเดีย และประเทศญี่ปุ่น ที่มีเงินทุนสำรองจำนวนมาก รวมถึงประเทศในตะวันออกกลาง ที่พร้อมเข้ามาซื้อสินทรัพย์ในสหรัฐหากลดลงมาจนถึงราคาที่ผู้ซื้อพอใจ

อย่างไรก็ตาม เราก็คงต้องจับตาดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2009 และ 2010 ครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไป แต่ก็หวังว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ จะใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นในปี 1930 และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อนๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อให้วงจรของความตกต่ำเศรษฐที่จะเกิดขึ้นมีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุดครับ

6.คุณ ih คิดว่า การเข้าไปอุ้มวิณิชธนกิจ ต่างๆของ แบงค์ usa นั้น จะช่วยได้มากแค่ไหน เพราะดูแล้วปัญหา subprime ยังไม่จบเนื่องจากราคาบ้านโดยดูจาก
case shiller index ยังอยู่ในระดับสูง
(รู้มาว่าคุณ ih ก็อ่านกระทู้ใน thaivi แต่อยากได้ความเห็นของคุณ ih เพิ่มเติมด้วย)

- วานิชธนกิจ หรือ Investment banker เป็นสถาบันที่พอจะปล่อยให้ล้มได้ครับเพราะไม่ใช่ธนาคาร จึงไม่มีการกู้เงิน ( ระดมเงินฝาก ) จากประชาชน แต่รัฐบาลจะเข้าไปอุ้มธนาคารหรือ บ. ประกันชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก จึงเห็นว่ารัฐจึงปล่อยให้ Lehman ล้ม แต่ต้องอุ้ม AIG ซึ่งเห็นได้ว่ารัฐบาลของสหรัฐก็ยังทำอะไรที่สมเหตุสมผลไม่ได้ดูเรื่องพวกพ้องหรือบริวารเป็นหลัก

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่วานิชธนกิจขนาดใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ เช่น Goldman Sachs หรือ Morgan Stanley พยายามที่จะเปลี่ยนเป็นธนาคาร หรือหาทางดิ้นรนด้วยตัวเอง อย่างกรณีของ Goldman Sachs ก็ได้ขายหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุนอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปีให้กับ Warren Buffet ครับ

การที่ราคาบ้านมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีกก็จะทำให้งบดุลฝั่งซ้าย คือ สินทรัพย์ของสถาบันการเงินลดลง และส่งผลให้ฝั่งขวาในส่วนของ equity ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเราคงจะหลีกเลี่ยงการลดลงของราคาบ้านไม่ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐและยุโรปจะต้องทำให้ได้คือ ต้องป้องกันไม่ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ ล้มหรือเกิดภาวะ deposit run ซึ่งก็จะต้องทำทั้ง 2 วิธีควบคู่กันครับ

- แก้ปัญหาที่ฝั่งซ้ายของงบดุล ด้วยการเข้าตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ หรือส่งเสริมให้เอกชนมีการจัดตั้ง เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหาออกจากสถาบันการเงินที่มีปัญหา

- แก้ปัญหาที่ฝั่งขวาของงบดุล ด้วยการเข้าไปเพิ่มทุนและถือหุ้นสถาบันการเงิน

ดังนั้นวิธีที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะทำก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับที่ประเทศไทยทำช่วงปี 41-43 ครับ คือ รัฐเข้าไปเพิ่มทุนและเป็นเจ้าของสถาบันการเงิน และตั้งหน่วยงานเข้าไปซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินและนำมาบริหารด้วยการประมูลขายในราคาส่วนลด ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แม้ว่าจะมีคนตั้งข้อหาว่ารัฐบาลชุดนั้นที่ดำเนินการแก้ปัญหาโดยปรส. นั้นขายชาติ แต่คนที่ชอบตั้งข้อหาคนอื่นว่าขายชาติมักเป็นคนที่ชอบแต่คัดค้านแต่แทบจะไม่เคยเสนอทางออกที่เหมาะสมให้กับปัญหา เพราะหนี้ NPL ของประเทศไทยตอนนั้นมูลหนี้ 100 บาท ราคาที่ประมูลขายได้เฉลี่ยประมาณ 30 กว่าบาท หากจะขายให้ได้ราคากว่านั้นเช่น 50-60 บาทผมคิดว่าก็ไม่มีใครมาซื้อเช่นกันเพราะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นการแก้ปัญหาสถาบันการเงินของไทยนั้นต้องให้เครดิตกับคุณธารินทร์ นิมมาเหมินทร์ รัฐมนตรีคลังที่แม้โลกจะลืม แต่ก็มีส่วนช่วยให้สถาบันการเงินผ่านวิกฤติมาได้

และแนวทางนี้ Lehman Brother ก็รู้วิธีดีครับเพราะเป็นเจ้าใหญ่ที่มาประมูลซื้อสินทรัพย์จากปรส. ถ้าไทยทำได้ประเทศในสหรัฐ ยุโรปก็น่าจะทำได้ครับ สิ่งที่สหรัฐและยุโรปยังดีกว่าไทยคือ ตอนปี 41 เราเจอดอกเบี้ย 18% ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่กว่าที่ควรจะเป็น แต่วิกฤติโลกครั้งนี้น่าจะแก้ปัญหาด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงครับและโชคดีที่น่าจะทำได้เพราะราคาน้ำมันและ commodity ก็ลดลงมา

ดังนั้นผมคิดว่ายังไงตัวเลขเงินที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของงบดุลสถาบันการเงินอาจจะสูงกว่า 700 bn ที่ประกาศออกมาครับ แต่จะเป็นเท่าไหร่ก็ต้องทำครับเพราะจะปล่อยให้เกิด deposit run หรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ ล้มไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินในวงเงินที่มากตามที่จำเป็นหรือถ้าภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า at any cost ครับ

7.คุณ ih คิดว่าแบงค์ชาติจีนจะทำยังไงกับ reserve ที่ถือในสกุลเงิน us เพราะ
ดูแล้วเหมือนจะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ

- ถ้าเงินสหรัฐอ่อนค่าเทียบกับเงินหยวน แม้ว่ามูลค่า reserve ของจีนจะมีมูลค่าลดลงเทียบกับเงินสกุลตัวเอง คือ หยวน แต่ก็ไม่มีผลอะไรเพราะเป็นตัวเลขทางบัญชีครับ แต่ที่จะมีผลแน่ๆ คือถ้าเราไปถือ reserve เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าลดลงใกล้เคียงศูนย์หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีธนาคารกลางประเทศไทยจะไปถือเงินสกุลแปลกๆ เช่น สกุลเงินของรัสเซีย เงินกีบ เงินเปโซเม็กซิโก หรือเงินของประเทศซิมบับเว ( ที่เงินเฟ้อเป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์ )

ดังนั้นประเทศทั่วไปก็จะถือ reserve เป็นเงินดอลล่าร์ ยูโร หรือเยน ( ซึ่งอยู่ในรูปของการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ) และทองคำเป็นหลัก แต่แม้ว่าเงินสกุลหลักๆ อาจจะอ่อนค่าแต่การถือทองคำเป็น reserve ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่สามารถเปลี่ยน reserve ทั้งหมดเป็นทองได้ เพราะมี supply จำกัด และทองไม่มีดอกเบี้ย การที่ธนาคารกลางมี reserve เพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้อาจจะมีเงินในระบบเพิ่มขึ้นมากเกินไปซึ่งมักจะต้องออกพันธบัตรขายเพื่อดูดเงิน ( สภาพคล่อง ) กลับจากระบบทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นด้วย ( ที่เรียกว่า sterilization ) ดังนั้นการได้ reserve เพิ่มขึ้นของธนาคารกลางจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเข้ามาด้วย ดังนั้นธนาคารกลางจึงมีความจำเป็นจะต้องนำ reserve ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกจะไปถือทองไม่ได้

และอย่างที่ผมเขียนข้างต้นว่า ธ. กลางจะไปถือสกุลเงินที่ล้มไม่ได้ ดังนั้นธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือพันธบัตรสหรัฐกันทั้งนั้นก็มีภาระร่วมกันที่จะอุ้มความน่าเชื่อถือของเงินดอลล่าร์ เพื่อปกป้องมูลค่าเงิน reserve ของตนเองครับ ดังนั้น ธ. กลางทั่วโลกจึงมีส่วนได้เสียกับวิกฤติสหรัฐกันหมด จึงต้องช่วยให้วิกฤตินี้ผ่านไปให้ได้ at any cost เหมือนกันครับ

8.คุณ ih มองพื้นฐานของหุ้นกลุ่มพลังงานและพลังงานทางเลือกเปลี่ยบนไปหรือไม่เนื่องจาก เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัว และกระทบกับราคา commodity พวกนี้

- ในระยะสั้นนี้ก็มีผลกระทบครับเพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้ความต้องการในสินค้า commodity แต่ละตัวลดลง ก็เป็นไปตามธรรมชาติของหุ้นวัฎจักรครับ ส่วนระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูว่าวิกฤติครั้งนี้จะกินเวลานานแค่ไหนและลงลึกเพียงใดครับ

9.มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่อัตรา libor 3 หรือ 6 เดือน จะต่ำกว่าอัตรา
fed funds rate และถ้าต่ำกว่า จะหมายความว่าอย่างไร

- FED fund rate มีแนวโน้มที่จะปรับลงไปอีกอาจจะเหลือ 0.75 – 1.0 % ในเร็วๆ นี้นะครับ ปกติแล้ว interbank rate ในช่วงที่มีวิกฤติจะสูงกว่า rate อ้างอิงของธนาคารกลางในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นคงจะยากที่ Libor จะสูงกว่า Fed fund rate นะครับ ทำไมคุณ Hong ถึงคิดว่าจะมีโอกาสต่ำกว่าล่ะครับ

10. พอดีงงกับรูปนี้น่ะครับ เราอยากถาม

libor ย่อว่า london interbank offer rate

แต่ทำไมในรูปนี้ถึงมีอัตร libor ของทั่วโลก

libor ใช้เฉพาะ usa ไม่ใช่เหรอ

เพราะเห็นมีชื่ออย่างอื่นในประเทศอื่นเช่น hibor sibor

- เข้าใจว่า libor ในแต่ละประเทศคือ interbank rate นั่นแหละครับ ว่าแต่หลายๆ ประเทศยังมี central bank rate สูงกว่า 6% อยู่เลย แสดงว่าเงินเฟ้อของประเทศนั้นยังน่าจะสูง น่าจะลองหาเงินเฟ้อของประเทศในตารางดูนะครับว่า central bank rate ปัจจุบันสูงหรือต่ำกว่าเงินเฟ้อแค่ไหน อีกอันที่น่าสังเกต คือ บางประเทศ interbank rate สูงกว่า central bank rate หรือ bond yield พอสมควรครับ แสดงว่าเป็นประเทศที่สภาพคล่องทางการเงินของระบบสถาบันการเงินค่อนข้างตึงตัวครับ

และบางประเทศ central bank rate กับ bond yield ต่างกัน สะท้อนถึงนโยบายการเงินครับ ถ้า central bank rate ต่ำกว่า bond yield มากๆ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แต่ถ้า central bank rate สูงกว่า bond yield แสดงว่ากำลังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสูง อาจจะต้องการคุมเงินเฟ้อ และ/หรือ ลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นตาราง 1 ตารางนำมาวิเคราะห์ได้หลายแง่มุมครับ

11.เจ้าหน้าที่ส่งออกมาท่านพูดว่า nominal effective exchange rate หรือ neer
และ real effective exchange rate หรือ reer

โดยเขาบอกว่าอยากรู้ว่าส่งออกดีไหมให้ดูตัวนี้เพราะว่าเป็นการดูถึงคุ่ค้า 11 ประเทศในเอเซียด้วย

แต่ผมไม่แน่ใจว่าค่านี้มากๆ หรือ น้อยๆ

เห็นแบงค์ชาติบอกว่าใช้เป็น 1994 เป็นฐาน 100 พี่ ih รู้ไหมว่าค่านี้มากกว่าหรือ
น้อยกว่า 100 ถึงจะบอกว่า ส่งออกของไทยยังมีความแข็งแกร่ง

- ต้องขออภัยครับเรื่องนี้จำสูตรไม่ได้จริงๆ ถ้าจำสูตรได้ก็จึงจะตอบได้ครับ ตัว reer นั้นเป็น real effective จะนำเรื่องเงินเฟ้อในแต่ละประเทศเข้ามาคิดด้วยครับ ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าใช้คำว่า nomital จะเป็นรูปของค่าเงินตามความจริงๆ แต่ถ้า real เมื่อไหร่จะต้องนำอัตราเงินเฟ้อมาปรับด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผมได้ขึ้นเงินเดือน 10% แต่อัตราเงินเฟ้อ 6% ใน nominal term ผมได้เงินเดือนขึ้น 10% แต่ใน real term เงินเดือนผมขึ้น 10-6% = 4% เท่านั้นเพราะต้องนำเงินเฟ้อไปปรับออกด้วย

12.ถ้าต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นจะทำให้ดุลที่เรียกว่า capital account เพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ และ current account – capital account = balance of payment ใช่หรือไม่

- ถ้าซื้อขายหุ้นจะอยู่ในส่วน captital account ขอแก้เครื่องหมายเพื่อให้เป็นสากลดีกว่าครับ
Balance of payment ( BOP ) = Current accout + capital account

ถ้าเงินไหลเข้า captital account เป็นบวก

หมายเหตุนิดนึงว่า ถ้าต่างชาติมาลงทุนแล้วนำปันผลและดอกเบี้ยกลับประเทศจะอยู่ใน current account นะครับ

13.ขอถามหน่อยครับว่าการถือค่าเงินเยน แข็ง เช่นล่าสุดเหลือ 97
หมายความว่า มีเงินเข้าประเทศเยอะทำให้เงินแข็งเหรอครับ
แล้วเงินที่เข้าก็คือเงินที่ไปคืนเรื่อง yen carry trade ใช่ไหมครับ

- น่าจะมีเงินไหลเข้าครับ แต่น่าจะด้วยหลายๆ เหตุผล เข้าใจว่าญี่ปุ่นน่าจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากเรื่อง subprime น้อยกว่าสหรัฐและยุโรปเพราะธนาคารญี่ปุ่นไปยุ่งกับพวก CDO CDS อะไรนี่น้อยกว่า

14.ผมอยากถามว่าก่อนหน้านี้ทำไม boj ถึงใช้ดอกเบี้ยแค่ 0% ตั้งหลายปี
ถ้าเป็นแบบนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเขาเท่าไหร่ครับ
1-2% เหรอครับ

- ประมาณนั้นครับ เพราะเงินเฟ้อประเทศเค้าต่ำมาก ส่วนหนึ่งที่ GDP และเงินเฟ้อเค้าต่ำส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจขยายตัวจนเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ประชากรไม่สามารถบริโภคได้มากกว่านี้แล้ว ( ไม่รู้จะอิจฉาหรือสงสารดีครับ ) GDP เค้าโตปีละ 2% ก็จริงแต่คนญี่ปุ่นเค้ามีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างแล้วนะครับ รถยนต์ก็ขับกัน 5-7 ปีแล้วทิ้ง ก็เป็นรถที่คนไทยนำเข้าเครื่องยนต์และอะไหล่มาขายต่อที่เซียงกงนั่นล่ะครับ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตน้อยเพราะประชากรเค้าแทบจะไม่เพิ่มแล้วและมีแนวโน้มลดลงในอนาคตเพราะอัตราการเกิดเริ่มต่ำกว่าอัตราการตาย และสังคมเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีสัดส่วนประชากรในวัยแรงงานน้อยลงเรื่อยๆ ( aging economy )
15.
Company Bankruptcy Date Total Assets Pre-Bankruptcy Filing Court District
Lehman Brothers Holdings, Inc. 9/15/2008 $639,000,000,000 (approximate) NY-S
Worldcom, Inc. 7/21/2002 $103,914,000,000 NY-S

มีคนบอกว่าการล้มของ lehman มูลค่าสูงกว่าสถิติเดิมคือ world com

โดยดุจากมูลค่า asset ของ lehman มากกว่า worldcom 6 เท่า

อยากถามว่าทำไมเวลาล้มเขาไม่พูดถึงความใหญ่ของ marketcap ทำไมถึงพูดถึง
ขนาด asset แทน
เขาต้องการจะสื่อว่าอะไรหรือครับ

- ธรรมชาติของสถาบันการเงินจะมี D/E 10-30 เท่า ดังนั้นถ้าดูงบดุล ฝั่งซ้ายคือสินทรัพย์ ฝั่งขวาคือหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นจะมีเพียง 1 ใน 10-30 เท่าของหนี้สิน ดังนั้นเมื่อสินทรัพย์มากเท่าไหร่ ส่วนที่ไปกู้เค้ามาก็ยิ่งมากเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสถาบันการเงินล้ม คนที่เสียหายคือคนที่อยู่ฝั่งขวาของงบดุล คือ ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ ซึ่งรวมกันก็มีมูลค่าเท่ากับสินทรัพย์ หุ้นพวกนี้จะซื้อขายกันประมาณ 3-5 เท่าของ Book value ดังนั้น market cap จะเป็น 3 เท่าของ equity แต่ หนี้หรือ liability จะเป็น 10-30 เท่าของหนี้ ดังนั้นเงินที่เสียหายจะเป็นของเจ้าหนี้มากกว่าผู้ถือหุ้นครับ คล้ายๆ กับตอนที่สถาบันการเงินบ้านเราล้มตอนวิกฤติ ถ้ารัฐบาลไม่คุ้มครองเงินฝาก ความเสียหายของผู้ฝากเงินจะสูงกว่าความเสียหายของผู้ถือหุ้นมากครับ

16.(ข้อสุดท้ายจริงๆแล้ว)
สมมุติว่าผมคาดว่าปีหน้าหุ้นจะบูมมากๆ มากๆๆๆ

พี่ ih คิดว่าหุ้นกลุ่มไหนน่าจะชึ้นได้เยอะที่สุดครับ

(สมมุติว่ามันบูมนะครับสมมุติ)

1.ผมดูแล้วตอนหุ้นบูมปี 2003 หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเยอะคือ
commodity อย่างเดินเรือ กับ ปิโตร
แต่รอบนี้ราคา commodity ลง
เพราะดูแล้วหุ้นบูมในปีหน้าไม่น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนี้ได้
ฉะนั้นดาวจรัสแสงน่าจะมาจากกลุ่มอื่น

- แต่หุ้นไทยก็เริ่มฟื้นตั้งแต่ปี 1999 แล้วครับ หุ้นบวกไปเกือบ 100% ตอนนั้นกลุ่มที่ฟื้นก่อนคือ ธนาคารกับไฟแนนซ์ ตอนนั้นพลังงานกับ commodity ยัง underperform เพราะราคา commodity ยังไม่ขึ้น แต่คงฟันธงไม่ได้ 100% ครับว่าอะไรฟื้นก่อนในรอบนี้ คงต้องดู sentiment และ fundamental ของแต่ละ sector ช่วงนั้นก่อนครับ

2.หุ้นค้าปลีก โรงบาล ผมไม่เล่น เพราะผมเป็นวัยรุ้นใจร้อน
หุ้นสองกลุ่มนี้ถือแล้วนั่งหาวแล้วหาวอีก ราคาไม่ขยับเลย

- ถ้าปีหน้ากำไรหุ้นในตลาดติดลบ 20-30% แต่หุ้นโรงพยาบาลบางแห่งกำไรยังโตได้ 10-15% หรือค้าปลีกบางตัวกำไรโต 0-10% ผมคิดว่า 2 กลุ่มนี้อาจจะเป็นหุ้นที่ outperform ตลาดได้ในปีหน้านะครับ ดังนั้นขึ้นอยู่กับเราคิดว่าปีหน้าฟื้นหรือยัง ถ้าฟื้นเร็ว หุ้นค้าปลีกกับ รพ. คงไม่ perform ถ้าฟื้นช้าและเศรษฐกิจซึมแต่ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หุ้นค้าปลีกกับ รพ. ก็น่าจะดี แต่ถ้าไม่ฟื้นและไม่เห็นจุดต่ำสุด ถือหุ้นอะไรก็อาจจะลงเหมือนกันหมด ( รึเปล่านะครับ? )

ดังนั้นถ้าจะเอากำไรเยอะๆ ก็คงต้องดูหุ้นที่ลงมามากๆ และเสี่ยงหน่อย เพียงแต่จังหวะที่ควรซื้อคือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

3.ผมเลยคิดว่าปีหน้าหุ้นแบงค์น่าจะดี(เพราะลงรอบนี้ไม่ค่อยมีเหตุผลเนื่องจาก)
ผลกระทบจาก cdo น้อยมีแค่ไม่กี่แบงค์ที่ลงทุนใน cdo
ต่างจากพลังงานที่ลงมาเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

- ธนาคารแบก D/E 10 เท่า พลังงานที่หนี้เยอะ ๆ ก็ยังแค่ประมาณ 2 เท่า ดังนั้นก็อย่าไปคิดว่าหุ้นแบงค์ไม่เสี่ยงนะครับ หาก NPL เพิ่มเป็นซัก 15% ผมคิดว่าสถาบันการเงินบางแห่งก็ปาดเหงื่อและอาจจะต้องเพิ่มทุนเหมือนกันครับ ผมเองก็ไม่อยากเห็นภาพ NPL สูงๆ เหมือนปี 41 นะครับแต่ยังไงก็ผมคิดว่าในช่วงวิกฤติ เราไม่น่าจะถือหุ้นที่ D/E สูงขนาดนี้ บางคนอาจจะบอกว่าธนาคารก็ต้องมี D/E สูงเป็นธรรมชาติของธุรกิจอยู่แล้ว แต่ด้วยธรรมชาติแบบนี้นี่แหละครับที่ทำให้ Lehman หรือ AIG มีปัญหา หรือ Merill Lynch ต้องหาคนมาซื้อ

1.การที่ fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5%ในปี 2000 ลงมาเหลือ 1% ในช่วงปี 2003
อ่านเจอว่า fed ลดเพื่อแก้ปัญหา dotcom bubble น่าจะเป็นแค่การซื้อหุ้นจน
overvalue และในที่สุดดัชนีก็ฟองสบู่แตกปะครับ ปัญหาเพียงแค่นี้ทำให้ fed ต้องลดดอกเบี้ยลงขนาดนั้นเลยหรือ

- เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้พึ่งการส่งออกมากนัก แต่ตัวแปรหลักคือ การบริโภค ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่กำหนดการบริโภค คือ wealth ซึ่งตอนนั้นมาจาก 2 ทางคือ การลงทุนในหุ้น และบ้าน ซึ่งเมื่อ ธ.กลาง และรัฐบาลต้องการไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจากฟองสบู่ตลาดหุ้นแตก ก็จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้น และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค แต่ก็ได้ผลพลอยได้คือ ราคาอสังหาฯ ก็ปรับเพิ่มขึ้นซึ่งก็ทำให้ wealth เพิ่มขึ้นและทำให้การบริโภคยังเติบโตดี ท้ายสุดผลกระทบจากฟองสบู่แตกจึงสามารถแก้ไขได้ แต่ได้ผลข้างเคียงระยะยาวคือ ฟองสบู่อสังหาฯ ซึ่งแรกๆ รัฐบาลและ FED อาจจะพอใจเพราะคิดว่าควบคุมได้ แต่ท้ายสุดแล้วมันควบคุมไม่ได้ แม้หลังๆ จะพยายามขึ้นดอกเบี้ยแต่ก็ไม่ทันแล้ว

2.gdp ของ usa ในช่วงนั้นก็เติบโตได้บ้าง
แต่ alan greenspan กลับลดดอกเบี้ยจนเกินไป การที่เขาออกมายอมรับ
ว่าเป็นคนทำให้เกิดปัญหา subprime เนื่องจากเขาไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปี
2003-2004 หรือป่าวครับ
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นอย่างไร

- จากข้อ 1 ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อาจจะไม่ต้องลดดอกเบี้ยแรงขนาดนั้นหรือไม่ก็ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วกว่านี้ แต่รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ครับ ดังนั้นถ้าตอนนั้น Greenspan ลดดอกเบี้ยช้า และขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเพื่อยับยั้งฟองสบู่อสังหาฯ แต่ก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตน้อยลง ตลาดหุ้นก็แย่ Greenspan ก็จะโดนด่า ตำหนิว่าไม่ยอมใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าอนาคตจะเป็นยังไง หรือถ้าเห็นอนาคตเลาๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากที่จะ enjoy กับภาวะปัจจุบันมากกว่าที่จะมีใครเดินมาดึงปลั๊กไฟเพื่อให้งานเลี้ยงเลิกในเวลาที่ควรจะเป็นแต่แขกในงานยังสนุกสุดเหวี่ยงกับการเต้นอย่างเมามัน

คล้ายๆ กับเราเกิดมีนิมิตเห็นอนาคตว่าชายที่เดินข้างทางอยู่จะถูกรถพุ่งมาชน เราเลยวิ่งไปผลักชายคนนั้นตกข้างทางลงเลยทำให้ชายคนนั้นแขนหัก แต่เค้าเองไม่รู้ว่าถ้าถ้าเราไม่ผลักเค้าจะถูกรถชน เราก็จะโดนข้อหาว่าเป็นผู้ร้ายทำให้คนบาดเจ็บ ดังนั้นเช่นกันครับ ณ ปี 2003-2006 คนส่วนใหญ่ไม่เห็นภาพว่าปี 2008 จะเป็นแบบนี้ แม้ว่า Greenspan หรือ Policy maker จะเห็น แต่ใครจะยอมโดนด่าแบบคนที่วิ่งไปผลักชายที่กำลังโดนรถชนล่ะคัรบ

3.ดัชนี ism manufacturing index ของเดือนมีนาคม ลงมาเหลือประมาณ
38.9 ลดจาก 43.5 เมื่อเดือนที่แล้ว
พี่ ih คาดว่า usa ตอนนี้เข้าขั้น recession ไปแล้วใช่ไหมครับ

- คำจำกัดความของ recession ถ้าผมจำไม่ผิดคือ GDP โตติดลบกัน 2 ไตรมาสติดกัน ซึ่งจากภาวะต่างๆ ในปัจจุบัน สหรัฐเข้าสู่ recession แน่นอนอยู่แล้วครับเพียงแต่จะเป็น depression หรือเปล่าเท่านั้นล่ะครับ

4.สิงคโปร์เศรษฐกิจอยู่ได้ด้วยการส่งออก การที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา
จะนำไปสู่เศรษฐกิจสิงคโปค์ recesstion ใช่หรือไม่

- ก็เป็นไปได้ครับเพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์เป็นระบบเศรษฐกิจเปิดมาก โดยดูได้จากสัดส่วน ( Export + Import ) / GDP ดังนั้นน่าจะได้รับผลกระทบมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์นั้นค่อนข้างแข็งแกร่งจึงน่าจะรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น GDP ที่ติดลบ 2% แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงต่างกันครับ อย่างเช่น ญี่ปุ่น ที่ GDP เค้าโต 1% มาหลายๆ ปี แต่คนในประเทศเค้าก็ไม่ลำบาก แต่ถ้า GDP จีน อินเดีย หรือไทย โต 1% ผมว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ เหนื่อยแน่ครับ

5.จากข้อ 4 ทำให้หุ้นที่รัฐบาล หรือ กองทุน สิงคโปร์ เข้ามาซื้อไว้
มีความเสี่ยงต่อการถูกเทขายใช่หรือไม่

- ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ให้กู้สุทธิ คือ มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้น สูงกว่าหนี้สินของประเทศ และมีเงินทุนสำรองสูง ดังนั้นเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ในต่างประเทศครับ และกลับกันผมคิดว่าสิงคโปร์น่าจะเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทที่มีปัญหาในสหรัฐหรือยุโรปเสียด้วยครับ แต่คำตอบข้อนี้เป็นคำตอบที่ผมเองไม่ได้ติดตามสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดนะครับเพียงแต่นำข้อมูลเบื้องต้นมาจับกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้นครับ

6. จากรูปไม่แน่ใจว่าทำไมดัชนี ism ต่ำสุดรอบที่แล้ว ประมาณ 1980 ค่าดัชนี

ประมาณ 30

ผมงงว่า น่าจะเกิดในช่วง 1970 stagflation มากกว่าไม่ใช่หรือ

ทำไมผ่านมาตั้ง 10 ปีแล้วเพิ่งจะมีปัญหาขึ้นมา

- ภาวะ stagflation เกิดขึ้นต่อเนื่องจาก 1970 ถึง 1980 ต้นๆ ครับ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานทีเดียวครับ ภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นช่วงที่นักลงทุนที่ลงทุนแบบ buy and hold หลายคนถอดใจ แต่ก็ทำให้พลาดตลาดขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วง 1980 กลางๆ จนถึงปี 2000 ครับ ดังนั้นหากลงทุนในตลาดหุ้นก็อาจจะต้องอยู่ให้ได้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนานๆ ครับ แต่ช่วง 1970-1982 ก็ไม่ใช่ว่าหุ้นทุกตัวจะต้องให้ผลตอบแทนแย่นะครับ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ก็มีครับ เช่น หุ้นน้ำมัน หรือหุ้นบางตัวที่มีการเติบโตแข็งแกร่งสวนภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบางตัวก็เป็นหุ้นที่ Buffet ลงทุนเช่นกัน

7.นิยามของคำว่า recession กับ depression ต่างกันประมาณนี้ใช่หรือไม่
recession คือ gdp ถดถอย การว่างงานเยอะขึ้น แต่ depression นั้น หมายถึง gdp ติดลบเยอะๆ คนว่างงานอาจจะสูงมากกว่า 10% มีปัญหาเรื่อง ค่าเงินด้วย

- เรื่องนิยามผมเองก็ไม่แม่นเท่าไหร่ครับ คิดว่า Google อาจจะพอช่วยเรื่องนี้ได้ครับ โดยหลักการแล้ว depression จะสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงลึกและกินเวลายาวนาน ซึ่งกรณีของ 1930 จะเข้าข่ายนี้ครับเพราะว่าตกต่ำลึกและยาวนาน แต่กรณีช่วง 1970-1982 นั้นยาวนานก็จริงแต่ไม่ได้ลงลึกมากครับ คือ การว่างงานไม่เลวร้ายขนาดปี 1930 และไม่มีภาวะ deposit run และการล้มของสถาบันการเงิน

8.วิกฤติ เศรษฐกิจครั้งนี้ทั่วโลกมีปัญหาอยู่เรื่องนึงคือ balance of payment crisis เข้าใจว่าประเทศที่บริหาร reserve ไม่เก่ง ไปเข้าโรงเรียน imf แล้วเช่น ไอแลน ยูเครน ฮังการี พี่ ih คิดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหา balance of payment crisis มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับประเทศที่กล่าวมา

- เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ยังเล็กครับไม่ได้ส่งผลอะไรกับเศรษฐกิจโลกครับ แต่ยังไงประเทศที่จะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในอนาคตควรจะเข้าโรงเรียน IMF ซัก 1 ครั้งครับ จะได้เป็นบทเรียนที่ดีของประเทศนั้น อย่างอังกฤษก็ยังเคยเข้ามาแล้วเลยครับ

ดูจากตัวเลข International reserve ของเราตอนนี้ที่ 100 พันล้านเหรียญ หรือ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งยังสูงกว่าหนี้ต่างประเทศค่อนข้างมาก คิดว่าตอนนี้เรายังมีความเสี่ยงเรื่อง balance of payment crisis ต่ำนะครับ เว้นเสียว่าเราจะขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงๆ ซัก 3-4 ปีติดต่อกันคิดว่าน่าจะมีความเสี่ยงตรงนี้ครับ ในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาที่เราเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงก็เป็นเพราะเราเกินดุลบัญชีบริการมาก ซึ่งตัวหลักที่เราเกินดุลคือ รายได้จากการท่องเที่ยว ดังนั้นขอความกรุณาอย่าได้มีการปิดสนามบินอีกเลยครับเพราะถ้ามีอีกเรื่อยๆ เราจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ balance of payment crisis ตามที่คุณ Hong กลัวครับ

9.จากข้อ 8 มีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินอาจจะอ่อนไปที่ระดับ 37-38 มากแค่ไหนครับ

- การที่เราใช้นโยบายแบบ manage float ก็ดีอย่างคือ เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ และมีเงินทุนไหลออกมากๆ เราควรให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อเป็นการปรับให้ภาวะเข้าสู่สมดุลมากขึ้น เพราะเมื่อค่าเงินอ่อนก็ทำให้การส่งออกน่าจะสูงขึ้นหรือการนำเข้าจะลดลง ดังนั้นหากดูตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่เราเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว และการที่ต่างชาติยังขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทก็น่าจะมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจากระดับปัจจุบันครับ ดังนั้นหุ้นส่งออกที่เป็นสินค้าจำเป็น เช่น ส่งออกอาหาร อย่าง TUF ก็เริ่มมีความน่าสนใจครับ

10. หุ้นกลุ่มโรงบาลนั้นน่าจะมีผลกระทบในแง่ negative มากขึ้นใช่ไหมหลังจากที่
obama ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจาก การกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศของโอบาม่าดูแล้วมากกว่า แมคเคน เห็นว่าอาจจะมีการเพิ่มภาษีนำเข้าอะไรต่างๆด้วย ไม่แน่ใจว่าจะทำให้คน usa รักษาใน ประเทศมากขึ้นไหม หรือว่าไม่เกี่ยว หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่าน่าจะเป็นส่งออกเช่น tuf และอิเล็กทอนิก
- ปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมภาวะ depression ในช่วงปี 1930 คือการที่สหรัฐกีดกันทางการค้าด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าในอัตราสูงมาก และส่งผลให้ประเทศคู่ค้าใหญ่ๆ ก็ขึ้นภาษีตอบโต้ เมื่อการค้าระหว่างประเทศลดลงก็ทำให้เศรษฐกิจโลกยิ่งแย่ลงไปอีก เท่าที่ผมทราบ โอบามา อ่านหนังสือมาค่อนข้างมากและน่าจะอ่านประวัติศาสตร์ด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ผมเองที่ไม่ใช่คนสหรัฐยังทราบและโอบาม่าก็เก่งกว่าผมหลายสิบเท่า ดังนั้นคงจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงมากกว่าครับ

ส่วนกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ ปีหน้าคงจะแย่ ไม่ได้เป็นเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าแต่เป็นเรื่องคำสั่งซื้อที่ลดลง ส่วน TUF นั้นปลากระป๋องที่สหรัฐนั้นกระป๋องหนึ่งประมาณ 1 เหรียญ บางช่วงที่มี promotion ก็ต่ำกว่าอีก ในขณะที่แฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเปรียบเหมือนข้าวแกงบ้านเขาราคา 5 เหรียญ ปลากระป๋องก็ไม่ต่างอะไรกับมาม่าเมืองไทยที่ราคาห่อละ 6 บาทในขณะที่ข้าวแกงจานละ 25 บาทครับ

ส่วนหุ้น รพ. ที่รับคนไข้ต่างชาตินั้นก็น่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจครับ เพราะว่าคนไข้ต่างชาติส่วนหนึ่งก็มา check up และท่องเที่ยวต่อ ซึ่งส่วนนี้น่าจะลดลงไป และที่มาผ่าตัดบ้านเรามักจะไม่ใช่ case ที่เร่งด่วน จำเป็น แต่จะเป็น case ที่พอจะชะลอการรักษาได้ เช่น ศัลยกรรมความงาม หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือโรคที่เกี่ยวกับกระดูกซึ่งสามารถเลือกที่จะผ่าตัดรักษา หรือรักษาตามอาการไปก่อนได้ครับ แต่ยังไงถ้าเราต้องการเป็น medical hub ก็ต้องให้ประเทศมีความสงบด้วยครับเพราะไม่งั้นต่างชาติอาจจะกลัวว่ามาผ่าตัดได้ข้อสะโพกใหม่ ผ่าหัวใจได้ความแข็งแรงขึ้นมาใหม่ หรือกระทั่งได้เพศใหม่ แต่โดนระเบิดเสียขาไปข้างหนึ่ง ก็คงไม่มีใครอยากมาครับ

11.นาย obama นั้นมีนโยบายจะ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อทำให้
แรงงานชาวus มีกำลังบริโภคมากขึ้น
แต่การทำแบบนี้ก็น่าจะทำให้การขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
และสุดท้ายก็ต้องหันไปเก็บภาษีเยอะขึ้นอยู่ดี
เหมือนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพร่างๆก่อนหรือป่าว ไม่แน่ใจ

- โดยทั่วไป นโยบายการคลังจะต้องเป็น counter cyclical ในช่วงเศรษฐกิจแย่ก็ต้องขาดดุลการคลังให้มากขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจดีจะต้องขาดดุลการคลังน้อยลงหรือเกินดุลการคลัง ดังนั้นสิ่งที่โอบาม่าจะทำนั้นก็เหมาะสมแล้ว แต่ประเด็นก็คือ ที่ผ่านมาก่อนวิกฤตินโยบายการคลังสหรัฐนั้นขาดดุลมากไปหน่อยรึเปล่า? และหลังจากนี้หากเศรษฐกิจฟื้นตัวรัฐบาลสหรัฐจะกล้าใช้นโยบายการคลังเกินดุลเพื่อลดหนี้ภาครัฐแต่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ( และเสี่ยงต่อการเสียคะแนนนิยม ) หรือไม่ครับ

12. พี่ ih มีความเห็นยังไงกับการเล่น option เช่น

การ long call option และ long put option ทำให้เรา limit loss and unlimit gain

แต่ไม่น่าใจว่าสภาพคล่องเป็นยังไง

อยากถามว่าพี่ ih เคยเล่น option ไหม และมีอะไรแนะนำรุ่นน้องเพิ่มเติมไหมครับ

ว่าควร long option ในจังหวะไหน

- ผมเองไม่มีประสบการณ์การเล่น option เลยครับ เคยเรียนแต่เมื่อไม่ได้ใช้จะลืมไปหมดแล้วครับ หลักชีววิทยาเค้าเรียนกว่า law of use and disuse ครับ คือ อะไรที่เราใช้บ่อยๆ จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ใช้จะค่อยๆ อ่อนแอและเสื่อมประสิทธิภาพลง เช่น แขน ขา สมอง ฯลฯ ดังนั้นคำถามข้อ 13-14 ผมจึงไม่สามารถตอบได้เช่นกันครับ

ดังนั้นเรื่อง long-put อะไรนี่ผมลืมไปหมดแล้วล่ะครับ แต่ถ้าเป็นพรีเมียร์ ลีก ผมว่าเล่นบอล รอง ( long ) น่าจะมีโอกาสได้มากกว่าต่อมั้งครับ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบต่อ

15. มีนักลงทุนบางท่านบอกว่า
ดอกเบี้ย r/p 1 วันอาจจะลด
แต่ว่าแบงค์พาณิชย์ในเมืองไทยอาจไม่ลดดอกเบี้ย
เนื่องจากไม่มั่นใจเศรษฐกิจอยากเก็บเงินไว้กับตัว
จึงปล่อยกู้น้อยลง และคิดดอกแพงขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้จริง จะมีดอกเบี้ยนโยบายไปทำไมครับ
แบบนี้ ใครๆอยากทำอะไรก็ทำโดยไม่ต้องสนใจดอกเบี้ย นโยบายเหรอครับ

- เป็นคำถามที่ดีครับ ธปท. เมื่อลดดอกเบี้ย R/P แล้วจะนอนตีพุง นั่งถักไหมพรมไม่ได้ครับ จะต้องมี action เพื่อให้ดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลงไปตามดอกเบี้ยอ้างอิงด้วยครับ เช่น อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบด้วยการเข้าไปซื้อพันธบัตร ธปท. หรือพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง เมื่อมีแรงซื้อพันธบัตรก็ทำให้ราคาพันธบัตรเพิ่มซึ่งหมายความว่า yield หรือดอกเบี้ยพันธบัตรก็ลดลง เมื่อสถาบันการเงินขายพันธบัตรก็จะทำให้มีเงินสดมากขึ้นความจำเป็นจะต้องระดมเงินฝากก็น้อยลง ก็จะลดดอกเบี้ยเงินฝากลง

นอกจากนี้ตลาด R/P นั้นเป็นตลาดที่ทดแทนการกู้แบบ interbank ได้ครับ เพียงแต่โดยปกติแล้วธนาคารจะนิยมการกู้ interbank มากกว่า แต่เมื่อภาวะไม่ดีธนาคารไม่อยากปล่อยกู้ระหว่างกัน ธนาคารก็จะนำพันธบัตรรัฐบาลที่ถือครองอยู่มาขายให้แก่ธปท. ในอัตราดอกเบี้ย R/p หรือ repurchasing rate ดังนั้นในภาษาทางการเงินเค้าถึงเรียกธนาคารกลางว่า lender of last resort ครับ ( resort ที่นี่แปลว่า ทางออก หรือหนทางครับ ไม่ใช่โรงแรมนะครับ )

และเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดตามลงด้วย แต่ถ้าแบงค์เอกชนลดแต่ดอกเบี้ยเงินฝากแต่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ ทางรัฐต้องช่วยเหลือด้วยการเร่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธ.ออมสิน ธ. อาคารสงเคราะห์ ธกส. เร่งลดดอกเบี้ยเงินกู้และเร่งปล่อยกู้ให้มากขึ้นครับ

16.คำถามสุดท้ายครับ เรื่อง accounting
อยากให้พี่ ih ตรวจการบ้าน หรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้หน่อยครับ
ผมลองเปรียบเทียบการบันทึกบัญชีแบบ
operating lease กับ financial lease
ได้ดังนี้
การบันทึกบํญชีแบบ operating lease
เช่นผมเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ trade ทุกวันก็เสียค่าคอมให้โบรกเยอะสิเจ๊
ถ้าผมเช่ารถทำบะหมี่มา ผมทำสัญญา เช่าจ่ายรายเดือนทุกวัน เดือนละ 5000
ทำสัญญาเช่า 5 ปี ถ้าเช่าเสร็จ รถทำบะหมี่ก็ไปเป็นเจ้าของเดิม
สรุปว่า สินทรัพย์ผมจะเยอะในช่วงที่อยู่ในการเช่า แต่พอหมดอายุเช่า
ผมต้องคืนสินทรัพย์ไปให้คนที่มาเช่า แต่ถ้าเป็นแบบ financial lease

สมมุติมีร้านบะหมี่ชื่อ ขี้ตกใจตามตลาด
ใช้วิธีเช่าเหมือนกัน แต่ว่า financial lease นั้น จะไม่บันทึกสิ่งที่เช่าเป็น
สินทรัพย์ ทำให้ roa สูงกว่า และ d/e ต่ำใช่หรือไม่

เห็นมีคนเคยเล่าว่ามีบริษัทสิ่งพิมพ์บางแห่งที่ขายสินทรัพย์ตัวเองแล้วไปเช่ากลับมา ทำให้ ratio ทางการเงินดูดี
แต่ผมไม่ค่อย get
อยากให้พี่ ih ช่วยเพิ่มเติมให้หน่อย

- ตรงนี้เข้าใจสลับกันครับ
Operating lease คือ การเช่าครับ เมื่อหมดสัญญาสินทรัพย์เป็นของผู้ให้เช่าครับ เปรียบเทียบก็เหมือนการเช่าที่ดิน เช่าโรงงาน เช่ารถครับ แม้เราใช้สินทรัพย์นั้นๆ อยู่แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สินทรัพย์นั้นครับ

Financial lease คือ สัญญาเช่าทางการเงิน เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายสุด คือ การซื้อรถยนต์จาก finance ครับ คือ สินทรัพย์เป็นของเรา แต่เราจะเป็นหนี้กับสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้เราครับ

ดังนั้น Operating lease จะไม่บันทึกสินทรัพย์นั้นในส่วนสินทรัพย์ในงบดุล และไม่มีหนี้สินเกิดขึ้น มีแต่ค่าเช่า ดังนั้นจึงทำให้ ROA สูง และ D/E ต่ำกว่ากรณี Financial lease

ส่วน Financial lease นั้นจะบันทึกสินทรัพย์ในส่วนสินทรัพย์ และบันทึกหนี้สินที่ยังผ่อนชำระไม่หมดในรายการหนี้สิน ทำให้ ROA จะต่ำกว่า และ D/E จะสูงกว่า

ดังนั้นจึงมีหลายๆ บริษัทจึงนิยม Operating lease เช่น การเช่าที่ดิน โรงงาน หรือรถยนต์ เพราะต้องการให้ ROA สูง และ D/E ต่ำครับ เพราะการที่ D/E ต่ำนั้นหมายถึงว่าบริษัทนั้นๆ จะมีศักยภาพในการกู้เงินเพิ่มในการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่น่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนการเช่าที่ดิน โรงงานหรือรถยนต์ครับ

ผมทราบมาว่าคุณ Hong ได้เริ่มสละเวลาเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการลงทุนและด้านบัญชีให้แก่เพื่อนๆ ชาว VI เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ VI ที่เริ่มมีความรู้แตกฉานแล้ว จึงขอสนับสนุนและชื่นชมนะครับ

1.ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ 3 ยักษ์ดีทรอบด์ค่ายรถ
ใน usa เพราะไม่รู้จะล้มละลายกี่แห่ง และ เห็นว่าถ้า 3 ค่ายรถนี้
ล้มละลายน่าจะส่งผลกระทบต่อการว่างงาน ระดับ 2.5-3 ล้านคน
(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13-16 เดือน 11 หน้า 16)
เพราะจะส่งผลกระทบไปยัง supply ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าตัวเลข 2-5-3 ล้านคนเวอร์ไปไหมน่ะครับ

และพี่ ih มีความเห็นเรื่องการล้มละลายของ 3 บริษัทนี้โอกาศเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และถ้าเกิดจริงจะส่งผลกระทบแค่ไหนครับ

- ช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกยังดีอยู่นั้น ค่ายรถ Big3 ของสหรัฐเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีนัก โดยเฉพาะ GM หรือกระทั่ง Chrysler ซึ่งไปรวมกับ Daimler ที่ท้ายสุด Daimler ก็ต้องขาย Chrysler ออกมา

เหตุผลที่ค่ายรถ Big3 ของสหรัฐลำบากนั้นก็เพราะว่าเดิมทีค่ายรถทั้ง 3 นั้นก็พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้เน้นการทำการตลาดต่างประเทศนักเพราะตลาดในประเทศนั้นใหญ่มากพอ และเราคนไทยก็เห็นว่าช่วงก่อนๆ นี้ค่ายรถ Big3 แทบจะไม่ได้เข้ามาลงทุนหรือทำการตลาดในบ้านเราเลย ก็จะเริ่มมีก็ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาแต่ก็ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปเพราะรถอย่าง Chevrolet หรือ Ford ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบัน และในช่วง 10-30 ปีก่อน คนอเมริกันก็นิยมซื้อรถสัญชาติอเมริกันด้วยกัน ซึ่งหากเราดูหนัง Hollywood ยุคก่อนๆ จะเห็นได้ชัดว่าแทบไม่เคยเห็นรถญี่ปุ่นในหนังเลยและมักจะเป็นรถคันใหญ่ๆ กินน้ำมัน แต่มา 10 ปีหลังนี้ รถยนต์ที่ได้รับความนิยมในสหรัฐและรถที่ได้รับการ vote ยอดเยี่ยมกลับกลายเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่นมากขึ้น ด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพและความนิยมของตลาดมานิยมรถขนาดเล็กหรือกลางมากขึ้น จากราคาน้ำมันทีแพงขึ้น เช่น Lexus Honda Accord หรือ Nissan Infinity ( หน้าตาจะคล้ายๆ Teana บ้านเรา ) และค่ายรถญี่ปุ่นนั้นก็ได้มุ่งเน้นในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตมากกว่า Big3 โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า

มีช่วงหนึ่งที่ Big3 มีสถานการณ์ที่ดีขึ้นมาบ้างใน 4-5 ปีก่อนคือ กระแสนิยมในรถ SUV ซึ่ง Ford และ Chrysler ทำได้ดีในรุ่น Escape และ Cherokee แต่เมื่อราคาน้ำมันเริ่มแพงใน 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้ Big3 ก็ทำให้ยอดขาย SUV ลดลงและ Big3 ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นจุดล้มเหลวของค่ายรถ Big3 ก็คือ การ focus อยู่ในตลาดในประเทศมากเกินไป และสินค้าเน้นรถขนาดใหญ่มากเกินไป และการที่เสียตลาดในประเทศให้กับรถจากญี่ปุ่น และเมื่อเสียตลาดในประเทศแล้วก็ไม่สามารถไปเปิดตลาดในต่างประเทศได้มากพอที่จะชดเชย นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ระบบเงินเดือนและสวัสดิการที่เป็นระบบบำนาญและการประกันสุขภาพก็เป็นปัจจัยกดดันต้นทุนของรถที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นผมคิดว่าการที่ Big3 จะมีขนาดเล็กลงหรือถูกซื้อกิจการแยกส่วนนั้นมีความเป็นไปได้ครับแต่ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้ แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่เกิดขึ้นมายาวนานและวิกฤติครั้งนี้เป็นตัวซ้ำเติมให้มันเลวร้ายลงไปมาก

2.อ่านเจอว่า จีเอ็ม ในไตรมาส 3 ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก 2.1 ล้านคัน
ลดลง 11% yoy

อยากถาม่าทำไมยอดขายลดลงเพียงแค่นี้ถึงกับทำให้บริษัทนี้มีความเสี่ยงทื่จะล้มละลายได้เลยเหรอ

เป็นเพราะว่าบริษัทผลิตรถยนต์มี fix cost เยอะหรือครับ

- Fixed cost เยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ค่าวิจัยพัฒนา ฯลฯ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เดิมเจียนอยู่เจียนไปอยู่แล้ว ยอดขายที่ลดลง 11% ก็เพียงพอที่จะทำให้มีปัญหาทางการเงินได้ครับ

ผมคิดว่ารัฐคงจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ 3 บริษัทนี้ เพราะ to big to fail แต่จะมีการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ด้วยการขายสินทรัพย์แบบแยกส่วน ยุบธุรกิจและตลาดที่ไม่สร้างกำไร เพื่อให้ธุรกิจมีขนาดเล็กลงที่สุดเท่าที่จะทำให้อยู่ต่อไปได้ครับ และต้องยอมรับว่า Big3 จะกลับไปใหญ่เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วครับ

3.ส่วนนึงที่บริษัทค่ายใน usa ปะคองตัวไม่รอด ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น
(ผมไม่เห็นเจอข่าวค่ายรถญี่ปุ่นมีปัญหา) เป็นเพราะว่า
ค่ายรถที่ us บริหารไม่ดี ไม่มี know how ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น
อย่าง honda toyota

- คำตอบส่วนหนึ่งคงอยู่ในคำตอบข้อ 1 แล้ว จุดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐและคนอเมริกันคือ เรื่องความคิดสร้างสรรค์    ความยืดหยุ่นในการทำงาน    และความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ความแตกต่างทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด  เชื้อชาติ  สีผิว  ศาสนา      เราคงจะเห็นในหนัง Hollywood  แล้วว่าบางทีในเรื่องคนทำงานก็ไม่ถูกกันแต่ถ้ามีเป้าหมายร่วมกันก็มักจะร่วมมือทำงานให้สำเร็จได้    หนังเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงคือ  LA  Confidential  ครับ

 

 

 

   ส่วนจุดเด่นของคนญี่ปุ่นอยู่ที่ความขยัน อดทน และวินัยการทำงาน ซึ่งรถยนต์ก็นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ผ่านจุดที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มานานแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จที่สำคัญคือ เรื่องต้นทุน ดังนั้นในระยะยาว ธุรกิจรถยนต์คงไม่ใช่ธุรกิจที่สหรัฐจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันครับ แต่เช่นกันครับ เราก็คงไม่เห็นความสำเร็จของญี่ปุ่นในบาง area เช่นกันครับ เช่น การเป็นบริษัท software ขนาดใหญ่ การเป็นเจ้าของ website ระดับโลก การสร้างภาพยนตร์ การสำรวจอวกาศ อาวุธสงคราม ฯลฯ ดังนั้นเมื่อโลกปัจจุบันเป็นโลกของการที่คนที่ทำได้ดีกว่าคู่แข่งเท่านั้นจึงอยู่ได้ ดังนั้นดูเหมือนว่าสหรัฐคงมีพื้นที่ให้ยืนน้อยลงไปเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ครับ

แต่อย่างที่ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนคิดระหว่าง Krugman หรือ Porter ( น่าจะเป็น Krugman ) ก็คือ ทุกประเทศยังมีจุดยืนครับแต่คนละ segment ครับ และตามความนิยมของผู้บริโภคที่หลากหลายแตกต่างกัน เพราะสินค้าไม่สามารถทดแทนกันได้ และราคาไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการกำหนดการตัดสินใจ คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังขับ Benz คนยุโรปก็อาจจะชอบ Lexus หรือ Accord คนอเมริกันอาจจะฟังเครื่องเสียง Sony ในขณะที่ลำโพง medium to high end ของอเมริกาอย่าง Bose ก็ยังขายดีทั่วโลก   ดังนั้นไม่ใช่ว่า Sony  ทำเครื่องเสียง  ลำโพงได้ถูกกว่าแล้วจะต้องทำให้ Bose เจ๊ง

4.ไม่แน่ใจว่าสัดส่วนตัว c หรือ consumtion ของประเทศญี่ปุ่นกับ usa ประเทศไหนเยอะกว่า เราจะพูดได้ไหมว่า สมมุติว่า usa ตัว c ของเขา เป็นสัดส่วนที่เยอะ
เทียบกับ i ,g,x-m ถ้าสัดส่วนนี้เยอะกว่า จะทำให้บริษัทอย่างค่ายรถได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากกว่า

- ดูแล้วสัดส่วน c ของญี่ปุ่นจะน้อยกว่าสหรัฐมากครับเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกและรายได้จากการลงทุนตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศเยอะเพราะคนญี่ปุ่นมีการบริโภคน้อยกว่าและมีการออมมากกว่าคนอเมริกันเยอะครับ ส่วนบริษัทรถของญี่ปุ่นในระยะยาวน่าจะได้ประโยชน์จากยอดขายที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ แต่จะได้รับผลกระทบระยะสั้นถึงกลางจากภาวะเศรษฐกิจโลก     ดังนั้นบางทีการที่ Big3 มีปัญหาก็เป็นโอกาสในระยะยาวของค่ายรถญี่ปุ่น  หรือค่ายรถของประเทศเกิดใหม่  เช่น Tata motor  ที่จะเข้าไปซื้อกิจการ   Brand name  หรือโรงงานบางแห่งของ Big3 ได้ครับ

 

5 จริงๆแล้วเราควรดูข้อมูลของ gnp ประกอบกับการดู gdp มากน้อยแค่ไหนครับ
เพราะว่าถ้าคนในประเทศไปทำงานหรือมีรายได้ที่ต่างประเทศก็จะถือเป็น
gnp ของประเทศนั้นถูกไหมครับ
แบบนี้ประเทศญี่ปุ่นที่ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ
ก็จะทำให้ gdp ต่ำเกินจริง แต่ gnp จะสูง พูดแบบนี้ถูกไหมครับ

สรุปถ้าประเทศไหนอยากให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ก็ใช้วิธีให้คนไปทำงานต่างประเทศ กับ ย้ายฐานการผลิต หรือป่าวครับ

- ถ้าคนไทยประเทศไปทำงานหรือมีรายได้ที่สหรัฐก็จะถือเป็น
gnp ของประเทศไทยครับ แต่จะไปมีส่วนเพิ่ม GDP ของประเทศสหรัฐครับ

ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นที่ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ ถ้าทำให้การจ้างงานในญี่ปุ่นลดลงก็จะทำให้ GDP ของญี่ปุ่นลดลงในส่วนการจ้างงานที่ลดลงครับ แต่ GNP จะสูงขึ้นมาครับ และจะได้ GDP ที่เพิ่มขึ้นหากบริษัทในประเทศส่งเงินกลับมาแล้วทำให้เกิดการใช้เงินจำนวนนี้ในประเทศญี่ปุ่นครับ

ส่วนใหญ่การย้ายฐานการผลิต น่าจะเป็นเหตุผลเรื่องการค่าแรงและต้นทุน ซึ่งมักจะเกิดกับประเทศที่เศรษฐกิจโตติดต่อกันนานๆ จนค่าแรงเริ่มแพง ซึ่งก็เคยเกิดกับญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ดังนั้นประเทศที่ GDP โตสูงๆ มักจะนำมาซึ่งการที่ค่าแรงแพงจนต้องมีการย้ายฐานการผลิตและอาจจะทำให้ GDP โตน้อยลงได้

ส่วนเรื่องแรงงานไปทำงานต่างประเทศ จะตรงข้าม มักเกิดกับประเทศที่เศรษฐกิจในประเทศไม่ดีทำให้มีแรงงานว่างงานมากและกระตุ้นให้คนงานไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีคนออกไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ผมเคยอ่านคร่าวๆ เห็นว่า 15% ของรายได้ของประเทศมาจากแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศครับ

6.จริงๆแล้ว gdp ไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกไม่เยอะใช่ไหมครับ
ที่เขาออกข่าวกันว่า export เป็น 70% แต่ว่าพอ เป็น net export หักนำเข้าแล้ว
เหลือแค่ 15% แบบนี้จริงๆแล้ว ไทยก็ไม่ได้พึ่งพิงส่งออกเยอะอย่างที่คิดสิครับ

- สินค้าบางอย่างส่งออกก็ไม่ได้ต้องนำเข้าวัตถุดิบอะไรเข้ามานัก เช่น สินค้าเกษตร ประมง ฯลฯ และสินค้านำเข้าบางอย่างก็ไม่ได้นำมาเพื่อผลิตเพื่อส่งออก เช่น น้ำมันที่ใช้ในการเดินทาง ขนส่ง หรือสินค้านำเข้าเพื่อบริโภคในประเทศ ดังนั้นคงดู net export อย่างเดียวไม่ได้ครับ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ตัวที่ต้องดูคือ import content ( สัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ ) ของแต่ละอุตสาหกรรมส่งออก

ถ้าอุตสาหกรรมส่งออกไหนที่ import content ต่ำ เช่น 10% แปลว่านำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต 10% และใช้วัตถุดิบในประเทศ 90% การส่งออกที่ลดลงจะกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศสูงเพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากจึงกระทบกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ถ้าอุตสาหกรรมส่งออกไหนที่ import content สูง เช่น 80% แปลว่านำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต 80% และใช้วัตถุดิบในประเทศเพียง 20% การส่งออกที่ลดลงจะกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศน้อยกว่า

อุตสาหกรรมที่ import content สูงๆ เช่น อิเลคทรอนิกส์ ทูน่ากระป๋อง
อุตสาหกรรมที่ import content ปานกลาง เช่น ยานยนต์
อุตสากหกรรมที่ import content ต่ำ เช่น เกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป ( ยกเว้นทูน่ากระป๋อง ) ประมง

อีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างรายได้จากต่างประเทศและมี import content ต่ำมากคือ ธุรกิจบริการ ได้แก่ ท่องเที่ยว รักษาพยาบาล ซึ่งรายได้ 100 บาทเป็นรายได้ของคนในประเทศเกือบทั้งหมดมีส่วนที่ต้องนำเข้ามาน้อยมาก และมีธุรกิจต่อเนื่องหลายอย่าง ดังนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและลดลงจึงกระทบกับ GDP ได้มากพอสมควร และเป็นธุรกิจที่ไม่ใช้เครื่องจักรจึงเกี่ยวข้องกับการจ้างงานค่อนข้างมาก เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยคงอยู่ต่อไปได้ ขอความกรุณาอย่าได้มีการยึดหรือปิดสนามบินอีกเลยครับ เพราะจะทำให้มีคนตกงานหรือสูญเสียรายได้เพิ่มจำนวนมาก

7.ปกติเงินเฟ้อมักจะสูงเมื่อ gdp โตสูงใช่หรือไม่

แต่เหตุการ์ stagflation gdp ตกต่ำ ที่เงินเฟ้อสูง

แสดงว่าเงินเฟ้อน่าจะเกิดจาก

cost put ใช่ไหมครับ

- Stagflation คือ stagnant + deflation คือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจโตต่ำ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก cost push ซึ่งเกิดจาก supply shock คือ การลดลงของจำนวนสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหรือบริโภค เช่น การลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมัน หรือภาวะแห้งแล้งหรือภูมิอากาศที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงมาก อย่างหลังจะพบบ่อยในเศรษฐกิจและสังคมในยุคก่อนๆ ที่สังคมเป็นสังคมเกษตรกรรมครับ

อย่างกรณีปัจจุบันจะเห็นว่าการที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ได้เกิดจาก supply shock คือ การผลิตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะปกติ แต่ที่น้ำมันแพงขึ้นนั้นเป็นผลจาก demand เพิ่ม ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงราคาน้ำมันก็ลดลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เกิดภาวะ stagflation อย่างที่เคยกลัวกัน แต่ก็เลยเปลี่ยนไปกลัว depression กันแทนซึ่งรุนแรงพอๆ กับ stagflation เช่นกัน กล่าวคือ stagflation จะมีการว่างงานน้อยกว่าแต่มีภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ depression นั้นราคาสินค้าไม่แพงแต่คนจะตกงานจำนวนมากกว่า

8. ตัวเลขการเติบโตของ gdp ไทยย้อนหลัง
มีการเติบโตถึง 14-15% ด้วยในช่วงปี 2530-2531
อยากทราบว่าการเติบโตช่วงนั้นหลักๆ
มาจากการเมืองมีเสถรียรภาพ และ มีการเปิดเสรีทางการค้าใหม่ๆใช่ไหมครับ
น่าจะเป็นยุคนายก ชาติชาย ใช่หรือไม่
พี่ ih คิดว่าเมื่อไหร่ไทยจะกลับไปมี gdp โตซัก 14-15% อีกครับ
ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างครับ

-   การเติบโต 2 หลักช่วงนั้นมีหลายปัจจัยครับ ที่สำคัญอีกอย่างคือ การที่ประเทศเปลี่ยนจากการพึ่งพิงภาคการเกษตรเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีเงินลงทุนเข้ามาตั้งโรงงานของต่างชาติจำนวนมาก และแรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ผู้หญิงเข้าสู่ภาคแรงงานมากกว่าเดิมมาก ทำให้จำนวนแรงงานหรือ workforce เพิ่มขึ้นมาก

ในปัจจุบัน อัตราการเข้าสู่ภาคแรงงานของเพศหญิงไม่ได้เพิ่มแล้ว และแรงงานจากภาคเกษตรก็ไม่ได้เข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมากนัก รวมถึงการลงทุนของต่างชาติก็ไม่ได้มากมายเหมือนช่วงปี 2530 เพราะค่าแรงและต้นทุนการผลิตของไทยไม่ได้มีความได้เปรียบมากเหมือนเมื่อก่อน รวมถึงมีประเทศกำลังพัฒนาเกิดใหม่ที่เป็นทางเลือกอีก เช่น จีน อินเดีย หรือยุโรปตะวันออก

ดังนั้นการที่เราจะมี GDP โต 14-15% คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วครับ สามารถฟันธง และ confirm ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งหมอลักษณ์หรือหมอกฤษณ์ครับ

9. เงินที่จีนจะเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านๆหยวน
มีนักวิเคราห์บางคนบอกว่า อาจจะเอาเงินมาจากการขาย
พันธบัตร us ที่อยู่ในรูป reserve มีความเป็นไปได้ไหมครับ
และถ้าเป็นยังงั้นจริงจะส่งผลให้ค่าเงินดอลแข็งใช่ไหมครับ

- ถ้าจีนขายพันธบัตรสหรัฐ แล้วนำเงินกลับประเทศจะทำให้ค่าเงินดอลอ่อนนะครับ เพราะเป็นขายดอลล่าร์ซื้อหยวน

แต่โดยปกติแล้วเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นรัฐบาลสามารถออกพันธบัตรรัฐบาลและกู้เงินจากระบบ ( ผู้ฝากเงิน สถาบันการเงิน ) ได้ครับ แต่การกู้เงินจากระบบจะไปแย่งเงินจากภาคเอกชนมา ซึ่งจะไปลดทอน ( crowding out ) การลงทุนภาคเอกชนได้ ดังนั้นเพื่อลดผลของ crowding out ธนาคารกลางก็จะพิมพ์เงินเพิ่มมาส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการใช้เงินเพิ่มขึ้นของภาครัฐด้วยครับ แต่การพิมพ์เงินเพิ่มจะต้องอยู่ในจำนวนที่เหมาะสมไม่มากเกินไปที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงได้ครับ
แต่ในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆ การใช้เงินของภาครัฐโดยชดเชยโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลนั้นจะทดแทนการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคที่น่าจะลดลงในช่วงนั้นครับ กล่าวคือ เมื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้นานๆ เศรษฐกิจจะถดถอยไปเรื่อยๆ ภาครัฐต้องใช้จ่ายแทนครับ

หลักการบริหารการคลังก็จะเป็นลักษณะนี้ครับ เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจดี ภาคเอกชนและผู้บริโภคกล้าใช้เงิน ภาครัฐจะต้องประหยัดแทนครับคือ ควรมีงบประมาณเกินดุล แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ เอกชนไม่กล้าใช้เงิน ภาครัฐต้องใช้เงินแทนครับ คือ ควรมีงบประมาณขาดดุล

10.ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของ us ในเดือน ตุลาคม ออกมาที่
237200 ซึ้งมากกว่าเดือนตุลาปีที่แล้ว 4 เท่า และมากกว่าของ 6 เดือนแรก
ปีที่แล้วรวมกัน เข้าใจว่าเพราะไปช่วยเพิ่มทุนสถาบันการเงิน
แต่ตัวเลขที่ขาดดุลมากขนาดนี้ จะส่งผลยังไงตามมาครับ
เพราะว่ารัฐของต้องมีหนี้มากขึ้น ก็หมายถึงต้องออกพันธบัตรมาใช่ไหมครับ
ออกพันธบัตรเยอะๆจะทำให้ค่าเงินอ่อน เกี่ยวไหมครับ
สมมุติประเทศอื่นซื้อพันธบัตร us ไปก็เหมือนกับเงิน us ไหลออกใช่ปะครับ

 
- ต่อเนื่องจากข้อ 9 ครับ ปกติแล้วการออกพันธบัตรรัฐบาลมักจะตรงทำควบคู่กับการพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งการพิมพ์เงินเพิ่มก็จะทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มและจะทำให้ค่าเงินอ่อนครับ แต่กรณีของสหรัฐจะพิเศษตรงที่พันธบัตรรัฐบาลถูกซื้อโดยรัฐบาลประเทศอื่นๆ เพื่อใช้เป็นทุนสำรองและนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ที่ต้องการการลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อประเทศอื่นซื้อพันธบัตรสหรัฐ ก็หมายความว่าจะต้องซื้อเงินดอลล่าร์ครับ ดังนั้นคือ เงินไหลเข้านะครับไม่ใช่ไหลออก และค่าเงินสหรัฐเลยไม่ค่อยอ่อนลงและอาจจะแข็งค่าขึ้นด้วยครับจากกรณีนี้

 
เหตุผลหนึ่งที่สหรัฐพิมพ์เงินเพิ่มได้ไม่ค่อยมีขีดจำกัด และยังไม่ค่อยทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะมีหลายๆ ประเทศที่ใช้ธนบัตรสหรัฐควบคู่กับเงินสกุลของตัวเอง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่การเมืองไม่มั่นคง หรือมีอัตราเงินเฟ้อสูงๆ เช่น โซเวียตสมัยก่อน แอฟริกา ละตินอเมริกาบางประเทศ ซึ่งเราอาจจะเคยเห็นในหนังแนวมาเฟียบางเรื่อง เปรียบเทียบก็เหมือนกับที่ประเทศลาวและพม่ายินดีที่จะรับเงินบาทในการซื้อขายและอาจจะยินดีรับมากกว่าเงินสกุลตัวเองในบางช่วงเวลา ธนบัตรสหรัฐจึงเป็น hard currency คือเงินสกุลแข็ง ซึ่งถูกนำมาใช้สื่อในการแลกเปลี่ยน ทำให้เงินดอลล่าร์จึงเหมือนแบงค์กงเต๊กคือ พิมพ์ออกมาได้เรื่อยๆ แต่ที่ต่างจากแบงค์กงเต็ก คือ มันใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้น่ะสิครับ เพราะความเชื่อมั่นในประเทศสหรัฐ In dollar, we trust ครับ

11. ทำไมตลาดหุ้น usa ถึงตกน้อยกว่าตลาดหุ้นที่อื่น ทั้งๆที่ usa เป็นต้นตอของปัญหารอบนี้ อย่างหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ก็ลงมากกว่า 50% แต่ usa high
14000 ตอนนี้ยังมากกว่า 8000 เลยครับ เป็นเพราะว่านักลงทุนของเขาส่วนใหญ่
เป็นสถาบันที่ไม่ขี้ตกใจเหมือนประเทศอื่นๆปะครับ

- ก็เหมือนนักลงทุน VI ครับ เมื่อหุ้นลงแล้วเราคิดว่าจะถือเงินสดบางส่วน เราคงเลือกขายหุ้นที่เราชอบหรือมั่นใจน้อยที่สุด ดังนั้นถ้าประเทศสหรัฐมีปัญหาและสถาบันการเงินต้องขายหุ้นส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินกลับมา ก็คงเลือกขายหุ้นในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศตนเองก่อนครับ และอีกประการหนึ่ง คือ หุ้นใน DJ หรือ S&P หลายตัวนั้นมีลักษณะ Well diversified คือ มีรายได้จากทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น หุ้นอย่าง Coca Cola , P&G , Kellogg, Phillip Morris , Microsoft ซึ่งจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งหุ้นพวกนี้มักจะแข็งกว่าตลาดครับ ดังนั้น จริงๆ แล้วหุ้นไทยบางตัวที่ส่งออกไปสหรัฐมากๆ ยังเสี่ยงกว่าหุ้นในสหรัฐอย่าง Coca Cola หรือ Phillip Morris ( บุหรี่ Marlboro ) เสียอีกครับ

12.ตามหลักเศรษฐศาสตร์ถ้าประเทศไหนยิ่งมี reserve เยอะก็จะทำให้ค่าเงินแข็งใช่หรือไม่ reserve ของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงญี่ปุ่น ถ้าเป็นแบบนี้ค่าเงินหยวนควรจะแข็งค่ากว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันเยอะเลยใช่หรือไม่ครับ

 
- Reserve ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการ manage ค่าเงินเพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็งเกินไปครับ กล่าวคือ ประเทศที่ใช้ fixed exchange rate อย่างจีน ถ้า reserve เพิ่มแสดงว่าธนาคารกลางมีการซื้อดอลล่าร์และขายเงินหยวน ซึ่งเกิดจากการที่จีนมีเงินดอลล่าร์เข้ามาจำนวนมากจากการเกินดุลการค้า ซึ่งการเกินดุลการค้าแสดงว่า การส่งออก ( เงินดอลล่าร์ที่ได้มา ) สูงกว่า การนำเข้า ( การใช้เงินดอลล่าร์ ) ดังนั้นเมื่อจำนวนที่ได้มานั้นมากกว่าความต้องการใช้ทำให้มีดอลล่าร์ส่วนเกิน หากธนาคารกลางไม่เข้าแทรกแซงก็จะทำให้ค่าเงินหยวนนั้นแข็งค่าขึ้น ( ดอลล่าร์แข็งค่าเทียบหยวน ) ซึ่งการที่จีนใช้ fixed exchange rate แสดงว่าจะปล่อยค่าเงินแข็งไม่ได้ ดังนั้นธนาคารกลางจีนจึงจำเป็นต้องซื้อดอลล่าร์เข้ามา จึงทำให้ reserve เพิ่มขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม reserve นั้นทำให้ธนาคารกลางประเทศนั้นๆ มีต้นทุน คือ เมื่อซื้อดอลล่าร์เข้าไปต้องมีการออกเงินหยวนเพื่อจ่ายออกไป ซึ่งจะทำให้ monetary base เพิ่มขึ้นซึ่งจะกระทบกับ money supply ซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางจะต้องต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดสภาพคล่องส่วนเกิน หรือเรียกว่า sterilization ออกไป ซึ่งดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นเป็นต้นทุนของธนาคารกลางในการมี reserve เพิ่มขึ้น

ดังนั้นประเทศที่มี reserve เพิ่มขึ้นมากๆ วันหนึ่งจะต้องปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้นมาบ้างเพื่อให้การเกินดุลการค้าลดลง และตรงกันข้าม ประเทศที่ reserve ลดลงมากๆ หรือใกล้หมด จะต้องปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อให้เกินดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยเมื่อปี 40 ก็เป็นเช่นนี้

คำตอบข้อนี้อาจจะซับซ้อนไปบ้างสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ผ่านวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค 101 มา แต่ยืนยันครับว่าเป็น course 101 คือ เบื้องต้นจริงๆ เพราะไม่ได้มีการวาด IS-LM หรือเข้าสมการใดๆ เลย และสามารถหาหนังสือมาอ่านเพิ่มได้ไม่ยากครับ ลองอ่าน เศรษฐศาสตร์มหภาค ของ อ. รัตนา สายคณิต ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ดูได้นะครับ

13.อยากทราบมุมมองว่าค่าเงินดอลในระยะ 2-3 ปีมีแนวโน้มแข็งขึ้นหรืออ่อนค่าลง เนื่องจากมีหลายเสียง บางคนบอกว่าตอนนี้แข็งขึ้นเพราะต้องนำเงินจากทั่วโลก
กลับไปแก้ปัญหาสถาบันการเงินทำให้ค่าเงินแข็งชั่วคราว แต่จริงๆพื้นฐานเศรษฐกิจของเขาไม่ดี แต่บางคนบอกว่าสภาวะตอนนี้ทุกคนต้องที่ที่เป็น safe heaven มากที่สุดนั้นก็คือ พันธบัตร usa ซึ้งทำให้ bond yield 10 ปี ตอนนี้ต่ำมาก

- ครับ ทุกคนมองว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐเลวร้ายเพียงใด พันธบัตรสหรัฐยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดอยู่ดีครับ เพราะทุกคนเชื่อว่าสหรัฐก็ยังน่าจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แต่หากผ่านไม่ได้จริงๆ คือสหรัฐล้ม ไม่ว่าถือเงินสกุลไหนก็ซวยอยู่ดีครับ หลายๆ ประเทศก็ยังเพิ่มเงินทุนสำรองที่เป็นสกุลดอลล่าร์อยู่ เหตุผลหนึ่งที่พันธบัตรสหรัฐหรือเงินดอลล่าร์เป็น safe heaven ก็เพราะเงินสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร เยน ก็ยังไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีนักครับเพราะเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ว่าดีครับ และอีกอย่างที่สำคัญคือ ราคาสินค้า commodity ต่างๆ ก็ยังซื้อขายกันเป็นเงินดอลล่าร์ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเงินดอลล่าร์ก็ยังมีอิทธิพลสูงมากในตลาดโลก

14.ตามปกติแล้ว ถ้าดอกเบี้ยนโยบายของไทยสูงกว่าประเทศ usa(rp สูงกว่า fed fund) จะทำให้ค่าเงินแข็งใช่หรือไม่เพราะว่า เงินจากต่างประเทศจะเข้ามาในไทยเพื่อรับดอกเบี้ยที่สูงกว่า ฉะนั้นการที่แบงค์ชาติเพิ่งลดดอกเบี้ย r/p ลง 1% น่าจะทำให้ค่าเงินยิ่งอ่อนเร็วขึ้นใช่หริอไม่ เพราะส่วนต่างลดน้อยลง

ปัจจัยด้านดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการไหลเข้าของออกของเงินเท่านั้นครับ การไหลเข้าออกของเงินขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากครับ เช่น

- การคาดการเงินเฟ้อในอนาคต หากเงินเฟ้อประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ แม้ดอกเบี้ยสูงก็อาจจะไม่ดึงดูดให้เงินไหลเข้าเพราะว่าการที่เงินเฟ้อสูงจะทำให้มูลค่าของเงินนั้นลดลง ( เงิน 1 บาทซื้อสินค้าได้น้อยลง )
- เสถียรภาพทางการเมือง ความเสี่ยงของประเทศ เนื่องจากเงินที่ไหลเข้าต้องมีที่ไป เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นนักลงทุนจะต้องดู default risk หรือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยปากีสถานจะสูงกว่าสหรัฐ 1% หากเราเป็นนักลงทุนเราคงเลือกสหรัฐมากกว่า
- การเติบโตของเศรษฐกิจ ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงจะดึงดูดให้มีเงินลงทุนไหลเข้าในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนทางตรงอื่นๆ เช่น สร้างโรงงาน
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็จะมีส่วนที่ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงได้บ้างครับ แต่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยบ้านเรายังสูงกว่าดอกเบี้ยสหรัฐอยู่เหมือนกันครับ หาก ธปท. ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า ผมคิดว่าอัตราดอกเบี้ย R/P ในปีหน้าควรจะลดลงอีกประมาณ 1.5% เป็นอย่างน้อยครับ

1.หุ้นในกลุ่มบันเทิงอย่าง work ซึ้งเป็นผู้ผลิตรายการนั้นไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวใช่ไหมเพราะธรรมชาติของคนต้องการความแปลกใหม่เสมอ
1.2ถ้ามีรายการที่โดนใจคนดูเกิดขึ้นเราควรจะหาจังหวะขายหุ้นทิ่งหรือไม่เพราะยากที่จะมีรายการใดที่อยู่ในกระแสความนิยมระยะยาวได้
1.3ผู้ผลิตรายการมีปัญหาอีกอย่างนึงก็คือต้องรักษาบุคลากรเก่งๆให้อยู่กับบริษัทได้

- ช่วงที่ WORK เข้าตลาดหุ้นก็เป็นช่วงที่ WORK ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง โดยครองส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูงในส่วนของรายการประเภทเกมโชว์และ variety จุดเด่นของ WORK อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเกมโชว์และรายการต่างๆ และความสามารถของพิธีกร

แต่หลังจากเข้าตลาดหุ้นแล้วไม่สามารถก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้ และก็ต้องยอมรับว่าการที่ WORK จะโตจากระดับที่เข้าตลาดหุ้นก็ทำได้ลำบากครับเพราะตลาดมีอยู่ได้เพียงตลาดในประเทศเป็นหลักเท่านั้น คงจะไม่เหมือนบริษัทด้านนี้ในสหรัฐที่สามารถขยายฐานผู้ชมได้ทั่วโลกครับ นอกจากนี้ WORK ณ ปัจจุบันยังคงพึ่งพาบุคลากรหลัก 2 คน คือ คุณปัญญาและคุณประภาส ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้ยังขาดคนใดคนหนึ่งไปยังไม่ได้ เลยเหมือนหลอดไฟ 2 หลอดที่ต่ออนุกรมกันครับ คือ ถ้าหลอดใดหลอดหนึ่งขาดก็จะทำให้อีกหลอดดับไปด้วย ดังนั้น การที่หุ้นลง ธุรกิจ WORK ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายครับ เพียงแต่เข้าตลาดช่วงที่ peak ของธุรกิจไปแล้วครับ อีกบริษัทที่เข้าตลาดช่วง peak และหลังเข้าตลาดแล้วธุรกิจแย่ลงไปมากคือ Matching ครับ เพราะไปทำธุรกิจที่ตนเองไม่มีความถนัดคือ การสร้างภาพยนตร์ครับ

2.หุ้น อสมท ควรมี pe สูงกว่า bec ใช่ไหมในแง่ที่เป็นเจ้าของคลื่นแต่ bec ต้องไปเช่าคลื่นจาก อสมท
2.2ถ้าแบบนี้หุ้น อสมท ก็ควรมี beta ต่ำกว่า bec เพราะว่ามีสัดส่วนรายได้ที่สม่ำเสมอกว่าใช่ไหม

- บังเอิญนักลงทุนประเภทสถาบันให้ p/e ของ bec สูงกว่าเพราะอาจจะเห็นว่า bec เป็น บ. เอกชน มีประวัติการบริหารที่ดีมายาวนาน และ mcot ก็มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อธุรกิจและมีผลต่อผู้ที่จะมาเป็น ผู้อำนวยการ ครับ นอกจากนี้ หากตัดส่วนแบ่งค่าเช่าและสัมปทานจาก bec และ true vision ออกไปแล้วจะเห็นว่า mcot จะมีกำไรจากการดำเนินการธุรกิจหลัก ( ช่อง9 และรายการวิทยุ ) ไม่มากเท่าไหร่นักครับ ดังนั้นนักลงทุนส่วนหนึ่งอาจจะไม่แน่ใจว่ารายได้จากค่าสัมปทานจะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอนในอนาคตครับ

2.3หุ้นกลุ่มนี้ถือว่ามี barry to entry การเข้ามาของรายใหม่ที่สูงหรือต่ำ เพราะว่า cable tv เถื่อนต่างๆไม่น่าจะใช้เงินลงทุนสูง

- ตลาด TV ประเทศไทยเป็นตลาด mass คือ ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน และคนไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ใช้เวลาแต่ละวันในการดู TV มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่กลับอ่านหนังสือน้อยกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นตลาดรองอย่าง True vision หรือ เคเบิ้ลต่างๆ ยังครอบคลุมประชากรในกลุ่มที่ยังไม่มากนักครับ ดังนั้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการโฆษณาในระดับ mass จึงยังต้องเลือกโฆษณาทาง TV เป็นหลักอยู่ครับ ดังนั้นคู่แข่งทางตรงของ BEC MCOT ก็คือ Free TV ด้วยกันครับ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะมี free TV ช่องใหม่เกิดขึ้นครับ

3.หุ้นโรงแรมเป็นหุ้นที่มีความน่าลงทุนต่ำเพราะเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูง และ เมื่อสร้างโรงแรมใหม่กว่าจะเต็มได้ก็ต้องใช้เวลานาน แถมถ้าไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ไม่น่ามีคนมาเยอะ จริงๆแล้วหุ้นกลุ่มนี้ไม่น่าจะมี pe ที่สูงกว่าตลาด
ไม่ทราบว่าพี่ ih มีความเห็นว่ายังไง

- ปกติคนทำธุรกิจโรงแรมเวลาทำ feasibility study หรือหา Project IRR จะใช้สมมุติฐานคนเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 50-70% ครับ คือ ต้องอยู่ได้แม้ occupancy จะอยู่เพียง 50% ซึ่งหมายความว่าจะมีช่วง high และ low season ดังนั้นคงจะต้องดูว่าที่ occupancy rate 60-70% หุ้นโรงแรมนั้นจะมีกำไรมากน้อยเพียงใดครับ จุดเด่นของ รร. คงจะเป็นเรื่องการเป็นธุรกิจที่สามารถตั้งราคาบริการหรืออาหารได้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนครับ และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากยอดจำนวนเข้าออกสนามบินหลักคือ สุวรรณภูมิ นั้นติด 1 ใน 20 ของสนามบินทั่วโลก ดังนั้นธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมานับว่าเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลกครับ ที่ผ่านมาจึงมี p/e สูงกว่าตลาด เว้นเสียว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานที่กระทบกับการท่องเที่ยวอย่างถาวรครับ
โรงแรมที่อยู่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจะน่าสนใจกว่า รร. ที่อยู่เขตภูเขาครับเพราะว่าช่วง low season ของแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจะกินระยะเวลาน้อยกว่าและยอดเข้าพักไม่ต่ำลงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับรีสอร์ตที่ติดภูเขา เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวภูเขานั้นจะมี high เพียงช่วง ตุลาคม-กุมภาพันธ์ เท่านั้นครับ

  • 4.2แต่ถ้าเป็นภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำมากหุ้นโรงไฟฟ้าน่าจะมี pe สูงกว่าตลาดใช่ไหม เพราะว่า ตอนทำสัญญาโรงไฟฟ้าก็มากกว่าดอกเบี้ยไปแล้ว พูดไปก็เปรียบเหมือน bond ระยะยาวที่ log ดอกเบี้ยสูงๆไว้แล้ว

    - ใช่ครับ จะสังเกตว่าหุ้นอย่าง RATCH EGCO เหมือนจะ outperform ตลาดหลังการลดดอกเบี้ย 1% ครั้งที่ผ่านมาครับ หุ้นโรงไฟฟ้ามีลักษณะบางประการที่คล้าย bond อยู่ แต่ก็มีสิ่งที่ไม่เหมือนตรงที่สัญญาโรงไฟฟ้ามีอายุสัมปทาน 30 ปีซึ่งจะมีความเสี่ยงตรงตอนหมดอายุสัมปทานว่าจะได้ต่อในเงื่อนไขอะไร และโครงสร้างรายได้ของโรงไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานนั้นจะไม่ได้เป็นแบบ flat rate คือ จะสูงสุดในช่วงกลางๆ ของอายุสัญญาและจะน้อยลงในช่วงท้ายๆ หรือมีลักษณะเป็นโค้งระฆังคว่ำครับ

    5.ทำไมธนาคารขนาดเล็กในไทยจึงมักถูก take over จากธนาคารต่างประเทศ ผมแปลกใจว่าทำไมธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นถึงไม่มาตั้งสาขาเองเลย หรือว่ามีกฎหมายอะไรห้ามไว้หรือไม่ครับ ส่วนตัวผมมองว่า การ take over ไปก็ได้สาขา ได้ระบบที่ลงเอาไว้ ได้พนักงานเลยไม่ตอ้งไปเริ่มต้นจาก 0

    - มีกฎ ของ ธปท. ที่ให้ธนาคารต่างประเทศเปิดสาขาได้เพียงสาขาเดียวครับ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าธนาคารต่างประเทศอย่าง HSBC ก็จะมีสาขาในประเทศไทยสาขาเดียว ผมไม่แน่ใจว่ากฎนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่ครับ ส่วนที่มีการ take over สิ่งที่จะได้คือ สาขาและฐานลูกค้าครับ ส่วนพนักงานผมเองไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเค้าอยากได้ด้วยหรือเปล่า เพราะธนาคารขนาดเล็กหรือกลางที่ถูก ธ. ต่างชาติซื้อไปก็มีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือ early retired อยู่พอสมควรครับ

    6.หุ้นอย่าง tcap และ tisco จะมีความสัมพันธ์กับ gdp สูงกว่าหุ้นแบงค์ขนาดใหญ่ ใช่หรือไม่ เพราะว่าสองตัวนี้ปล่อยสินเชื่อรถยนต์เยอะ ซึ้งยอดขายรถยนต์สัมพันธ์กับ gdp สูง

    - น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่ก็แปลกที่ tisco ก็ยังมี NPL ค่อนข้างต่ำและยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารครับแสดงว่ามีการบริหารลูกหนี้ที่ดี แต่ปีหน้า loan growth น่าจะติดลบจากยอดขายรถที่แย่ลงครับ แต่การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีกับหุ้นที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์ครับเพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง ในขณะที่ฝั่งรายได้คือ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นไม่ลดลง เพราะการผ่อนรถเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ครับ

    7.ผมได้ยินนักวิเคราะห์ท่านนึงบอกว่าหุ้นธนาคารตอนนี้ถูกมาก โหยเขาใช่วิธี
    p/bv valuation เขาให้เหตุผลว่า สมัยวิกฤติปี 40 หุ้นธนาคารยัง trade ที่ pbv ไม่ต่ำกว่า 1 เท่า แต่ตอนนี้หุ้นธนาคารหลายตัวต่ำกว่า bv มาก
    เขาบอกว่าเขาไม่ใช่ pe เพราะว่า manipulate ง่าย จากการ provision
    แต่ประเด็นคือ bv จะมีคุณภาพหรือไม่ เพราะคงยากที่จะไปวิเคราห์ว่า สินเชื่อที่เขาปล่อยกู้มีคุณภาพไหม ไม่ทราบว่ามีมุมมองอย่างไร นักวิเคราห์ท่านนั้นยีงบอกต่อไปอีกว่าตอนนี้หุ้นธนาคารสะท้อนข่าวร้ายไปหมดแล้ว

    - p/bv อาจจะสูงขึ้นหากเศรษฐกิจถดถอยหนักจนทำให้ธนาคารบางแห่งอาจจะมีผลการดำเนินงานขาดทุนจากการตั้งสำรอง NPL ครับ ดังนั้น p/bv ตอนนี้สำหรับบางธนาคารจึงอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าต่ำและถูกจนต้องรีบร้อนเข้าไปซื้อครับ และการถือหุ้นธนาคารนั้นเรารู้ข้อมูลน้อยมากครับโดยเฉพาะคุณภาพของลูกหนี้และการปล่อยสินเชื่อครับ

8.มีคนบอกว่าหุ้นkk ในปี 43 วิ่งจาก 2 บาทไป 80 บาทอยากให้พี่ ih ช่วยเล่าใหัฟังหน่อยว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าผมหาขัอมูลเรื่องนี้ไม่ได้เลย เรื่องมันต้อง 8-9 ปีมาแล้ว

- ในปี 40 มีการปิดกิจการ 58 ไฟแนนซ์ครับ แต่ในปี 42 มีเพียง 2 ไฟแนนซ์จาก 58 แห่งที่ถูกปิดสามารถดำเนินการต่อได้คือ KK และ ACL ดังนั้นหลังจากปลด SP แล้ว KK ก็สามารถเพิ่มทุนได้ทำให้พ้นขีดอันตราย และ KK สามารถเข้าประมูลหนี้จาก ปรส. มาบริหารได้จำนวนพอสมควรเลยครับ ทำให้กำไรดีขึ้นมามาก ประกอบกับปี 42 ตลาดหุ้นขึ้นจาก 300 จุดไป 500 กว่าจุด หุ้น KK จึงวิ่งยาวเลยครับ

เกณฑ์ในการเลือกปิดกิจการสถาบันการเงินตอนนั้นทางการใช้จำนวนและสัดส่วนที่สถาบันการเงินต่างๆ กู้ยืมเงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ ครับ เลยทำให้สถาบันการเงินบางแห่งที่อาจจะไม่ได้ขาดสภาพคล่องหนักหรือมีปัญหาทางการเงินยากเกินเยียวยานั้นถูกปิดไปด้วยครับ

8.2แล้ววิกฤติรอบนี้น่าจะเป็นโอกาสในการซื้อ kk-w3 หรือไม่

 

ถ้าดูจากคำตอบข้อ 8.1 แล้วจะเห็นว่าสถานการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการครับ และตอนนั้นราคา KK คือ 2-4 บาท แต่ KK-w3 ยังเกิน 4 บาทอยู่เลยครับ   และดูเหมือนจะเป็น warrant  มีอายุคงเหลืออีกไม่มากแล้วนะครับ  เกรงว่าเศรษฐกิจจะฟื้นไม่ทัน warrant หมดอายุเสียก่อนครับ

9.นักวิเคราห์บางคนเชียร์หุ้นกลุ่มสื่อสารโดยให้เหตุผลว่า ตลาดมือถือเดิมนั้นอยู่ในขั้นอิ่มตัวแล้วโดยดูจาก ยอด penetration rate ที่ 93% นักวิเคราะห์ท่านนั้นให้เหตุผลว่า 3 g จะเป็น structural change ของกลุ่มสื่อสารโดยมีเหตุผลคร่าวๆดังนี้

-สัปทานเดิมของ 3 เจ้าใหญ่ที่ใกล้หมดอายุ ถ้าทำ license 3g ออกมาน่าจะมีอายุของ 3g ภายใต้สัมปทานใหม่ต่อปีอีก 30 ปี ถ้าสมมุติ 3g เริ่มลงทุนได้ปีหน้า ก็น่าจะหมดอายุประมาณปี 2582
ปกติที่ผมเห็นเวลานักวิเคราะห์คำนวณ DCF จะทำ terminal value คือ สมมุติว่าได้ต่อสัมปทานหลังหมดอายุสัมปทานอยู่แล้วด้วยเหมือนกันครับ คำถามที่ผมเองยังไม่มีเวลาหาคำตอบ คือ ทั้ง AIS DTAC และ TRUE จะสามารถได้รับสัมปทาน 3G ทั้ง 3 บริษัทเลยรึเปล่าครับ หรือต้องประมูลแข่งกันและมีบางบริษัทเท่านั้นที่ได้ไป คุณ Hong ทราบไหมครับ?

-ทุกวันนี้ 3 ค่ายใหญ่เสีย revenue sharing ประมาณ 25-30% แต่ถ้าทำ license 3 g น่าจะเสีย ลดลงมากสุดไม่น่าเกิน 17%

อย่างนั้นเลยเหรอครับ และหน่วยงานรัฐที่ได้ค่าสัมปทานน้อยลงจะตอบคำถามประชาชนและสหภาพอย่างไรครับ พอจะมีที่มาของข้อมูลนี้ไหมครับ?

-จะได้เพิ่มสัดส่วนรายได้จาก non-voice มากขึ้น หรือพูดง่ายๆว่าจะ
Create demand ใหม่ขึ้นมา

- ตอนนี้เราก็เป็น 2.5G อยู่แล้ว คือ มีการส่งภาพได้ในระดับหนึ่งผ่าน sms และ mms แต่ 3G น่าจะทำให้มีความสะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ผมคิดว่าตลาดมือถือเราตอนนี้เป็น mass แล้วครับ กลุ่มคนที่จะใช้ประโยชน์จาก 3G นั้นน่าจะอยู่ในวงที่ไม่มากนักครับ เพราะแม่ค้า คนงาน เกษตรกร คงไม่น่าจะสนใจหรือมีงบประมาณที่จะมา download ดูหนังหรือส่ง VDO ผ่านมือถืออะไรเท่าไหร่ครับ

อยากทราบมุมมองพี่ ih ว่าจะ change จริงไหมครับ structure

- ผมมองเพียงแค่เป็นพัฒนาการครับ แต่ไม่น่าจะทำให้ change อะไรมากครับ เว้นเสียว่าหากต้องลงทุนสูงๆ เช่น เป็นหมื่นล้าน แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก non-voice ไม่มากเท่าที่คิด ก็อาจจะทำให้พื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ change ในทางแย่ลงได้ครับ คุ้นๆ ว่าผมเคยอ่านข่าวว่ากำไรของ บ. มือถือในยุโรปแย่ลงเพราะแย่งกันประมูล และลงทุนใน 3G ในจำนวนเงินที่สูง ลองตรวจสอบข้อมูลนี้ดูนะครับ

10.ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่หุ้นกลุ่มสื่อสารแข็งแกร่งกว่าตลาดเยอะมากจะเป็นเพราะมีข่าว 3 g หรือไม่ ดูแล้วหลายตัว pe ก็แพงแต่ราคาแข็งกว่าหุ้นค้าปลีกกับโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ผมดูแล้วก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งผมคิดว่า มือถือตอนนี้ถือว่าเป็นบริการที่มีความจำเป็นสูง และต้องซื้อบริการทุกวัน เปรียบได้กับปัจจัย 4 ประเภทอาหาร และยารักษาโรคไปแล้วครับ อย่างเสื้อผ้า บ้านแม้ยังต้องใส่ต้องอยู่อาศัยแต่ก็ชะลอการซื้อไปได้นาน แต่มือถือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถยกเลิกการใช้ได้ครับ ผมเห็นเศรษฐกิจไม่ค่อยดีก็ยังมีคนส่ง sms ไปตามรายการ TV ต่างๆ และดูจากข้อความที่ส่งไปแล้วผมรู้สึกว่าความคุ้มค่าเทียบกับเงินที่เสียไปครั้งละ 3 บาทนั้นมันน้อยมาก จน โน๊ต อุดม เอาไปแซวในเดี่ยวไมโครโฟน 7 ที่มีคนส่ง sms ไปในรายการข่าว TV ว่า “ ลำปางหนาวมาก “ อยากรู้มั้ยเนี่ย? เพียงแต่คนที่ส่งอาจจะเห็นว่ามันก็แค่ 3 บาทซึ่งเงิน 3 บาทจะซื้ออะไรได้อะไรทำนองนี้มั้งครับ และคนส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่อายุไม่มากนักและส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนที่หาเงินใช้เอง

11.หุ้น property หลายตัวที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการ เช่น
ถ้าใช้งบ 3q08 ap เอา current asset – total liability เหลือ 5668 แต่ market cap ที่ราคา 1.72 นั้นมีแค่ 4015 ซึ้งจะเรียกว่าต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการก็คงจะได้(ไม่รู้ว่าเรียกว่าต่ำกว่ามูลค่าซากได้ป่าว)
ส่วน ps ใช้วิธีเดียวกันได้ส่วนต่างออกมา 7505 ซึ้งถ้าเทียบกับ market cap ที่ราคา 3.30 7582 ก็ถือว่าพอๆกับมูลค่าตลาด

ส่วนตัวมองว่าหุ้นสองตัวนี้มีผู้บริหารที่มี vision สูง และมีการทำกำไร
ในหลายปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี มีฐานะเป็นผู้นำตลาด

แต่กลับซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าเลิกกิจการ

มันจะไม่ถูกเกินไปหน่อยหรือครับ

ไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มีจุดอ่อนอะไรไหมครับ

- คงเป็นมุมมองได้ว่าหุ้นตัวนี้ ณ ราคาที่พูดถึงนี้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกสำหรับการลงทุนในระยะยาวๆ เพียงแต่ในระยะสั้นๆ 1-2 ปีนี้ หากเราซื้อ AP ทั้งบริษัท หรือผู้บริหารมีความคิดที่จะเลิกกิจการด้วยการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือทั้งหมดและไปคืนหนี้ แล้วนำเงินที่เหลือทั้งหมดไปคืนผู้ถือหุ้นนั้น ก็ยากที่จะได้มูลค่า 5668 ล้านครับ เพราะราคาสินทรัพย์ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจแย่ๆ นั้นอาจจะขายได้ต่ำกว่ามูลค่าที่อยู่ใน book ได้ครับ ถ้าเป็นสินทรัพย์ประเภทอสังหาฯ ถ้าเป็นทำเลดีๆ ยังพอที่จะขายได้ราคาใกล้เคียงกับ book แต่ถ้าเป็นโรงงานหรือเครื่องจักร หรือสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้การค้า สิ่งที่ได้กลับมาอาจจะต่ำกว่า book ได้ครับ

ผมยกตัวอย่าง มีบริษัทหนึ่งในกลุ่มเครื่องจักรกล ตอนนี้เหมือนว่าออกจากตลาดไปแล้วชื่อ TEM ( Thai engine manufacturing ) ทำเครื่องไถนายี่ห้อมิตซูบิชิ ที่เคยมีโฆษณาดังๆ ตอนก่อนถูก SP มี Bv 60 กว่าบาท และหุ้น ซื้อขายกันที่ 3-4 บาท โอ้โห้ p/bv 0.05 เท่าแน่ะครับ ปรากฎว่าสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้การค้า ท้ายสุดแล้วตามเก็บหนี้ไม่ได้ สินทรัพย์หมุนเวียนเลยหายวับไปกับตา ในขณะที่หนี้สินยังคงอยู่ หุ้นจึงต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการไปเลยครับ

หุ้นอีกตัวที่เคยมี bv สูงมากๆ และ p/bv ต่ำมาก และ p/e ก็ต่ำมาก เป็นกับดักหุ้น value หรือ value trap อย่างแท้จริง คือ หุ้นในกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ รายการใหญ่ของสินทรัพย์หมุนเวียน คือ ลูกหนี้การค้า ซึ่งท้ายสุดแล้วผู้สอบบัญชีพบว่าลูกหนี้การค้าที่แจ้งไว้นั้นไม่ได้อยู่ตามที่บริษัทให้ข้อมูลไว้ จนท้ายสุดดูเหมือนจะต้องมีการตั้งสำรองทั้งจำนวน ซึ่งท้ายสุดทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบและเข้าแผนฟื้นฟูตามระเบียบครับ

หุ้น prop อีก 2 ตัว แต่ไม่ใช่ตัวที่คุณ Hong พูดถึงนะครับ อยู่ในตลาดมานานเหมือนกันและผู้บริหาร 2 บริษัทนี้ก็เป็นญาติกัน แต่มีที่ดินหลายแปลงอยู่ต่างจังหวัดและมีโครงการอยู่ชานเมืองที่ปีหนึ่งขายได้ไม่กี่หลังแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากมีสนามกอล์ฟ ดังนั้นที่ดินเหล่านี้ถ้าขายออกไปน่าจะได้ราคาต่ำกว่า book ค่อนข้างจะมากแน่นอนครับ

และการปิดกิจการจริงๆ คงไม่ได้ทำง่ายๆ โดยเฉพาะธุรกิจประเภทโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานจำนวนมากๆ เราอาจจะเห็นตัวอย่างแล้วนะครับบางบริษัทเพียงแต่แค่จ่ายโบนัสลดลงจาก 4 เดือนเหลือไม่กี่พันบาท ยังประท้วงกันถึงปิดถนน ประสาอะไรกับถ้าหากมีการปิดกิจการแล้ว lay-off พนักงานออกในช่วงนี้จริงๆ เรื่องใหญ่แน่ๆ ครับ ดังนั้นวิธีการคำนวณนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจที่เป็นโรงงานครับเพราะมูลค่าหากเลิกกิจการนั้นจะลดลงไปมากหากจะต้องไปเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก

แนวคิดนี้เหมาะที่จะนำมาใช้กับบริษัทที่มีผู้บริหารดีใช้ได้ในระดับหนึ่ง และอาจจะไม่เหมาะกับหุ้นวัฎจักรนัก   เพราะหุ้นวัฎจักรนั้นในช่วงที่ธุรกิจแย่ๆ นั้นจะมีช่วงที่ขาดทุนค่อนข้างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้ book value ลดลงไปทำให้หากเดิมใช้วิธีที่แล้วหุ้นนั้นถูกแต่เมื่อเวลาผ่านไปหุ้นอาจจะไม่ถูกก็ได้ครับ และไม่ควรใช้กับหุ้นที่ผู้บริหารมีการบริหารแบบ destroy value บริษัทไปเรื่อยๆ เช่น มีการบริหารไม่โปร่งใส มีการรั่วไหล หรือขาดความสามารถในการบริหารโดยมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรใหม่ๆ ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนของเงินทุนไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือ cost of equity ครับ

วิธีนี้น่าจะเหมาะกับธุรกิจที่มีสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ค่อนข้างง่ายในตลาดโลกครับ และมีผู้บริหารค่อนข้างใช้ได้ ที่เห็นจะใกล้เคียงน่าจะเป็นธุรกิจประเภทสำรวจขุดเจาะพลังงานหรือแร่ธาตุ ธุรกิจเดินเรือ ( ซึ่งอาจจะต้องอิงกับราคาตลาดของเรือที่มีอายุเท่าๆ กันในขณะนั้น ) อะไรทำนองนี้ครับ

ดังนั้น แนวคิดนี้ นำไปใช้ได้ครับ แต่ผู้นำไปใช้จะต้องมีความรู้ด้านการลงทุนในระดับหนึ่งและใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยครับ จะดูแต่สัดส่วนทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ

12.หุ้น tpipl ที่มี pbv 0.10 เท่าหรือ ส่วนของผู้ถือหุ้น 10% ที่ราคาตลาด
แถมยังมีการตั้ง provision ที่จะโดนฟ้องร้องไปแล้ว 6900 ล้าน
ซึ้งคดีจะออกหัวหรือก้อยก็ไม่รู้แต่ที่รู้คือ market cap เหลือแค่
5000 ล้าน ซึ้งถ้าเราคิดซะว่าเราซื้อ option ไป เพราะโอกาสที่จะเหลือแค่
0.05 ของ bv ก็คงน้อยมากๆ ราคานี้อาจจะมีคนสนใจจะมา take over ก็ได้หรือป่าวครับ

- หุ้นพวกนี้ต้องดูความสามารถในการชำระหนี้ด้วยครับ เพราะจุดตายของหุ้นพวกนี้คือ มักจะมีเจ้าหนี้เงินกู้ซึ่งในภาวะที่ธุรกิจไม่ค่อยดีอาจจะมีปัญหาในการคืนเงินต้นตามกำหนดเวลาได้ครับ และไม่ค่อยจะสามารถ roll หนี้ออกไปได้ ซึ่งถ้าเพิ่มทุนไม่ได้จะมีปัญหาทางการเงินตามมาและอาจจะเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการได้ แม้จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอนาคตรออยู่ก็ตาม หุ้นตัวหนึ่งที่มีความเสี่ยงตรงนี้อยู่คือ TRUE ซึ่งเป็นหุ้นที่มีสินทรัพย์มาก มี market cap ต่ำมากและมีบริการทีเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากเราไปกู้หนี้นอกระบบมาและมีกำหนดคืนเดือนหน้า แต่ปีหน้าเราจะได้รับมรดกจำนวนหนึ่งที่มากกว่าหนี้นอกระบบที่กู้มาถึง 5 เท่า แต่ประเด็นนี้จะนำเป็นเหตุผลที่ดีในการขอยืดหนี้จากเจ้าหนี้ได้หรือไม่นั้นก็คงทราบคำตอบนะครับ เพราะสิ่งที่เป็นประมาณการที่จะเกิดในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนโดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้

หุ้นตัวที่ถามถึงมานั้นก็พอจะทราบกันดีอยู่นะครับว่าตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร วันที่มันมี p/bv 0.3 หรือ 0.2 เท่า ก็อาจจะมีคนซื้อเพราะคิดว่ามันถูกเช่นกัน หุ้นประเภทนี้เวลาตลาดลง ก็ลงแรง เวลาขึ้นก็ขึ้นแรง คำถามคือ เรากล้าซื้อหุ้นแบบนี้เกิน 10% ของพอร์ตหรือไม่ หุ้นพวกนี้ถ้าซื้อเป็น % มากก็นอนไม่หลับ แต่ถ้าซื้อน้อยเวลาขึ้นก็จะกำไรเป็น % มากแต่กำไรเป็นตัวเงินน้อย เลยทำตัวไม่ถูกเวลาหุ้นขึ้นไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี แต่ยังไงผมคิดว่าซื้อหุ้นพวกนี้อาจจะยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเล่นหวยใต้ดินหรือการแทงม้าอยู่ซักหน่อยครับ

13.หุ้น amata เป็นหุ้นที่ลงมาจากแถวๆ 20 บาทจนเหลือ 3.30 marketcap เหลือแค่ 3600 ผมว่าเป็น market cap ที่ดูเผินๆแล้ว
น้อยมากถ้าเทียบกับบริษัทนิคมอุตสาหกรรมแนวหน้าของเมืองไทย
ถ้าดูจากงบ กำไรงวด q3 แทบไม่ลดเลย กำไรในรอบ 9 เดือนกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ซึ้งส่วนทางกับราคาหุ้นมากๆ ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะเรื่องการเมืองและที่เพิ่งมีข่าวว่าปีหน้าคงขายที่ได้น้อยลง ถ้าจำไม่ผิดไม่น่าจะเกิน 1000 ไร่
แต่ดูเหมือนราคาหุ้นจะรับไปเยอะมากๆเลย อยากถามความเห็นตัวนี้หน่อยครับ

- อาจจะคล้ายๆ ข้อ 11 ครับ ถ้าถือยาวๆ จนพ้นภาวะวิกฤติต่างๆ ไปได้ราคานี้ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้ครับ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีหน้าผมเองยังนึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่ว่าภาคธุรกิจจะซื้อที่ดินสร้างโรงงานผลิตอะไรดี หรือธุรกิจไหนที่จะพอจะขยายโรงงานได้บ้าง หรือถ้ามีจริงๆ ผมคิดว่าการเช่าโรงงานน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเสียด้วย ตอนแรกหากการเมืองยืดเยื้ออาจจะมีการสร้างโรงงานผลิตมือตบ เท้าตบจำนวนมากได้ ผมคิดว่าถ้ายังไม่มีสัญญาณอะไรดีขึ้นไปกว่าปัจจุบันผมคิดว่า amata ไม่น่าจะขายที่ดินในปีหน้าได้เกิน 500 ไร่ครับ และอาจจะไม่ถึง 300 ไร่เสียด้วยครับ และล่าสุดเห็นผู้บริหารจะออกมาบอกแล้วครับว่าไตรมาส 4 จะขาดทุนเพราะขายที่ดินแทบไม่ได้จึงทำให้ขาดทุนจากรายจ่ายที่เป็น fixed cost ครับ

คงต้องย้อนไปดูตัวเลขการขายที่ดินในนิคมในช่วงปี 41-42 ดูครับ ว่าต่ำสุดที่เท่าไหร่ แต่ตอนนั้นภาคการผลิตเพื่อการส่งออกยังดีอยู่ด้วยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังหวังว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหากการเมืองเริ่มสงบขึ้นก็คือ ในภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ อาจจะมีความพยายามที่จะลดต้นทุนจากประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่าเรามายังประเทศไทยได้ในอุตสาหกรรมที่เรามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เช่น ยานยนต์ และยังหวังว่าบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นยังไม่ชะลอแผนการลงทุนในปี 52-53 ที่เคยได้ประกาศไว้ เช่น eco car ซึ่งถ้ายังไม่ชะลอก็ยังพอจะทำให้มีความต้องการพื้นที่ในนิคมอยู่ครับ

1.หุ้นกลุ่มเดินเรือมี 2 แบบ คือแบบเช่าเหมาลำ กับเส้นทางประจำ เคยอ่านเจอมาว่าการเช่าเป็นระยะเวลา(เช่าเหมาลำ)นั้นลูกค้าต้องออกค่าน้ำมันเอง ถ้าเป็นอย่างนี้บริษัทที่ไม่ได้เช่าเหมาลำเยอะก็จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเยอะกว่าใช่หรือไม่

- ตามหลักน่าจะใช่ครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าในส่วนประจำเส้นทางทาง บ. เรือจะคิดค่าน้ำมันที่แพงขึ้นกับลูกค้าด้วยได้รึเปล่าและแค่ไหนนะครับ แต่เท่าที่ทราบคือ เรือที่เดินประจำเส้นทางอย่าง RCL จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากกว่าครับ

2.เวลาสั่งต่อเรือใหม่ บริษัทเดินเรือต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อนเท่าไหร่ เพราะถ้าจ่ายไปไม่เยอะ บริษัทเดินเรือ ก็เบี้ยวได้ไหมพอเรือเสร็จแล้วค่าระวางลดลงก็ไม่ยอมซื้อเรือ

- เท่าไหร่นี่ผมไม่มีตัวเลขครับ แต่คงต้องจ่ายไปแน่ๆ ครับ ส่วนเรื่องเบี้ยวนี่ก็คงเกิดขึ้นได้บ้างในช่วงภาวะเช่นนี้ เท่าที่ทราบมา บ. อู่ต่อเรือที่เกาหลีก็มีปัญหานี้อยู่เหมือนกัน แต่วงการเรือก็ค่อนข้างแคบ ถ้าไม่จำเป็นผมคิดว่าบริษัทใหญ่ๆ คงไม่อยากเบี้ยวเพราะจะเสียเครดิตในอนาคตครับ

3.ปกติเรือเทกองที่จะปลดระวางเรือ คือ 25 ปีใช่ไหม แล้วเรือ container อายุเท่ากันไหม

- ผมไม่ค่อยได้ศึกษาธุรกิจเรือ container มากเท่าไหร่ ไม่แน่ใจคำตอบนี้ครับ ส่วนอายุเรือเทกอง ในช่วงค่าระวางดีๆ สามารถวิ่งต่อได้ถึง 30 ปีครับ อาจจะต้องเสียค่าซ่อมดูแลรักษามากกว่าแต่ถ้าค่าระวางดีก็ยังคุ้มครับ แต่ช่วงนี้ที่ค่าระวางลงมามากก็จะเริ่มเห็นเรือเก่าๆ ที่ต้นทุนสูง มีปลดระวางไปบ้าง ก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ครับ

4.ถ้า psl ทำสัญญากับลูกค้า lock ค่าระวางเรือไว้สูงแล้ว ถ้าค่าระวางลดลงเยอะจะมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเบี้ยว ไม่ใช่บริการกับ psl มากน้อยแค่ไหน

- ถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่หน่อยที่เป็นลูกค้ากันมานานคงไม่ถึงกับเบี้ยว แต่อาจจะมีการต่อรองได้บ้างครับ ส่วนลูกค้าขาจรที่เป็น บ. เล็กๆ ก็เป็นไปได้ที่จะมีความเสี่ยงเรื่องนี้ครับ แต่อย่างที่ว่าไว้วงการเรือนั้นแคบ ผมคิดว่าการปฎิบัติตามสัญญาก็เป็นสิ่งสำคัญครับ

5.หุ้นเดินเรือนั้นเราดู bv ได้มากแค่ไหน เช่นสมมุติค่าระวางเรือตกต่ำมากๆแล้ว แต่ราคา tta psl อยู่ที่ 0.3-0.4 เท่า แล้วราคาหุ้นเริ่มไม่ลงตามค่าระวาง เพราะมีสินทรัพย์ เป็นกองเรือเยอะ เราจะมี magic number ไหมว่า p/bv กี่เท่าจะเป็นจุด bottom ของหุ้นเรือ

- คิดว่า magic number ไม่น่าจะมีครับ ที่น่าห่วงคือ ถ้าค่าระวางเรือตกต่ำหลายๆ ปี จะมีช่วงที่ขาดทุนแล้วทำให้ book ลดลงมา และอีกเรื่องที่น่าห่วงคือ ช่วงที่ค่าระวางตกต่ำอายุเรือก็ยังเพิ่มขึ้นและอาจจะต้องมีการขายเรือที่มีอายุมากออกไป เกรงว่าเมื่อฟื้นตัวอีกรอบ TTA และ PSL อาจจะมีจำนวนเรือในกองเรือที่น้อยลงครับ ดังนั้น ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ยังสะท้อนความคาดการณ์ที่วัฎจักรจะฟื้นในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้าอยู่ แต่ถ้าซบเซานานกว่านั้นผมคิดว่าราคาปัจจุบันไม่น่าจะยืนอยู่ครับ

6.การทำ replacement cost หุ้นเรือทำโดยการดูว่ามีเรือกี่ลำ น้ำหนักกี่ตันแล้วดูว่าน้ำหนักกี่ตัน ตันละกี่บาท และเอามาเทียบกับ ev ของบริษัทใช่ไหม

- ปกติน่าจะใช้ depreciated replacement cost ซึ่งมี 2 วิธี
วิธีแรก หาอายุกองเรือเฉลี่ยก่อน ( ใน 56-1 ) แล้วหาค่าต่อเรือใหม่ที่มีขนาดเดียวกันให้ได้ แล้วคำนวณราคาเรือในปัจจุบันโดยตัดค่าเสื่อมตามจำนวนปีอายุเฉลี่ย เช่น ถ้าให้เรือมีอายุใช้งาน 30 ปี แล้วค่าต่อเรือใหม่ 900 ล้านบาทต่อลำ หากอายุเฉลี่ยกองเรือของบริษัทที่เราต้องการคำนวณคือ 20 ปี ดังนั้น depreciated replacement cost ต่อลำ ก็จะเป็น 10/30 คูณ 900 คือ 300 ล้านบาท

วิธีที่ 2 ถ้าไม่สามารถหาราคาค่าต่อเรือใหม่ได้ ให้ลองหาราคาซื้อขายเรือในตลาดมือ 2 ที่มีขนาดใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกองเรือ และอายุของเรือมือ 2 ที่ซื้อขายกัน แล้วมาใช้วิธี depreciated replacement cost เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจจะต้องหาราคาเรือมือ 2 ซัก 3-4 รายการมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยดูครับ

ส่วนวิธีที่ Hong ถามมานั้นเป็น worst case เลย คือ scrap cost คือ ราคาที่ขายเรือเป็นเศษเหล็กครับ ดังนั้นค่าที่ได้จากวิธีนี้จะต่ำมาก เพราะปกติค่าระวางเรือกับราคาเหล็กมักจะสัมพันธ์กัน ดังนั้นหากนำเรือไปขายเป็นเศษเหล็กช่วงนี้ก็ได้ราคาไม่ดีเท่าไหร่ครับ

7.rcl ใช้เริอ container เราเลยต้องดูที่ howe robinson container แทน bdi อยากถามว่าความสัมพันธ์ของ howe robinson container กับ bdi มีมากน้อยแค่ไหน และ ถ้าเศรษฐกิจโลกโต ดัชนีตัวไหนน่าจะขึ้นได้มากกว่า
- ผมไม่เคยทำความสัมพันธ์กันนะครับ แต่ปกติก็น่าจะตามๆ กันเพราะความต้องการเรือสัมพันธ์กับการส่งออกทั่วโลกครับ และมีสินค้าบางประเภทที่ขนได้ทั้ง container และเรือเทกอง เป็นเหตุให้มีการทดแทนกันได้บ้าง ช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา BDI โตเร็วกว่าเพราะมีปัญหาเรื่องการเพิ่มของ supply มากกว่าทำให้จำนวนเรือไม่ค่อยพอกับความต้องการครับ

8.ถ้าค่าระวางเรือขึ้น หุ้นตัวที่มีเรือจำนวณเท่ากัน เช่น 20 ลำ แต่เรือใหญ่กว่าเช่น หุ้นตัวแรก 20 ลำ เป็น handy size ส่วนตัวที่สอง 20 ลำเป็น capesize หุ้นตัวที่สองน่าจะขึ้นแรงกว่าเพราะสามารถขนส่งได้เอยเกว่ามีขนาดใหญ่กว่าใช่หรือไม่

- อาจจะไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องดู demand supply เรือแต่ละประเภทด้วยครับ อย่างช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา เรือขนาดเล็กอย่าง handy size ไม่ค่อยมีการต่อเรือเพิ่มเพราะอู่ต่อเรืออยากต่อเรือใหญ่ๆ มากกว่าเพราะได้กำไรต่อการต่อ 1 ลำมากกว่า ทำให้ supply เรือเล็กเพิ่มได้น้อยกว่าเรือใหญ่ครับ และมีท่าเรืออีกมากที่มีขนาดเล็กต้องใช้เรือเล็กขนาดอย่าง handy size เทียบท่า ซึ่งทำให้เรือเทกองขนาดใหญ่ไม่สามารถทดแทนเรือเล็กได้ทั้งหมดครับ

9.ทำไมบทวิเคราห์ชอบนำหุ้นเดินเรือในเอเชียมาเทียบ pe pbv การเทียบแบบนี้มีจุดอ่อนอะไรที่นักลงทุนต้องระวังบ้าง

- ระวังเรื่องนโยบายการตัดค่าเสื่อมและการประเมินราคาสินทรัพย์ที่จะมีผลต่อ EPS และ book value ครับ น่าจะใช้ P/CF ( Price / operating cash flow ) ประกอบด้วย แต่เปรียบเทียบไปก็พอจะทราบได้ว่าโดยเปรียบเทียบตัวไหนถูกแพง แต่เวลาขึ้นลงก็ขึ้นลงกันทั้ง sector ล่ะครับ

10.บริษัทเดินเรือส่วนใหญ่จะคิด t/c rate กับลูกค้าเท่ากับค่าระวางเรือในปัจจุบันใช่ไหม

- คำถามนี้ผมเองไม่แน่ใจคำตอบครับ กลัวจะตอบผิดครับ ถ้าคุณ Hong หาคำตอบได้ช่วยมา post ด้วยนะครับ

11.กำไรของ tta นั้นในปี 2002 เทียบกับปี 2003 และปี 2004 คือ 410 ไป 1010 ไป 4326
น่าแปลกที่กำไรปี 2003 โต 340% จาก 1010 ไป 4326 แต่หุ้น tta ในปี 2004 ไม่ขึ้น
แบบนี้เราจะมีวิธีดูได้อย่างไร ว่าหุ้นเดินเรือ ณ.จุดนั้นๆรับข่าวการเติบโตข้างหน้าไปแล้ว
ถึงกำไรจะโตแต่ราคาหุ้นก็จะไม่ขึ้น เพราะถ้าเราถือตั้งแต่ต้นปี 2003 มาจนถึงต้นปี 2004
แล้วเราคาดว่าค่าระวางจะขึ้น แล้วขึ้นจริงๆ แต่หุ้นก็ไม่ไปไหนต่อ

- ราคาหุ้นจะสะท้อนอนาคตเสมอครับ ตอนปี 2004 นักลงทุนสถาบันที่ไล่ซื้อ TTA หรือ PSL ขึ้นมาก็เห็นแล้วว่าหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นวัฎจักร ดังนั้นกำไรที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นตลอดไปเรื่อยๆ ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรจะขายหุ้นคือ ช่วงที่ค่าระวางเรือขึ้นสูงๆ และกำไร peak จะเห็นได้ว่าเจ้าของเดิมของ TTA คือ ตระกูลไทเก้น ยังขายหุ้นจนหมดเลยครับในช่วงที่หุ้นขึ้น

12.peter lynch พูดไว้ว่าถ้าอยากรู้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้น หรือ ไม่ให้ดูที่ราคารถมือสองเพิ่มขึ้น
(หน้า 372 beating the street) พี่ ih คิดว่าในเมืองไทยทำแบบนี้ได้หรือไม่

- ผมไม่ได้ตามราคารถมือสองนัก แต่ผมคิดว่าราคารถมือสองบ้านเราก็ไม่ค่อยขึ้นลงมากมายเลยไม่คิดว่าจะเป็น indicator ได้เท่าไหร่มั้งครับ ผมลองพยายามคิดหาเหตุผลดูก็ยังนึกไม่ออกนะครับ แต่ปกติแล้วถ้าเศรษฐกิจดี ทั้งตลาดรถใหม่และรถมือสองน่าจะฟื้นด้วยกันครับ คือ คนมีเงินมากหน่อยก็ซื้อรถใหม่ คนมีเงินน้อยหน่อยก็ซื้อรถมือสอง แต่ที่ผมสงสัยความคิดของ Lynch คือ ถ้าอยากรู้ว่าอุตสาหกรรมรถฟื้นหรือไม่ก็ดูยอดขายรถยนต์ใหม่ไปเลยไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าให้เดาความคิด Lynch เขาอาจจะมองว่าพออุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่ดีนัก คนที่คิดซื้อรถก็เลยยังอยาก save เงินจึงซื้อรถมือสองแทนที่จะเป็นรถใหม่ ตลาดรถมือสองจึงฟื้นก่อนอะไรทำนองนี้มั้งครับ

12.เวลาเศรษฐกิจฟื้นระหว่างกลุ่มยานยนต์กับกลุ่ม อสังหริมทรัพย์ กลุ่มไหนน่าจะมีรายได้โตมากกว่ากัน

- ปกติแล้วของเล็กๆ จะฟื้นก่อนของใหญ่ๆ ครับ ดังนั้นรถควรจะฟื้นเร็วกว่าบ้านครับ

13.จำเป็นหรือไม่ที่เวลาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นขาขึ้นหุ้นตัวที่ผลิตขั้นต้น จะมาก่อนแล้วค่อยไปขั้นปลาย ในทางกลับกันขาลงขั้นต้นจะลงก่อน เช่น งวดนี้ pttar ลงแรงมาก และ pttch tpc ค่อยลงตามทีหลัง

- ในช่วงขาลงขั้นต้นจะแย่ก่อนครับ จะเห็นว่าปีที่แล้วกำไรและราคาขายของพวกต้นน้ำเริ่มทรงๆ ลงๆ แล้ว แต่กำไรพวกปลายน้ำอย่าง TPC VNT กลับดีขึ้นเพราะราคาวัตถุดิบที่เป็นขั้นต้นลดลง ทำให้ spread ดีขึ้น แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นของพวกปลายน้ำอย่าง TPC VNT จะทำให้หุ้นขึ้นได้เพียงช่วงสั้นครับเพราะหลังจากนั้นซักพักราคาขายของพวกปลายน้ำก็จะลดลงตามต้นทุนเองครับ และ spread ก็ลดลง ดังนั้นข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ หุ้น commodity จะขึ้นได้ดีเมื่อ spread ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ราคาสินค้าเพิ่มครับ แต่ถ้า spread เพิ่มขึ้นเพราะราคาวัตถุดิบลงอย่างนี้ไม่ค่อยน่าซื้อเท่าไหร่ครับ

14.มีความสัมพันธ์ระหว่างวัฏจักรของเดินเรือกับปิโตรเคมีแค่ไหน
เพราะว่าราคาหุ้น tta psl และ atc เริ่ม peak ในต้นปี 2004 แล้วก็ sideway แล้วก็หัวทิ่ม ไปนาน จนขึ้นกลับมาที่ high เดิมกันใหม่ในปี 2007 แต่รู้สึก tta จะมี new high อยู่ตัวเดียว

- TTA ช่วงนั้นมี story เรื่องนำบริษัทลูกคือ Mermaid ที่เป็นเรือบริการด้านการขุดเจาะกลางทะเลเข้าตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย และช่วงนั้นราคาน้ำมันขาขึ้นทำให้รายได้ของ Mermaid ค่อนข้างดี ส่วน TTA PSL ATC ที่ peak รอบ 2 ก็อาจจะเปรียบเหมือนเวลาเทียนใกล้ดับก็จะสว่างโร่ขึ้นมาอีกรอบ หรือคนใกล้จมน้ำก่อนจมลงไปจริงๆ ก็จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกเฮือกทำนองนั้นครับ หุ้น commodity trade ที่ P/BV สูงๆ หรือ Price / replacement cost สูงกว่า 1.5 เท่าไม่ได้นานครับเพราะเมื่อหุ้นขึ้นมากๆ บริษัทมีกำไรดีก็มักจะขยายกิจการก็จะมี supply ใหม่เข้ามา และเมื่อ supply ใหม่เข้ามา เศรษฐกิจก็มักเข้าขาลงพอดีครับ

15.ถ้าเงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อหุ้นปิโตรกับเดินเรือใช่ไหมเพราะว่ารายได้ที่รับเป็นเงินดอลล่าร์

- ราคาวัตถุดิบของหุ้นปิโตรฯ ก็ quote เป็นดอลล่าร์เหมือนกันครับ สำหรับ TTA ก็น่าจะเป็นผลบวก ผมคิดว่าเรื่องค่าเงินเป็นปัจจัยที่มีผลต่อกำไรของธุรกิจพวกนี้ไม่มากนักครับ หลักๆ คือ เรื่องราคาขาย spread หรือค่าระวางมากกว่าครับ

16.นักลงทุนรายย่อยมีความเสียเปรียบนักลงทุนสถาบันและต่างชาติในการเข้าถึงข้อมูล demand supply ของหุ้นกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหนครับ

- ก็มีความเสียเปรียบครับเพราะเป็นข้อมูลที่เป็น Global ซึ่งโบรกต่างชาติจะมีข้อมูลพวกนี้ให้กับนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่รายย่อยได้เปรียบคือ ในช่วงที่หุ้น commodity พ้นจากจุดตกต่ำสุดๆ มาแล้วหุ้นเหล่านี้มักจะไม่อยู่ใน SET50 และมี mkt cap ขนาดเล็ก ทำให้นักลงทุนรายย่อยซื้อได้แต่สถาบันมีข้อจำกัดในการซื้อหุ้นพวกนี้ครับ เพราะกองทุนหลายแห่งตอนนี้จะต้องลงทุนในหุ้น SET50 เป็นสัดส่วนใหญ่ครับ

17.ราคาทองคำซึ้งดูเหมือนเป็น cyclical อย่างนึงหรือไม่ ดูเหมอืนว่าจะวิ่งตามหลังราคาน้ำมัน
- เป็น cyclical ครับเพราะทองเป็น commodity อย่างหนึ่งที่ราคาขึ้นลงตาม demand supply แต่หลังๆ ในช่วง 3-4 เดือนนี้ ทองมีราคาขึ้นลงสัมพันธ์กับน้ำมันน้อยลงครับ

17.2 มีคนบอกว่าที่ทองคำขึ้นมาเยอะๆได้นั้น (400 บาทมาบาทละ 10000) เพราะว่าเมือ่ก่อนมีนโยบาย
Bretton wood system ที่เอาค่าเงินดอล fix ไว้ที่ 35 ต่อทองคำ 1 ออน
และทำให้ไม่สะท้อนความเป็นจริงของราคาทองคำ ต่อมาคนไม่มั่นใจดอลจึง
หันไปซื้อทอง เลยมีคนให้ความเห็นว่า ทองนั้นจะมีขึ้นไปเยอะๆเหมือนที่สมัยก่อนขึ้นมาแล้ว
เพราะสมัยก่อน ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะระบบ bretton wood system ไม่ทราบพี่ ih มองว่ายังไงครับ

- ผมไม่แน่ใจว่าระยะเวลาที่ทองมีราคาขึ้นจาก 400 เป็น 10000 บาทนั้นใช้เวลากี่ปี และผลตอบแทนต่อปีเท่าไหร่ และเปรียบเทียบกับการฝากธนาคารแล้วดีกว่าไหม เพราะช่วงปี 2520-2541 นั้นดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 10% บวกลบต่อปี เท่าที่ผมเคยอ่านเจอคือ ทองให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อไม่มากนัก และบางช่วงก็แพ้เงินเฟ้อ แต่ทองจะให้ผลตอบแทนดีเป็นบางช่วง และมักจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจโลกแย่ หรือมีสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลก ส่วนประเด็นที่ประเทศต่างๆ จะสะสมทองเป็น reserve แทนการถือเงินสหรัฐนั้นผมคิดว่าก็อาจจะเกิดขึ้นได้บ้างแต่ผมเคยฟังผู้รู้ท่านหนึ่งเค้าบอกว่าปริมาณทองในระบบนั้นน้อยกว่าเงินทุนสำรองของประเทศใหญ่ๆ มากดังนั้นการเปลี่ยน reserve มาเป็นทองเป็นสิ่งที่ทำได้ในสัดส่วนที่น้อยจึงอาจจะไม่คุ้มที่จะทำเท่าไหร่นักสำหรับประเทศใหญ่ๆ ที่มี reserve มากๆ อย่างจีนหรือญี่ปุ่น
18.ที่วงไว้ช่อง 1 ผมงงว่าทำไม higher inflation แล้ว property ถึงน่าลงทุน ใช่เป็นเพราะว่าจะตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยหรือป่าวครับ
- น่าจะเป็นเพราะว่าการที่ราคาสินค้าแพงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ แพงขึ้น จึงทำให้ replacement cost เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อราคาสินค้าสร้างใหม่แพงขึ้นก็มักจะทำให้ราคาอสังหาฯ ที่มีอยู่แล้วปรับเพิ่มตามด้วยครับ แต่ต้องเป็น inflation ที่สูงที่เกิดจากเศรษฐกิจดีนะครับไม่ใช่จาก supply shock

19.ช่อง 2 ทำไมการ cut in short rate ถึงได้ประโยชน์แต่ bond ระยะสั้น ครับ
- เมื่อ ดอกเบี้ยลง ก็ทำให้ bond yield ลง ราคา bond ก็เพิ่มขึ้นครับ ส่วนทำไม bond ระยะยาวไม่ได้ประโยชน์เพราะเป็นการลดของดอกเบี้ยระยะสั้นนี่ครับ เค้าไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ยระยะยาวลงด้วยรึเปล่า ถ้าดอกเบี้ยระยะสั้นลงแต่ระยะยาวไม่ลงก็แสดงว่า yield curve มีความชันมากขึ้นครับ

20.ช่อง 3 บอกว่า property จะน่าลงทุนเพราะว่า
ดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้นหมายความว่า เงินเฟ้อลดลงใช่หรือไม่
- ดอกเบี้ยที่แท้จริง คือ ดอกเบี้ยตามท้องตลาด – เงินเฟ้อ จากตารางข้อ 3 จะเห็นว่าถ้าดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลบวกกับ property ไม่ใช่หรือครับ การที่ดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็เกิดจาก ดอกเบี้ยท้องตลาดลด และ/หรือ เงินเฟ้อลด ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงหรือถึงขั้นติดลบหมายความว่าการฝากเงินนั้นได้ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ คือ ไม่สามารถรักษาค่าของเงินได้ ผู้ฝากเงินจึงมักจะนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แทน เช่น หุ้น หรืออสังหาฯ เป็นต้นครับ

21.ช่องที่ 4 ดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หมายความว่า เงินเฟ้อลด หรือว่าขึ้นดอกเบี้ยเลยทำให้ property ไม่ดีใช่หรือไม่
- ถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นผลลบกับ prop แน่นอนครับ

22.ทำไมการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลดีกับ bond ระยะสั้นและยาวครับ
- เพราะรัฐบาลจะต้องออกขายพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลครับ ดังนั้นเมื่อปริมาณพันธบัตรมากขึ้น ตามหลัก demand supply ก็ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงครับ และการขายพันธบัตรรัฐบาลคือการดูดเงินออกจากระบบทำให้สภาพคล่องลดลงดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นจะต้องเกิดเสมอไปเพราะว่าในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆ เพราะเมื่อเศรษฐกิจแย่ๆ เอกชนก็จะไม่ค่อยออกหุ้นกู้ แบงค์ไม่ปล่อยกู้ ดังนั้นแบงค์ก็จะเป็นคนนำเงินฝากของประชาชนมาซื้อพันธบัตรนี้เองครับ และไม่เป็นการแย่งเงินในระบบเพราะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีใครลงทุน ดังนั้นกรณีการขาดดุลในช่วงเศรษฐกิจแย่แล้วรัฐออกพันธบัตรจะไม่ทำให้เกิดการตึงตัวของสภาพคล่อง และบั่นทอนการลงทุนของภาคเอกชนหรือ crowding effect ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ครับ

ให้ความเห็น

คุณ ih ครับภาค 6-10

  1. peter lych บอกว่า ราคาหุ้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญน้อยที่สุด

    แต่ว่าคนใช้เวลาไปดูมากที่สุด และเขามองว่าเค้าจะไม่คิดว่าหุ้น

    ตัวนี้เคยมีราคาในอดีตมาก่อน จะได้ไม่ต้องสับสน

    ส่วนอีกรายนึง john neff

    บอกว่าจะชอบดูหุ้นที่ ราคาทำ new low รอบปี

    อืม สองเซียนระดับโลก มองต่างมุม

    พี่ ih มองอย่างไรครับ

    - ก็คงแล้วแต่ style ของทั้ง 2 คนซึ่งบางอย่างก็มีส่วนคล้ายกันแต่บางอย่างก็ต่างกันครับซึ่งทั้ง 2 คนก็ประสบความสำเร็จทั้งคู่ครับ การใช้เวลาดูหน้าจออาจจะสร้างโอกาสที่ดีในการหาจังหวะซื้อหุ้น ( หรือกลับกันอาจจะทำให้ขาดทุนจากความไม่นิ่งซื้อและขายบ่อยๆ ได้ ) แต่การใช้เวลาที่จะไปดูราคาหุ้นทั้งวัน มาเจอผู้บริหารบริษัท ขับรถเยี่ยมชมกิจการ อ่านข่าวสารต่างๆ ก็เพิ่มโอกาสในการหาหุ้นดีๆ และติดตามข้อมูลหุ้นเราถือได้มากเช่นกัน ดังนั้นการจัดสมุดลเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ อีกทั้งการประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องจะต้องมีสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเราเองครับ

    2.ผมอยากตั้งข้อสังเกตุวง่า การเล่นหุ้นของ ด.ร.นิเวศน์ในปัจจุบัน
    ที่คล้ายๆกับ warren คือเล่นหุ้นมี brand มี five force
    ที่ทีซึ้งดูๆแล้วเมื่อก่อน ด.ร. นิเวศน์ สมัยเล่นหุ้นใหม่ๆก็ไม่ได้เล่น
    หุ้นแบบนี้ ดูๆจากหุ้นที่เล่นน่าจะเป็นแนวสินทรัพย์มากกว่า เช่น
    Ssc แต่พอเริ่มมีเงินมากขึ้น เล่นหุ้นตัวเล็กไม่ได้ก็หันมาเล่นหุ้น
    มี brand
    คำถามก็คือ คนที่อายุยังน้อย เงินทันไม่มาก การเล่นหุ้นที่ model
    ดีอย่างหุ้นค้าปลีก โรงบาล ดูๆไปก็คงทำให้ port โตมากๆได้ยาก
    คงต้องไปหาหุ้น turn around หรือ pe ต่ำ โตสูงๆ เล่นแทน
    พี่ ih มีความเห็นอย่างไร

    - ก็เป็นไปได้ครับ แต่อย่าลืมว่าหุ้น รพ. ในปัจจุบันก็ขึ้นมา 2-4 เท่าของราคาเมื่อ 3-4 ปีก่อน หุ้นค้าปลีกบางตัวก็ขึ้นมา 2-3 เท่าจากราคาเมื่อ 5 ปีก่อน ดังนั้นคงจะขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นแนวโน้มธุรกิจนั้นว่ามันจะดีก่อนคนอื่นแค่ไหนครับ ส่วนถ้าพอร์ตใหญ่ขึ้นก็คงจะต้องลงทุนในหุ้นที่ mkt cap ใหญ่ขึ้นเพราะหุ้นขนาดเล็กจะเริ่มทำให้มีปัญหาในการซื้อขายและจำนวนที่ซื้อได้อาจจะไม่ได้ตามที่ต้องการ ส่วนถ้าอายุยังน้อยผมก็เห็นด้วยว่าอาจจะมีพอร์ตบางส่วนที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและโตเร็ว ซึ่งก็มีโอกาสที่จะทำให้ได้กำไรเป็น % สูง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วยครับ หรือแม้กรณีของ warrant ก็เป็นการ leverage พอร์ตอย่างหนึ่งโดยที่ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย ซึ่งผมเองก็ไม่รังเกียจ warrant จะว่าไปก็ชอบด้วยซ้ำครับเพราะสมัยก่อนก็เคยถือ warrant หลายตัวเพราะใช้เงินน้อยกว่าการซื้อหุ้นแม่ เพียงแต่ปัจจุบันไม่ค่อยมี warrant ที่น่าสนใจเหมือนเมื่อก่อนนัก การลงทุนบางครั้งก็เหมือนเกมกีฬาเช่น ฟุตบอลหรือมวย คือ เราอาจจะต้องมีสไตล์ที่หลากหลายได้ครับ ถ้าทีมฟุตบอลไหนมีรูปแบบการเข้าทำแบบเดียวเล่นไปซักพักคู่แข่งก็จับทางได้ การลงทุนในหุ้นก็มีหลากหลายครับ เช่น หุ้น growth หุ้นถูกก้นบุหรี่ หุ้นปันผลสูง หุ้น commodity หุ้น turnaround เล่นรอบ ฯลฯ แต่ที่สำคัญต้องเป็นตัวของตัวเอง และต้องเห็นอะไรก่อนคนอื่นเห็นครับ

    3.คุณ ih คิดว่า เมืองไทยส่วนใหญ่หุ้นจะผันผวนและ หวือหวามาก
    อย่าง makro ขึ้นไปถึง 110 เกือบ 3 ครั้ง และก็ไม่ผ่าน ดูเหมือน
    คนเล่นรอบจะได้กำไรมากกว่า คุณ ih คิดว่า สมมุติว่าเรามี
    Makro 10 หุ้น พอมันขึ้นมาซัก 10-15% เราก็เอาซัก 3 หุ้นหรือ
    30% มาเล่นรอบ ถ้ามันไปต่อก็รอขายเพิ่ม ถ้าลงก็เอา 30% นั้นซื้อคืน

    พี่ ih มีความเห็นยังไง

    - จากข้อ 2 ก็ขึ้นกับสไตล์ของเราครับ ถ้าขายแล้วเกิดขึ้นต่อแล้วเราทำใจได้ หรือกล้าซื้อกลับแพงกว่าก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ แต่ถ้าทำแล้วเกิดความไม่สบายใจกังวลใจว่ามันจะลงกลับมาให้ซื้อไหม ก็แสดงว่าเราอาจจะไม่เหมาะที่จะทำแบบนี้ครับ

  2. 4.คุณ ih ครับ มีคนบอกผมว่า stock selection เป็นแค่ 25%
    ของความสำเร็จ ที่เหลือเป็นเรื่องอื่น ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็น portfolio
    Management ความอดทนต่อภาวะตลาด

    อะไรต่างๆ หนนี้อยากฟัง comment พี่ ih เรื่อง ว่าในมุมมองพี่
    มีการจัด portfolio ที่ดีต้องทำอย่างไรบ้าง

    - Stocks selection คงจะไม่ใช่ปัจจัยทั้ง 100% ก็มีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องเช่นกันครับ เช่น บางคนเลือกหุ้นดี แต่ถ้ายังไม่มั่นคงก็อาจจะขายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรือพอเห็นตลาดไม่ดีแต่เอาหุ้นดีๆ ในพอร์ตมาขายแทนที่จะเอาหุ้นแย่ๆ มาขาย แต่ผมก็คิดว่า stocks selection ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ถ้าเลือกถูกตัวแล้วอาจจะเป็นหุ้นทีเราถือได้ 5 ปี 10 ปีหรือตลอดชีวิตก็ได้ครับ

    5.คุณ ih คิดว่าการเป็นนักลงทุน full time ต้องมีเงินปันผลเป็น 1.5-2 เท่า
    ของค่าใช้จ่าย เช่น ยังโสด มี port 10 ล้าน ปันผลปีละ 4.5%
    เดือนละ 40000 กว่า ถ้าค่าใช้จ่ายคนนั้นเดือนละ 30000 คนนั้นก็เป็นนักลงทุน
    Full time ได้แล้ว คุณ ih มีความเห็นยังไงบ้างครับ

    - เป็นความคิดที่ถูกแล้วครับว่านักลงทุน full time ควรพึ่งพิงรายได้จากปันผลเป็นหลัก ไม่ควรจะหวังรายได้จากกำไรจากการซื้อขายแต่ละปีครับ เพราะเรื่องปันผลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแน่นอนแต่ราคาหุ้นขึ้นลงแต่ละปีนั้นไม่แน่นอน บางครั้งหุ้นที่เราถือปีนั้นอาจจะมีปันผลเพิ่มขึ้นแต่ราคาหุ้นอาจจะลดลงมาก่อได้ครับ

    ส่วนรายได้เดือนละ 3-4 หมื่นจะพอหรือไม่พอนั้นก็แล้วแต่ lifestyle ด้วยนะครับ บางคนรายได้ 3-4 หมื่นก็น่าจะเยอะแล้ว บางคนอาจจะเห็นว่าอาจจะน้อยไป โดยเฉพาะหากอนาคตมีครอบครัวมีลูก ผมคิดว่าถ้ามีลูกด้วยรายได้ 3-4 หมื่นก็อาจจะน้อยไปหรือต้องบริหารดีๆ เรื่อง lifestyle นั้นแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนกินข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว บางคนอยากกินอาหารดีๆ บ่อยๆ เพราะมองว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต บางคนขับรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ ก็พอใจแล้ว บางคนอาจจะอยากขับรถยุโรปเพราะอาจจะมองว่าขับสบายกว่า ปลอดภัยกว่า บางคนคิดว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องสิ้นเปลือง บางคนคิดว่าคุ้มค่าเพราะเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิตและการลงทุน บางคนไป รพ. รัฐหรือ รพ. ประกันสังคมก็คิดว่าไม่มีปัญหา บางคนคิดว่าสุขภาพสำคัญต้องรพ. บำรุงราษฎร์หรือ รพ. กรุงเทพ ฯลฯ จึงจะมั่นใจ บางคนวิ่งสวนลุมหรือสวนสาธารณะ บางคนอยากตีกอล์ฟหรือดำน้ำ ผมคิดว่าไม่มีผิดมีถูก ถ้าประหยัดใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแล้วมีความสุขก็ไม่มีปัญหา บางคนประหยัดมากๆ แล้วทุกข์ก็แย่เพราะอาจจะฝืนตัวเองเกินไป ผมคิดว่าก็ใช้ชีวิตให้ตรงกับ lifestyle ดีกว่า แต่ต้องให้สัมพันธ์กับสินทรัพย์ที่เรามีแค่นั้นเองครับ เช่น ถ้ามีเงิน 10 ล้านแล้วซื้อเบนซ์ E class รุ่นใหม่มาขับผมคิดว่าอาจจะซื้อเร็วไปหน่อย อะไรทำนองนี้ครับ ปัญหาของคนไทยตอนนี้คือใช้เงินและชีวิตหรือ มี lifestyle เกินเงินที่เรามีมากกว่าครับ อย่างเช่น เงินเดือน 1 หมื่น แต่ซื้อโทรศัพท์เครื่องละ 1 หมื่น กระเป๋าใบละ 5 พัน ผมว่าอันนี้น่าคิดแล้วครับ

    6.ทำไมงบ q1 ของหลาย บ.ล. ถึงโตได้ค่อนข้างดี เป็นเพราะว่า ฐานกำไรปีที่แล้วต่ำ
    หรือว่าเป็นเพราะความเชื่อมั่นค่อนข้างดี เช่น It hmpro cpall งบออกมาโตค่อน
    ข้างใช้ได้ทีเดียว หรือ sis ก็โตเยอะมาก

    - ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีที่แล้วมีระเบิดช่วงต้นปีจึงทำให้ความเชื่อมั่นต่ำ จึงทำให้ฐานกำไรของหุ้นค้าปลีกและหุ้นอื่นๆ ปีก่อนค่อนข้างต่ำด้วยครับ โดยเฉพาะค้าปลีกที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันที่พอจะชะลอการซื้อได้ นอกจากนี้ Q1 ปีนี้ก็เพิ่งเลือกตั้งกันเสร็จก็ยังมีบรรยากาศการเมืองที่ดีพอใช้อยู่ แต่ลองเปรียบเทียบกับช่วงนี้สิครับ

     7.มีคนพูดว่า เราควรจะลงทุนเมื่อเรามั่นใจแค่ 80% ในหุ้นตัวนั้นเพราะว่า ถ้าเรามั่นใจ
100% จะทำให้เรา overconfidence และไม่เห็นข้อด้อยและสัญญาณเตือนภัยต่างๆ
ของหุ้นตัวนั้น พี่ ih มองประเด็นนี้ว่าอย่างไร

- มั่นใจ 100% ได้ครับ แต่ต้องเผื่อใจว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน และทุกคนมีสิทธิที่จะผิดพลาดได้ครับ ส่วนจะ overconfident มั้ย งั้นลองท่องหลักหนึ่งของ Steve Jobs ที่กล่าวสุนทรพจน์ไว้กับนักศึกษาจบใหม่ว่า “ Stay hungry, stay foolish ” ที่บอกว่า Stay hungry ไม่ใช่ให้โลภนะครับแต่ให้หิวกระหายต่อความรู้ใหม่ๆ หรือความสำเร็จใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ส่วน stay foolish ก็คือถ้าเราคิดว่าเราฉลาดแล้ว เราจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่ม ดังนั้นเมื่อเราลงทุนในหุ้นตัวใดแล้วเราก็ต้องเปิดรับข้อมูลรอบด้าน ทั้งด้านบวกด้านลบ ทั้งปัจจุบันและข้อมูลที่จะเข้ามาในอนาคต หุ้นทุกตัวก็เหมือนคนครับ มีจุดเด่นที่น่าลงทุนและจุดด้อยที่ไม่น่าลงทุนครับ เพราะไม่งั้นทุกๆ คนคงแห่กันไปซื้อหุ้นตัวเดียวกันหมดแล้วครับ

8.คุณ ih คิดว่า วิชา finance มีผลมากน้อยแค่ไหนกับ การประสบความสำเร็จในหุ้น
ผมเองเคยไปงาน open house ของธรรมศาสตร์คณะ mif master in finance
ก็รู้สึกว่าน่าเรียนดี แต่ว่า ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง ผมอ่อนเลขมาก แต่ว่า pre course
ต้องเรียนวิชา calculus เป็นภาษาอังกฤษ โอ๊ย ผมเรียนไม่ไหวหรอก แค่ภาษาไทยก็ตายแล้ว
รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย คิดว่ามีวิชาที่น่าสนใจคือวิชา behavior finance คุณ วิศิษฐ์ เคยสอน
แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังสอนอยู่ไหม

และเห็นหลายคนทำวิจัยเรื่องหุ้นแล้วเท่น่าดู แต่ผมไม่มีปัญญาเรียนนี้สิครับ
พี่ ih ขอ comment ครับ

- ตอนนี้คณิตศาสตร์ที่ผมใช้ในชีวิตก็เป็นการบวก ลบ คูณ หาร ธรรมดาครับ ตั้งแต่ลงทุนมาผมจำไม่ได้ว่าเคยใช้ทฤษฎีการ diff หรือ integrate หรือยังแต่เข้าใจว่ายังไม่เคยนะครับ อีกความรู้ที่ใช้คือการยกกำลัง ถอด root เพราะต้องใช้หา cagr และหา DCF แบบง่ายๆ

จริงแล้วไม่มีใครอ่อนเลขมากกว่าคนอื่นมากมายหรอกครับ แต่อาจจะมีอุปสรรคระหว่างการเรียนรู้ในอดีตบางอย่าง เช่น หากเรียนเลขไม่รู้เรื่องเพียงปีเดียวอาจจะส่งผลต่อระยะยาวได้เลยเพราะเป็นพื้นฐานสำหรับอนาคตต่อ ยกตัวอย่าง ถ้าใครบวกลบเศษส่วนไม่เป็นคงจะไม่สามารถแก้สมการได้แน่

ผมเองก็ไม่ใช่คนเก่งคณิตศาสตร์มากมายครับ จนตอนเรียนปริญญาตรียังคิดว่าผม IQ จะต่ำกว่าเพื่อนซักกี่ % เนี่ย กว่าจะได้ C แต่ละวิชาคำนวณก็เหนื่อยยากอยู่พอควรครับ ( C สำหรับผมเปรียบเหมือนตีกอล์ฟก็คือการเซฟพาร์ครับ )

แต่วิชาที่ผมสนใจและทำได้ดีคือกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และที่ค่อนข้างพอได้คือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ถ้ารู้หลักการเรียนจะเป็นวิชาที่สอนให้เราคิดในเชิง qualitative หรือเชิงคุณภาพ ในคณะที่คณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์สอนให้คิดเชิงปริมาณ หรือ quantitative ซึ่งในกา รลงทุนผมรู้สึกว่าผมใช้การคิดในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณครับ ส่วนวิชา behavior finance นั้นก็เป็นการนำเรื่องเชิงปริมาณคือ finance มาประยุกต์กับเรื่องทางคุณภาพ คือ จิตวิทยา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเรื่องการลงทุนไม่ใช่ pure finance แน่นอนครับ

ส่วนเรื่องหลักสูตรนี้ผมไม่ทราบว่าน่าสนใจหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าเราสนใจจะเรียน เรื่อง calculus เป็นภาษาอังกฤษนั้น ถ้าอยากเรียนหลักสูตรนี้จริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งครับแต่เป็นอุปสรรคที่น่าจะผ่านไปได้ครับ ไม่มีอะไรเกินไปกว่าความพยายามของมนุษย์ครับถ้าเราพยายามเพียงพอ สมองคนเราไม่มีขีดจำกัดในการเรียนรู้เพียงแต่คนส่วนใหญ่ใช้ศักยภาพสมองเพียง 10-20% เท่านั้นครับ

9.ถ้าเทียบระหว่างวิชา marketing accounting economic finance คุณ ih คิดว่า
อะไรสำคัญต่อการลงทุนที่สุดครับ และการเรียน mba ช่วยสนับสนุนการลงทุนแบบ vi ได้มากน้อย
แค่ไหน ที่ถามเพราะว่า เพิ่งเรียนจบน่ะครับ ช่วงนี้ยังสับสนกับทางเลือกของตัวเองอยู่

- ไม่เรียน mba ก็เป็น vi ที่ดีได้ครับ ที่สำคัญที่สุดคือ Learn how to learn, Learn how to think ครับ ดังนั้นคิดว่าหลักสูตรที่ไหนที่สอนหรือมีกิจกรรมที่เอื้อให้เรามีความคิดเชิงระบบที่ดี หลักสูตรนั้นก็น่าสนใจครับ สำหรับเนื้อหาที่ถามมาคือ marketing accounting economic finance อะไรสำคัญที่สุด ผมคิดว่าเป็น economic ครับ แต่ส่วนที่อาจจะไม่สำคัญที่สุดแต่ขาดไม่ได้คือ accounting ครับ ยังไง vi ก็ยังต้องอ่านงบการเงินให้เป็นครับ

ส่วนที่ทำไมคิดว่า economic สำคัญที่สุด เพราะเป็นวิชาที่ใช้ความคิดเยอะ และถ้าเรียนให้เป็น จะทำให้มองเห็นภาพใหญ่ได้ดี เป็นวิชาที่ไม่มีอะไรผิดไม่มีถูก สามารถ discuss กันได้ด้วยเหตุผลและทฤษฎีต่างๆ และสอนเรื่องหลักของ demand supply ซึ่งเป็นหลักที่ไม่ยากเลย แต่สามารถใช้ได้บ่อยไม่รู้กี่ครั้งในชีวิตหลังจากเรียนจบไป ทฤษฎี econ ที่ผมใช้หลังจากเรียนจบก็คือ econ 101 นั่นแหละครับไม่เคยใช้ซับซ้อนกว่านั้น เส้น IS LM ลืมหมดแล้ว ยิ่ง econometric model ไม่ต้องพูดถึงเลยครับฝันร้ายสำหรับผมชัดๆ

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านบัญชีการเงิน การเรียน MBA น่าจะช่วยเรื่องนี้ได้ครับ แต่ช่วยได้แค่เป็นรากฐานหรือพื้นฐานเพื่อนำไปต่อยอดต่อไปนะครับ

ส่วนความเห็นของผม หากใครรู้เรื่องการเงินและบัญชีดีอยู่แล้ว การเรียน MBA ในหลักสูตรที่มีคุณภาพดี จะได้เรียน case ต่างๆ ทั้งด้านการเงิน การตลาด การบริหาร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคตได้ครับ และเราเลือกคบเพื่อนที่เป็นคนดี ( ไม่ต้องเก่งหรือรวยก็ได้ ) เราก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอนาคตได้ครับ

แต่ตอนนี้ผมศึกษาประวัติศาสตร์ครับ โดยเฉพาะเรื่องสงคราม การเมืองในอดีต เพราะเนื้อหา MBA หลายๆ วิชา เช่น Marketing strategy , Logistic ก็มีรากฐานมาจากทางการทหารทั้งนั้นครับ

10.ตกลงหุ้น 8 โมงเช้าวันอังคารนี้ตัวไหนเหรอครับ พอบอกชื่อหุ้นเป็น และเหตุผล
ที่ไม่เป็นไปถามที่พี่ ih คิด case study ให้น้องๆฟังบ้าง
ได้ไหมครับ

- คนอ่านหลายร้อยคนนะครับเนี่ย ปกติใน webboard ผมคงจะระบุหุ้นรายตัวในเชิงลบตรงๆ ไม่ค่อยได้ เพราะผมมีสิทธิที่จะเข้าใจผิด แต่หุ้นหรือบริษัทที่ผมระบุถึงนั้นเค้าไม่มีโอกาสมาชี้แจง แต่ทุกๆ ปีผมก็มีหุ้นที่วิเคราะห์พลาดอยู่แล้วครับ

เล่า case ที่กลางๆ แล้วกันนะครับที่ไม่เกี่ยวกับผู้บริหาร เป็นความผิดพลาดของผมอย่างหนึ่ง อย่าง 2-3 ปีก่อน น้ำอัดลมขวดหนึ่งได้ปรับราคาขึ้นขวดละ 1 บาท เพราะน้ำตาลเพิ่ม กก. ละ x บาท ( จำไม่ได้ ) ซึ่งเราก็คำนวณแล้วว่าราคาที่ปรับนั้นได้มากกว่าต้นทุนน้ำตาลเยอะ เพราะผมก็มานั่งคำนวณว่าต่อขวดต่อกระป๋องใช้น้ำตาลกี่กรัม และเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ต่อขวดต่อกระป๋อง ซึ่งตัวเลขออกมาก็เหมือนน่าจะทำให้กำไรกระโดดได้ ท้ายสุดกำไรก็แทบไม่โต กำไรหายไปไหนได้อย่างไร แต่ตอนนั้นผมโทรไปคุยผู้บริหารเค้าก็ดีนะครับเค้าก็บอกว่า net net แล้วการปรับราคาก็ปรับตามต้นทุนที่เพิ่มแค่นั้นเอง ซึ่งตอนนั้นผมก็งงๆ ว่ามันเป็นไปได้ยังไง สุดท้ายงบออกมา 2-3 ไตรมาสแล้วกำไรก็ยังนิ่งๆ สุดท้ายหลังขายหุ้นไปก็นั่งคิด ก็เป็นไปได้ว่าทางบริษัทอาจจะขอ supplier อื่นๆ เช่น ผู้ผลิตขวด ว่าจะปรับราคาซื้อให้หลังได้ปรับราคาจากกระทรวงพาณิชย์ ก็เลยอาจจะทำให้ต้นทุนที่เพิ่มช่วงนั้นไม่ใช่แค่ค่าน้ำตาล มีทั้งค่าขวดและค่าอื่นๆ หลายอย่าง แต่ case นี้ผู้บริหารเค้าก็ ok ครับและช่วย tone down ให้เราไม่มั่นใจในข้อมูลเราเกินไปด้วยครับ

อีกตัวหนึ่งเป็น รพ. ที่แพทย์หลายๆ คนมองว่าเป็นโรงพยาบาลนี้เป็น รพ. ที่ fair ให้ผลตอบแทนดีคุ้มค่า และมีบริการที่ดีประทับใจลูกค้าในระดับหนึ่ง ดูแล้วมีจริยธรรมการบริหารดีครับ สถานที่ก็ดูสะอาดและสบายตามีการตกแต่งใหม่ เป็น รพ. ดีจริงๆ ครับถ้าผมอยู่ละแวกนั้นก็คงจะไปใช้บริการ รพ. นี้แหละครับ แต่เนื่องจากการอยู่นอกเมืองไปตามจังหวัดลุ่มน้ำท่าจีน แม่กลอง และมีคนไข้ประกันสังคมที่มาใช้บริการจริงจำนวนมาก ผลก็คือ กำไรลดลง 2 ปีติดกันทั้งๆ ที่รายได้ก็เติบโต ถ้ามองในแง่ดีก็คิดว่าผมบริจาคเงินช่วย รพ. ที่มีสถานะเป็นกึ่งๆ มูลนิธิไปแล้วกันครับ ก็เป็นข้อคิดสำหรับผมว่า รพ. ที่รับประกันสังคม ไม่ควรอยู่นอกเมืองเกินไป ควรอยู่ในเมืองที่จะได้คนไข้บางส่วนที่เป็นสมาชิกแล้วไม่มาใช้บ้าง แต่ถ้าอยู่นอกเมืองคนไข้ส่วนใหญ่จะมาใช้กันเยอะ แต่ตัวนี้ผู้บริหารก็บอกตอนเจอผมตั้งแต่แรกแล้วครับว่าเค้าไม่ได้ maximize profit ( คราวหน้าผมต้องถามไปเพิ่มว่าแล้วจะ minimize ด้วยรึเปล่า ) แต่ตอนนั้นที่ซื้อเห็นราคาต่ำกว่า replacement cost เยอะและภาพรวมธุรกิจดี

ดังนั้นหุ้นที่เล่ามายังไม่เข้าข่าย 8 โมงเช้าวันอังคารเลยครับ : )

11.รอบนี้ขอ commend หุ้นอสังห อย่าง mjd หน่อยนะครับ
มีประเด็นดังนี้นะครับ
11.1
งบในไตรมาสแรกกำไรโตถึง 150% โดยที่ปันผล 6-7%
ปีที่แล้วจ่าย xd 0.25 ราคาหุ้นยังอยู่แถวๆ 4 บาทต้นๆ
(กลางเดือนพฤษภาคม) และ presale ไครมาสแรก 1705
ซึ้งเป็น 43% ของเป้าหมาย presale ปีนี้ของเขาที่ 4000 ล้าน
-และ presale ของไตรมาส 1 ที่ 1700 ล้านยังเป็น 60% ของ
Presale ทั้งปีที่แล้ว ดูๆไปก็สูงทั้ง presale และ กำไร และยัง
มีปันผลที่สูงอีก pe ประมาณ 6-7 เท่า (กำไรปีนี้ซัก 480-520)

ตอบ
- ขั้นแรก ลองดูหลักบัญชีเค้าก่อนครับ ว่าเค้ารับรู้รายได้เมื่อโอน หรือตาม % ของงานที่เสร็จ ถ้ารับรู้เมื่อโอน รายได้ที่รับรู้ก็เป็นรายได้จริงๆ ที่ขายออกไปและโอนให้ลูกค้ารับเงินเข้ามาจริงๆ แต่ถ้าเป็นวิธีตาม % ของงานที่เสร็จ จะรับรู้เมื่อสร้างและรับเงินลูกค้าถึงระดับหนึ่ง แต่เงินจะไม่เข้ามาจริงแต่ทยอยรับรู้รายได้ไปแล้ว กรณีเป็น % ของงานที่เสร็จ การบันทึกต้นทุนแต่ละไตรมาสจะต้องใช้วิธี allocate cost ซึ่งมีโอกาสที่จะประเมินต้นทุนผิดเพี้ยนไปได้ในระดับหนึ่งครับ

แต่ประเด็นคือผมไม่ค่อยแน่ใจในการจับตลาดของเขาและคุณภาพต่างๆ
ของโครงการของเขาก็เลย อยากถามคุณ ih เกี่ยวกับ project ต่างๆของ
Mjd และ ราคาหุ้นตอนนี้ส่วนตัวผมมองว่า undervalue ระดับนึง
(เชิงปริมาณ)

ตอบ การจับตลาดก็เท่าที่สังเกตจะจับตลาดกลางบน ประมาณ B+ A แต่ยังไม่ไปถึง A+ การเลือกทำเลในโครงการแรกๆ ก่อนเข้าตลาดหุ้นก็นับว่าใช้ได้ แตทำเลหลังๆ เช่น ตรงรัชโยธิน ผมไม่แน่ใจว่าจะไหวไหม เพราะราคาขายค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับทำเล สิ่งที่อาจจะน่าห่วงสำหรับ MJD คือเรื่องการแบ่ง portfolio เพราะเป็นคอนโดฯ แทบจะทั้งหมด ดังนั้นน่าจะมีการกระจายความเสี่ยงที่แย่กว่าหุ้นอสังหาฯ ตัวอื่นๆ นอกจากนี้ การมีแต่ port คอนโดฯ จะทำให้ใช้ working cap ค่อนข้างสูงเพราะมีระยะเวลาการก่อสร้างนานกว่าโครงการแนวราบ และเท่าที่เห็นโครงการคอนโดฯ ส่วนใหญ่ของ MJD จะเป็นโครงการตึกสูงกว่า 25 ชั้น ซึ่งจะสร้าง 2-3 ปี ในขณะที LPN แม้จะทำคอนโดฯ หมดก็ตามแต่มีโครงการประเภทที่สูง 8 ชั้นซึ่งใช้เวลาสร้างน้อยกว่าคือประมาณ 1 ปี ดังนั้นถ้า p/e 6-7 เท่า ก็หมายความว่าถ้าซื้อราคานี้ MJD ต้องขายคอนโดฯ ได้ดีและรับรู้รายได้และกำไรได้ประมาณปีนี้อีกประมาณ 6-7 ปี และอีกคำถามหนึ่งก็คือ MJD จะมีการเติบโตของรายได้ได้อย่างไรบ้าง และการเติบโตของหุ้นที่ทำโครงการแนวสูงอย่าง MJD ซึ่งต้องใช้ working cap มากจะทำให้ D/E สูงเกินไปหรือไม่ครับ

12.ต้นทุนเหล็กที่ขึ้นมาจะมีผลต่อ developer เช่น mjd spali ps อย่างไร
บ้าง

- เท่าที่เคยเห็นจะอยู่ประมาณ 4-5% ของต้นทุน แต่ตัวเลขนั้นผมไม่ค่อยแน่ใจลองหาทางตรวจสอบอีกทีครับ ดังนั้นก็อาจจะชดเชยกับมาตรการภาษีที่รัฐให้ 4.3% พอดีครับ โดยโครงการคอนโดฯ จะมีสัดส่วนการใช้เหล็กสูงกว่าโครงการแนวราบมากอย่างมีนัยสำคัญครับ

13.คุณ ih ไม่ลงทุนในหุ้นอเมาริกาเช่น google ebay บ้างหรือ ไม่แน่ใจว่าอีก
หน่อยในเมืองไทยน่าจะออกกฏให้คนไทยไปลงทุนเมืองนอกได้โดยไม่ต้อง
ไปเปิดบัญชีไกลถึงต่างประเทศ

- บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไม Carrefour เมืองไทยถึงทำได้แค่นี้คือ เป็นที่ 3 รองจาก Lotus และ BigC ทั้งๆ ที่ Carrefour ในระดับโลกนั้นเป็นอันดับ 2 รองจาก Walmart ดังนั้นการทำอะไรให้ได้ดี จะต้องทุ่มเท resource ลงไปครับ อย่างผู้บริหาร Carrefour ที่ส่งมาเมืองไทยเทียบกับที่ส่งไปประเทศจีนที่ Carrefour ประสบความสำเร็จก็อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่อย่างมีนัยสำคัญ การที่จะไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มอีก 1 ประเทศนั้นเราก็ต้องรู้จักประเทศนั้นๆ บริษัทนั้นๆ กลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ ผู้บริหารบริษัทต่างๆ ดีพอๆ กับที่เรารู้จักสิ่งเหล่านี้ขณะลงทุนที่เมืองไทยครับ ดังนั้น resource ที่เรามีจำกัดที่สุดก็คือ ” เวลา ” ครับ

ตลาดประเทศพัฒนาแล้วก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูงกว่าเราและผู้เล่นหลักเป็นนักลงทุนสถาบัน ในขณะที่ตลาดบ้านเราผู้เล่นหลักยังเป็นรายย่อย ดังนั้นคู่ชกของเราก็คนและรุ่นกัน ของบ้านเค้าเป็นพวกกองทุนก็เหมือนมวยรุ่นใหญ่ หมัดหนัก ท่วงท่าลีลาดีเพราะซ้อม ( หาข้อมูล ) มาเยอะ แม้จะชอบตามแห่หรือขี้ตกใจบ้าง ของบ้านเราส่วนใหญ่เป็นรายย่อยก็มีบางอย่างร่วมกันคือขี้ตกใจและตามแห่ แต่หมัดเบากว่าและซ้อมน้อยกว่า ดังนั้นโดยเปรียบเทียบแล้วเราจะมีความเสียเปรียบหลายๆ อย่าง ทั้งความอยู่ไกลบริษัทที่เราลงทุนและเรื่องข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างประเทศก็น่าสนใจแต่ไม่ใช่เป็นเรื่องการหาหนทางเพิ่มผลตอบแทน แต่น่าจะเป็นเรื่องการกระจายในการลงทุน เพราะแม้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศไทย เราจะมีการกระจายความเสี่ยงดีเพียงใด แต่ความเสี่ยงหนึ่งที่ยังไม่สามารถกระจายได้คือ country risk หรือความเสี่ยงของประเทศเรานั่นเองครับ และเป็นความเสี่ยงที่เรามักจะรู้สึกเบื่อเวลาเป็น TV หรืออ่านข่าวหนังสือพิมพ์ครับ

คำถามสนุกๆ ครับ

Not agree with any Government policy Organisation

ประโยคนี้มีชื่อย่อว่าอะไรครับ ?

14.makro ขยายสาขาตั้ง 40% แต่ว่ากำไรโต 20% กว่า
เป็นเพราะสาขาใหม่ๆกินเหนือที่กันเองใช่หรือไม่เพราะว่า
ลูกค้า makro ชอบขับรถข้ามจังหวัดไปซื้อของ
ถ้าเปิดติดๆจังหวัดกันมากๆ ไม่แน่ใจยอด sss จะเป็นอย่างไร
และแปลกใจที่ทำไม cpall เปิดสาขาติดกันมากๆแต่ยอด
sss ถึงโตได้ดี

สาขาที่ขยาย 12 สาขา นั้นเป็นสาขาต่างจังหวัดทั้งหมด และเป็นจังหวัดขนาดกลางและเล็ก ซึ่งยอดขายของสาขาใหม่ในต่างจังหวัดนั้นจะต่ำกว่าสาขาที่มีอยู่เดิม 29 สาขา ซึ่งอยู่ในกทม. และจังหวัดใหญ่ๆ อยู่ถึงประมาณครึ่งหนึ่งครับ

หากดู same store sale หรือ sss ไตรมาส 1 ของ Makro ยังโตอยู่ประมาณ 5% ครับ ซึ่งหลักๆ โตมาจากลูกค้ากลุ่มที่เป็นร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรม ส่วนสาขาที่อาจจะมีการกินกันเองบ้าง เช่น แถวๆ โซน สุรินทร์ ศรีสะเกษ หรือ เชียงใหม่กับลำพูน นั้นก็มีบ้าง แต่โดยรวมแล้ว 1+1 แม้จะไม่เท่ากับ 2 เพราะมีการกินกันเองบ้าง แต่แล้วเท่ากับ 1.8 ก็ยังดีกว่าไม่เปิดสาขาครับ

สำหรับ 7-11 นั้นแตกต่างจากร้านค้าปลีกอื่นๆ ครับ อย่าง bigC Makro ถ้าเราขับรถผ่านแต่ไม่มีอะไรต้องซื้อก็จะไม่เข้าไป แต่สำหรับ 7-11 ถ้าเราเดินผ่านแล้วเห็น บางดีเหมือนเราจะถูกดูดเข้าไปคือเข้าไปดูว่าเผื่อมีอะไรน่าซื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม หรือของกินเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นสาขาใหม่ๆ ของ 7-11 แม้ว่าจะติดกันแต่ก็ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นก็เลยทำให้มีเรื่องกินกันเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็นครับ ดังนั้นถ้าไม่สนว่าผู้ถือกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ 7-11 เป็นใคร 7-11 ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจอย่างแน่นอนครับ

 

ภาค 7

  1. ผมไม่แน่ใจว่าคำว่า driver ในนิยามของพี่ ih คืออะไรนิยามของผม driver คือกำไรโตเยอะๆ , ตัดธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ธุรกิจที่ทำอยู่ได้รับผลดีจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาเหล็ก ข้าว

    - ก็ประมาณที่ Hong เข้าใจครับ driver ก็มีได้หลายๆ อย่าง สำคัญที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่มีผลต่อการเติบโตของกำไร ส่วนอื่นๆ ที่มีส่วนผลักดันราคาหุ้นก็เช่น การเข้ามา cover ออกบทวิจัยของ บ. หลักทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

    1.1ระกว่างหุ้นราคาถูกในแง่ pe แต่ไม่มี driver กับหุ้นที่ราคาปานกลางแต่มี driver หรือราคาแพง แต่ driver แรงมาก ตัวอย่างที่ใกล้เคียงน่าจะเป็น ps ที่ขึ้นมาตลอดจนในแง่ pe ก็ไม่ถูกแต่ว่ามี presale historical new high หุ้นก็ขึ้นไม่หยุด คุณih จะเลือกแบบไหนครับ

    - คงต้องดูหลายปัจจัยครับ เช่น growth ที่เกิดเป็น growth ที่จะ sustain หรือต่อเนื่องไหม เพราะถ้าเป็นการเติบโตของกำไรเพียงปีเดียว บางทีตลาดก็รับรู้และก็อาจจะไม่สนใจหุ้นตัวนั้นได้ เพราะเป็น one-time กลัวว่าซื้อแล้วจะขายไม่ทัน ผมคงจะสนใจหุ้นที่ถ้าโตแล้วโตเลย และโตต่อเนื่องมากกว่า ซึ่งหุ้นเหล่านั้นๆ ควรจะเป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต และผู้บริหารมีการบริหารจัดการที่โดดเด่นกว่าผู้บริหารบริษัทคู่แข่งครับ

    นอกจากนี้ ประเภทของ driver ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดระยะสั้น หรือเป็น trend กลางหรือยาว ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมัน เดิมเคยคิดกันว่าเป็นสิ่งที่น่าจะแพงชั่วคราว แต่ตอนนี้น่าจะเปลี่ยนเป็น trend ระยะกลางแล้วเพราะได้แพงมาต่อเนื่อง 2-3 ปีแล้วและมีโอกาสที่แพงอย่างนี้อีกอย่างน้อย 1-2 ปีจากนี้ และมีบางคนเริ่มคิดว่าจะเป็น trend ระยะยาวแล้ว แต่สำหรับสังกะสี ซึ่งตอนนี้ราคาลงจากจุดสูงสุดมากแล้ว ดังนั้น trend ของสังกะสีเป็น trend ระยะสั้น ดังนั้นสิ่งที่แตกต่างกัน มุมมองที่แตกต่างกันของนักลงทุนคือ การประเมินความต่อเนื่องของ driver เองด้วยครับ

    2.เราจะสามารถวัดหุ้น cash cow ได้จากอะไรบ้าง
    เช่นถ้าหุ้นตัวนั้นประกาศปันผล 100% ของกำไร ติดกันมากกว่า 3 ปีจะถือว่าเป็น cash cow เลยไหม

    - ก็มีความน่าจะเป็นซัก 99% ที่หุ้นที่ปันผล 100% ของกำไรจะเป็น cash cow นะครับเพราะแสดงว่ากระแสเงินสดดีและไม่จำเป็นต้องนำเงินสดไปลงทุนเพิ่มเติมทั้งการขยายหรือการ maintain ความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วน 1% ที่เหลือไว้สำหรับบางบริษัทที่อาจจะจ่ายปันผลสูงๆ แต่ยังต้องลงทุนเพิ่มมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดโครงสร้างเงินทุนที่ไม่เหมาะสมนักก็เป็นได้

    2.1หุ้น cash cow จำเป็นต้องมี beta ต่ำกว่า 1 เท่าหรือไม่

    - โดยส่วนใหญ่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ อย่างหุ้นใหญ่ๆ ที่เป็น cash cow เช่น BEC ADVANC ผมไม่แน่ใจว่าต่ำกว่า 1 ไหม แต่ตามทฤษฎีควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะหุ้น cash cow จะมีปันผลสูงและมีความสม่ำเสมอของกำไร

    2.3หุ้น cash cow ควรมี pe ปานกลาง 9-11 เท่าเพื่อนสะท้อนการไม่เติบโตใช่หรือไม่

    - ก็อาจจะไม่จำเป็นครับ ยกตัวอย่างข้างบนเลยคือ BEC ครับ รู้สึก p/e จะเกิน 20 ตลอด และหากดูย้อนหลัง 5-10 ปีก็จะเห็นว่าการเติบโตมีไม่มากเพราะธุรกิจหลักเหมือนเดิม สิ่งที่โตได้ไม่ใช่การเพิ่ม air time เพราะเพิ่มไม่ได้ หลักๆ คือต้องเพิ่มค่าโฆษณา

    3.หุ้น asset play จะมี pe ที่สูงเพราะไม่ค่อยมีกำไรแต่ แง่ market cap / asset จะต่ำเพราะ asset เยอะเช่น
    Brock ใช่หรือไม่

    - ก็มีอยู่หลายๆ ตัวครับ ปัญหาของหุ้น asset play คือ p/bv ต่ำ แต่ ROE ก็มักจะต่ำครับ และบางที่ที่ asset เยอะ เพราะขาย asset นั้นไม่ได้หรือไม่รู้ว่าจะเอา asset นั้นไปทำอะไรดี เลยเป็นที่มาของ asset ที่มาก แต่เรานักลงทุนก็ไปเห็น asset ที่ว่านั้นก็เลยเป็นที่มาของ asset play แต่หุ้นที่มีรายได้หลักจากการขายแต่มี asset เยอะๆ แสดงว่ามี asset turnover ที่ต่ำนะครับ

    3.1หุ้น asset play จะถือว่าเป็นหุ้น ? ใน bcg model ใช่หรือไม่ขึ้นอยู่กับการ unlocking value ถ้าสำเร็จก็เป็น star

    - ปัญหาคงอยู่ที่ว่าจะ unlock ยังไงด้วยล่ะครับ ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนผู้บริหารและเป็นผู้บริหารเดิมคำถามก็คือ ทำไมเข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะ unlock ส่วนถ้าเป็นเจ้าของใหม่ก็ต้องยอมรับว่ากฎระเบียบต่างๆ ของเมืองไทยไม่ค่อยได้เอื้อกับการที่บริษัทดีๆ มาทำ hostile takeover บริษัทที่มี Roa หรือ Roe ต่ำ ที่เห็นมี takeover กันก็มักจะเป็น friendly takeover ประเภทคนรู้จักกันเองมาเปลี่ยนมือกันไปมา ราคาหุ้นก็หวือหวา แต่ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงการบริหารหรือ unlock อะไร สรุปคือเป็น star ในแง่การจัดตามองของตลาดในแง่ turnover list หรือ volume การซื้อขายมากกว่าครับ

  2. 4.คุณ ih คิดว่า port ที่ balance ควรมี bcg model อย่างไร เช่น cash cow 50% star 25% dog10%
    (เผื่อ turnaround)

    - แล้วแต่ economic cycle มากกว่าครับ ถ้าช่วงหลังเศรษฐกิจตกต่ำอาจจะมีหุ้น turnaround น่าสนใจหลายๆ ตัว แต่ภาวะที่เศรษฐกิจผ่านช่วงตกต่ำสุดขีดมาหลายปีแล้วผมคิดว่าไม่น่าจะมีพอร์ตที่ลงทุนหุ้น dog เท่าไหร่ครับเพราะหุ้นที่ควรจะ turn ก็น่าจะ turn ไปหมดแล้ว และบางตัวที่ turn มาช่วงหนึ่งแต่พอเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยก็ออกอาการไม่ค่อยดีเหมือนกัน เช่น หุ้นกระเบื้องบางตัว หรือหุ้นวัสดุก่อสร้าง รับเหมาบางตัว ส่วนพอร์ตที่ผมชอบคือ defensive growth ครับ คือ ควรจะมีทั้งลักษณะของ cash cow บวกกับ star ในบริษัทเดียว กล่าวคือ บริษัทๆ หนึ่งอาจจะมีบางธุรกิจที่เป็น cash cow เพื่อนำ cash เหล่านี้มาลงทุนเพิ่มในธุรกิจใหม่ๆ หรือสาขาใหม่ๆ ได้ครับ ซึ่งหุ้นค้าปลีก โรงพยาบาล โรงแรม ( MINT ) น่าจะเข้าข่ายตรงนี้อยู่

    5.หุ้นที่มี barry to entry เหมือนกัน แต่มีในคนละรูปแบบ เช่น โทรศัพท์ มือถือ มี barry to entry คือสัมปทาน แต่อย่าง ps ก็มี barry ในตลาดล่างเหมือนกันเพราะสร้างบ้านได้ราคาต่ำเนื่องจากทำเร็ว และคนอื่นก็ไม่ค่อยทำระบบ precast พราะว่าค่ายอื่นไม่มีฐานลูกค้าไม่คุ้มทุนที่จะทำ (น้อยเกินไปไม่ break even)

    ในประเด็นนี้เป็นการป้องกันคู่แข่ง แบบได้ สัมปทาน (อาจจะหมายถึงเส้นสาย) หรือการได้ bte แบบมีความเก่งส่วนตัว เช่น brand แข็งแกร่ง มีฐานลูกค้ามากพอ

    คุณ ih คิดว่า bte ในแบบที่สามารถสร้างได้ด้วย management ที่เก่งกว่าคุ่แข่ง ควรจะมี premium หุ้นสูงกว่า bte แบบที่ได้สัมปทานปะครับ

    - ผมคิดว่า barrier to entry ที่ PS มีในตลาดบ้านต่ำกว่า 1 ล้านนั้นก็เป็นความสามารถในการบริหารจัดการที่ดีมากทีเดียว ส่วน premium จะมากกว่าพวกสัมปทานหรือไม่มันขึ้นกับหลายปัจจัย ตัวอุตสาหกรรมที่อยู่ก็มีผลครับ อย่าง BEC ADVANC ก็มี p/e สูงกว่าเพราะอยู่ในธุรกิจที่มีรายได้มั่นคงและเสี่ยงน้อยกว่า PS แต่หุ้นสัมปทานบางตัวก็อาจจะไม่มี premium นักหากมีการบริหารที่ไม่ active เท่าไหร่ เช่น EASTW เป็นต้นครับ

    6.หุ้นที่จะเพิ่มทุนถ้ามี pbv ใกล้เคียง 1 เท่าจะทำให้ผู้บริหารมีแรงจูงใจในการเพิ่มทุนน้อยกว่าเพราะผู้ถือหุ้นใหม่จะได้ต้นทุนเดี่ยวกับเจ้าของเดิม พี่ ih มองยังไง

    - ขึ้นกับว่าจะเพิ่มทุนยังไงด้วยครับ ถ้าเพิ่มแบบ PP ( Private placement ) คือการขายเฉพาะเจาะจง หรือ PO ( Public offering ) สามารถกำหนดราคาขายใกล้เคียงกับราคาตลาดที่เป็นราคาที่สูงกว่า book value มากได้ครับ เช่นในกรณีของ Ticon Snc เป็นต้น

    6.2หุ้นที่ปันผลเยอะจะมีโอกาสเพิ่มทุนน้อยกว่าเพราะถ้าจะเพิ่มทุนก็สุ้จ่ายปันผลให้น้อยลงดีกว่าจริงหรือไม่

    - ก็มีหลายๆ ตัวที่ควรลดการจ่ายปันผลมาเพิ่มทุน หรือควรจะกู้หนี้มาขยายแทนที่จะเพิ่มทุนนะครับ เช่น PB

    6.3หุ้นที่เพิ่งคืนเงินกู้แบงค์ ก็จะมีโอกาสเพิ่มทุนน้อยกว่าใช่ไหม เพราะก็กู้ได้ใหม่อีก

    - บางบริษัท หรือบางช่วงของธุรกิจ อาจจะคืนเพราะครบกำหนดหรือแบงค์ประเมินแล้วไม่อยากปล่อยกู้ต่อก็มี ดังนั้นอาจจะยิ่งเพิ่มโอกาสการเพิ่มทุนก็ได้นะครับ

    7.เรื่องของ roa หลายคนบอกว่าให้ใช้ ebit / total average asset เพราะเขาต้องการวัดว่าถ้า asset เท่ากัน
    ทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นอย่างละเท่าไหร่ แต่ผมมองกลับกันได้ไหมครับว่า ถ้า a มี roa ในรูปแบบ ebit/aa สูงกว่า b แต่ว่าเจ้าหนี้ a เยอะกว่า b มาก ทำให้ ปันผลได้น้อยกว่า
    ความเสี่ยงสูงกว่า ฉะนั้นแบบนี้ ratio ebit /aa คงสู้ net profit /aa(average asset)

    - ถ้าใช้ EBIT / asset นั้นจะดูเฉพาะความสามารถในการจัดการบริหารสินทรัพย์อย่างเดียวเลย โดยไม่ได้ดูเรื่องความเสี่ยงทางการเงิน เพราะจะไม่นำเรื่องดอกเบี้ยจ่ายมาคิด ดังนั้นการใช้ EBIT / asset จะดูเฉพาะความสามารถของฝ่ายปฎิบัติการ แต่จะยังไม่ดูเรื่องการจัดโครงสร้างทางการเงินและความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงิน ( ดอกเบี้ย ) สรุปแล้วใช้ได้ทั้ง 2 ตัวครับขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้

  3. 8.เดี่ยวนี้รู้สึกว่าหาหุ้นยากเพราะหุ้นส่วนใหญ่ชอบสะท้อนราคาเป้าหมายเร็ว พี่ ih มองว่ามองว่า การที่มีเว็บบอร์ดให้ความรู้ข่าวสารอย่างรวดเร็ว การมีการอบรมของ tsi tia บ่อยๆ ทำให้หาหุ้น undervalue ยากมากขึ้นเยอะเพราะมี
    แต่คนแย่งกันซื้อหุ้น พี่ ih คิดว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับการหาหุ้น undervalue อีกหน่อย ราคาคงจะสะท้อนข่าวดีข่าวร้ายเร็วมากๆๆ ทำให้พวกเราได้ผลตอบแทนกันน้อยลง

    - ผมเห็นด้วยถ้าจะเอากำไรระยะสั้นนะครับคงยากขึ้น แต่ถ้าจะหาหุ้น undervalue จริงๆ คงต้องมองให้ยาวขึ้น มองภาพให้ใหญ่ขึ้นครับ การมี internet ก็ทำให้หาข้อมูลง่ายขึ้น ข่าวสารแพร่กระจายเร็วขึ้น ทั้งข่าวดีข่าวร้าย บางทีข่าวร้ายที่ถูกแพร่กระจายเร็วๆ แต่เป็นข่าวร้ายที่ไม่มีผลกระทบต่อพื้นฐานระยะยาว ก็อาจจะเป็นข่าวร้ายที่ทำให้เกิดโอกาสที่ดีในการซื้อหุ้นได้ครับ เพราะแม้จะมีจำนวน VI มากขึ้นแต่จำนวนคนที่ขี้ตกใจอาจจะไม่ได้ลดลงก็ได้ครับ

    9.หุ้น makro หลุดออกจาก ดัชนี msci มีผลทำให้หุ้นลงจริงหรือ จริงๆแล้วไม่เกี่ยวกับพื้นฐานของกิจการเลยไม่ใช่เหรอ case นี้ คุณ ih จะให้ราคาเป้าหมายลดลงหรือไม่ครับ

    - ก็คล้ายๆ กับ SET50 ครับ กองทุนในประเทศก็มีหลายๆ กองทุนที่เป็นกองทุน SET50 หรือ index fund คือ ซื้อหุ้นที่อยู่ใน SET 50 โดยไม่จำเป็นต้องดูพื้นฐานเลย ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเข้า ออก SET50 ก็จะมีเรื่อง mkt cap สภาพคล่องการซื้อขาย ดังนั้นการที่หุ้นเข้า ออก SET 50 จะทำให้เกิดแรงซื้อ ขายของ index fund เหล่านี้เพื่อปรับพอร์ต ซึ่ง MSCI index ก็คล้ายๆ SET50 คือจะมีกองทุนต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่เป็น index fund และใช้ MSCI เป็น benchmark แต่ถ้ามองในแง่เราที่ไม่ใช่กองทุนดัชนี เราก็คงไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้นตัวหนึ่งๆ เพราะเพียงเหตุผลว่าหุ้นตัวนั้นเข้าหรือออกจาก SET50 ครับ ดังนั้นผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานไม่มีแต่จะกระทบกับ demand supply ของหุ้นในระยะสั้นครับ

    9.2มีบางท่านบอกว่า makro ไม่สามารถปรับ margin ได้ถ้เทียบกับ bigc เพราะ bigc มีรายได้จากค่าเช่าซึ้งปรับขึ้นได้ และ makro ต้องเหลือ margin ให้โชว์ห่วยไม่เหมือน bigc ที่ขายถึงลูกค้ายังหาทางเพิ่ม margin
    ง่ายกว่า แต่ดู makro ก็จะเหนือกว่าในแง่ sss growth

    - การที่ SSS growth ( Same store growth = ยอดขายของสาขาเดิม ) เพิ่มก็ควรจะทำให้ margin ในระยะยาวดีขึ้นครับ หากดู presentation slide จะเห็นว่า SSS growth ของ BigC อยู่ระดับ 2-3% ต่อปี ในขณะที่ Makro อยู่ที่ 5-6% ดังนั้นการที่ BigC จะสร้างกำไรของสาขาเดิมๆ ให้เพิ่มขึ้นได้หลักๆ ก็ต้องทำโดยปรับค่าเช่าร้านเช่าต่างๆ ครับ ดังนั้นโดย model ธุรกิจที่ makro ไม่มีพื้นที่ให้เช่าเท่าไหร่ทำให้ Makro จะต้องมุ่งเน้นไปในเรื่องการสร้าง SSS ให้ได้มากๆ ซึ่งก็เป็นแรงกดดันที่ดีกับผู้บริหารครับ และที่ผ่านมา Makro ก็ทำได้ดีครับเพราะ SSS ก็สามารถโตระหว่าง 5-6% มาหลายปีแล้วครับ

  4. 10.ถ้าหุ้นสองตัวราคา 10 บาทเท่ากันและมีราคาเป้าหมาย 13 บาท ทั้งสองตัว ตัวแรกราคาลงมาจาก 13 บาทเหลือ
    10 บาท อีกตัวนึงขึ้นจาก 7 บาท มา 10 บาทถ้าให้เลือกลงทุนได้ตัวเดียว ผมเลือกตัวที่สองมากกว่าตัวแรก เพราะตัวแรกมีคนติดหุ้นไปแล้ว น่าจะมีแรงขายมากกว่าตัวที่จะ มี new high คุณ ih มองว่าอย่างไร
    - ก็เป็นความเป็นจริงที่หุ้นที่ทำ new high จะมีแรงขายน้อยกว่าหุ้นที่ลงมาจาก high แต่ผมก็เห็นนักลงทุนหลายๆ คนก็ชอบหุ้นที่ลงมาจาก high เยอะๆ และไม่กล้าซื้อหุ้นที่ทำ high เช่น ตอนนี้คนอาจจะรู้สึกสะดวกใจที่จะซื้อ TOP PTTAR PTT มากกว่า PTTEP หรือ BANPU ดังนั้นเหตุผลทั้ง 2 ส่วนมันก็อาจจะหักล้างกันไป แต่แบบไหนน่าซื้อกว่าคงตอบด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ไม่ได้คงจะต้องดูปัจจัยอื่นๆ หลายอย่างประกอบครับ

    11.พี่ ih ครับ เพื่อนของผมไปงานสัปดาห์หนังสือมา
    ไปเพื่อไปขอลายเซ็นคุณ วิกรม กรมดิษ เพื่อนผมบอกว่า
    ตอนไปขอลายเซ็น คุณวิกรมบอกว่า เขาได้กำไรจากการเขียน
    หนังสือถึง 20 ล้านซึ้งดูๆไปแล้ว เขาภูมิใจมาก
    ผมว่าหุ้น amata ขึ้นแค่ 1 ช่องเขาก็ได้มากกว่า 20 ล้านแล้ว
    แต่ไหงเอาเวลามานั่งเขียนหนังสือแล้วภุมิใจกับ 20 ล้าน
    พี่คิดว่า เข้า สัจธรรม การหาเงินเป็นเรื่องท้าทายในตอนต้น
    แต่น่าเบื่อในตอนปลายไหมครับ
    ทำไมคนรวยหลายคน เข้าวัด ทำเพื่อสังคม
    แล้วแบบนี้หุ้นของเขาจะน่าสนใจน้อยลงไหม

    - เป็นเรื่องแรงจูงใจ หรือ motivation ครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารเหล่านี้มอบหมายงานสำคัญในบริษัทให้ใครดูแลต่อ เป็นญาติ เป็นลูกน้องที่ยังมี motivation ไหม รวมไปถึงผู้บริหารบางรายแม้อาจจะมีเวลาในบริษัทน้อยลง แต่ถ้าระบบต่างๆ ถูกวางไว้ดีก็อาจจะทำให้มีเวลามาทำงานเพื่อสังคมได้มากขึ้นก็ได้ครับ

    ผมเข้าใจว่ารายได้จากหนังสือของคุณวิกรมจะเป็นเงินที่จะไปทำสาธารณประโยชน์ต่างๆ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คงเหมือนเด็กนักเรียนที่เป็นลูกคนรวย ไปทำงานพิเศษ หรือขายของเล็กๆ น้อยๆ แล้วนำเงินทีได้ซัก 1,000 บาทไปทำบุญบ้านเด็กพิการ ก็คงจะมีความภูมิใจมากกว่าที่จะนำเงินที่บ้าน 1,000 บาทไปทำบุญ

    ผมเห็นด้วยและชื่นชมครับที่คุณวิกรมประสบความสำเร็จแล้วก็มีความตั้งใจทำประโยชน์และสิ่งดีๆ ต่างๆ ให้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือให้ความรู้ จัดรายการ CEO vision 9.00-10.00 ทาง FM 96.5 ให้ความรู้กับผู้ฟังในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นประวัติบุคคลสำคัญ มุมมองต่างๆ รวมถึงการตอบคำถาม และที่สำคัญคือการก่อตั้งมูลนิธิอมตะ ที่มอบหุ้น amata ให้กับมูลนิธิ

    ประเด็นก็คือ ผมคิดว่าสำหรับคนที่รวยจนพอแล้ว หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ตอนนี้มีเงิน 1 พันล้าน หรือหมื่นหรือแสนล้าน ถ้ามีเงินเพิ่มอีกเท่าตัว จะมีความสุขเพิ่มอีกเท่าตัวหรือเปล่า จะกินอาหารได้เพิ่มอีก 2 เท่าหรือเปล่า จะซื้อบ้านซื้อรถอีกเท่าตัวหรือเปล่า ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้มีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้นไม่น่าจะเป็นการบริโภควัตถุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะเลือกที่จะหาความสุขด้วยการทำอะไรดีๆ ให้กับสังคมมากขึ้นครับ

    11.1 พี่ ih คิดว่ากรณี คุณ วิกรม คล้ายๆ คุณตันไหมครับ

    - หมายถึงคล้ายในเรื่องไหนครับ ที่ Hong ถามแสดงว่าต้องเห็นว่ามีประเด็นไหนคล้ายหรือครับ? ถ้าหน้าตาก็คงไม่คล้ายแน่ครับ คุณตันเจ้าเนื้อกว่าหน่อยเข้าใจว่าอาจจะได้รับน้ำตาลในชาเขียวมากไป ถ้าจะหาประเด็นที่คล้ายก็คงเป็นเรื่องที่ผมเห็นทั้งคู่ออกสื่อบ่อยๆ เหมือนกันครับ

    เอาเป็นว่าผมให้ข้อมูลไปแล้วกันนะครับ เอาเฉพาะที่ข้อมูลที่เป็นข้อมูลทั่วๆ ไปที่อ่านได้จากสื่อต่างๆ แล้วกัน

    คุณตันขายธุรกิจได้เงินสดออกมา แต่คุณวิกรมยังไม่ขายแต่บริจาคหุ้นให้มูลนิธิ คุณวิกรมไม่มีครอบครัวแต่คุณตันมีครอบครัวและมีลูกจึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณวิกรมเลือกที่จะบริจาค คุณวิกรมทำ Amata เป็นหลักอย่างเดียว คุณวิกรมไปอยู่ในแพที่เขาใหญ่ 6 วันต่อสัปดาห์ ส่วนคุณตันยังอยู่บ้านในกรุงเทพฯ ส่วนคุณตันมีข่าวว่าหลังขาย Oishi ออกมาแล้วก็สนใจไปลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ โดยซื้อที่ดินที่ ถ. เพลินจิต ปราณบุรี ฯลฯ ไว้แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการแก้มือจากสมัยที่เคยทำที่ชลบุรี คุณวิกรมไม่ค่อยได้บริหารงานใน Amata แล้วแต่ให้น้องๆ ดูแลแทนและคุณวิกรมมาดูภาพรวมอย่างเดียว ส่วนคุณตันดูเหมือนว่ายังหาตัวตายตัวแทนใน Oishi ยังไม่ได้ แต่อนาคตคงไม่แน่เพราะคุณตันอาจจะค่อยๆ ลดการถือหุ้นใน Oishi ลงไปอีกครับ

ภาค 8

  1.  
    1. คุณ ih คิดว่าการที่ธนาคารจะก ตปท.มา take over ธนาคารไทยเช่น bay tmb ธนชาติ จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อ หุ้นกล่มธนาคาร และประเทศไทยครับ

      - ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสส่งผลดีมากกว่าผลเสียครับ เพราะปัจจุบันส่วนต่าง หรือ spread ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของเมืองไทยค่อนข้างกว้าง คือประมาณ 4-5% ซึ่งแสดงถึงความไม่ค่อยมีประสิทธิภาพของการจัดการทั้งระบบอยู่แต่ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ส่วนผลเสียต่อประเทศนั้นผมยังนึกไม่ออกนักว่าจะมีอะไรที่น่าห่วง ธนาคารไทยที่เป็นของต่างประเทศไปแล้วเช่น UOB Standard Charter นครธน ผมยังไม่ได้ยินข่าวว่าคิดดอกเบี้ยแพงกว่าธนาคารของไทยจนน่าเกลียดนะครับ แต่ถ้าต่างชาติมาซื้อธนาคารไทยไป 2-3 แห่งจากนี้ก็อาจจะมีความวุ่นวายไหมครับหากใครจุดประเด็นว่าต่างชาติจะมาเป็นเจ้าของธนาคารและจะมาขูดรีดดอกเบี้ยคนไทย และเป็นการขายชาติอีกแล้ว ธนาคารหรือบางธุรกิจเป็นของต่างชาติไม่ได้แต่เราลืมคิดไปไหมครับว่ารถยนต์ที่วิ่งๆ กันเป็น 10 ล้านคันบนถนนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เราใช้อยู่นั้นเป็นของญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปกันทั้งนั้น

    2. 2.ถ้า 3g เกิดขึ้นมาหุ้นตัวใดจะได้ประโยชน์บ้างครับ

      - ที่กระทบกับหุ้นมือถือทุกตัวแน่ๆ คือ ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และไม่แน่ใจว่ามีตัวไหนอาจจะต้องเพิ่มทุนบ้าง แต่ตัวที่ได้เปรียบที่สุดก็คงเป็นตัวที่มีส่วนของทุนมากที่สุดและมีหนี้น้อยสุด ง่ายๆ คือ D/E ต่ำสุด แต่ถ้าลงทุนเพิ่มไปแล้วนั้นค่าเสื่อมราคาคงจะเพิ่มขึ้นมากแต่ในแง่รายได้ต่อผู้ใช้ไม่ทราบจะเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหนนะครับ เพราะ 3G บางทีมันก็ยังเป็นสิ่งที่ไกลตัวผู้ใช้มือถือระดับ mass หรือรากหญ้าไป เช่น ชาวต่างจังหวัด หรือผู้ใช้แรงงานคงยังไมค่อยมีความคิดที่จะดูฟุตบอล หรือ load ภาพยนตร์หรือมิวสิควีดีโอมาทางมือถือครับ ความเห็นผมๆ คิดว่า 3G ยังไม่เกิดในเร็ววันครับ ค่ายมือถือคงรอให้ถึงวันที่เห็นว่าผู้ใช้มีความต้องการอะไรที่เกี่ยวกับ 3G ที่มากพอที่สมควรกับการลงทุนเสียก่อนครับ ดังนั้นอีก 5 ปีอาจจะยังไม่เกิดก็ได้ครับ

      3.พี่ ih คิดว่า ssc รวมๆแล้วถือว่าเป็นหุ้นถูก (value) หรือว่า asset plays ครับ

      - เป็นหุ้นที่ตอนซื้อก็ถูกแล้ว ตอนขายออกไปอาจจะยังถูกกว่ารึเปล่านะครับ ? ส่วน asset ที่ SSC มีก็ใช้ในการประกอบธุรกิจ คือ เป็นคลังสินค้า แม้ว่าที่ดินหลายๆ แปลงจะอยู่ในทำเลที่ดี เช่น ริมแม่น้ำ แต่ผู้บริหารก็ไม่ได้มีความคิดที่จะขายออกไปเพื่อ unlock value และการขายที่ทำเลดีเหล่านั้นออกไปก็ทำให้ SSC ก็ต้องหาที่พื้นใหม่มาสร้าง warehouse ใหม่ ซึ่งก็ยังไม่น่าจะอยู่ในความคิดผู้บริหารครับ ในแง่เราเป็นผู้ถือหุ้นอยากเห็น EPS สูงๆ หรือ dividend มากๆ จากการ unlock asset value แต่ถ้าผู้บริหารเค้าก็อาจจะมีหลายๆ เหตุผลที่ไม่ได้คิดเหมือนเราครับ ซึ่งการซื้อหุ้น asset play นั้นควรจะดูหุ้นที่มีแนวโน้มจะขายสินทรัพย์นั้นๆ ออกไปจะดีกว่าครับ ส่วนตัวธุรกิจของ SSC นั้นก็ได้รับ pressure ด้านต้นทุนหลายทางครับ เช่น น้ำตาล ค่าน้ำมันขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ แต่ถูกคุมราคาขายไว้ ทำให้ margin ในช่วงหลังๆ นั้นแย่ลงครับ ตอนหลังผมไม่ให้น้ำหนักกับ asset play เท่าไหร่แล้วครับถ้า asset นั้นๆ ไม่ generate รายได้และกำไรที่ดีให้ธุรกิจ บางที asset play เหมือนไปแต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีแล้วรอเค้าแบ่งมรดกกันอย่างนั้นน่ะครับ

      4.ถ้าพี่ ih เจอหุ้นบางตัวที่ผู้บริหารซื้อไปใน 59-2 เช่นเป็นเงิน 10 ล้าน แถมราคาที่ซื้อเข้าไปก็ยังแพงกว่าราคาตลาด ซัก 20 % เช่นซื้อไป 5 บาทราคาปัจจุบันหรือยู่ 4 บาท คุณ ih จะมีมุมมองเบื้องต้นอย่างไร

      - หุ้นที่เข้าข่ายที่ว่าตอนนี้ผมคิดว่ามีไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัวนะครับ มุมมองก็คือ ผู้บริหารเค้าก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าฝรั่งจะขายหุ้นวันละ 2-3 พันล้านแบบนี้ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่เราถามผู้บริหารเกี่ยวกับกิจการได้เกือบหมดแม้แต่ผลประกอบการ ( ถ้าเค้าเผลอบอก ) แต่สิ่งเดียวที่เค้าตอบไม่ได้ก็คือหุ้นของเค้ามีแนวโน้มขึ้นหรือลงต่อ แต่อย่างไรก็ตาม การที่เค้าซื้อหุ้นบริษัทที่ตัวเองทำงานนั้นก็แสดงว่าเค้ายังเชื่อว่ามุมมองระยะยาวยังดีครับ แต่บางทีการเป็นผู้บริหารแต่รับผิดชอบแค่บางสายงานอาจจะเห็นข้อมูลไม่รอบด้านก็ได้นะครับ เช่น ดูแลฝ่ายขายก็เลยเห็นตัวเลขยอดขายดีมากเลยซื้อหุ้นแต่ไม่ทันดูฝั่งการผลิตว่าต้นทุนสูงขึ้นมากจนทำให้ margin และกำไรลดลงหรือเปล่า หรือบางทีอาจจะเคยขายที่ราคาแพงๆ กว่านี้มากแล้วตอนนี้แค่รับกลับมาในจำนวนเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิมด้วยหรือเปล่า ยังไงลอง check ข้อมูลย้อนหลังดีๆ ด้วยนะครับ

      5.กระทู้ก่อนหน้าคุณ ih มีการกล่าวถึง tmt ว่าถ้าอยากรู้ว่าไตรมาส 2 หุ้นเหล็กจะกำไรดีแค่ไหน ให้ดู
      Inventory / sale ซึ้งผมไปดูมาก็ได้ 708/2211 ได้ออกมา 0.32 ผมก็เลยงงว่า ค่านี้บอกอะไรได้ว่า
      ไตรมาส 2 กำไรจะดี

      ขอลองคิดเองก่อนไม่แน่ใจว่าถูกไหม

      ถ้า เหล็กเป็นค่าขึ้น ตัวที่ inventory เพิ่มเยอะสุดถึงจะได้ประโยชน์ เพราะไตรมาสต่อมา
      น่าจะ margin ดีขึ้น

      แต่ที่เทียบกับ sale ผมก็ยังไม่เข้าใจอะครับ

      และยอดขายจริงๆ ต้องนำมาคุณ 4 ในการคำนวณไหมครับ

      - การเปรียบเทียบกับ sale ที่ผมบอกไว้นั้นเพื่อเปรียบเทียบกันเองในหุ้นกลุ่มเหล็กด้วยกันครับ ว่าตัวไหนที่น่าจะได้ประโยชน์จาก stock เหล็กสูงสุด ดังนั้นถ้าเอา sale คูณ 4 ก็ต้องคูณ 4 กับ sale ของหุ้นทุกตัวดังนั้น ตัวเลขที่ออกมาสำหรับหุ้นแต่ละตัวก็ไม่ได้แตกต่างกันอยูดีครับ ค่าเท่ากันครับ
      ส่วนกรณี tmt ว่าถ้าอยากรู้ว่าไตรมาส 2 หุ้นเหล็กจะกำไรดีแค่ไหน ให้ดู
      Inventory / sale ซึ้งผมไปดูมาก็ได้ 708/2211 ได้ออกมา 0.32

      ตัวเลข 0.32 แสดงว่าถ้ายอดขายไตรมาส 2 ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 คือประมาณ 2.2 พันล้าน จะมีเหล็กที่เป็นต้นทุนเดิมประมาณ 708 ล้าน หรือคิดเป็น 32% ของยอดขาย ถ้าอยากรู้ว่าเป็นกี่ % ของต้นทุนขายก็ให้เอา inventory / cost of sale ซึ่งน่าจะได้ค่าที่สะท้อนอะไรได้มากกว่าอยู่เหมือนกันครับ

  2. และ tvo เองก็มี stock เพิ่มขึ้นเหมือนกัน ในงบ q1 สี้พันหนึ่งร้อยล้าน จากปีที่แล้ว สามพันห้าร้อยล้าน
    ผมตีความว่าอย่างนี้ได้ไหมครับ

    ราคาถั่วเหลืองของปีนี้จุดสูงสุดประมาณเดือน มีนา และ q2 เริ่มลดลง
    แสดงว่า ส่วนที่ tvo stock เพิ่มไป 600 ล้าน น่าจะทำให้กำไร q2 ตกเนื่องจาก
    Stock ของแพง ไม่เหมือน q1 ที่ stock ของเก่าๆถูกๆมานาน

    - ราคาถั่วเหลืองไตรมาส 2 เริ่มลดลงหรือครับ ผมยังรู้สึกว่าเหมือนยังทรงๆ หรือขึ้นอยู่ไม่ใช่หรือครับ ถ้าลงจริงดังว่าก็เป็นไปได้ครับที่อาจจะไม่กำไรดีเท่า Q1 แต่ผมอ่านบทวิเคราะห์เห็นเค้าบอกว่ากำไร Q2 ของ TVO จะดีกว่า Q1 เลยทำให้เข้าใจว่า Q2 ราคาถั่วเหลืองน่าจะยังเป็นขาขึ้นอยู่นะครับ ลอง check ข้อมูลดูหน่อยแล้วกันนะครับ

    กราฟราคาถั่วเหลืองผมอ่านจาก https://www.trinityquicktrade.com/Inter/research/TVO-Thai-20080513.pdf
    หน้า 3 น่ะครับ

    ก็คือสรุปว่า ถ้าราคาถั่วเหลืองลงปุ๊ป tvo ก็อาจจะเจ็บตัวได้เนื่องจาก stock เพิ่มตอนแพง ไม่ทราบว่าถูกไหม

    7.ขอความเห็นพี่ ih เกี่ยวกับที่บางค่ายคาดว่าราคาน้ำมันจะไป 200 หน่อยครับว่าพี่ เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน

    และถ้าไปถึงจริง banpu pttep น่าจะมีกำไรโตกว่าที่ใครๆคาดการณืกันตอนต้นปี มากไหมครับ

    - เห็นว่าทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นครับ ปัจจุบันน้ำมันดิบที่ 146 เหรียญก็คงเป็นราคาที่น้อยคนนักจะนึกถึง ตอนนี้ประเทศจีนและอินเดียก็ยังเติบโตอยู่เรื่อยๆ รถยนต์ราคาประหยัดก็ผลิตออกมาให้คนเปลี่ยนจากการขับจักรยานมาเป็นมอเตอร์ไซค์หรือจากมอเตอร์ไซค์มาเป็นรถยนต์ แต่บางประเทศที่ผู้คนมัวแต่ทะเลาะกันกำลังจะต้องเปลี่ยนจากขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นขี่ม้าแทนแล้ว สังคมเมื่อกำลังพัฒนาคนก็จะดูกันที่วัตถุครับ อย่างเพลงสมัยก่อนก็จะมีเพลงประเภท “ สาวมอเตอร์ไซค์ “ ของคุณจรัล มโนเพชร ความหมายเพลงก็ประมาณว่าหนุ่มๆ คนไหนไม่มีมอเตอร์ไซค์ขับสาวเจ้าก็ไม่สนใจ ดังนั้นหนุ่มในเพลงจึงต้องร้องเพลง “ ขายนาซื้อคาวาซักคัน พอไปถึงเฮ้าจะเบิ้ลน้ำมัน ………. “ แต่ตอนนี้ผมว่าขายมอเตอร์ไซค์มาซื้อที่นาไปปลูกข้าวจะดีกว่าครับเพราะข้าวราคาดี

    ส่วนกำไรของ PTTEP และ Banpu ก็คงมีแนวโน้มดีแน่ครับ แต่ตอนนั้นดอกเบี้ยก็คงขึ้นไปอีกพอสมควรนะครับอย่างน้อย 1-2% ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าแม้ว่ากำไรหุ้นพลังงานจะดี แต่ราคาหุ้นจะดีตามหรือไม่ เพราะตอนนี้ขนาดน้ำมันใกล้ๆ new high แต่ราคาหุ้นพลังงานยังห่างจาก high เดิมไปเยอะทีเดียวนะครับ ผมกำลังนึกถึงคำพูดของ Jim Rogers ที่มองว่า commodity จะวิ่งยาว และให้ซื้อที่ underlying คือ ไปซื้อ future ของ commodity ต่างๆ เลยแทนที่จะไปซื้อหุ้น commodity นั้นๆ

    8.คำพูดของ buffet คำนึงบอกว่า

    you should invest in a business that even a fool can run, because someday a fool will

    ผมว่าเรื่องนี้คล้ายๆกับที่มีคนบอกผมว่า เขาไม่ค่อยอยากลงทุนหุ้น oishi เพราะว่าพึงดิงคุณตันมากเกินไป ผมก็เลยสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นเขาไม่ต้องไปลงทุนแต่ในบริษัทผูกขาดหรือ ที่ให้ใครก็ได้มาบริหาร ปกติใครๆก็ชอบบริษัททู้บริหาร manage เก่งๆ แต่คำพูดนี้ของ buffet ทำให้ผมสับสนเล็กน้อย พี่ ih มีความเห็นยังไงครับ

    - ผมก็เห็นด้วยนะครับ บางทีผมได้คุยหรืออ่านข่าวเกี่ยวกับผู้บริหาร 2 คน ทั้ง 2 คนอาจจะเก่งพอๆ กัน แต่การที่อยู่กันคนละธุรกิจก็ทำให้การเติบโต กำไรหรือ mkt cap ต่างกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหาร PTT นั้นเก่งกว่า THAI มากหรือไม่ หรือถ้ายกทีมผู้บริหาร PTT ไปฟื้นฟู THAI จะทำได้ดีและราคาหุ้นและกำไรจะดีขึ้นมากเหมือน PTT หรือไม่? ดังนั้นบางทีทีมบอร์ด ผู้บริหารอาจจะเก่งพอๆ กัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือธุรกิจที่เค้าอยู่นั้นต่างกัน

    ส่วน Oishi นั้น ผมคิดว่าถ้าคุณตันจะถอยออกมาเรื่อยๆ ก็คงไม่ถึงกับมีปัญหาอะไรนัก เพราะตอนนี้คนซื้อชาเขียว Oishi กินเค้าคงไม่ได้สนใจว่าคุณตันจะทำงานอยู่ที่ Oishi หรือไม่แล้ว อย่างคนซื้อน้ำพริกแม่ประนอม หรือหม้อแกงแม่กิมไล้ หรือแม่อื่นๆ นั้น หรือยาหม่องที่มีหน้าคนก่อตั้ง ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่ารูปผู้หญิงสูงอายุที่เอามาแปะนั้นเป็นผู้ก่อตั้งหรือใคร บางทีคนก่อตั้งก็อาจจะสำคัญครับแต่วันหนึ่งถ้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงคนก็จะรับรู้กันไปเอง เช่น ตอนนี้คนอเมริกันก็ขับรถ Ford ทั้งๆ ที่ Henry Ford ก็เสียชีวิตไปแล้ว คนยังซื้อผ้าไหม Jim Thomson ทั้งๆ ที่ Jim Thomson ก็หายสาบสูญไปนานแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่พึ่งพิงผู้ก่อตั้งมากนั้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นกับระบบภายในที่เค้าสร้างขึ้นมารองรับอนาคตอย่างไรมากกว่าครับ รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กรด้วยนะครับ และบางครั้ง Buffet ยังซื้อหุ้นในช่วงสูญญากาศคือ เจ้าของเดิมเสียชีวิตและมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจการบริหารและช่วงนั้นนักลงทุนคนอื่นก็กังวลและขายหุ้นลงมาด้วย ยกตัวอย่างกรณีนี้เช่นการเข้าซื้อหุ้น Washington Post ครับ

    9.buffet เคยพูดอีกคำนึงว่า ถ้าคุณอยู่เฉยๆไม่ได้เมื่อหุ้นลงไป 50% คุณก็ไม่ควรมาเล่นหุ้น
    ผมคิดว่าคำพูดนี้อาจจะ aggressive เกินไป และตามหลักแล้วเวลาเราซื้อหุ้นแล้วมันลงไปซัก
    25-30% เราก็คงคิดว่าสงสัยเราจะคิดผิดแล้วล่ะ มันถึงได้ลง

    อยากถามว่าในชีวิตจริงพี่ ih เคยซื้อหุ้นตัวไหนแล้ว หุ้นมันลงไป 50% ก่อน และพี่ ih ไม่หวั่นไหวเลย
    เพราะที่ลงไป 50% ไม่เกี่ยวกับพื้นฐาน และสุดท้ายแล้วราคาขึ้นไปถึงเป้าหมาย

    - Buffet ผ่านช่วง cycle เศรษฐกิจมาเยอะครับ ดังนั้นการที่ตลาดหุ้นลดลง 50% นั้นก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วเหมือนกันในรอบอายุของ Buffet ครับ ส่วนหุ้นดีๆ ที่ราคาลง 50% ในช่วงวิกฤติต่างๆ ก็เป็นได้ครับ เพราะเวลาตลาดฟื้นตัว VI หลายๆ คนก็ได้กำไรจากการซื้อหุ้นดีๆ ที่ราคาลงมา 50% ด้วยเหมือนกันนะครับ

ภาค 9

  1.  
    1. ผมได้ยินบางท่านบอกว่าหุ้นไทยจะเล่นให้รวยต้อง

      เล่นหุ้น commodity เพราะว่าบริษัทดีๆในเมืองไทยมันน้อย

      เสี่ยหลายคนเองก็รวยมาจากหุ้น commodity

      เช่นได้ atc หรือบางคนก็ได้ ptt

      ดูๆแล้วถ้าอยากเล่นหุ้นให้ได้ อย่างน้อย 10 เด้งภายใน 5 ปี

      แล้วไม่เล่นหุ้น commodity แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่หรือไม่

      - หุ้นที่ไม่ใช่ commodity แล้วขึ้นหลายๆ เท่าในหลายๆ ปีที่ผ่านมาก็เช่น MINT BOL SNC BGH RAM TICON ฯลฯ ดังนั้นแม้จะไม่ได้ลงทุนในหุ้น commodity ก็ยังพอจะหาหุ้นที่มีผลตอบแทนที่ดีได้อยู่ในระดับหนึ่งครับ ส่วนถ้าจะเอาเป็น 10 เด้งเลยนั้นก็มีความเป็นไปได้มากกว่าที่หุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้น commodity แต่ก็คงจะต้องเป็นการซื้อช่วงที่ธุรกิจผ่าน bottom มาไม่นานแล้วกำลังฟื้นตัว แต่ถ้าเป็นการซื้อ ณ ราคาปัจจุบันผมไม่คิดว่าจะมี commodity ตัวไหนที่จะขึ้นได้หลายๆ เท่าจากราคาปัจจุบันครับ และหลายๆ ตัวอาจจะเสี่ยงด้วยครับ ดังนั้นการที่เราจะรวยเพราะหุ้น commodity ได้ก็เพราะเราซื้อมันที่ราคาถูกมาก ดังนั้นก่อนที่มันจะถูกมากมันก็เคยแพงมาก่อน ดังนั้นหุ้น commodity ทำให้คนรวยได้แต่ก็ทำคนเสียหายได้มากเช่นกันครับ

      2.พี่ ih คิดว่าเพราะอะไร warren buffet จึงไม่เขียนหนังสือเหมือน
      ปีเตอร์ลิน และ จอร์เนฟ

      - ผมคิดว่าที่แกเขียน letter to shareholder ของ Berkshire ก็เสมือนการเขียนหนังสือได้หลายๆ เล่มแล้วนะครับ รวมไปถึงสิ่งที่ Buffet พูดและตอบคำถามในที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็เช่นกัน ดังนั้นหากเราอ่านหนังสือของคนที่มีชื่อเสียงเช่น คุณตัน หรือคุณวิกรม เค้าก็ไม่ได้เขียนเองนะครับ กรณีคุณตันมีคุณสรกล จากสำนักพิมพ์มติชนเรียบเรียงคำพูดและภาษาให้ ส่วนคุณวิกรมมีคุณประภัสสร เสวิกุล เรียบเรียงให้ ดังนั้นหนังสือที่เกี่ยวกับ Buffet ที่เราอ่านกันนั้นก็เป็นการสรุป idea ที่ Buffet เขียนใน letter และการพูดในที่ต่างๆ มาเรียบเรียงให้เราอ่านกันนั่นเองครับ ดังนั้นหนังสือเกี่ยวกับ Buffet ที่เราอ่านก็ไม่ต่างจากหนังสือของคุณตันหรือคุณวิกรมครับเพียงแต่หนังสือของคุณตันและคุณวิกรม เราอาจจะรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่เค้าเขียนเองเท่านั้นเองครับ

      3.พี่ ih ครับ หลักการลงทุนมักจะบอกว่ากองทุนชอบออกกองมาระดมเงิน

      เมื่อสิ่งที่จะไปลงทุนขึ้นมาเยอะมากแล้ว เช่น กองทุนจีน กองทุนสินค้าเกษตร

      ถ้าแนวคิดนี้เป็นจริง นักลงทุนอย่างเราๆก็แทบจะไม่ตอ้งซื้อกองทุนเลยใช่หรือไม่

      อย่างมากคงเล่นได้แค่ลงหนักแล้วซื้อเผื่อเด้ง

      ตัวพี่เองเคยมีประสบการณ์เล่นกองทุนยังไงบ้างครับ

      - กองทุนเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจการออมและการลงทุนและไม่มีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาการลงทุนที่เพียงพอครับ ผมเองยังเห็นว่าผมยังพอมีเวลาเพียงพอจึงยังไม่ได้มีโอกาสไปใช้บริการกองทุนครับ และผมเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะถือหุ้น mkt cap ใหญ่บางตัว เช่น หุ้นธนาคาร หุ้น SCC SCCC TPIPL CK ITD ดังนั้นผมคิดว่าผมจึงอยากกระจายการลงทุนเองมากกว่าครับ
      ส่วนเรื่องการออกกองทุนตอนที่ขึ้นมาเยอะนั้นก็คงเป็นเพราะผู้ลงทุนสนใจ track record หรือผลตอบแทนย้อนหลังกันมิใช่หรือครับ ก็เป็นไปได้ครับบางทีกองทุนเฉพาะกิจหรือเฉพาะเจาะจง เช่น กองทุนจีน-อินเดีย หรือหุ้นบาง sector อาจจะออกมาในช่วงที่หุ้นในกลุ่มนั้นๆ ก็ขึ้นมามากแล้วเหมือนกันดังนั้นควรจะศึกษาและวิเคราะห์ให้ดีก่อนลงทุนและอย่าคิดว่าผลตอบแทนในอดีตจะส่งผลถึงหรือเป็นหลักประกันของผลตอบแทนในอนาคต และอย่าคิดว่ากองทุนที่เค้าเอาหน่วยลงทุนมาขายให้เรานั้นเค้าคิดแทนเราให้ถี่ถ้วนแล้วครับ

      4.คราวนี้ขอคุยเรื่อง expected value บ้างนะครับ มีคนบอกว่าวิธีตัดสินใจ
      สมมุติว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงข่าวสำคัญของหุ้นตัวนี้ (เช่น แถลงผลประกอบการ เป็นต้น) คุณประเมินสถานการณ์แล้วสรุปได้ว่า

      1. ความน่าจะเป็นที่ราคาหุ้นตัวนี้จะกลายเป็น 20 บาทหลังข่าวออกมาเป็นข่าวดีเท่ากับ 0.5

      2. ความน่าจะเป็นที่ราคาหุ้นตัวนี้จะกลายเป็น 5 บาทหลังข่าวออกมาเป็นข่าวร้ายเท่ากับ 0.5

      โดยที่หุ้นอยู่ 10 บาท

      และมีคำตอบว่า คำตอบที่ถูกต้องคือควรซื้อ ก่อน
      เหตุผลก็คือ expected value เป็นบวก 10*0.5-5*0.5= +2.5 นั้นแหละครับ

      จริงๆแล้ว case แบบนี่ พี่ ih ประยุกต์มาใช้ในตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหนครับ

      ผมมองว่าวิธีนี้น่าจะเหมาะกับ หุ้น ประมูล รับเหมา ก่อสร้างมากกว่า

      วิธีแบบนี้น่าจะเป็นแนวคิดของพวก hedge fund พี่ ih มีความเห็นยังไง

      - คงไม่ค่อยกล้าคิดแบบนี้และคงไม่ค่อยกล้าลงทุนในหุ้นแบบนี้ด้วยครับเพราะถ้าทุน 10 แล้วไปขายหุ้นทิ้งที่ 5 นั้นหากต้องการให้เงินกลับไป 10 เหมือนเดิมต้องหาหุ้นที่ได้ผลตอบแทน 100% ซึ่งผมว่าหายาก ณ ภาวะปัจจุบัน ดังนั้นผมยังคิดว่าการรักษาเงินลงทุนเป็นเรื่องสำคัญครับและแนวคิดนี้ก็คงเป็นแนวคิดของ hedge fund เพราะผู้บริหาร hedge fund จะมีส่วนแบ่งเป็น % ของกำไร แต่ตอนขาดทุนไม่ต้องแบ่ง ดังนั้น hedge fund จึงกล้านำเงินคนอื่นมาเสี่ยงมากกว่าครับเพราะมีแต่ได้กับเสมอตัว

      5.หลายคนมีความเชื่อว่า buffet เวลาซื้อหุ้นจะดู dca และถือตลอดชีวิต แต่ว่าการที่
      Buffet ไปซื้อหุ้น น้ำมัน หรือซื้อเหล็ก ซึ้งก็ไม่ใช่ของ มี brand แสดงว่าทุกวันนี้
      Buffet ยังใช้หลักกาลของ graham อยู่ ใช่หรือไม่

      - คงไม่ใช่หลักของ Graham แต่เป็นการอ่าน trend ระยะยาวของ Buffet มากกว่าครับ บางทีเราอาจจะเข้าใจตามหนังสือเขียนว่า Buffet จะต้องลงทุนในหุ้นที่ DCA สูงเท่านั้นแต่ที่ผ่านมา Buffet ก็มีการลงทุนหลากหลายอยู่เหมือนกันครับ และหุ้นหลายๆ ตัว Buffet ก็ขายไปหากได้ผลตอบแทนที่ดีพอและ Buffet ราคาเริ่มแพงไปและไม่ใช่หุ้นที่จะถือไปตลอดได้เหมือน Coke หรือยิลเลตต์

  2. สมมุตินะครับว่า หุ้นกลุ่ม modern trade มีคนบอกว่า อยู่ wave 5 ของ.elliot wave
    ซึ้งน่าจะตามมาด้วย a b c ซึ้งก็คือน่าจะใกล้ peak พอดีคนๆนั้น เป็นนักดูกราฟที่เก่งที่สุด
    พี่ ih จะทำยังไงครับ ถ้าพี่มองว่า มันเป็น megatrend ของ ค้าปลีก มันดูขัดกันน้าครับ

    - คงจะให้ความเห็นอะไรไม่ได้มากครับ ปกติแล้วหุ้นบางตัวก็นับ wave ไม่ได้ครับ หรือบางทีหุ้นที่ขึ้นแรงจริงๆ อาจจะขึ้นเป็น 9 wave ก็ได้หรือ a b c นั้นอาจจะ flat หรือเป็น running corrective ก็ได้นะครับ เห็นไหมครับว่าเวลาหุ้นมันจะขึ้นต่อทางเทคนิคก็สามารถอธิบายได้นะครับ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นค้าปลีกจะต้องขึ้นไปเรื่อยๆ นะครับเพราะการเป็น megatrend นั้นหมายถึง time frame ระดับ 15-25 ปีซึ่งระหว่างทางต้องมีการปรับตัวของราคาหุ้นอยู่แล้วครับ อย่างหุ้น รพ. ผมคิดว่าที่ผ่านมา technical ก็คงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เพราะลงมาจาก peak ไปพอสมควรแต่ผมก็ยังคิดว่ายังอยู่ใน megatrend อยู่เช่นกัน

    7.พี่ ih คิดว่า vi สามารถประยุกต์ ใช้ แนวคิดของ trader ได้มากน้อยแค่ไหนครับ
    พวก trader มองว่า ซื้อแล้วลงเกิน 2-5% ก็ cutloss เลย แต่ถ้าหุ้นขึ้นเขาจะให้มันขึ้นไปเรื่อย
    ๆ พอหุ้นเริ่มลงค่อยขายออกทั้งหมด ซึ้งดูเหมือนมีหลายคนใช้แล้วประสบผลสำเร็จ
    แค่หลักการแบบนี้มันคัดกับหลักกาลของ buffet ซึ้งบอกว่า หุ้นยิ่งมี mos ก็ยิ่งดี จะไปขายทำไม
    เลยอยากถามว่าพี่มีความเห็นยังไง

    - ทั้ง 2 แนวทางก็มีคนที่ประสบความสำเร็จครับ นักมวยที่เป็นแชมป์โลกและมีชื่อเสียง จะชกแบบเดินหน้าลูกเดียว ไมค์ ไทสัน จอร์จ โฟร์แมน หรือจะชกแบบชั้นเชิงแบบ ชูการ์เรย์ เลียวนาร์ด หรือโมฮัมมัด อาลี ก็ได้ครับ เพียงแต่เลือกแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับความสามารถและจริตของเราครับ ผมคิดว่าถ้าให้จอร์จ โฟร์แมน ชกแบบเต้นติ๊ดชึ่ง โบยบินเหมือนผีเสื้อแบบโมฮัมมัด อาลี เค้าคงไม่เต็มใจหรือให้ทำก็ไม่รุ่ง ดีไม่ดีไปเป็นโฟร์แมนคุมไซค์งานก่อสร้างจะดีกว่าด้วยซ้ำไปครับ

    8.พวกกลุ่ม contrarian บอกว่าให้ซื้อหุ้นให้ได้ที่ราคา -3sd (standard variation) ไม่จบสถิติเลยไม่เข้าใจ ว่า -3sd นี้คิดมาจากไหนเหรอครับ และที่ราคาตรงนั้นมัน safe จริงหรือครับ

    - ผมก็ไม่ได้จบสถิติมาแต่ได้เรียนมาบ้างแต่ก็ลืมไปแล้ว เท่าที่จำได้คือ -3sd ก็แปลง่ายๆ ว่าลงมาเยอะมากจริงๆ ครับ แต่หุ้นบางตัวเช่น RICH METRO THAI TPIPL CEI QCON CCP UMI ฯลฯ ลงมาผมคิดว่าน่าจะถึง 3sd แล้วแต่คำถามคือน่าซื้อรึเปล่าผมเองก็ไม่แน่ใจครับ แต่ที่แน่ๆ หุ้นธนาคารอย่าง BMB BBC หรือหุ้น finance หลายตัวก่อนถูกปิดราคาอาจจะลง 3sd กันส่วนใหญ่ แต่ contrarian ยุคนั้นก็อาจจะได้ใบหุ้นเป็นที่ระลึกแทนครับ

    9.อาจารย์บัญชีของผมสอนผมว่าจะดูว่าหุ้นมี sustain value ไหมให้ดูจาก rona > wacc เพื่อดูว่ามี eva spread สูงขึ้นหรือไม่ แต่หุ้น banpu ตอนราคาต่ำๆ มี eva spread ติดลบ แต่หุ้นกลับขึ้น อยากถามดังนี้
    9.1มีหุ้นหมวดไหนบ้างที่ไม่ควรดู eva spread

    - Commodity ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงครับ ตอน Banpu ราคา 30 บาท ก็มี broker ฝรั่งแห่งหนึ่งออก research มาแล้วแนะนำให้ขาย เหตุผลคือ Negative value added นอกจากหุ้น commodity ก็คงเป็นหุ้น economic cyclical ด้วยครับ

    9.2หุ่นกลุ่มที่ไม่ควรดู eva spread เราจะวัด sustain value ด้วยวิธีไหน

    - หุ้น commodity หรือ economic cyclical นั้นมันไม่ sustain อยู่แล้วครับ เราจึงไม่ควรไปวัดครับ หลักของหุ้นกลุ่มนี้คือ ซื้อถูก ขายแพง หรือซื้อตอนที่ตกต่ำมากๆ หรือผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ( แต่ต้องมั่นใจว่ามันจะไม่เจ๊ง ) และขายตอนที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ามันดีหรือ cycle ขาขึ้น

    10.การที่ บ.ล.ซื้อหุ้นคืน จะทำให้ d/e สูงขึ้น และจะส่งผลให้ wacc สูงขึ้นด้วยหรือไม่

    - ถ้าการซื้อหุ้นคืนไม่ทำให้ต้องกู้เงินเพิ่มก็ไม่ทำให้ wacc สูงขึ้นครับ แต่ถ้าทำให้กู้เพิ่ม และ d/e สูงขึ้นก็ทำให้ WACC ในทางทฤษฎีสูงขึ้นครับ

    10.2 บริษัทที่มี boi เราจะคำนวณ wacc ยังไง

    - นั่นน่ะสิครับ เพราะดอกเบี้ยจ่ายของ บ. ที่ได้ BOI นำไปลดภาษีไม่ได้เพราะไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ฝากคุณ Hongvalue ไปถามผู้รู้มาให้หน่อยนะครับ

    10.3 มีคนบอกว่า wacc นั้น ส่วนของหนี้จะต้นทุนถูกกว่า ส่วนของทุน บริษัทที่ไม่ใช่หนี้เลยใช้แต่ทุน
    จะส่งผลให้ wacc สูงกว่าบริษัทที่มีหนี้บ้าง แต่ถ้าหนี้สูงถึงจุดนึง จะทำให้ wacc สูงขึ้นเพราะเสี่ยงที่จะ
    ล้มละลาย ประเด็นคือ เราจะวัดได้อย่างไรว่าจุดไหนของการใช้หนี้ที่น่าจะทำให้ wacc สูงขึ้น

    - ในทางทฤษฎีถ้าหนี้สูงมากๆ มันจะสะท้อนที่ beta ของหุ้นครับ อย่างหุ้นที่มีหนี้มากๆ เมื่อเทียบกับทุนหรือกำไร เช่น TRUE ก็ควรมี beta สูง แต่เรื่องหนี้เยอะแล้ว wacc จะต่ำลงในทางทฤษฎีผมไม่ค่อยเชื่อถืออยู่แล้วครับ และคิดว่า beta ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่จะสะท้อนความเสี่ยงได้ดีเท่าใดนัก

    11.valuation ของหุ้นกลุ่ม property พี่ ih จะใช้วิธีไหน ดีครับ เพราะคงไม่เหมาะที่จะใช้ pe
    เนื่องจาก sg&a แปรผันตามยอดขาย อาจทำให้กำไรปีปัจจุบันต่ำเกินจริง และการใช้ dcf ก็คงจะ
    ไม่เหมาะ เพราะระยะยาวมีความไม่แน่นอนสูง

    - คงดู p/e ประกอบกับ p/bv ครับ รวมไปถึงทั้ง ROA Asset turnover inventory turnover และ dividend yield และเห็นด้วยว่าถ้าเป็น property ที่สร้างเพื่อขายนั้นไม่ควรใช้ DCF ครับ การ valuation หุ้น property แบบ residential นั้นก็ทำได้ยากครับ หลักๆ คงใช้ p/e ก่อนแล้วดูว่าบริษัทนั้นๆ มีแนวโน้มโตเพิ่มขึ้นหรือจะถดถอยลง ก็ต้องอาศัยการทำการบ้านหาข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบมากอยู่เหมือนกันครับ

    12.การทำ valuation ด้วยวิธี ddm ควรใช้กับหุ้นตัวไหนเช่น makro ปันผลมากกว่า bigc ถ้าทำ dcf
    Bigc อาจจะราคาสูงกว่า แต้ถ้าทำด้วยวิธี ddm makro อาจจะราคาสูงกว่า และหุ้นอย่าง se-ed ควรทำ
    Dcf หรือ ddm

    - ทำทั้ง 2 วิธีก็ได้ครับ แต่ DDM ผมคิดว่ามัน conservative เกินไปครับ ถ้าเอาหุ้นที่มีรายได้มั่นคงแต่ละตัวมาทำ DDM ผมคิดว่าเราอาจจะแทบจะซื้อหุ้นไม่ได้เลยแม้ราคาปัจจุบันก็ได้ครับ แต่ก็มี point ที่ดีครับ ถูกต้องเลยครับถ้าทำ DDM หุ้น Makro จะน่าสนใจกว่าเพราะปันผลมากกว่า แต่ถ้าทำ DCF หุ้น BigC จะน่าสนใจกว่าเพราะมี depre มากกว่า และมี growth มากกว่า ดังนั้นหากทำทั้ง 2 วิธีแต่เพื่อใช้เปรียบเทียบครับแต่ไม่ควรเอา DDM ไปใช้

    12.2ผมคิดว่าหุ้นที่ปันผลมากกว่า 80% ของกำไร หรือมากกว่า 6% ควรใช้ ddm ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไร

    - DDM น่าจะเหมาะกับหุ้นที่ปันผล 100% ของกำไรครับหรือไม่ต่ำกว่า 90% ครับ แต่ valuation ที่ได้ก็อาจจะทำให้เราก็ไม่ค่อยอยากซื้อหุ้นตัวนั้นเท่าไหร่ครับ แต่ก็ใช้ดูเป็น conservative หรือ worst case ได้ครับ

       13.อยากให้พี่ ih ช่วย guide ว่าการเขียนบทวิเคราห์ที่ดีนั้นควรจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เช่นมี five force
Swot,earining forecast

- ถ้าเป็นบทวิเคราะห์ในเชิงการทำรายงานทั่วไป ก็มี five force SWOT ก็น่าจะเป็นพื้นฐานที่ควรจะมี แต่ถ้าเป็นบทวิเคราะห์หุ้นถ้าจะมาวิเคราะห์ five force หรือ Swot ก็คงจะยืดยาวไป น่าจะเป็นการสรุปประเด็นหลักๆ ของ five force และ swot ออกมาโดยไม่ต้องยกทุกประเด็น และไม่ควรลอก 56-1 มาแปะเพราะนักลงทุนสมัยนี้อ่าน 56-1 เองได้ เนื้อหาจึงควรเป็น fact บวกด้วยความเห็นของนักวิเคราะห์มากกว่า และนักวิเคราะห์ควรจะแตกฉานเรื่องการทำ valuation ในระดับหนึ่งว่าหุ้นกลุ่มที่ตนเองวิเคราะห์อยู่ควรจะใช้ valuation แบบไหน ถ้าเราได้อ่านบทวิเคราะห์หุ้นตัวหนึ่งๆ ของซัก 4-5 สำนักวิจัย เราจะเห็นเองครับว่ารูปแบบไหนที่อ่านแล้วไม่ได้ add value กับเรา และแบบไหนที่เราเห็นว่าเค้าเขียนได้ดี

14.อ่านบทวิเคราห์ รศ.ดร. สมถพ มานะรังสรรค์ เค้าบอกว่า gdp จีนคิดเป็น 6% ของ gdp โลกแต่จีนมีประชากร 20% ของโลก ไม่แน่ใจว่าเขาจะสื่อว่า gdp ของจีนควรเป็น 20% ของโลกหรือไม่ ขอความเห็น

- คงจะสื่อว่า น่าจะมี room ให้โตจากระดับ 6% ในปัจจุบันครับ ส่วนจะโตเป็น 20% ได้ไหมผมคิดว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างซึ่งเป็นปัจจัยในอนาคต แต่สิ่งที่เป็นตัวแปรที่สำคัญคือเสถียรภาพของรัฐบาลและคุณภาพของคนครับ ตอนก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ก็เคยมีคนพูดกันว่าถ้าเศรษฐกิจเราโตปีละ 8-10% อย่างนี้ไปเรื่อยๆ GDP ของเราจะแซงฝรั่งเศสในปี 2020 ดังนั้นอย่างที่บอกครับว่าคนที่ทำนายเช่นนั้นเค้าลืมใส่ตัวแปรเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลและคุณภาพของคน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาเข้าไปครับ

ดังนั้น ตอนนี้พวกเรานักลงทุนคงจะนั่งบ่นว่าหุ้นลง บ่นรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับ คงต้องหาทางร่วมแรงกันคนละไม้คนละมือ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้นทั้งระบอบการเมือง การศึกษา วิถีความคิดของคนส่วนใหญ่ เพราะถ้าปล่อยเป็นอย่างที่เป็นอยู่ GDP เราคงโตปีละ 4% และโตแบบไม่ค่อยมีคุณภาพคือคนรวยก็กระจุกตัว วันหนึ่งหุ้นอาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ดีอีกต่อไปหากสังคมไทยแตกร้าวและแบ่งแยกกัน ปัญหาของประเทศไทยมันสะสมมานานเรื้อรังตอนนี้ประชาชนที่ดีที่ทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ทำผิดกฎหมาย และเสียภาษี เท่านั้นเห็นจะไม่พอแล้วล่ะครับ ตอนนี้ประเทศเราเปรียบเหมือนหาดทรายที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว เศษขยะ เราไม่ได้ต้องการคนที่ไม่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่ต้องการคนจำนวนมากที่ช่วยกันเก็บเศษแก้ว เศษขยะขึ้นมาเพื่อให้หาดทรายเราสะอาด แม้ว่า ณ วันนี้เราอาจจะรู้สึกว่าเราเพียงคนเดียวเก็บขึ้นมาได้วันละ 3-4 ชิ้นทะเลจะสะอาดได้อย่างไร แต่ถ้าสิ่งดีๆ ต่างๆ ทุกคนช่วยกันทำสังคมก็จะดีขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ

ภาค 10

  1. จำนวณสัดส่วนโครงการเปิดใหม่โดยบริษัทจดทะเบียนของ listed company 19% non list 81% ในปี 2003 แต่ปี 2007 list company กลายเป็น 59% ต่อ 41%พี่ ih คิดว่าแนวโน้มบริษัทจะทะเบียนจะกินแชร์บริษัทนอกตลาดไปได้เรื่อยๆหรือไม่

    - ส่วนหนึ่งการเพิ่มขึ้นของสัดส่วน listed เกิดจากการเข้าจดทะเบียนของ บมจ. พฤกษา ด้วย แนวโน้มน่าจะเป็นเช่นนั้นอยู่ครับ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้สถาบันการเงินระวังการปล่อยสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการ หรือ project finance ให้กับ บ. อสังหาฯ ขนาดเล็กโดยเฉพาะบริษัทที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้านของโครงการขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ หากการปล่อยสินเชื่อมีปัญหา การยึดบ้านในโครงการที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ อย่าง LH PS AP ย่อมขายทอดตลาดได้ง่ายกว่าโครงการที่มีชื่อเสียงน้อยกว่าครับ และปัจจุบัน สถานการณ์เช่นนี้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงทางการเงินต่ำก็ยังมีศักยภาพในการเติบโตอยู่ครับในขณะที่บริษัทขนาดเล็กและกลางจะต้องระมัดระวัง หากประเทศผ่านพ้นความวุ่นวายทางการเมืองและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ผมคิดว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังเน้นกลยุทธ์การเติบโตอย่าง PS น่าจะมี market share มากกว่าปัจจุบันได้อีกครับ

    2.สัดส่วนที่อยู่อาศัยที่เปิดขายในปี 2550 เป็นคอนโดถึง 55% townhouse 22% detached house14%
    Duplex 7% พี่ ihว่า คอนโดเริ่ม oversupply หรือยัง
    ข้อมูลจาก agency for real estate affairs
    เพราะสูงกว่าครึ่งของทั้งหมดอีก

    - อย่างแรกเลยคือ ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลของ AREA มีกระบวนการสำรวจที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือแค่ไหนครับเพราะตัวเลขมันโด่งๆ ยังไงอยู่ อนึ่งถ้าเป็นการสำรวจเฉพาะเขต กทม. ก็พพอเป็นไปได้ครับ แต่หากรวมปริมณฑลด้วยตัวเลขของคอนโดฯ ไม่น่าสูงขนาดนี้ หากถามว่า oversupply หรือยังผมคิดว่าก็มีความเป็นไปได้ครับ และจะเห็นว่าปี 51 นี้โครงการคอนโดฯ ก็เปิดน้อยลงแล้วเหมือนกันครับ อย่างไรก็ตามแม้คอนโดฯ จะ oversupply แต่สถานการณ์จะไม่น่ากลัวเหมือนช่วงปี 40 เพราะตอนนี้ส่วนหนึ่งยังเป็น real demand ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ติดกับรถไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเดินทางในยุคน้ำมันแพง

    3.ap ได้ทำ definition เอาไว้ว่า high end คอนโด 30-40sqm/cbd/masstransit/bt 3-6mn/unit
    เช่นโครงการ Hampton ของ mjd ก็น่าจะเข้าข่ายนี้
    แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือตลาดนี้น่าจะจับลูกค้าต่างชาติซึ้งต่างชาติซื้อได้ไม่เกิน 49% แล้วอีก 51% ที่เหลือคนไทยก็ไม่ค่อยซื้อกัน พี ih มองว่ายังไงครับ

    - เห็นว่าหลายโครงการที่เป็น high end ก็เจอปัญหานี้คือต่างชาติซื้อเต็ม room ในส่วนของคนไทยขายไม่หมด ทางออกของผู้ประกอบการก็คงต้องทำ promotion สำหรับคนไทยเพื่อระบายสต็อก หรือบางทีอาจจะหาลูกค้าที่ใช้ชื่อคนไทยมาซื้อครับ

    4.และอยากถามมุมมองเพิ่มเติมตลาด super high end ด้วย definition โดย ap เหมือนเดิม
    Over 150sqm/unit (คอนโดมี2ชั้น)ราคามากกว่า 15ล้านบาท
    เช่นโครงการ the river ของ raimond land อยากถามว่ามองว่าคนที่จับตลาดนี้อาจจะมีปัญหาสภาพคล่องหรือไม่ เพราะกว่าจะขายได้หมด คงหืดขึ้นคอ

    - โครงการพวกนี้จะได้ project finance ซึ่งหาก bank ปล่อยให้แล้วความเสี่ยงจะไปอยู่กับ bank แทนเพราะเงินที่ใช้ก่อสร้างนั้น bank เป็นคน support เรื่องขายช้าคงต้องดูว่าช้าแค่ไหนเพราะคอนโดฯ high end มักจะเป็นโครงการสูงจะสร้าง 2-3 ปีจึงมีเวลาขายค่อนข้างยาว แต่ถ้าสร้างเสร็จแล้วยังขายได้ 50-60% ก็นับว่าลำบากเพราะเงินที่ได้จากการโอนจะไม่สามารถ cover ต้นทุนการก่อสร้างได้ ( ถ้าคิด gross margin 35% ต้นทุนจะเป็น 65% ของราคาขาย ) แต่ถ้าได้ 80-90% ก็นับว่าไม่น่าห่วงเท่าไหร่ครับ

       5.เรื่อง rejection rate รู้สึกว่าจะชอบเป็นกับตลาดล่างเพราะแบงค์ไม่อนุมัติให้กู้เวลาพี่ ih ดูยอด presale
ของ lpn หรือ ps จะเผื่อก.ยกเลิกจองไว้ซักกี่ % ดี รู้สึกว่าโครงการ smart condo ของ prin ยอดยกเลิกจะประมาณ 10% ไม่แน่ใจว่าถ้าเทียบกับคนอื่นที่จับตลาดล่าง ยอดยกเลิก10% ที่ว่ามากหรือน้อย

- ถ้าเป็น presale ของโครงการแนวราบ คือ บ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ แม้จะมียกเลิกเพราะกู้แบงค์ไม่ผ่านก็ไม่น่าห่วง เพราะกระบวนการกู้แบงค์เกิดหลังจองไม่นาน หลังๆ บริษัทจะให้ลูกค้ายื่นกู้ตั้งแต่ก่อนจองหลังหลังจองเลยไม่ได้รอใกล้โอนแล้วจึงยื่นกู้ ดังนั้นถ้ากู้ไม่ผ่านก็ถือว่าไม่ได้ขายตั้งแต่แรกและก็สามารถนำ unit ที่ลูกค้าจองมาขายใหม่ได้ ทางโครงการไม่ได้เสียโอกาสการขายนานนัก ดังนั้น จะเผื่อไว้ 15-20% ของโครงการระดับล่างเลยก็ได้ครับ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงอะไร แต่ถ้าเพิ่มเป็น 30-40% จึงจะน่าเป็นห่วง

6.การที่ lpn บอกว่าเค้าจะใช้นโยบาย blue ocean โดยการไปออกคอนโด บริเวณนอกเขตรถไฟฟ้ามากขึ้น
พี่ ih มองว่าอย่างไร ผมว่ามันขัดกันยังไงก็ไม่รู้ ก็คือ คนซื้อคอนโดเพราะ จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางเข้าไปในตัวเมือง และถ้าออกนอกตัวเมืองคนก็น่าจะต้องการบ้านเดี่ยว townhouse มากกว่า คอนโด ผมเลยไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนครับ ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ยอดจองของ lpn ไม่เร็วเหมือนเมื่อก่อนน่ะครับ

- ทำเลที่อยู่นอกเขตรถไฟฟ้าบางทำเลก็เป็นเขตชุมชน การเดินทางโดยรถเมล์สะดวก ก็ไปจับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถผ่อนคอนโดฯ ในระดับ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเดินทางโดยรถเมล์ รถตู้อยู่แล้ว ราคาขายก็ประมาณ 7-8 แสนบาท ถ้าจะซื้อทาวเฮาส์ทำเลเดียวกับ LPN เช่น หลักสี่ รามคำแหง รัตนาธิเบศร์ ก็ราคา 1.5-2.5 ล้านบาท ซึ่งก็แพงกว่าพอสมควร หรือถ้าอยากจ่าย 7 แสน แต่อยากได้เป็นทาวเฮาส์ ก็ต้องไปอยู่ไกลอีกเป็น 10-20 กม. เช่น บางบัวทอง รังสิต เทพารักษ์ ซึ่งไกลกว่ามาก ดังนั้นทำเลที่ไปก็มีความต้องการอยู่ครับ จะสังเกตว่าทำเลที่ LPN ไปเปิดจะเป็นทำเลที่มีอพาร์ตเมนต์เพียงให้เช่าระดับราคา 3-6 พันต่อเดือนซึ่งใกล้ๆ กับอัตราเงินผ่อนธนาคารต่อเดือนของคอนโดฯ ราคา 7-8 แสน แต่ปัญหาคือ คอนโดฯ 7-8 แสนอาจจะมี gross margin ต่ำกว่าโครงการเดิมที่ขายติดรถไฟฟ้าเท่านั้นเองครับ

7.พี่ ih มองโครงการ casa ville ของ qh ว่าอย่างไร ข้อมูลเบื้องต้นคือ โครงการนี้ เริ่มครั้งแรกในปี 2006
และสร้างยอดขาย โดยราคาประมาณ 3-5 ล้าน และได้รับการตอบรับที่ดีในเบื้องต้น โดยปีที่ผ่านมาได้ยอดขาย
จากโครงการนี้เกือบๆ 4000 ล้าน โครงการจับตลาดระดับ middle market

- ดีครับ เป็นกลยุทธ์ที่ดี และทำได้ดีด้วย เดิม QH ติดกับ positioning ที่แพงแต่คุณภาพสูง พอเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดกลางถึงกลางล่างเติบโต QH ก็เลยใช้ brand ใหม่ที่ลดความคาดหวังของลูกค้าลงไปบ้างและขายถูกลง แต่ก็ยังมีชื่อ QH อยู่ ทำให้ขายได้ดีขึ้นมากโดยเฉพาะตลาดทาวเฮาส์ Casa ville ประสบความสำเร็จมากจนทำให้เหมือนว่า บ. ลูกอย่าง QH จะทำได้ดีกว่าบริษัทแม่คือ LH เสียอีกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

8.ผมมองว่า driver ของ lh qh ในปีหน้า คือเค้าบอกว่าจะเอา lh bank เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ซึ้งปีนี้
ครึ่งปีแรก lh bank มีผลประกอบการเติบโตประมาณ 100% ที่ผมอยากถามก็คือ เวลานำหุ้นเข้าจดทะเบียน
สมมุติว่าแม่ถือลูก 30 % แล้วลูกได้ส่วนเกินมูลค่าหุ้นมา 3000 ล้าน แม่ก็จะได้เงินสดมาปะครับประมาณ 900 ล้าน
ก็คือตามส่วนที่ถือ30% ถ้าใช่ คุณ ih คิดว่านี้คือ driver ที่ดีไหม

- ต้องดูกำไรสุทธิของ LH bank ครับว่าประมาณเท่าไหร่ และมีนัยสำคัญไหมเทียบกับกำไรของ บ. แม่ ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 3 พันล้านกับเงินสด 900 ล้านผมคิดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัทแม่ครับ ก็คงเป็น driver ให้กับราคาหุ้น LH ระยะสั้นได้แต่คงไม่ถึงกับมีนัยสำคัญมากเท่าไหร่ครับ

9.ยอดจองของ ps (หุ้นในดวงใจรองจาก cpall) ผมว่าน่าจะเริ่มชะลอแล้ว
โดยผมหาข้อมูลเบื้องต้นของตลาด townhouse มาได้ดังนี้
2007: THs new launches of Bt29bn in FY07, PS claims 40% market share of registration THs.
1H08: THs new launches of Bt16bn in FY07, PS claims 57% market share of registration THs.
เพราะโตกระโดดมาตลาด แถม share ของตลาดคอนโดก็ค่อนข้างสูงแล้วในส่วนยอดจองของแนวราบ น่าจะเติบโตแบบถดถอย ถ้า ps อยากโตเยอะๆ อาจจะต้องไปทำคอนโดมากขึ้น ซึ้งผมก็ไม่แน่ใจว่า ps จะมีจุดแข็งของโครงการคอนโด เทียบกับคนอื่นยังไง พี่ ih มองยังไงครับ

- นอกจากคอนโดฯ แล้ว PS ถ้าจะโตต้องโตจากตลาด 1-3 ล้าน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของเค้า เท่าที่ดูก็ถือว่า PS ทำตลาดระดับ 1-3 ล้านได้ดีมากพอสมควรครับ ส่วนจุดแข็งของ PS ในการทำ condo ก็คงเป็นเรื่องการบริหารงานก่อสร้างที่น่าจะทำได้เร็ว และน่าจะมีต้นทุนที่ได้เปรียบคู่แข่งจาก economy of scale

10.ผมฟัง qh บอกว่าบ้านระดับบนของเขา ลูกค้าร้อยราย มีคนกู้มาแค่ 50% และ50% ที่กู้ก็กู้แค่ 60-70%
ส่วนระดับกลาง casa ville กู้แบงค์ประมาณ 80% ถ้าแบบนี้จะบอกได้ไหมว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี บ้านระดับบนของ qh น่าจะไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะกำลังซื้อลูกค้าเหลือเฟืออยู่แล้ว แถม credit กับธนาคารก็น่าจะดี
แต่โครงการตลาดล่างของคนอื่นน่าจะกระทบเพราะว่า แบงค์เข็มงวดก็ปล่อยกู้มากขึ้นเลยทำให้มี rejection rate สูงขึ้น

- ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนที่มาซื้อเงินสดกับ QH คงไม่กระทบมากนัก แต่ส่วนที่กู้ก็คงกระทบเพราะคนที่ซื้อบ้าน QH ส่วนใหญ่เป็นการซื้อหลังที่ 2-3 เพื่อขยายครอบครัว ดังนั้นจะชะลอการซื้อได้ ส่วนตลาดล่างจะเป็นบ้านหลังแรก ที่เป็นกลุ่มเพิ่งสร้างครอบครัวซึ่งมักเป็นการซื้อที่ชะลอได้ยากกว่า

11.โครงการใหม่ the rhythm ของ ap อยู่ติดรถ mrt รัชดา ขายประมาณ ตรมละ
80000-85000 ซึ้ง ap ไม่เคยทำ คอนโดราคานี้มาก่อน อยากทราบความเห็นพี่ ih

- AP ก็ทำโครงการที่ชิดลม ขาย ตร.ม. ละ 1 แสนกว่านะครับ และรู้สึกว่าแถวๆ สยาม ก็ต่ำกว่า 8 หมื่นไม่มาก เพียงแต่คำถามก็คือ 8 หมื่นสำหรับทำเลรัชดาจะแพงไปไหม?

12.ขอเพิ่มอีกข้อนะครับ
จากเว็บลิ่ง
คอนโด ของ ps ปิ่นเกล้า ivy
กับ the seed รัชโยธิน

ผมคิดว่าทำเลก็กลางๆ
แต่ว่าทั้ง 2 โครงการ
ขายเฉลี่ยไม่ตำ 70000
ทำเลปิ่นเกล้า lpn ก็ขายได้ไม่ดีนัก

ผมเลยกลัว ps จะเอาเงินไปจมกะไว้สองโครงการนี้รึป่าว
ทำไมมันขายแพงจังเลย

- ที่รัชโยธิน เป็นโครงการไม่ใหญ่นักประมาณ 500 กว่าล้านที่ผมเพิ่งอ่านข่าวเห็นว่าขายดีใช้ได้ครับ ข้อดีแม้ไม่ติดรถไฟฟ้าแต่แถวนั้นมีอาคารสำนักงานและใกล้เมเจอร์ รัชโยธิน ส่วนที่ปิ่นเกล้าก็ไม่ค่อยใหญ่มากประมาณ 700-800 ล้าน และขาย ตร.ม. ละ 7-8 หมื่นบาท เป็นแบบ fully furnished จึงจับคนละตลาดกับ LPN ครับ ยอดขายเท่าที่ดูเหมือนจะไม่หวือหวานักแต่ผมคิดว่าด้วยขนาดโครงการที่ไม่ใหญ่มากคิดว่าน่าจะค่อยๆ ขายได้จนหมดครับ

เป็นไงครับ คุณ Hong ถามเจาะลึกอย่างนี้แสดงว่ากำลังสนใจหุ้น PS อยู่พอสมควรนะครับ ถ้าว่างก็มา post เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้นะครับ

ความเห็น (2)

คุณ ih ครับภาค 1-5 รวบรวมจาก greenbull

  1. เรื่องของ free flaot และ ผู้ถือหุ้นใหญ่ มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า หุ้นที่มี freefloat สูงมากๆ เช่น เกิน 80%
    จะเป็นหุ้นที่ขึ้นยาก เพราะหุ้นอยู่ในมือรายย่อยเกือบเยอะไป ทำให้ไปได้ไกลๆยาก เช่น zmico
    Freefloat 80% (http://capital.sec.or.th/webapp/freefloat/freefloat.php) หุ้นน่าจะขึ้นยากกว่า finance ตัวอื่นๆ เช่น bls ที่ free float 35%
    อยากถามดังนี้
    1.1ถ้าหุ้นที่พิ้นฐานเหมือนกันหมด คุณ ih คิดว่า free float ประมาณเท่าไหร่ หุ้นน่าจะขึ้นง่ายที่สุด

    - ถ้าตอบแบบดูเรื่อง vol การซื้อขายเป็นหลัก free float ต่ำไป เช่น ต่ำกว่า 25% ก็น่าจะทำให้สภาพคล่องน้อยเกินไป แต่ถ้าสูงมาก เช่น เกิน 70-80% ก็ทำให้หุ้นก็ค่อนข้างหนักเหมือนกันครับ ยกตัวอย่าง เช่น NFS แต่ก็มีข้อสังเกตครับว่า TTA นั้นมี free float สูงมากแต่หุ้นก็ขึ้นลงหวือหวาและมี vol การซื้อขายเยอะมาก

    ถ้าตอบในเชิงพื้นฐาน หุ้นที่ free float ต่ำมาก คือ เจ้าของหรือผู้บริหารถือหุ้นเกิน 75% ทำให้มีอำนาจในการควบคุมบริษัทมากเกินไปทำให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยไม่มีอำนาจมากพอที่จะสอบทานหรือคัดค้านมติที่สำคัญได้ และเจ้าของมักจะบริหารงานได้แบบสบายใจและตามใจโดยไม่ต้องเกรงว่าจะถูกใครมา take over ได้

    ส่วนที่ float สูงมาก แสดงว่าผู้บริหารและเจ้าของถือหุ้นน้อย ก็อาจจะมีข้อเสียคือ ถ้าธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของผู้บริหารไม่ดี ก็มีแรงจูงใจที่ทำให้ผลประโยชน์ต่างๆ อาจจะไม่ตกกับบริษัทได้ครับเพราะผู้บริหารและเจ้าของไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกำไร ปันผลและราคาหุ้นของบริษัทมากเท่าที่ควร

    1.2 ถ้าหุ้นตัวนั้นมีเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่นเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุน คุณ ih คิดว่าจะมีผลทำให้
    หุ้นขึ้นยากกว่า การไม่มีเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไหม

    - ปกติเจ้าหนี้มักจะไม่ค่อยมีนโยบายลงทุนระยะยาวในหุ้นแปลงหนี้เป็นทุนจึงมักจะหาโอกาสลดการลงทุน ซึ่งอาจจะขายออกในกระดานหรือหาผู้ซื้อแบบ big lot ถ้าเป็นแบบแรกก็ทำให้ supply หุ้นนั้นเพิ่มขึ้นก็ทำให้ในระยะสั้นๆ หุ้นตัวนั้นจะขึ้นได้ยาก แต่ในระยะยาวราคาหุ้นก็ขึ้นกับกำไรและเงินปันผลครับ เช่น กรณีของ BH นั้นในช่วงปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ๆ นั้น BBL ก็ถืออยู่เยอะครับแต่ทาง BBL เน้นการขายออกมาแบบ PO และ big lot

    2.การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี ev/ebitda นั้น เหมาะสมกับหุ้นที่มีหนี้และค่าเสื่อมเยอะๆใช่ไหม
    เช่นกลุ่ม สื่อสาร คุณ ih ใช้ ev/ebitda วิเคราห์หุ้นบ้างหรือไม่ อย่างไร

    - แต่ถ้าค่าเสื่อมเป็นค่าเสื่อมของสินทรัพย์ที่ต้องลงทุนทดแทนสินทรัพย์ที่หมดอายุหรือล้าสมัย เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ค่าเสื่อมราคาที่บวกกลับใน ebitda นั้นก็ไม่ได้เป็น free cash flow แต่ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ต้องทดแทนในระยะเวลาที่สินทรัพย์นั้นตัดค่าเสื่อมจนหมด เช่น อาคาร ฯลฯ หุ้นประเภทนี้อาจจะเหมาะจะใช้ ebitda มากขึ้นมาหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ebitda นั้นบวกกลับด้วยดอกเบี้ยและภาษีเข้าไปด้วยซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปจริง ดังนั้น ebitda จึงไม่สะท้อนเงินสดที่เข้าบริษัทได้

    ส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ ebitda ก็จะไม่ค่อยใช้หา valuation ครับ แต่มักจะใช้เปรียบเทียบความถูกแพงของหุ้นในกลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรมเดียวกันมากกว่า เพราะ ebitda จะไม่สะท้อนความแตกต่างของอัตราภาษี ต้นทุนเงินทุน และนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาที่ต่างกัน ดังนั้น ebitda margin ( ebitda / sale ) จะสะท้อนความสามารถในการทำกำไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท A และ B มีนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ประเภทเดียวกันในจำนวนปีที่ต่างกันเช่น 20 ปีและ 30 ปี แม้ทุกอย่างจะเหมือนกันหมดแต่หุ้น A จะมี p/e สูงกว่า B เพราะ A จะมีค่าเสื่อมราคาสูงกว่า แต่ A จะมี cash flow ดีกว่า B เพราะ A จะเสียภาษีน้อยกว่า ( เพราะกำไรทางบัญชีก่อนหักภาษีของ A ต่ำกว่า B )

    3.การทำ stock repurchase ถ้าไม่ได้ทำตอนเกิดวิกฤคิตลาดหุ้นเพื่อพยุงราคาหุ้น (รู้สึกว่า gmm ทำตอน
    เครื่องบินชนตึก world trade ) เรื่องนี้จะสะท้อนถึง วิสัยทัศน์ได้ไหมว่า ไม่สามารถเอาเงิน ไปลงทุนอะไรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้( ก็เลยซื้อหุ้นคืนเพื่อทำให้ eps สูงขึ้น ปันผลเยอะขึ้น หรือมีอีกอย่าง ซื้อหุ้นคืน
    น่าจะป้องกันการ take over อย่างไม่เป็นมิตรได้ )

    - ตอนนั้นธุรกิจของ GMMM ช่วงนั้นดีกว่าตอนนี้อยู่ระดับหนึ่งเพราะการแข่งขันของคลื่นวิทยุยังไม่รุนแรงเท่าตอนนี้ และผู้บริหารอาจจะมองว่าราคาหุ้นตอนนั้นน่าจะต่ำไปเมื่อเทียบกับภาวะแวดล้อมทางธุรกิจตอนนั้น แต่เมื่อสถานการณ์ทางธุรกิจแย่ลงก็ทำให้กำไรและราคาหุ้นลดลงมาก็เลยทำให้ Gmmm ไม่มีทางเลือกคือจะต้องลดหุ้นที่ซื้อคืนไป เพราะถ้าขายออกมาในกระดานจะต้องรับรู้ผลขาดทุนมาก

    4. ข้อความจาก web prakard นะครับ โดยนายประกาศ เกี่ยวกับ property fund

    http://www.prakard.com/default.aspx?g=posts&t=27270

    “ถ้าคุณถามผมว่าหลักการมันผิดตรงไหน ผมก็บอกได้ว่ามันผิดมาตั้งแต่วันแรกที่ไปคิดว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนแค่ 8% คุณจะไปรู้ได้ยังไงว่าจริงๆ นักลงทุนต้องการเท่าไรที่เขาจะคิดว่ามันจะ cover ความเสี่ยงได้จริงๆ เพราะพวกนักลงทุนเองเองก็ไม่รู้ไม่เข้าใจหรอกว่า quality ของ underwrite asset ที่แต่ละกองทุนจะไปซื้อมามันคืออะไร ขณะที่แต่ละกองก็ลงใน asset ที่ไม่เหมือนกัน ความเสี่ยงมันย่อมมีไม่เท่ากันด้วย

    อย่างกองที่ 1 ลงใน industrial leasing กอง 2 ลงใน residential กอง 3 ลงในสนามบิน แล้วบอกว่าให้ spread 2.5 หรือ 3 เท่ากันหมดนี่ผมว่าหลักการมันผิดแล้วนะ เพราะ underwrite asset แต่ละกองมันต่างกัน คุณภาพหรือความเสี่ยงของ underwrite asset มันก็จะเป็นคนละเรื่องกันด้วย อย่างคุณลงใน industrial leasing นี่ความเสี่ยงสูงสุดเลยนะ คนในวงการอสังหาฯ รู้กันดี แล้วคุณจะให้นักลงทุนรับเท่ากันทุกกองเลยหรือ ข้อเท็จจริงมันเป็นแบบนี้

    พี่ ih รบกวนช่วยขยายความหน่อยได้ไหมครับว่า industrial leasing กับ residential ต่างกันอย่างไร
    และ spread 2.5 หรือ 3 คืออะไรเหรอครับ

    - Spread 2.5 และ 3 นั้นคือ ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ใช้เป็นตัวเทียบวัด ( ปกติใช้ 10 ปี )

    Industrial estate ก็เป็นพวกโรงงาน โกดังให้เช่น ส่วน residential ก็เป็นพวกเซอรวิสอพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า

    ในทางทฤษฎี Industrial estate อาจจะถูกมองว่าเสี่ยงกว่าตรงที่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีนั้นอาจจะมีโรงงานที่ปิดตัวทำให้ผู้เช่าย้ายออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นต่างประเทศ residential นั้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนในประเทศตัวเอง แต่ของไทยกองทุนอสังหาฯ ที่เป็น residential นั้นเป็นเซอร์วิสอพารต์เมนต์ระดับ A และบ้านเช่าแบบราคาแพงซึ่งผมว่าก็ sensitive กับเศรษฐกิจอยู่พอสมควร ถ้า residential บ้านเราเป็นพอร์ตที่เป็นอพาร์ตเมนต์ระดับ 3000-5000 บาทต่อเดือนหรือหอพักนักศึกษา ที่มีคนเช่าเต็มหรือเกือบเต็ม ( ไม่ใช่ยังสร้างไม่เสร็จและยังไม่รู้ว่าจะมีคนเช่าหรือเปล่า ) แล้วผมว่าน่าสนใจและความเสี่ยงต่ำตามทฤษฎีจริงๆ

    ตัวที่เป็นตัวกำหนด spread ของกองทุนอสังหาฯ บ้านเราผมคิดว่าเป็นเรื่องสิทธิของการใช้ที่ดินครับ กองทุนอสังหาฯ ที่เป็น freehold จะต้องมี yield ที่ต่ำกว่า leasehold ครับโดยเฉพาะ leasehold ที่กำหนดชัดเจนว่าเมื่อครบอายุเจ้าของทรัพย์สินจะเอาคืนไปแน่ๆ เช่น กองอสังหาฯ ของ Future park เป็นต้น ( กองทุนสมุยนี่ผมไม่แน่ใจครับเพราะสัญญาเขียนแล้วอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง )

6.เรื่องการซื้อหุ้นคืนของ se-ed น่ะครับ
ผมดูในงบส่วนผู้ถือหุ้น งบรวม
ของปี 49 จะเห็นว่ามีรายการ สำรองหุ้นทุนซื้อคืน 122ล้าน
และรายการหักหุ้นทุนซื้อคืน ที่ติดลบ 122ล้าน
ว่า การที่ se-ed ซื้อหุ้นคืนในช่วงปี 47
ผมดูงบปี 47 กระแสเงินสดการจัดหาเงิน ติดลบ 122 ล้านจากการซื้อหุ้นคืน
มูลค่า122 ล้านนั้น se-ed จะต้องเสียเงินสดไปก้อนแรกแล้ว
และยังต้องมาหักกำไรสะสมอีก ก้อนนึงคือ 122 ล้าน หรือ

อยากเรียนถามดังนี้ จริงๆแล้ว se-ed เสียเงินจริงๆ แค่ 122 ล้านในงบปี 47
ส่วนที่ตั้งสำรองในส่วนผู้ถือหุ้น ไม่ได้เสียเงินสดจริงถูกไหมครับ
แต่มีผลทำให้กำไรสะสมลดลง แต่ส่วนผุ้ถือหุ้นไม่ได้ลดลงจริง
เพราะมีรายการ 2 รายการ สำรองซื้อคืน กลับหักหุ้นทุนซื้อคืน (เป็นบวกกับลบ
หักล้างกัน = 0)
และพอลดทุนจริงในปี 50 ก็ไม่ได้เสียเงินเพิ่มแค่มีผลต่อกำไรสะสมลด

ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องไหม ถ้าเข้าใจถูกหมดก็รบกวนพี่ ih ข้ามข้อนี้ได้เลย
หรือถ้าเข้าใจผิดหรือพี่ ih มีอะไรจะเสริมก็เชิญเลยครับ

- ข้อนี้ขอติดไว้ก่อนครับขอไปดูรายละเอียดอีกทีเพราะเรื่องงบการเงินในเชิงบัญชีเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยถนัดนักครับ

ขอรบกวนถามพี่ IH เพิ่มเติมกรณีนี้นะครับ คือผมมี csl ลงทุนไว้นานแล้วครับ ตั้งแต่ราคายังไม่สูงนักจนล่าสุดก็มีหุ้นมากพอสมควร เนี่องจากผมได้ปันผลก็นำมาซื้อเพิ่มตลอดทุกปี ตอนนี้ก็มีจำนวนพอสมควร ล่าสุดผมได้ซี้อเพิ่มอีกซึ่งก็ราคาสูงกว่าเดิมมาก แต่ผมมองในแง่ของปันผลมาตลอด ซึ่งก็ไม่เคยขายหุ้นตัวนี้เลย แต่พอมีกรณีลดทุนในครั้งนี้ ผมไม่ทราบว่าจะมีปัญหากับเงินปันผล/ราคาหุ้นหรือไม่ครับ เพราะผมตามดูมาตลอดก็เห็นว่าตัวกิจการหลักก็ไม่ค่อยมีการเติบโตเท่าไหร่นัก จากรายได้จากการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ลดลงจากแรงแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ปีนี้ก็ได้จากส่วนที่ไปลงทุนในกิจการอื่นที่ไม่ใช่ในกิจการหลักที่ตนเอง รายได้จากบริษัทย่อย ได้แก่ TMC (โฆษณาผ่านสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง), ADV (โฆษณาผ่านหน้าเวปไซต์) และ Watta (โฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์) ยังทรงตัว แล้วถ้าหากมีการลดทุน ถึงแม้บริษัทจะมีกระแสเงินสดมาก แต่จะกระทบในส่วนของทุน และ เงินปันผล/ราคาหุ้นหรือไม่ เพื่อที่จะได้ตัดสินใจที่จะถือต่อหรือขายออกไปลงทุนในตัวอื่นแทน

ขอความกรุณาข่วยวิเคราะห์ให้ด้วยครับ ของคุณครับ

- ธุรกิจ internet ของ CSL จะมีรายได้ลดลงในส่วน dial up และ broadband ( internet ความเร็วสูง ) แต่จะไปเพิ่มส่วนของ leaseline คือ ส่วนลูกค้าองค์กร ถ้าดูงบปีก่อนจะเห็นว่ารายได้รวมของธุรกิจ internet จะคงที่พอดี ส่วนธุรกิจสมุดหน้าเหลือง ปัจจุบันแม้ไม่ใช่รายได้ที่มากที่สุด แต่น่าจะเป็นตัวที่ทำกำไรมากที่สุดครับเพราะแทบไม่มีคู่แข่ง ดังนั้นผมว่า CSL น่าจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเพื่อให้สะท้อนธุรกิจที่ทำกำไรหลักในปัจจุบันมากกว่านี้ หรือแยกเอาบริษัทสมุดหน้าเหลืองมา list ( แต่ก็ไม่ค่อยน่าทำเพราะ CSL มีเงินสดเหลือเยอะ ) ผมเคยคุยกับผู้ถือหุ้นของ CSL เค้าไปศึกษาและบอกว่าธุรกิจสมุดหน้าเหลืองที่ต่างประเทศนั้นมี p/e 20-30 เท่า ส่วนที่ไปซื้อหนังสือ วัฎฎะ ผมว่าเป็นการซื้อที่ดีครับและน่าจะปรับปรุงและสร้างรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้นได้เพราะว่าธุรกิจหนังสือพวก classified ก็ต้องมี website ของตนเองและ 2 รูปแบบนี้จะสนับสนุนกันอยู่

การลดทุนของ CSL ไม่น่าจะมีปัญหากับปันผลของหุ้นในระยะยาวครับ ผมยังเชื่อว่า CSL น่าจะปันผลได้เกือบๆ 100% ของกำไรได้อยู่ครับ เว้นเสียว่าจะมีการลงทุนใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก

7 ทำไมรายได้ของธุรกิจโรงไฟฟ้าถึงจะต้องมีผลตอบแทนลดลงเรื่อยๆคับ
ใช่ว่าตอนหลังๆตอนคืนให้รัฐเลยผลิตน้อยปะครับ

- เป็นรูปแบบที่เค้าคิดกันไว้ตั้งแต่แรก แต่ถ้าผมเดา การให้กำไรมากๆ ช่วงแรกก็ดีกับผู้ถือหุ้นโรงไฟฟ้าครับเพราะเงินที่ได้มาเร็วกว่าย่อมมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ได้ตอนหลังๆ ตามหลัก present value นอกจากนี้เงินที่ได้ช่วงแรกก็ทำให้บริษัทสามารถเอาเงินนี้ไปลงทุนขยายหรือสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ได้ด้วยครับ

8.ขอถามเกี่ยวกับเรื่องการ cap ดอกเบี้ยเป็นต้นทุนของหุ้นอสังหริมทรัพย์หน่อยนะครับ

หุ้นกล่ม property นั้นนอกจาก ดอกเบี้ยจ่ายแล้วจะมีดอกเบี้ยจ่ายตัวที่สองในงบกระแสเงินสด
ที่เขียนว่า ดอกเบี้ยจ่าย (ประกอบด้วยดอกเบี้ยจ่ายสำหรับดำเนินการ และดอกเบี้ยจ่ายสำหรับต้นทุนโครงการ)

8.1ผมอยากถามว่า ดอกเบี้ยจ่ายในงบกระแสเงินสด ก็คือต้นทุนของโครงการ ถ้าสมมุติว่าบ้านยิ่งสร้างนานเท่าไหร่
Grossmarginก็ยิ่งหาย

- เท่าที่ทราบเค้าจะมี limit เหมือนกันครับว่าจะ cap ได้ไม่เกิดเท่านั้นเท่านี้ ดังนั้นสำหรับโครงการเก่าเก็บที่เปิดนานแล้วถึงจุดหนึ่งต้นทุนที่ดินจะไม่เพิ่มแล้วครับ แต่ถ้าช่วง 1-3 ปีหลังจากเปิดโครงการแล้วขายไม่หมดช่วงนี้ดอกเบี้ยจะถูกรวมเข้าไปในต้นทุนที่ดินครับ

8.2ต่อจากคำถามก่อนหน้า ถ้าเป็นการสร้างคอนโด ต้นทุนก็ควรสูงกว่า เพราะใช้เวลาสร้างนานแต่กลับมี gross margin
สูงกว่า มันจะคัดแย้งกันไหมครับ
- ไม่ขัดแย้งครับและควรจะเป็นเช่นนั้นด้วยครับ เพราะคอนโดฯ สร้างนานกว่า เงินจึงไปจมมากกว่า ( ทั้งเงินของบริษัทและเงินเจ้าหนี้ ) จึงมี asset และ inventory turnover ต่ำกว่าการสร้างบ้านเดี่ยวหรือทาวเฮาส์ ดังนั้นการทำคอนโดฯ ขายจะมีรอบการหมุนเงินช้ากว่า ดังนั้นถ้าจะให้ ROA การทำคอนโดฯ เท่ากับบ้านเดี่ยว จำเป็นต้องให้มี margin สูงกว่า เพราะ ROA คือ Asset turnover คูณด้วย net profit margin ครับ

8.3.ถ้าดอกเบี้ยจ่ายในงบกระแสเงินสดระหว่างก่อสร้างเป็นต้นทุนการก่อสร้างที่ ถูกรวมเป็นต้นทุนค่าขาย
แล้วดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุนจะมาจากอะไรเหรอครับ ใช่ค่าโฆษณา เงินเดือนพนักงานขายปะครับ

- มาจากโครงการเก่าที่ cap ดอกเบี้ยไปในต้นทุนไม่ได้แล้ว และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นดอกเบี้ยที่กู้มาเพื่อใช้ในการสร้างตัวบ้านครับ ( แต่ส่วนหลังไม่แน่ใจครับ ) ปกติแล้วถ้าซื้อที่ดินแล้วยังไม่เปิดโครงการ ดอกเบี้ยที่เกิดก่อนเปิดโครงการจะเข้าไปในต้นทุน แต่ถ้าเปิดแล้วเหมือนว่าดอกเบี้ยจะต้องเข้าไปในค่าใช้จ่าย เรื่องนี้ผมไม่สันทัดนักลองปรึกษาคุณ Mon Money ดูอีกทีได้ครับ

8.4.คำว่า ‘ ที่ดินและต้นทุนในการพัฒนาโครงการ – สุทธิ’ ในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนจะหมายถึง
คอนโด หรือบ้านที่ขายไปแล้ว แต่ยังรอการโอน หรือว่า แค่ที่ดินเปล่าเหอรครับ

- เป็นที่ยังไม่ได้โอนครับ แต่ถ้าเป็นที่ดินเปล่า น่าจะเป็นรายการ “ ที่ดินรอการพัฒนา ” ดังนั้นรายการนี้ควรจะเป็นโครงการที่กำลังจะเปิด ( เช่น ถมดินอยู่ สร้างบ้านตัวอย่างอยู่ ) และเปิดไปแล้วและอยู่ระหว่างการขายครับ

9.คุณ ih ช่วยแนะวิธีการดูหน่อยได้ไหมครับว่า บริษัท property ว่า จะมีจุดสังเกตยังไงว่า จะต้องเพิ่มทุนไหม
เช่น เปิด project ใหม่แต่ ยังไม่มี landbank รอ หรือ free cash flow ติดลบต่อนื่อง (ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวไหม)

- นั่นสิครับ ส่วนหนึ่งคงต้องดู d/e ด้วย และยังขึ้นอยู่กับ project ปัจจุบันและ project ในอนาคตที่อยู่ในใจผู้บริหารด้วย ( ซึ่งอย่างหลังนั้นเราไม่รู้ ) แต่จากบทเรียนและประสบการณ์ที่ผมเห็นคือ บริษัทที่เดิมทำบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ ถ้าจะเปลี่ยนไปทำคอนโดฯ ก็จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเยอะ ดังนั้น บริษัทไหนที่จะมียอดขายเป้าหมายโต 50-100% จากปัจจุบัน เสี่ยงในการเพิ่มทุนครับ ส่วนจะเพิ่มทุนด้วยวิธีใดและกระทบผู้ถือหุ้นแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทครับ อีกประเด็นหนึ่ง ถ้าบริษัทที่กู้มาเยอะ เช่น d/e ซัก 2 เท่า และเกิดยอดขายและการรับรู้รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญซัก 2-3 ไตรมาสติดกัน ก็จะเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องและอาจจะต้องเพิ่มทุนครับ

10.การที่ cpall มีการเช่าพื้นที่ แต่ bigc เป็นที่ดินของตัวเอง ถ้าเข้า model
dcf จะสะท้อนว่า cpall พอหมดสัญญาเช่า ต้อง assume ว่า จะจ่ายค่าเช่า
ต่อไปเท่าไหร่ ถูกต้องไหม และการเช่าไม่มีที่เป็นของตัวเอง cash flow investing
สูงเท่าไหร่ แต่ก็สะท้อนว่าต้องมี cash flow investing มาเรื่อยๆ เมื่อหมดสัญญาเช่า คละๆกันแล้ว น่าจะทำให้ cash flow ของทั้ง cpall และ bigc makro พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ไม่ทราบว่าพี่ มีมุมมองอย่างไร

- การจ่ายค่าเช่าของ cpall จะอยู่ในค่าใช้จ่าย sg&a อยู่แล้ว ซึ่งการเช่าตึกแถวของ cpall มักจะจ่ายค่าเช่าคงที่แม้หมดสัญญาก็คงไม่เพิ่มมากเพราะไม่ใช่สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปีแบบพวกศูนย์การค้าที่ทำสัญญาเช่าไปเมื่อ 20-30 ปีก่อนที่ค่าของเงินตอนสมัยนั้นต่ำกว่าปัจจุบันมาก

เนื่องจาก cpall ไม่ต้องซื้อที่ดิน หรือสร้างอาคาร ดังนั้น cash flow from investing หรือ capex ของ cpall จะไปหนักเอาส่วนของพวกส่วนตกแต่งร้าน ตู้วางสินค้า ระบบ computer ซึ่งไม่น่าจะมีสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับกำไร ซึ่งต่างจากพวก BigC ดังนั้นค่าเสื่อมราคาของ cpall น่าจะเป็นค่าเสื่อมที่ต้องนำมาลงทุนทดแทนจึงไม่ค่อยจะเป็น free cash อย่างค่าเสื่อมอาคารของ BigC Makro

ดังนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบลองดูครับ ว่าอัตราส่วน ค่าเสื่อมราคา / กำไรสุทธิ ของ CPALL BIGC MAKRO CPN MINT เป็นเท่าไหร่ แล้วถ้าได้มาเล่าให้ฟังและวิเคราะห์กันได้นะครับ

ภาค 2

  1. พี่ ih ครับ ต่อจากกระทู้ที่แล้วที่พี่ ih บอกว่าให้ลองหา ค่าเสื่อม/กำไรสุทธิของ กล่ม modern trade ดู
    ตัวแรก bigc ค่าเสื่อม 2057 กำไร 2502 หารกันได้ 0.82 เท่า cpall งบเดี่ยวนะครับ ค่าเสื่อม 1798 กำไร
    2504 หารกันได้ 0.71 ตามที่พี่ ih เคยบอกว่าก่อนหน้านี้ กรณีสองตัวนี้เป็นเพราะ cpall จ่ายค่าเช่า เลยทำให้
    มีสินทรัพย์ตัดค่าเสื่อมน้อยกว่า อัตราส่วนนี้ที่สูงกว่า ย่อมดีกว่า ปะครับ
    แต่ว่า cash flow from operation ของทั้งสองตัวมีใกล้เคียงกันเลยนะครับ 6000 ล้านกับ 7000 ล้าน
    ของ cpall งบเดี่ยว

    - ถ้าค่านี้สูง หากั้ง 2ตัวคือ BigC และ CPALL หยุดขยายสาขาทั้งคู่ BigC จะมีเงินสดต่อหุ้นเข้ามามากกว่า เพราะเงินสดคือ net profit + depre แต่หากยังต้องขยายสาขาต่อไป การที่มีค่าเสื่อมสูงๆ เทียบกับกำไร ก็สะท้อนว่าหุ้นตัวนี้การขยายต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ข้อดีของ BigC ก็ยังดีตรงที่ว่าค่าเสื่อมเป็นค่าเสื่อมของสินทรัพย์ที่มีอายุยาวไม่ต้องลงทุนทดแทนในระยะสั้น และธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนหรือ working cap เป็นบวกซึ่งเป็นผลจากการขายเงินสด ทำให้ BigC พอจะนำเงินค่าเสื่อม + เงิน supplier และเงินกู้บางส่วนมาขยายสาขาใหม่ ทำให้ไม่ต้องใช้เงินกู้มากนัก

    1.2มวยคู่ถัดมาบ้าง cpn กับ mint
    ค่าเสื่อมของ cpn/กำไร 1246/1783 ได้ 0.7 เท่าน้อยกว่า bigc พอๆกับ cpall เลย
    ส่วนของ mint 1295/1610 ได้ 0.80 เท่า โอ้ พอๆกับ bigc
    ลูกรักตัวสุดท้าย makro 683/1291 โอ้ต่ำสุดเลยครับ ได้แค่ 0.52 เอง
    ผมจะลองหาเหตุผลเท่าที่ผมนึกออกนะครับ
    จริงๆแล้วหุ้นไหนที่มี ratio นี้ใกล้เคียงกับ 1เท่าน่าจะดีกว่าเพื่อน เพราะว่า pe ของ modern trade
    ควรเอา กำไร+ค่าเสื่อม ฉะนั้นในแง่นี้ bigc สมควรมี pe สูงกว่าเพื่อนแต่ makro สมควรมี pe ต่ำกว่าเพื่อน
    แต่ในแง่ของ dcf นั้นค่าเสื่อมที่น้อยน่าจะสะท้อน cash flow investing ที่น้อยกว่าด้วยทำให้ fcf เหนือกว่า
    สังเกตได้จาก makro ปันผลมากที่สุดเพราะ fcf น่าจะดีกว่าเพื่อน

    - ก็เข้าใจถูกแล้วครับ การมี depre / กำไรต่ำของ Makro สะท้อน 2 อย่างคือ ใช้เงินลงทุนขยายสาขาต่ำกว่าคู่แข่ง และบางสาขาเดิมๆ นั้นในส่วนอุปกรณ์และส่วนตกแต่งตัดค่าเสื่อมจนหมดแล้ว ถ้ามองในแง่ cash flow ใช่ครับ bigc น่าจะมี p/e สูงกว่า makro แต่การที่ makro ปันผลออกมาได้มากกว่า ก็ทำให้ในแง่มุมนี้ makro ควรมี p/e สูงกว่า bigc ทั้ง bigc makro ต่างมีจุดเด่นกว่าคนละอย่างเลยทำให้ท้ายสุดแล้ว p/e จึงสูสีกัน

    ส่วน cpn ธุรกิจในแง่การลงทุนในสินทรัพย์ไม่ค่อยต่างกับ mint มากนัก แต่ที่ ratio ของ cpn ต่ำกว่าเพราะว่าสินทรัพย์ที่สร้างกำไรหลักคือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว น่าจะตัดค่าเสื่อมเกือบหมดแล้ว

    ผิดถูกยังไงท่านอาจารย์โปรดบอกด้วยคร้าบบบ

    2.คุณ ih คิดว่า bv มีผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ดูแล้วตลาดจะให้มูลค่าหุ้น
    ที่ความสามารถการทำกำไรและเงินสดมากกว่า
    แต่ผมมีข้อสังเกต 2 อย่างดังนี้
    2.1ถ้าหุ้นสองตัวมี bv เท่ากันแต่ตัวนึงมีกำไรสะสม 50% อีกตัว 10% ตัวแรกน่าจะมีคุณภาพสูงกว่า

    - คุณภาพคงจะสูงกว่าในแง่ความสามารถในการจ่ายปันผลออกมา แต่การจ่ายปันผลได้มากหรือน้อยปัจจัยหลักคงเป็นเรื่องการมี current ratio มากน้อยเพียงใด

    2.2เรื่อง fcf ถ้าหุ้น modern trade ที่ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว bv จะต่ำ เพราะสินทรัพย์น้อยลง ฉะนั้น modern trade bv สูงก็เพราะ หาเงินสดได้โดยที่สินทรัพย์ตรงนั้นหมดไปแล้ว (ไม่รู้มั่วป่าวครับ ช่วยท่วงติงด้วยนะครับถ้ามั่ว)

    - ส่วนใหญ่ modern trade จะยังตัดค่าเสื่อมยังไม่ค่อยหมดกันครับเพราะตัวอาคารตัด 25-30 ปี แต่สาขาที่มีในปัจจุบันส่วนใหญ่มีอายุไม่ค่อยจะเกิน 20 ปี แต่อาจจะมีสินทรัพย์บางส่วนที่ตัด 5-10 ปี ตัดค่าเสื่อมหมดแล้วแต่ยังใช้งานต่อได้ เช่น ชั้นวางสินค้า ส่วนปรับปรุงตกแต่งอาคาร ดังนั้นก็จะมีบางส่วนที่ตัดค่าเสื่อมหมดไปแล้วแต่ยังใช้งานต่อเช่นกัน

    กรณีในอนาคตที่ค่าเสื่อมหมดจริงๆ ผลที่ตามมาก็คือถ้า ebitda margin หรือกำไรจากการดำเนินงานหลังหักต้นทุนขายและค่าบริหาร ( กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม ) เท่าเดิม หุ้นเหล่านั้นควรจะมี net margin สูงขึ้นครับ

    หุ้นค้าปลีกบางตัวที่ bv สูงเป็นเพราะกลยุทธ์ asset light คือ มีการถือครองสินทรัพย์ต่ำมาก เพราะเน้นการเช่าพื้นที่ ทำให้สินทรัพย์หลักคือ คน brand และระบบต่างๆ ที่วางไว้มายาวนาน จากการที่ผมได้ไปอบรมด้านธุรกิจค้าปลีกมา 2 วัน เห็นว่า retail is detail จริงๆ ครับ รายละเอียดเยอะมากและการทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีสาขาจำนวนมากและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข็งขันได้นั้นไม่ง่ายเลยครับ ดังนั้น asset หนึ่งที่ไม่มีตัวตัวและไม่อยู่ใน book ก็คือ ทีมผู้บริหารและระบบจัดการครับ ดังนั้นหุ้นค้าปลีกคงจะต้องดูประเด็นนี้นอกเหนือจากเรื่อง bv ด้วยนะครับ

  2. คุณ ih เชื่อสมมุติฐานว่า prin จะมีรายได้ 4300 ตาม oppday หรือไม่ และคุณ ih คิดว่า ปีนี้
    Prin น่าจะมี profit margin สักเท่าไหร่

    - ถ้า book รายได้คอนโดฯ ราชปรารภได้ประมาณ 95% ซึ่งต่ำกว่ายอด presale ในปัจจุบันอยู่หน่อย ก็น่าจะรับรู้รายได้ได้เฉพาะคอนโดฯ ราชปรารภประมาณ 1,400 ล้านบาท ส่วนโครงการแนวราบ คือ บ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ ตัวหลักๆ ที่จะรับรู้รายได้ปีนี้ก็จะเป็นโครงการใหม่อย่าง โครงการ ถ. สามัคคี พระราม 5 และโครงการเก่าที่พอจะขายได้เรื่อยๆ อย่าง โครงการเพชรเกษม 69 บางบอน 5 หรือ เกษตร- นวมินทร์ รวมไปถึงโครงการร่วมทุนกับ UV ดูแล้วก็น่าจะรับรู้ในส่วนแนวราบได้ไม่น้อยกว่าปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 2,500 ล้านบาท ดังนั้นถ้า conservative เลยก็ประมาณ 3,900-4,000 ล้านก็ได้ครับ มากกว่านั้นก็ถือว่าเป็นโบนัสไป

    ส่วน profit margin นั้น โครงการที่ร่วมทุนกับ uv จะมี margin ต่ำสุดคือต่ำกว่า 20% ส่วนแนวราบถ้าเป็นโครงการใหม่ๆ ก็จะประมาณ 28-29% แต่ถ้าเก่าๆ หน่อยบางโครงการอาจจะลงมาเหลือ 25% เพราะต้องการให้ขายเร็วขึ้น ส่วนคอนโดฯ ผู้บริหารยังยืนยันประมาณ 35% ดังนั้นเฉลี่ยๆ ของปีนี้ผมคิดว่า gross margin น่าจะอยู่ประมาณ 28-29% ครับ

    หากให้ gross margin เฉลี่ยทั้งปีอยู่ประมาณ 28% และเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขายและบริหารแล้ว prin น่าจะมี net margin ประมาณ 10% หากให้รายได้ 4 พันล้านก็น่าจะมีกำไร 400 ล้านบาท หรือประมาณ 0.38 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นที่ 2.68 ในปัจจุบันที่ลดลงมามากจากต้นปีน่าจะสะท้อนข้อมูลจาก Opp day ที่ว่ารายได้ในไตรมาส1 จะรับรู้ได้เพียง 450 ล้านบาทเนื่องจากลูกค้ารอมาตรการภาษีจึงทำให้การรับรู้รายได้จะไปอยู่ Q2-Q4 เสียมาก และกำไรคงไม่ดีนักเพราะมีค่าใช้จ่ายโฆษณาคอนโดฯ เข้ามาบันทึกใน Q1 ด้วย ดังนั้น หาก Prin สามารถทำกำไรได้ประมาณ 0.38 บาทต่อหุ้น ณ ราคาปัจจุบันก็มี p/e ประมาณ 7 เท่า ซึ่งก็ต่ำกว่ากลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ตัวอื่นๆ พอสมควรครับ

    4.อัตราการแจก warrant ของ prin ที่ 3 หุ้นสามัญต่อ 1 หุ้น warrant พี่ ih พอจะคำนวณได้ไหมครับว่า
    ราคา warrant น่าจะสักประมาณกี่บาทต่อหุ้น

    - ปกติแล้วผมก็ต้องใช้ ราคาตลาด – ราคาใช้สิทธิ แต่ตอนนี้ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาด ดังนั้นถ้า warrant ตัวนี้หมดอายุพรุ่งนี้ มูลค่าจะเป็นศูนย์ แต่ warrant ของ prin จะมีอายุ 2 ปีดังนั้นมูลค่าที่มีอยู่คือ time value ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะให้เท่าไหร่ แต่ถ้าคิดแบบ vi มูลค่า warrant ก็น่าจะเป็น ราคาเป้าหมายที่เรามองไว้เมื่อ warrant ใกล้หมดอายุ ลบด้วย ราคาใช้สิทธิครับ

 

5.ผมตั้งข้อสังเกตุอย่างนึงนะพี่ ih
อีตา ธันยาวัช บอกว่า lotyboy เป็นกระแส

เพราะขนมปังแค่มีกลิ่นหอม แล้วตอนแรกๆก็มีคนไปต่อคิวเยอะ
หลังๆ รู้สึกที่สยามก็ปิดไปแล้วหรือไงเนี้ย
แต่ที่ผมงงก็คือทำไม อานตี้แอ๊น ผมว่ามันก็แป้งธรรมดา
เอามาม้วนเล่น คนเยอะตลอดเลย เหมือนไม่เป็นแค่กระแส
ทุกวันนี้ที่ เซ็นทรัลพระราม สอง
ก็คนเยอะ ผมเลยสับสนว่า เอ ตอนแรก อานตี้แอ๊นก็น่าจะเป็นเหมือน
lotyboy นี้นา ทำไมมันยังขายดีอยู่ได้

- หากเคยทานทั้งคู่ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า lotyboy หวาน หอม ทานครั้งแรก จะอร่อย แต่ทานครั้งหลังๆ จะเริ่มเลี่ยน บางทีอาจจะรู้สึกเลยว่าครึ่งชิ้นแรกอร่อย แต่ครึ่งชิ้นหลังกินเพราะเสียดายขี้เกียจทิ้ง ส่วนอานตี้แอ๊น ไม่หวานมากเกินไปนัก และสินค้ามีให้เลือกหลายอย่าง และถ้าถามผม ผมก็ว่ามันก็อร่อยดีนะครับแต่แคลอรี่จะสูงไปหน่อย คงไม่เป็นกระแสมั้งครับเพราะคงไม่มีใครซื้ออานตี้แอ๊น 10-20 กล่องเพื่อไปฝากคนในที่ทำงานหรือที่บ้านเพื่อให้ลองชิมกันแบบ lotyboy

อย่าว่าแต่ lotyboy เลยครับที่กินครั้งหลังๆ แล้วเบื่อ ผมไปกินร้านข้าวแกงหรืออาหารตามสั่ง ก็เห็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างนั่งกินก๋วยเตี๋ยว หรือกินก๋วยเตี๋ยวก็เห็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างกินข้าวแกง แม้ว่าร้านที่ว่านี้จะเป็นอาหารที่คนเรากินได้ทุกวันก็ตาม สำหรับ lotyboy นั้นก่อนเปิดร้านถ้าเจ้าของร้านลองกินทุกวันๆ ละ 2-3 ชิ้น ลองดูว่าจะกินได้ต่อเนื่อง 30-60 วันได้หรือไม่

ดังนั้นกรณีของ loty boy ก็เป็นการตลาดว่าด้วยเรื่องกลิ่น ( เหมือนที่ Starbuck หรือร้านกาแฟทำ ) การสร้างกระแส แม้กระทั่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการต่อคิวในช่วงแรกๆ เป็นลูกค้าจริงๆ ทั้งหมดหรือไม่ แต่โดยรวมคนที่เข้าคนที่เปิดร้านคนแรกๆ ก็กำไรแต่คนที่เข้าตอนท้ายๆ ก็คงจะขาดทุน

ดังนั้น loty boy อุปมาอุปไมย ก็เหมือนหุ้นเก็งกำไร หุ้นเหล่านี้ขึ้นจริง คนที่ซื้อถ้ากำไรเป็นตัวเงินจริงๆ เอาไปใช้ซื้อของได้แน่นอน แต่คนที่เข้าคนแรกๆ และสามารถผลักดันให้หุ้นขึ้นมาได้ก็จะได้กำไรไปในจำนวนมาก ส่วนคนที่เข้าหลังๆ ก็ได้กำไรลดหลั่นไปและถึงขึ้นขาดทุนน้อยไปถึงขาดทุนจำนวนมาก หรืออาจจะเปรียบเทียบกับการซื้อหุ้นพื้นฐานบางตัวแต่เรารู้ว่ามันดีช้ากว่าคนอื่นและราคาที่เราซื้อนั้นสะท้อนพื้นฐานที่ดีไปมากแล้ว ก็อาจจะได้ผลตอบแทนไม่มากอย่างที่คาดหวังไว้ก็เป็นได้ครับ

ตัวที่ก้ำกึ่งระหว่าง loty กับ อานตี้แอ๊น ก็คือ Cripy cream ( ไม่แน่ใจสะกดถูกรึเปล่า ) ของที่อเมริกา ซึ่งตอนออกใหม่ๆ คนก็ต่อคิวกันยาวมากเหมือนกัน แต่ปัจจุบันก็ยังอยู่ได้แม้ว่าจะไม่ hot เหมือนเดิมก็ตาม

จะว่าไปคล้ายๆ กับเวลาห้างค้าปลีกอย่าง BigC Lotus Makro เปิดใหม่ๆ ในต่างจังหวัดคนวันแรกจะเยอะมาก เพราะทุกคนเห่ออยากมาดูว่าเป็นยังไง มีอะไรขายและมีร้านค้าอะไรบ้าง

.
ขอ discuss เรื่อง bcg model หน่อยนะครับ
ผมเองมองว่าหุ้นที่มีการคาดหวังสูง แม้ธุรกิจจะดี แต่ว่า

ก็มีความเสี่ยงสูงตาม เพราะ พื้นฐานที่ดีของธุรกิจ ก็ price in

ไปแล้ว(reflect in price) ผมเลยคิดงี้ครับ สมมุติว่า ถ้าไปถาม

ใครๆว่า เฮ้ นายว่า ใครเป็น star แล้วทุกคนก็ฟันธงว่า mint (ยกตัวอย่าง)

หน้าที่ของพวกเราก็คือ หา the next of mint ก็คือ ช่อง ? เพราะถ้าพวกเรา

ซื้อ mint เท่ากับว่า เราไม่ต้องทำการบ้านเลย เพราะทุกคนก็รู้

เลยสามารถพูดได้อย่างว่า หุ้นที่ยังเป็น ? นั้น ข้อดีคือ ถ้าเรามีข้อมูลพอจะ

bet มันได้ว่าจะเป็น star จะดีกว่า เหมือนที่เฮีย bet bh ตอนราคาต่ำๆ

- Peter Lynch ให้ระวังหุ้นประเภท The next ไม่ใช่หรือครับ ? ha ha
ตลาดตอนนี้ก็มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งที่สะท้อนพื้นฐานที่ดีของกิจการและผู้บริหารที่มีความสามารถ แต่บางครั้ง ผู้บริหารที่มีความสามารถสูงและมีธรรมาภิบาลที่ดี มักจะทำเรื่องดีๆ กว่าที่เราคาดบ่อยๆ ทำให้หุ้นบางตัวที่ว่าแพงแล้วกลับมีราคาหุ้นขึ้นไปได้อีกเพราะกำไรยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน ผู้บริหารที่มีความสามารถน้อยแถมยังขาดธรรมาภิบาล ก็มักจะทำเรื่องแย่ๆ กว่าที่เราคิดประจำ บางทีเราคิดว่าหุ้นได้สะท้อนสิ่งที่แย่ๆ ไปหมดแล้ว แต่กลับมีสิ่งที่แย่เกิดขึ้นเพิ่มอีก หุ้นบางตัวจึงอยู่ในภาวะถูกซ้ำถูกซาก p/bv ต่ำอยู่ตลอด และเป็นกับดักนักลงทุน vi รุ่นใหม่ได้เป็นระยะ

ดังนั้นคงต้องดูเป็นรายตัวครับว่าหุ้นบางตัวที่แพง p/e สูง p/bv สูง แพงเพราะว่าผู้บริหารมีความสามารถสูงและธรรมาภิบาล หรือมีความสามารถกลางๆ แต่ cycle ธุรกิจหรือปัจจัยภายนอกมันเอื้ออำนวย

อย่างเมื่อ 7-8 ปีก่อน มีหุ้นยานยนต์ตัวหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนถึง 7-8 เท่า เป็นผู้ผลิตรถกระบะดัดแปลง และชิ้นส่วนรถยนต์ โดยเหตุผลที่หุ้นปรับขึ้นมาตอนนั้นคือเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ยอดขายรถเติบโตดีขึ้นมาก รวมไปถึงการที่เราเริ่มส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนมากขึ้น แต่ภายหลัง ค่ายรถยนต์หันมาผลิตรถกระบะแบบดัดแปลงเอง เช่น Toyota Fortuner Isuzu MU 7 และมี SUV ออกมาอีกค่อนข้างมาก รวมไปถึงลูกค้าหลักคือ Isuzu ที่ไปรวมกับ GM ทำให้การซื้อวัตถุดิบเป็นแบบ Global sourcing ทำให้บริษัทนี้มีสัดส่วนการขายให้ Isuzu น้อยลง ท้ายสุดราคาหุ้นก็ลดลงจาก peak ที่ 14 บาทเหลือประมาณ 2-3 บาทในปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องระวังหุ้นคุณภาพกลางๆ แต่กำไรหรือราคาขึ้นเพราะว่าปัจจัยภายนอกอำนวยด้วยครับ

หุ้น dog ก็น่าสนใจในแง่ที่ว่า สะท้อนความคาดหวังที่แย่มากๆเอาไว้ ถ้ามีอะไรดีขึ้นนิดเดียวหุ้นก็วิ่งได้เลย

- ก็เป็นไปได้ครับ เพื่อนสนิทผมสมัยเรียนป. ตรี เคยบอกว่า spec ผู้ชายของเค้าคือ ชอบผู้ชายที่ดูเลวๆ ( จริงๆ ใช้คำหนักกว่านี้แต่คงเขียนไม่ได้มั้งครับ ) แต่จริงๆ มีบางอย่างดี ประมาณว่าทำไม่ดี 10 อย่างแต่ดีซัก 1-2 อย่างก็นับว่าเป็นผู้ชายดีตาม spec แล้ว ซึ่งผู้หญิงที่ชอบแนวนี้มีไม่น้อยนะครับ ก็เลยเป็นเหตุให้ผู้ชายบางคนที่ผู้ชายด้วยกันมองว่าไม่น่ามีผู้หญิงคนไหน แต่กลับหาแฟนได้เรื่อยๆ ตบตี แย่งรถกัน ให้เห็นอยู่เป็นประจำ : ) สรุป จริงๆ แล้วมุมมองต่างๆ ของผู้หญิงและผู้ชายต่างกันมาก ดีแต่น่าเบื่อ สู้ดีน้อยหน่อยแต่ชีวิตมีรสชาติไม่ได้มั้งครับ หุ้นก็เหมือนกันครับ หุ้นดี แต่ราคาไม่หวือหวาธุรกิจเค้าใจง่ายไป อาจจะสู้หุ้นหวือหวาเล่นแล้วได้ลุ้นไม่ได้

ตอนนี้เวลาผ่านไปมากกว่า 10 ปีแล้ว เพื่อนคนที่ว่านี้ยังโสด เพราะสิ่งที่เป็น spec เค้านั้นสงสัยจะไม่ค่อยมีมั้งครับ ไม่รู้ว่าไปหาแถวบางขวางอาจจะพอมีบ้างไหม

บางครั้งการเป็นอะไรที่ต้นทุนต่ำ ทำแย่ก็เสมอตัว ทำดีขึ้นมาผู้คนก็ชื่นชม ถ้าอ่านข่าวการเมืองก็มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่อง สส. ต้นทุนต่ำ แม้เรื่องดารา ผมแน่ใจเลยว่าดาราละครหลังข่าวที่ตอนเล่นละครใส่เสื้อผ้ามีพื้นที่รวมกันไม่ถึง 1 ตร.ม. และตอนถ่ายนิตยสารใส่เสื้อผ้าเหลือรวมกันประมาณผ้าเช็ดหน้า 2 ผืน ถ้านางเหล่านี้ท้องก่อนแต่งงาน แฟนคลับและสังคมจะพอรับได้และไม่ค่อยประณาม เพราะนางเอกเหล่านี้ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะอยู่แล้ว เช่น เปลี่ยนแฟนบ่อย ผู้ชายทะเลาะแย่งกัน แย่งผู้ชายกันหรือช่วยเพื่อนแย่งก็มี ดังนั้นก็ถือว่าดารากลุ่มนี้ manage expectation ได้ดี ซึ่งต่างจาก case ของนางเอกระดับเจ้าหญิงซึ่งความคาดหวังของแฟนคลับนั้นสูงกว่ามาก

แต่ดาราที่ว่านี้ ภาพลักษณ์ที่ออกมาถ้าถามเราคนทั่วไป แม้ว่าจะสวยยังไงแต่ถ้าเราอยากแต่งงานด้วยหรือไม่นั้นคงเป็นคำถามที่เราคงมีคำตอบในใจ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าถ้าคบกัน 3 เดือน 1 ปีอาจจะ ok ดังนั้น อุปมาอุปมัยได้กับหุ้นที่มีความคาดหวังต่ำมั้งครับส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจะเป็นหุ้นที่ถือได้ยาวเท่าไหร่ แต่บางตัวก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นถึงกลางได้ครับ

( ขออภัยแฟนคลับดาราด้วยนะครับที่ยกมาเป็น case เข้าใจครับว่าดาราจำนวนไม่น้อยที่นิสัยดีแต่ภาพลักษณ์หรือข่าวอาจจะแย่กว่าตนตัวตนจริงๆ ก็อาจจะคล้ายหุ้นบางตัวครับที่พื้นฐานไม่ได้แย่นักแต่ความรู้สึกนักลงทุนอาจจะแย่กว่าความเป็นจริง หลังๆ ดาราหรือศิลปินดังๆ จึงมีฝ่ายที่ดูแลเรื่องภาพลักษณ์ซึ่งก็เหมือนหุ้นหลายๆ ตัวที่ มี IR )

เลยพูดนอกเรื่อยหน่อยเลย เรื่อง expection นั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งผู้ที่ขายสินค้าและบริการจะต้องเรียนรู้และบริหารให้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น expectation ของ stakeholder ต่างๆ เช่น ลูกค้า พนักงาน ฯลฯ ผมเคยไปทานร้านขนมแห่งหนึ่งแถวซ. อารีย์ กาแฟแก้วละ 70-80 บาท ปาท๋องโก๋ชิ้นละ 8 บาท ขอนมข้นหวานครั้งที่ 2 ต้องเสียเงิน 10 บาท ส่วนน้ำเชื่อมที่เติมในกาแฟนั้นพนักงานขอคืนเอาไปให้โต๊ะอื่นเติมต่อ พนักงานและผู้จัดการมีท่าทีและการพูดจาที่ไม่ค่อยดีนักหลังจากที่ผมสอบถามเรื่องว่าทำไมต้องเสียค่านมข้นหวานเพิ่มด้วยเพราะนมข้นหวานไม่แพงอะไรเลย ( ร้านมีสังขยาให้ครับแต่รสชาติไม่อร่อยเลย ) ผมไปทานร้าน seafood หรือร้านอาหารเวียดนาม ขอน้ำจิ้มเพิ่มก็ไม่เห็นต้องเสียเงิน เราคงทานกุ้งเผา ปูนึ่งเปล่าๆ หรือสุกี้ mk โดยไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อสังขยาไม่อร่อย ผมจะทานปาท๋องโก๋เปล่าๆ ได้อย่างไร เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าผมจะไม่ไปทานร้านนี้อีกเพราะผมจ่ายกาแฟแก้วละ 80 บาทและปาท๋องโก๋ชิ้นละ 8 บาท ผมไม่คิดว่าจะต้องจ่ายค่านมข้นหวานอีกถ้วยละ 10 บาทแล้วล่ะครับ

ดังนั้นเรื่อง expectation นั้นสำคัญมากโดยเฉพาะหากเราจะทำธุรกิจด้านการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจบริการที่จะทำได้ดีจะต้องทำให้เหนือกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง

วันก่อนผมไปกินร้าน “ ถูกและดี ” ของ Foodland เค้ามีใบแปะไว้ที่ร้านเป็นข้อเตือนใจพนักงาน ผมถ่ายรูปเก็บไว้ ข้อความมีดังนี้ครับ

“ จงบริการลูกค้าเกินกว่าที่เขาคาดหวัง
จงให้ในสิ่งที่เขาต้องการและเกินกว่านั้น
เรามีเจ้านายอยู่คนเดียวคือลูกค้า
และเขาสามารถไล่ทุกคนในบริษัทออกได้นับแต่ประธานลงมา
เพียงแต่เขาไปใช้เงินในที่แห่งอื่น ”

ผมชอบหนังเรื่อง Great Expectation ที่เขียนโดย Charles Dicken และแสดงโดย อีธาน ฮ๊อกส์ ครับ สร้างเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว หนังเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างหลายๆ รอบพอๆ กับเรื่อง Oliwer Twist ที่ชอบเรื่อง Great expectation ก็เนื้อหาส่วนหนึ่ง แต่ที่ชอบมากคือชื่อเรื่องครับ รู้สึกคำว่า Great Expectation บอกอะไรเราได้มาก ส่วนเรื่องเนื้อหาก็จะแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะตีความอย่างไร ผมเองได้ดูแต่เป็นภาพยนตร์แต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือถ้าอ่านหนังสือน่าจะได้แง่มุมได้มากกว่าการดูหนังมาก

ส่วน cash cow นั้นไม่ต้องพูดถึง

ราคาหุ้นเชื่องช้า ไม่ถูกใจวัยรุ่นอย่างพี่ ih

- อ้าว พอร์ตผมก็มีหุ้นประเภทปันผล 8-10% ดูแล้วกำไรในอนาคตไม่ติดลบ แต่อาจจะโตไม่มากนัก ดังนั้น cap gain บวกปันผลอาจจะได้ปีละ 10-20% หุ้นพวกนี้เวลาตลาดลงมากๆ เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและไม่เสียราคานัก ถ้าตลาดไม่ลงก็ถือกินปันผลไปได้เรื่อยๆ สบายใจดี แต่ข้อแม้คือถ้าเห็น trend ว่ากำไรเริ่มจะลดลงก็ต้องขายออกไปเช่นกันครับ แต่หุ้นพวกนี้ผมจะเลือกพวกหุ้นที่ค่อยมีวัฎจักรทางธุรกิจเท่าไหร่ เช่น ทำปลาสเตอร์ยา เป็นต้น

ผมว่านี้เป็นการเอา bcg model มาถกในมุมของการคาดหวัง

ซึ้งน่าจะช่วยสะท้อน bcg medel ในแง่การลงทุนมากกว่า

มุมเดิมๆ

- พูดถึง bcg ก็ย่อมาจาก Boston consulting growth model ซึ่งเป็นของบริษัทที่ปรึกษา Boston consulting พอพูดถึงบริษัทนี้คนจะนึกถึง model นี้เลย คือ Dog, Question mark ( หรือ problem child ) , Star และ cash cow ผมคิดว่า model นี้ทำให้ Boston consulting ใช้หากินได้ไปเป็นร้อยปีเลย อย่างกรณีของ Michael E Porter คนก็จะนึกถึง five force ดังนั้นบางทีชั่วชีวิตคนเรามีผลงานระดับ masterpiece แค่ชิ้นเดียวก็สบายแล้วครับ ก็คล้ายๆ กับการลงทุนถ้ารอบ 5 ปีเจอหุ้นตีแตก 1-2 ตัวแล้วให้น้ำหนักการลงทุนมากพอก็สร้างความแตกต่างให้กับผลตอบแทนแล้วครับ

7.จากข้อที่ผ่านมา พี่ ih มีวิธีในการดูไหมครับว่าหุ้นตัวไหน มี ความคาดวังสูงหรือต่ำ ณราคานั้นๆ เท่าที่ผมคิดออกก็คือการ
ดูใน saa consensus ว่าคาด earining เท่าไหร่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน

- ใช้ประสบการณ์จากการอ่านข่าวดารามาช่วยด้วยมั้งครับ ha ha
ความคาดหวัง อาจจะประเมินได้หลายทาง เช่น p/e ที่ตลาดให้เมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ประมาณการเติบโตของรายได้และกำไรของนักวิเคราะห์ จำนวนคนที่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น อย่างหุ้นบางตัวประชุมผู้ถือหุ้นบางปีไม่มีรายย่อยมาเลย เกณฑ์พนักงานมานั่งฟังประธานอ่านวาระให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ จนบางทีทำให้คิดว่าหน้าที่ของประธานกรรมการบางบริษัทแต่ละปีคือมานั่งอ่านวาระการประชุมให้ฟังหรือเปล่า

8.มีคนพูดติดตลกว่าการซื้อหุ้น cpall น่าจะดีกว่าการซื้อ แฟรนไช เพราะว่าคนที่ซื้อ แฟรนไช ไปคนแรกกำลังขายดีๆ อยู่ๆ ก็มี 7-11 มาเปิดอีกห่างไปไม่มากด้วย คนซื้อ แฟรนไชเสียประโยชน์เพราะมีคนมาช่วยแชร์ส่วนแบ่ง
แต่ 7-11 ได้เพราะว่า ได้ขายแฟรนไช แถมได้ block พื้นที่คู่แข่งไปในตัว คุณ ih มองยังไงครับ

- ผมได้ยินบางคนอาจจะพูดติดตลกร้ายยิ่งกว่ารึเปล่าครับว่าถ้าไม่มีเหตุจำเป็น เช่น ต้องนำสินค้าของตนเองไปขายในร้าน หรือเข้าไปซื้อของใช้จำเป็นหรืออาหารในร้าน ฯลฯ ก็อย่าไปยุ่งกับกลุ่มนี้ ผมว่าถ้า 7-11 ขาย Lotus ที่จีนสำเร็จ การซื้อหุ้น 7-11 อาจจะดีกว่าเป็นเจ้าของร้านตามที่ว่า แต่ถ้าขายไม่สำเร็จ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการซื้อแฟรนไชส์เป็นเจ้าของร้านอาจจะยังดีกว่าก็ได้นะครับ ดังนั้น ทางเลือกที่เหลือที่จะได้ประโยชน์ก็อาจจะลองพิจารณาการเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ดีไหมครับ

การมีระบบแฟรนไชส์ของ 7-11 เป็นระบบที่ฉลาดมากครับ และประสบความสำเร็จงดงาม เพราะการที่เราจะจ้างผู้จัดการร้านซักคนคงจะต้องจ้างด้วยเงินเดือนมากกว่า 2 หมื่น และคงไม่มีผู้จัดการร้านที่เป็นลูกจ้างคนไหนที่อยากจะรับผิดชอบร้าน 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจะต้อง available ที่จะแก้ปัญหา คนกลุ่มหนึ่งที่ต้อง available 24 ชั่วโมงได้คือ หมอผ่าตัดและหมอสูตินารีแพทย์ แต่คนกลุ่มนี้มีรายได้ 1-5 แสนบาทต่อเดือนครับ ดังนั้นระบบแฟรนไชส์ก็จะ set อยู่แล้วว่าให้เจ้าของร้านมีผลตอบแทนที่เหมาะสมคือ ค่าเช่าตึก ( ถ้าเจ้าของร้านเป็นเจ้าของตึกเอง ) + เงินเดือนผู้จัดการร้าน ( มากกว่าผู้จัดการร้านอยู่หน่อย ) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่ทาง 7-11 ควบคุมง่ายด้วยเพราะมีระบบที่ดีที่ทำให้ร้านแฟรนไชส์จะต้องซื้อของจากทาง 7-11 และเมื่อสาขาไหนมีกำไรต่อเดือนมากกว่าเงินเดือนผู้จัดการร้านมากเกินไป 7-11 ก็เปิดสาขาใหม่ทันที ซึ่ง 7-11 ก็ได้สาขาเพิ่ม ยอดขายก็ต้องเพิ่มมาบางส่วนแม้ว่าจะกินกันเองบ้าง แต่คนที่อยากทำธุรกิจอื่นๆ หรือมองว่าอยากเป็นเจ้าของกิจการอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการบริการในอนาคต การซื้อแฟรนไชส์ ของ 7-11 มาบริหารก็อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่อาจจะดีกว่าการเรียนภาคทฤษฎีในมหาวิทยาลัยครับ

9.คุณ ih เคยบอกว่าหุ้นหลักทรัพย์บางช่วงมี pe สูงถึง 20 เท่านั้น reasonable เพราะว่า ช่วงที่ได้ volume สูงขึ้นเยอะๆ นั้น หุ้นหลักทรัพย์แถบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย แค่ให้ broker แต่ละคนรับ order เยอะขึ้น
หรือไปเช่าพื้นที่ขยายสาขาเพิ่มขึ้น

อยากถามว่ามีหุ้นกลุ่มไหน ตอนสถานการณ์ไหนอีกไหมที่สามารถเพิ่มรายได้สูงๆได้รวดเร็วมากโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

ตอบ

- พวกหุ้นค้าปลีกหรืออาหารประเภท chain restaurant ที่ขยายสาขาโดยการเช่าพื้นที่เป็นหลักครับ

- หุ้นประกันชีวิตที่หลักๆ ก็จ้างพนักงานขาย และตั้งสำนักงานตัวแทนเพิ่ม ( ก็เช่าตึก 2-3 ห้องใช้เงินไม่มาก )

- หุ้น brand name บางตัวที่เน้นทำเฉพาะ R&D และ marketing ส่วนการผลิตจะ outsource เอาหมด หุ้นประเภทนี้เมืองนอกมีเยอะแต่เมืองไทยไม่ค่อยมีครับ

- หุ้นโรงแรมที่เน้นการรับบริหาร เมืองไทยก็ไม่ค่อยมีอีกเช่นกันครับ เมืองนอกก็พวก Accor Marriott ครับ

10.ต่อจากข้อที่แล้ว ทำให้หุ้น oem นั้นไม่สามารถ trade ที่ high pe ได้ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก้ตาม เพราะว่า oem นั้นรายได้เพิ่มสูงๆ ก็ต้องแลกกับการลงทุนเพิ่มสูงๆตลอดเวลา ไม่ทราบว่าถูกต้องไหม

- ลองเอาหุ้น OEM แต่ละตัวเข้า five force ของ Michael E. Porter ดูสิครับว่ามีปัจจัยอะไรเด่นบ้าง OEM นอกจากจะแข่งกับตัวเอง แข่งกับคู่แข่งแล้ว ยังต้องลุ้นด้วยว่าภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมต้องเติบโตด้วย และต้องลุ้นด้วยว่าลูกค้ารายใหญ่มีสถานภาพการแข่งขันหรือ mkt share ดีหรือแย่ เพราะถ้าลูกค้ารายใหญ่ตกอยู่ในภาวะถดถอยทาง mkt share ก็ทำให้ order ลดลง หรือแย่ที่สุดลูกค้าอาจจะไม่มีเงินจ่ายค่าสินค้าก็เป็นได้

OEM ที่มีเทคโนโลยีสูงหน่อยหรือมีจุดเด่นในการผลิตก็จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า OEM ที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและใครๆ ก็เข้ามาทำได้ OEM ที่ไม่มี niche ก็จะต้องถูกบีบจาก supplier อยู่เรื่อยๆ ในเรื่องราคาขาย ดังนั้นสิ่งที่ OEM จะทำได้ดีที่สุดก็คือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในเรื่องการบริการ การคุมคุณภาพการผลิต การลดต้นทุน และเมื่อต้องการเพิ่มรายได้ก็จะต้องลงทุนในโรงงานเครื่องจักรเพิ่ม แต่มักจะไม่ค่อยได้ประโยชน์จาก economy of scale เท่าไหร่เพราะลูกค้ามักจะฉลาดก็รู้เรื่องนี้จึงมักจะมีเงื่อนไขว่าถ้าจะขายมากขึ้น ก็ต้องลดราคาลง โดยรวมๆ หุ้น OEM นั้นก็เปรียบเหมือนการวิ่งบนสายพานตลอดเวลา คือ ตัวไม่ค่อยไปข้างหน้าแต่ถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ก็ถอยหลังไปทันที

11.ท่านอาจารย์ วิศิษฐ์ เคยบอกว่า การเพิ่มทุนนั้นอาจจะผลดีได้ถ้า บ.ล. เอาเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน ไปซื้อสินทรัพย์ใหม่ที่ให้ roa สูงกว่า roa เดิม หุ้นตัวนั้นจะ perform ดีมาก

ไม่ทราบว่าพี่ ih มี case study กรณีคล้ายๆอย่างนี้ไหม

- ก็เหมือนกรณีของหุ้น IPO น่ะครับ ถ้าเอาเงินที่ได้ไปลงทุนขยายกิจการน่าจะทำให้กำไรและราคาหุ้นดีกว่าหุ้นที่นำเงินไปคืนหนี้แต่ไม่ได้ขยายอะไร แต่ที่แย่ทีสุดก็คือ ไม่มีหนี้อยู่แล้วแต่ IPO แล้วเอาเงินไปแช่เฉยๆ โดยให้เหตุผลว่ารอโอกาสในการลงทุน เพราะการคืนหนี้ก็ยังดีตรงที่ผลตอบแทนของเงินก้อนนั้นคือประมาณ 7% คือดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงนั่นเองครับ

กรณีของ AH ที่นำเงินเพิ่มทุนแบบ PP ประมาณปี 44-45 ไปซื้อโรงงานผลิต Chassis ของ Isuzu ซึ่งเป็นโรงงานที่มีสัญญากับ Isuzu ตลอดอายุ model D-max โรงงานนี้เดิมเป็นของบริษัทลูกของ GM ( บ. แม่ของ Isuzu ) ที่ชื่อ Dana corp ผลตอบแทนใน 3-4 ปีแรกของเงินลงทุนที่ใช้ซื้อโรงงานดีมากครับจึงทำให้ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6 เท่านับจากวันที่ประกาศ deal

หลังจากนั้น ปี 48-49 ทาง AH ได้เพิ่มทุนแบบ PP อีกครั้งที่ราคา 32 บาท โดยตอนนั้นยังไม่มี project ที่แน่นอน ซึ่งต่างจากตอนแรกที่มี deal การซื้อกิจการก่อนแล้วค่อยเพิ่มทุน เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนนั้นแช่อยู่ใน AH ซักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะประกาศ deal ควบรวมกับ KPN ซึ่งดูเหมือนว่าการซื้อ KPN ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นมี ROA ที่ต่ำมาก ผลก็คือ ราคาหุ้นลดลงเหลือ 11 บาท ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่า AH จะปรับปรุง ROA ของ KPN ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

12.อยากให้คุณ ih ช่วยแชร์เกี่ยวกับ ประสบการณ์เล่นหุ้นแบบ turn around หน่อยครับ ว่ามีวิธีการดูอย่างไรบ้าง เก็งยังไง

- อืม ถ้าเล่าไม่รู้จะเล่ายังไงได้ละเอียดนะครับ ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีหุ้น turn around เท่าไหร่นะครับไม่เหมือน 5-6 ปีก่อน หลักๆ มันมีตัวกรองหลายๆ อย่าง เช่น p/bv p/e สมัย 5-6 ก่อน หุ้น p/e 3-5 เท่าแล้วธุรกิจไม่ขี้เหร่นั้นมีเป็นกระจาดเหมือนกันครับ ตัวกรองอีกตัวที่ได้ผลกว่า bv ก็คือ price / replacement cost ครับ โดยเฉพาะใช้กับหุ้น commodity เพราะถ้าหุ้น trade ต่ำกว่าการสร้าง capacity ใหม่ทั้งบริษัท มักจะเป็นเป้าหมายการถูก take over หรือการที่ราคาหุ้นต่ำกว่า replacement มากๆ ธุรกิจนั้นจะไม่มีการขยาย supply เลยเพราะหุ้นเหล่านั้นจะไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เมือ supply ไม่เพิ่ม พอ demand ฟื้น ราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นแรง กำไรและราคาหุ้นจะฟื้นตัวแรงมาก ตัวอย่างก็จะเห็นในพวกปิโตรฯ เรือ โรงกลั่น

แต่ระยะ 2-3 ปีหลังหุ้นที่ออกจาก rehab ก็อาจจะเรียกว่าหุ้น turnaround เหมือนกันแต่มันไม่ค่อยน่าซื้อเหมือนช่วง 5-6 ปีก่อน ประมาณว่าอาหารสดดีๆ อยู่ในตู้เย็นหลายๆ ปีมันก็เน่าได้เหมือนกันนะครับ

13.ท่าน อาจารย์นิเวศน์ เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน Microsoft ในบางช่วงนั้นเคยมี pe สูงถึง 1000 เท่า
แต่คนที่ซื้อตอน pe 1000 กลับได้กำไร หลายร้อยเท่า เพราะคนเหล่านั้นมองว่าในอนาคต Microsoft จะกลายเป็นเจ้าโลก ที่มีคนใช้ทั่วโลกเป็นพันล้านคน ฉะนั้น pe 1000 ก็ถูก คุณ ih มีมุมมองต่อเรื่องนี้ยังไงครับ

- ถ้ามองหุ้นประเภท mega big trend บางทีดู p/e ไม่ได้ครับ ให้ดูเลยว่าหุ้นตัวนี้ในอนาคตจะมีบทบาทต่อชีวิตคนในโลกนี้แค่ไหน ดังนั้นสินค้าที่คาดว่าคนจะใช้ทั่วโลก แต่ถ้าตอนนี้คนยังใช้แค่ 1-2% มันก็มีโอกาสเติบโตได้มาก ดังนั้นคงจะต้องดู mkt cap เลยครับ ถ้าเราคิดว่าหุ้นตัวนั้นๆ จะมีอิทธิพลต่อโลกสูง หุ้นตัวนั้นควรจะมี mkt cap อยู่ใน 1 ใน 50 ของตลาดหุ้นสหรัฐ ดังนั้น mkt cap ของหุ้นตัวนั้นๆ ควรจะอย่างน้อยเท่ากับหุ้นที่มี mkt cap มากเป็นอันดับที่ 50

14.คุณสุมาอี้เคยบอกว่า แมคโดนัล ได้เปรียบ เบอร์เกอร์คิงเพราะมี สาขาเยอะกว่า ทำให้ เวลาโฆษณา แล้วได้ประโยชน์สูงกว่า ในแง่ จำนวณ โฆษณาต่อสาขา

ถ้าเป็นแบบนี้จริงอีกหน่อย cpall bigc มีสาขาเยอะมากๆ แล้วยังจ่ายค่าโฆษณาเท่าเดิม ก็จะทำให้ sg&a เทียบกับ sale ดีขึ้น ถูกต้องหรือไม่

- ครับ โดยหลักการ ธุรกิจที่ใหญ่กว่ามียอดขาย สาขามากกว่า ก็จะมี fix cost หลายๆ อย่างถูก share และลดลง สิ่งที่ cpall bigc ได้เปรียบจากการมีสาขามากน่าจะเป็นเรื่อง volume การซื้อของจาก supplier ซึ่งมีผลต่อราคาและอำนาจการต่อรอง ค่า shelf ส่วนเรื่องการโฆษณาของห้างค้าปลีกนั้นก็มีผลบ้างแต่คงจะไม่มากเท่า อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการองค์กรใหญ่ก็ยากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ เหมือนขับรถสิบล้อก็คงจะยากกว่าขับรถเก๋ง ถ้าเป็นร้านอาหารที่มีสาขาเยอะๆ นั้นสิ่งที่ต้องทำให้ดีคือการควบคุมคุณภาพครับ เพราะถ้ามีเพียง 1-2 สาขาที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพอาหาร หรือบริการ อาจจะเสียทั้งเครือได้เลยครับ ที่สหรัฐเคยมี case ที่มีเด็กกินแฮมเบอร์เกอร์แล้วเสียชีวิต ถ้าจำไม่ผิดคือ Jack in the box หรือยังไง ท้ายสุดผมไม่แน่ใจว่าร้านในเครือนี้ยังอยู่หรือเปล่า ดังนั้นผมสังเกตว่าร้านอาหารแบบที่ไม่น่าจะขยายสาขาได้มาก แต่เริ่มขยายสาขาและทำได้ค่อนข้างดี เช่น ครัวเจ๊ง้อ ร้านอาหารทะเลแหลมเจริญ เชียงกรีล่า คิทเช่น แสดงว่าเค้าจะต้องมีระบบการจัดการและควบคุมคุณภาพได้ดี ไม่ได้มีจุดเด่นด้านฝีมือการทำอาหารอย่างเดียว

ภาค 3

  1. อยากทราบรายละเอียดของคำที่พูด ih เคยพูด คำนั้นก็คือ
    Low operating risk can have high financial risk
    พี่ ih เคยบอกเบื้องต้นหุ้น high business risk คือหุ้นที่คุมชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้ เช่น แบงค์ ส่งออก
    ประมูล ของพวกนี้ขึ้นอยู่กับ เงินบาทบ้าง การเมืองบ้าง ส่วน low business risk
    ก็เช่น ค้าปลีก โรงพยาบาลซึ้งราคาหุ้นมีปัจจัยที่ตัวบริษัท คุมได้เยอะ

    แต่ประเด็นก็คือ1.1 หุ้นอย่างกลุ่มอสังห นั้นเราจะถือว่าเป็น low หรือ high business risk
    เพราะว่าลดดอกเบี้ย อสังห คุมไม่ได้ กำลังซื้อก็คุมไม่ได้ และถ้าในกลุ่มอสังห เหมือนกัน หุ้นที่ทำ
    คอนโดหมดอย่าง lpn กับ หุ้น อย่าง ps จะถือว่า ตัวไหน high business risk ถ้าดอกเบี้ยลด
    กำลังซื้อหด คงกระทบไม่เท่ากัน

    ตอบ หุ้นอสังหาฯ ถ้าสร้างเพื่อขายถือว่าเป็น high business risk ครับ เพราะยอดขายต้องนับ 1 ทุกปี แต่ถ้าเป็นอสังหาฯ ที่จับลูกค้าระดับกลางถึงล่าง นั้นถือว่าความเสี่ยงน้อยลงหน่อยตรงที่เป็นบ้านหลังแรก ที่แต่ละปีจะมี real demand ซึ่งเกิดจากความจำเป็นในการแยกครอบครัวออกมา ซึ่งสาเหตุหลักๆ คือการแต่งงาน ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจไม่เลวร้ายระดับปี 41 ตลาดอสังหาฯ จะมี real demand อยู่ประมาณหนึ่งครับ ส่วน LPN และ PS ก็มีกลุ่มเป้าหมายเป็นระดับราคาประมาณ 0.7 – 2.0 ล้านบาท ซึ่งก็นับว่าเป็นบ้านหลังแรก ดังนั้นความเสี่ยงอาจจะไม่สูงนักครับ แต่ LPN จะเสี่ยงกว่าอยู่ตรงที่ LPN นั้นลูกค้าทุกคนต้องโอนตอนสร้างเสร็จทั้งโครงการ การเปิดโครงการจะไม่สามารถทยอยเปิดเป็นเฟสได้เหมือน PS ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจไม่ดี PS จะปรับตัวด้วยการชะลอการเปิดโครงการได้ดีกว่าในขณะที่ LPN ถ้าเปิดขายโครงการไปแล้วก็ต้องลุยเดินหน้าต่อแล้วต้องไปลุ้นว่าตอนสร้างเสร็จแล้วลูกค้าจะมาโอนหรือไม่ ซึ่งตั้งแต่ขายถึงโอน LPN จะใช้เวลาประมาณ 0.6-1.5 ปี แต่ของ PS จะใช้เวลาน้อยกว่าคือประมาณ 3-4 เดือน

    1.2 หุ้นอย่าง hmpro นั้นเราถือว่าเป็น Low operating risk can have high financial risk
    หรือไม่เพราะว่า ธุรกิจเก็บเงินสด ไม่อิงประจัยภายนอกเกินไป แต่มี d/e ที่สูง แต่อีกมุมนึงบางคน
    ก็บอกว่า hmpro กับ it ถือว่าคุมชะตาตัวเองไม่ค่อยได้นะครับ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีพวกนี้ ปีที่แล้ว
    Sss ติดลบเลย ถ้าเทียบกับพวก cpall makro จะบอกว่า hmpro it เป็น Low operating risk
    ดีหรือไม่

    - หุ้น HMPRO ถ้าเทียบกับค้าปลีกด้วยกันก็ถือว่ามี business risk สูงกว่า และสูงกว่า IT เพราะสินค้า IT นั้นบางส่วนเป็นการซื้อเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันไม่ว่าในเชิงธุรกิจและการดำเนินชีวิต ดังนั้นแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่การซื้อสินค้า IT เพื่อสำนักงานเช่น คอมพิวเตอร์ พริ้นเตอร์ ยังต้องคงอยู่ หรือแม้การใช้ในบ้านเพื่อการทำงานหรือการศึกษาก็ทำได้แค่ชะลอการซื้อไปซักพักหนึ่งเท่านั้น อย่างถ้าเศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงาน การหางานใหม่เดี๋ยวนี้ก็ต้อง search ทาง internet ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนสินค้าแบบ hmpro น่าจะชะลอการซื้อได้ยาวนานกว่า IT

    หากมอง operating risk ครอบคลุมตั้งแต่ความสม่ำเสมอของยอดขายและโครงสร้างการหมุนของเงินทุนหมุนเวียน HMPRO จะเสี่ยงในแง่ความผันผวนของยอดขาย แต่จะไม่เสี่ยงในแง่การรับเงินจากลูกค้าเพราะรับเป็นเงินสด ดังนั้น HMPRO น่าจะจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางหรือ moderate operating risk ครับ แต่ถ้ามีธุรกิจไหนที่ขายสินค้าแบบ HMPRO ทุกอย่างแต่ขายลูกค้าเป็นเงินเชื่อแล้วก็จะกลายเป็น high operating risk ทันที เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีจะมีปัญหาทั้งเรื่องยอดขายที่ลดลงและลูกหนี้ที่ตามเก็บไม่ได้

    2.คำว่า right for the wrong reason ที่พี่ ih เคยบอกนั้น ถ้าสมมุติว่าพี่รู้ว่า หุ้นเกษตรจะดี
    แต่ไม่สามารถ คำนวณราคาที่เหมาะสม ได้ ก็จะถือว่า การซื้อเป็น wrong reason ทันทีเลยหรือ
    ถ้าเรารู้ว่า kaset จะได้รับผลดี แต่ว่า ราคายังไม่ตอบรับอะไรเลย แต่เราไม่สามารถ คำนวณได้ว่า
    Kaset จะมีรายได้โตเท่าไหร่ รู้แต่ว่าได้รับผลดี อย่างนี้จะถือว่า เป็น vi หรือไม่ ครับ

    - กรณีนี้เราต้องมีข้อมูลที่เชื่อมั่นได้ว่าหุ้น KASET น่าจะได้ผลประโยชน์จากกรณีนีชัดเจนที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าไปซื้อหุ้น Kaset เพียงแค่เห็นว่าราคาข้าวสูงขึ้นเท่านั้นผมคิดว่าข้อมูลที่เรามียังไม่พอครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าไปรับ order ส่งออกล่วงหน้าที่ราคาต่ำไว้หรือเปล่า ผมยกตัวอย่างช่วงหนึ่งที่ราคายางปรับเพิ่มขึ้นมาก แรกๆ หุ้น STA Trubb ก็กำไรดีมาก ไปๆ มาๆ บางไตรมาสขาดทุนเฉยเลย แม้ว่าไตรมาสนั้นราคายางยังดีก็ตาม ดังนั้นผมคิดว่าหุ้นที่เป็นลักษณะซื้อมาขายไปของสินค้า commodity การเกษตรนั้นคงจะดูแค่ราคาสินค้าไม่ได้เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเค้าไปทำสัญญาล่วงหน้าอะไรไว้บ้าง

    4.หุ้น bh ที่ราคาแถว 32-33 ผมก็มองๆอยู่เหมือนกัน มีประเด็นเกี่ยวกับหุ้นตัวนี้อยากเรียนถามดังนี้
    ปีที่แล้วมีกำไรจากการขาย โกเบิล แคร์ โซลุชั่นให้ Microsoft ประมาร 839 และบันทึกขาดทุนจาก
    การด้อยค่า H 2000 370 ล้าน กำไรปีที่แล้วจึงควรจะเป็น net income -839+370 คือ 1136
    ปัจจุบัน market cap 23000 ล้านที่ แต่ยังมีหุ้นกู้แปลงสภาพเกิด dulute อีก 24% เป็น 902 หุ้น
    Pe ก็ 25 เท่า คิดยังไงๆ ก็ไม่น่าจะถูก

    4.1 คุณ ih คิดว่า ราคาตรงนี้มองว่ายังแพง อยู่ไหม แล้วถ้าเทียบกับตึกใหม่ที่จะเปิดในเดือน เมย นี้ pe
    ระดับนี้ถูกไหม

    - ถ้าเทียบกับ growth ในระยะ 2-3 ปีนี้ที่ดูเหมือน growth จะเหลือเพียง 10-15% ต่อปีก็คิดว่าคงไม่ค่อยถูกมากนัก แต่ถ้ามองยาวๆ ว่าธุรกิจโรงพยาบาลจะโตได้ในระดับ 10-20 ปีจากนี้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเริ่มน่าสนใจ ดังนั้นถูกหรือแพงคงต้องดูว่าเรามีหุ้นตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วง 2-3 ปีจากนี้ไปมากกว่า BH หรือเปล่า ส่วน p/e 25 เท่าถ้าถามกองทุนต่างประเทศเค้าก็ว่าไม่ถูกไม่แพงเพราะ p/e หุ้น รพ. ในภูมิภาคอย่าง Parkway Raffle ก็สูงกว่าหรือสูงประมาณนี้ครับ ส่วนตึกใหม่ของ BH นั้นปัญหาคงอยู่ที่จำนวนลูกค้าต่างชาติในช่วง 1-2 ปีนี้เพิ่มน้อยกว่าที่เค้าคาดไว้พอสมควรจึงทำให้ utilization rate ของตึกใหม่ยังไม่ค่อยมากและความจำเป็นที่จะต้องรีบย้าย facility จากตึกเก่าไปตึกใหม่เลยยังไม่ต้องรีบเร่งมากนัก

    4.2คุณ ih มองเกี่ยวกับ บริษัทที่ต่างประเทศของ bh เช่น bh ดูไบ และศุนย์โรคไต รีนับ แคร์ ฮ่องกง
    ว่า จะสามารถ ช่วยสร้าง growth ให้ bh ได้มากน้อยแค่ไหน

    - เรื่องศูนย์ไตผมเองไม่มีข้อมูลเลยครับ แต่สาขาที่ดูไบ ผมยังมองไม่ออก ถ้ามองในแง่ดีก็เป็นการไปหาลูกค้าถึงที่ และน่าจะสร้างฐานลูกค้ามากขึ้น แต่ถ้ามองในแง่ลบก็คือ มันอาจจะลดจำนวนและความจำเป็นที่ลูกค้าจะต้องบินมารักษาเมืองไทย ซึ่งตรงนี้ BH อาจจะเสียประโยชน์เพราะ BH ถือหุ้นใน BH ดูไบไม่ถึง 50% ดังนั้นผลประโยชน์ที่ BH ได้รับจากลูกค้า 1 คนที่มารักษาที่ BH ดูไบจะน้อยกว่าการบินมารักษาเมืองไทย

    4.3เข้าใจว่า bh คิดค่ายาถูกกว่า bgh พี่ ih คิดว่า มีโอกาสที่ bh จะปรับราคายาขึ้นไหม

    - ในทางกลับกัน BGH มีโอกาสปรับค่ายาลงไหมเพราะคิดแพงเหลือเกิน !!! ถ้าดูช่วงนี้ที่จำนวนผู้ป่วยของ BH เริ่มโตน้อยลง BH คงคิดมากขึ้นถ้าจะปรับราคาขึ้นครับเพราะตอนนี้หลายๆ รพ. เอกชนในกรุงเทพฯ ก็เริ่มที่จะแข่งกันเรื่องลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น เว้นเสียว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งครับ

    4.4คุณ ih สอนทริกเกี่ยวกับการดูหุ้นค้าปลีก จะต้องใช้ net income + ค่าเสื่อม (ใช้ค่าเสื่อมสัก50%)
    ที่เหลือเผื่อลงทุนซ้ำ อยากทราบว่า หุ้นอย่าง bh เราจะมี จุดสังเกตการณ์ดู pe อย่างไร นอกจากเรื่อง
    Brand name ที่มีสูง ถ้าเทียบกับ makro bigc กลุ่มค้าปลีกหรือกลุ่มโรงบาล(เฉพาะ bh ) ควรมี pe สูงกว่า
    ผมว่า bh อาจจะด้อยกว่าเรื่องค่าเสื่อมที่ต้องลงทุนซ้ำ แต่เรื่อง brand ที่สูงกว่ามากนั้น ไม่รู้ว่าจะคำนวณได้ไงว่า
    ควรจะมี pe สูงกว่า ค้าปลีกหรือป่าว

    - p/e จะสูงหรือต่ำกว่าสำหรับหุ้น BH กับค้าปลีกคงจะต้องดู growth ในระยะยาวๆ ครับ ตอนนี้ p/e ของ BH สูงกว่าแสดงว่าตลาดน่าจะกำลังมองว่า health care cost / GDP ของประเทศไทยและของโลกในระยะยาวน่าจะเพิ่มขึ้นได้อีกพอสมควร ในขณะที่สินค้าของ bigc makro นั้นเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งจะโตตาม GDP แต่เป็น % ของ GDP อาจจะไม่ค่อยเพิ่ม แต่สิ่งที่ bigc makro นั้นเติบโตอยู่นั้นคือการเพิ่ม mkt share คือการกินส่วนแบ่งมาจาก traditional trade

    .ใช่ครับ ถ้ามองประเด็น net income + ค่าเสื่อมนั้น ค้าปลีกจะดีกว่า รพ. เพราะค่าเสื่อมของหุ้น รพ. นั้นเป็นรายการเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์เสียเยอะซึ่งเป็นส่วนที่ต้องซื้อซ้ำทดแทนของเดิมที่ล้าสมัย

    5.ps มียอดขาย town house เพิ่ม 44% บ้านเดี่ยว 96% คุณ ih คิดว่าราคาที่ 12 บาท
    เทียบกับยอด presale ไตรมาสแรก มองว่าราคาตอบรับ over เกินไปไหม
    5.2การที่ ps ทำยอด presale บ้านเดี่ยวสูงขึ้นได้ขนาดนี้จะเป็นสัญญาณว่าบ้านเดี่ยวฟื้นใช่ไหม
    คุณ ih คิดว่ามีหุ้นตัวไหนที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นของบ้านเดี่ยวมากที่สุด ใช่ lh ไหม

    - คิดว่าตลาดรวมส่วนหนึ่งน่าจะฟื้น แต่ที่สำคัญผมคิดว่า PS น่าจะแย่ง mkt share จากคู่แข่งมาได้เหมือนกัน ช่วงหลังผมไม่ค่อยเห็นบ้านจัดสรรของโครงการผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากเท่าปี 46 หรือเท่าก่อนวิกฤติ ล่าสุดผมอ่านหนังสือพิมพ์ก็พบว่า KK ที่เดิมเคยเน้นปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายย่อย ก็จะลดสัดส่วนธุรกิจนี้ลงเพราะเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง ตอนนี้ผมคิดว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการมากขึ้นครับ ส่วน LH ก็ควรจะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของตลาดรวมแต่อาจจะน้อยกว่าอสังหาฯ รายอื่นๆ เพราะผมสังเกตว่าโครงการของ LH ช่วงหลังทำเลไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ

    5.3ตัวผมเองไม่ซื้อ ps เพราะว่าคิดว่าปีนี้ eps 0.8 pe ไม่น่าจะเกิน 12.5เท่า ไม่เกิน 10 บาทก็เลยรอๆๆ
    แล้วมันก็ไปเลย พี่ ih ครับ การเล่นหุ้น property เนี้ย key หลักเราจะต้องคาด presale ให้ออกเหรอครับ
    ผมยังสับสนว่าจะดูจากอะไรดี

    - หุ้น prop ช่วงตลาดไม่ดีก็ให้ p/e 7-8 เท่า แต่พอตลาดเริ่มดีบางทีเคยขึ้นไปถึง 15-20 เท่า ดังนั้นผมคิดว่าถ้าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้คงจะต้องอ่าน trend ของตลาดด้วยเหมือนกันว่าในปีนั้นๆ นักลงทุนสถาบันมองหุ้นอสังหาฯ เป็นอย่างไร

 6.spali มี gross margin สูงที่สุดในอุตสาหกรรม คุณ ih คิดว่าเกิดจากอะไรครับ
6.1ใช่มีต้นทุนที่ดินเก่าราคาถูกไหม หรือว่า เพราะไม่เน้น asset turnover เลยขายแบบแพงๆ ให้ได้ margin ไว้ก่อน

- เหตุผลที่ว่ามาก็น่าจะมีส่วนครับ จะเห็นว่า spali ดีหลายๆ อย่างแต่ข้อเสียคือ inventory turnover ต่ำ แสดงว่าอาจจะไม่กล้าเอาบ้านในโครงการที่ขายไม่ดีมาลดราคา ทำให้บางส่วนที่ขายไม่ดีค้างในสต๊อก ผมเห็นโครงการ คาซ่า ริว่า คอนโดฯ ตรงเจริญกรุง ริมแม่น้ำยังขายอยู่เลยทั้งๆ ที่เปิดขายมา 4 ปีแล้วไม่ทราบว่าทำไมขายไม่หมดเหมือนกัน

6.2ผมดูๆแล้ว back log ปี 07 คือ 12003 ปี 06 8651 เพิ่มขึ้นเกือบๆ 40% แต่ราคาหุ้น 11/4/08 3.74 นั้นก็แทบไม่ตอบรับ back log ที่เพิ่มเลย ราคาย้อนหลังไป 1 ปีก็แถวๆนี้เลย ยังนี้หมายความว่า เป็นหุ้นถูกได้ไหมครับ

- Back log เยอะขนาดนั้นเลยหรือครับ ได้ตัวเลขนี้มาจากไหนครับจะได้ลองไปดูด้วย

6.3สาเหตุที่ spali ยังมี pe ถูกตลอด ถ้าเทียบกับ ap lh ps ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ balance sheet ที่ไม่
Strong หรือว่า biz model กันแน่

- ผมก็งงครับ และก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะงงเหมือนผม และหากไปดูบทวิเคราะห์ของ broker ใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยมีพูดถึง spali ด้วย ส่วนหนึ่งเท่าที่สังเกตคือเรื่องกิจกรรม IR เช่นการจัด analyst meeting อาจจะทำได้ไม่ดีเท่า AP LH PS และการให้ข้อมูลนักวิเคราะห์และนักลงทุนดูเหมือนจะทำได้ไม่ดีเท่า และจากที่ผมเคยได้ไปคุยกับผู้บริหารทั้ง LH AP PS LPN SPALI รู้สึกว่าผู้บริหาร spali จะพูดเก่งน้อยที่สุดครับซึ่งตรงนี้ก็มีผลเพราะนักลงทุนสถาบันเค้าก็ชอบผู้บริหารที่พูดฟังแล้วประทับใจแบบน้ำหูน้ำตาไหลกลับไปซื้อหุ้นแทบไม่ทัน

อีกส่วนหนึ่งที่คนจะพูดถึงกันมากคือเรื่อง warrant ที่จะออกมากไปหน่อย และอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่อง gross margin ที่สูงจนคนมองว่า too good to be true และส่งสัยว่าด้านบัญชีมีอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่า แต่ความเห็นผมส่วนตัวผมไปดูโครงการของ spali ก็รู้สึกไม่ค่อยประทับใจในคุณภาพการก่อสร้างและแบบบ้านเท่าไหร่ แต่ที่เห็นเป็นจุดเด่นก็คือหลายๆ โครงการเค้าก็เลือกทำเลได้ดีครับ
ภาค 41.คุณ ih พอจะรู้ไหมครับว่าทำไม หุ้นรับเหมา ขนาดใหญ่ถึงมี pe สูงมาก itd ck
นักลงทุนคาดหวังอะไรในบริษัทพวกนี้เหรอครับ ถ้าได้โครการใหญ่ๆ พื้นฐานจะเปลี่ยนเลยหรือครับ

- ก็อาจจะคาดหวังโครงการใหญ่ๆ อยู่เหมือนกันมั้งครับ อย่างโครงการรถไฟฟ้าก็ได้คาดหวังกันมาตั้งแต่ปี 45-46 แล้ว แต่บางทีโครงการใหญ่ๆ ที่ได้มานั้นก็มีความเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้างและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงค่าปรับกรณีส่งมอบงานช้าอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างกรณี stecon กับโครงการ airport link ซึ่งเสร็จช้ากว่ากำหนดและน่าจะต้องเจอกับต้นทุนการก่อสร้างที่แพงขึ้นมาก โดยรวมผมคิดว่าหุ้นรับเหมาคงไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวรับเงินปันผล แต่คงเหมาะกับการลงทุน style หนึ่ง และเป็นการลงทุนในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สนใจเรื่องข่าวการประมูลงานซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้นมากกว่ากำไรหรือเงินปันผลที่ได้รับ

2.หุ้น ที่ขึ้นมาเป็น 10 เท่า( ยกเว้นเรือ ) ถ้าเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน ก็คือ banpu ptt ผมสังเกตว่า 2 บริษัทที่ว่านี้มีกลยุทธ์ที่เหมือนกัน ก็คือ การไปซื้อกิจการที่แย่สุดๆแล้ว กำลังจะฟื้น เช่น
Banpu ไปซื้อเหมืองที่อินโด ตอนราคาถ่านหิน แค่ 20 เหรียญ และไปซื้อ atc ตอนราคาต่ำๆ
หรือ ptt ก็ซื้อ top atc ตอนราคา floor มากๆ พอเลยมีคำถามดังนี้ครับ
2.1หุ้นที่ market cap จะขึ้นได้เป็น 10 เท่า ในเวลา4-5 ปีนั้น คงจะไม่สามารถทำได้ด้วยกำไรของตัวเอง
เท่านั้น ก็เลยใช้วิธี ซื้อกิจการที่กำลังจะ turn around เป็นการเพิ่มมูลค่าให้หุ้นตัวเอง ไปด้วย บวกกลับกำไร
ของตัวเองที่เพิ่ม ก็เลยได้สองเด้ง พี่ ih เห็นด้วยไหม

- เห็นด้วยครับ การเติบโตของกำไรมาได้หลักๆ จาก

1 ตลาดรวมโตขึ้น
2 market share เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการขยายตลาดด้วยตัวเองหรือไป take over คู่แข่งมา
3 margin ดีขึ้น
ดังนั้นหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นได้ 5-10 เท่าส่วนใหญ่น่าจะต้องมีการเติบโตของกำไรมาจากหลายๆ ทาง

2.2ในรอบ 1-2 ปีนี้มีหุ้นที่ไปซื้อกิจการแย่ๆ อยู่ไหมครับ หรือว่าตอนนี้ใครๆ ก็ turn around หมดแล้ว
เลยไม่มีใครทำแบบนี้ได้

- ล่าสุดก็กรณี SCC ไปซื้อ TGCI ครับ สำหรับกรณีนี้ผมเองก็ยังประเมินไม่ได้ว่าเป็นการซื้อที่ดีหรือไม่ แต่ประเมินได้อย่างเดียวว่าเป็นการซื้อที่ใจถึงทีเดียวเพราะ TGCI มีหนี้เยอะและมี non-performing asset เยอะทีเดียวครับ

ก่อนหน้านี้ก็มี major ไปซื้อ TRAF ครับ กรณีนี้ผมเองไม่ทราบจะให้ความเห็นอย่างไรเหมือนกัน

2.3การที่ mint เริ่มไป take ร้านอาหาร ต่างประเทศ มากขึ้น คุณ ih มองว่าก็เป็นกรณี คล้ายๆกับที่
Ptt banpu ทำไหมครับ ก็คือซื้อธุรกิจที่กำลังจะเป็นขาขึ้น

- ถ้าจะให้มั่นใจผมต้องเดินทางไปประเทศที่ MINT เข้าไปซื้อกิจการ คือ ออสเตรเลียและสิงคโปร์และลองใช้บริการร้านอาหารที่ MINT เข้าไปซื้อดูครับ แต่ตอนนี้ผมยังไม่มีโอกาสได้เดินทางไป 2 ประเทศดังกล่าว คล้ายๆ กับว่าถ้าผมจะถือหุ้น 7-11 ผมอาจจะต้องหาโอกาสเดินทางไปเมืองจีนเพื่อเปรียบเทียบระหว่าง Walmart Carrefour และ Lotus ว่า Lotus ที่จีนนั้นมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพื่อประเมินว่าทางกลุ่ม CP มีแรงจูงใจมากแค่ไหนที่จะซื้อกลับไปบริหารเอง และกรณีของ MINT ต่างกับ PTT Banpu ก็คือร้านอาหารที่ mint ไปซื้อน่าจะเป็นร้านที่ไปได้ดีพอประมาณและมีกำไรอยู่แล้ว ไม่ได้ไปซื้อกิจการที่มีปัญหามา ดังนั้นอนาคตคงขึ้นกับว่าหลัง MINT เข้าไปซื้อแล้วจะทำให้ร้านเหล่านี้มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างไรครับ และคงต้องดูว่าสภาพการแข่งขันของธุรกิจอาหารของประเทศเหล่านี้เป็นอย่างไรด้วยครับ

3.เรื่องการเกิดฟองสบู่แตกของตลาดหุ้นน่ะครับ คือ อย่างตอนดัชนี 1700 นั้น หุ้นตัวใหญ่ๆ อย่างปูนซีเมนส์
ทีพีไอ สมัยก่อนมี d/e เยอะๆ ใช่ไหมครับ แต่เดี่ยวนี้หุ้น blue ship บ้านเรา d/e ค่อนข้างต่ำ ทำให้ไม่น่าเกิดวิกฤติ และอีกอย่างตอนดัชนี 1700 pe ตลาดก็ 30 เท่า ฉะนั้นถ้าจะดู bubble ตลาดหุ้น ดูจาก pe กับ de ก็พอแล้วปะครับ

- จะว่าไปวิกฤติก็มีหลายแบบครับ นอกเหนือจากวิกฤติทางเศรษฐกิจก็อาจจะมีวิกฤติอื่นๆ ได้ เช่น วิกฤติการเมือง สงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติ โรคร้อนฯลฯ ตอนปี 40 เราเจอวิกฤติทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการที่ตลาดหุ้นจะลดลงมากๆ ก็อาจจะเกิดจากวิกฤติอื่นๆ ซึ่งก่อนหุ้นลงมากๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องก่อตัวเป็นฟองสบู่ก่อนก็ได้ครับ ดังนั้นยังไงเราเองก็ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและจัดการลงทุนให้มีการกระจายและบริหารความเสี่ยงที่ดี รวมไปถึงพยายามใช้ชีวิตและวางตนให้มีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงต่อวิกฤติในอนาคต เช่น ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่จำเป็น ช่วยเหลือสังคม การศึกษา การรักษาพยาบาลในรูปแบบต่างๆ ตอนนี้ผมคิดว่าสังคมโลกและสังคมไทยจะใช้วิธีต่างคนต่างอยู่ไม่เบียดเบียนใครไม่พอแล้วล่ะครับ ต้องพยายามช่วยเหลือสังคมด้วยครับเพราะปัจจัยคุกคามโลกและประเทศไทยมันมาได้จากรอบด้านทีเดียว

เรื่องฟองสบู่นั้น ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังห่างไกลจากฟองสบู่ ก่อนวิกฤติ ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารคือ 15% ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ( ตอนนั้นตลาดยังไม่ค่อยใหญ่ ) น่าจะประมาณ 10-12% แต่หุ้นมี p/e 30 เท่า การที่ p/e 30 เท่านั้น คิดเป็น earning yield ( E/P หรือส่วนกลับของ p/e ) = 1/30 3.3% ดังนั้นการซื้อหุ้นให้ yield 3.3% แต่ต้นทุนเงินทุนคือดอกเบี้ยคือ 15% ดังนั้น earning yield spread ซึ่งคือ e/p ลบด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ติดลบไปกว่า 10% หุ้นแทบทุกตัวแม้ว่าจะปันผล 100% ของกำไรก็ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินฝากธนาคาร ดังนั้นคนซื้อหุ้นหวังได้อย่างเดียวคือ growth ถ้าหยุด growth เมื่อไหร่เสร็จเมื่อนั้น

มาดูปัจจุบัน ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลคือ 4.5% แต่ p/e หุ้นในตลาดเฉลี่ยประมาณ 15 เท่า ดังนั้น earning yield หรือ E/P คือ 1/15 = 6/6% ซึ่ง earning yield spread เป็นบวกประมาณ 2% ดังนั้นหมายความว่า ผลตอบแทนของหุ้นในตลาดสูงกว่าต้นทุนเงินทุน ( ดอกเบี้ย ) แสดงว่าตอนนี้หุ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นที่มีปันผลค่อนข้างดี ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าเงินฝากธนาคาร
ข้างบนจะเห็นว่า ที่หุ้นนั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร หรือโดยเปรียบเทียบหุ้นยังไม่แพงนัก เพราะตอนนี้ดอกเบี้ยในท้องตลาดอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในรอบหลายๆ ปี ซึ่งเป็นผลจากดอกเบี้ย FED นั้นอยู่ที่ 2% ดังนั้นถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ FED fund rate เพิ่มเป็น 5% หรือกระทั่ง 10% ดอกเบี้ยประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นจะขึ้นตามไป 10% ถึงตอนนั้นหุ้นไทย p/e 15 เท่าก็ถือว่าแพงทันทีครับ เพราะ e/p ที่ 6.6% จะต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ 10% ไปแล้ว ดังนั้นในระยะยาวๆ การลงทุนในหุ้นอย่าชะล่าใจว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำแบบนี้ไปตลอดครับ

4.คุณ ih ครับ กระทู้ที่คุณ ih พูดถึง gc คุณ ih บอกว่า ถ้า gc เน้นเพิ่มมาร์จินก็จะไม่ทำให้กระแสเงินสดติดลบมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเน้นเพิ่มยอดขายเงินสดน่าจะแย่ลงเพราะว่า การเพิ่ม sale ต้องเพิ่ม ยอดขายเยอะ
เราสามารถพูดได้ไหมครับว่าถ้าหุ้นที่ workingcap ต่อ sale ยิ่งเยอะเท่าไหร่ กลยุทธ์ที่ถูกต้องคือการ หาสินค้าเพิ่ม margin มากกว่า เพิ่ม sale แต่ถ้า workingcap ต่อ sale น้อยๆ หรือ ติดลบ ไปเลยเช่นค้าปลีก เราควรเน้นเพิ่มยอดขายมากกว่าเน้นเพิ่ม margin เพราะเงินสดจะได้เยอะกว่า ถูกต้องไหมครับ

- การเพิ่มประเภทสินค้าที่สามารถทำให้ margin เพิ่มได้ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี ล่าสุด HMPRO แม้จะมี same store sale ลดลงมา 2 ปีแล้วแต่ก็ยังมี margin เพิ่มขึ้นได้จากการปรับปรุงกระบวนการจัดหาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่จัดหามาขายเอง บริษัทจดทะเบียนที่ดี ผู้บริหารและกรรมการควรมองรอบทิศครับ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย margin กำไร กระแสเงินสด เพื่อกำหนดกลยุทธ์ บางทีไปเน้นยอดขายมากไป แต่ margin และกระแสเงินสดแย่ลงก็ไม่ดีครับ

หุ้นที่ working cap ต่อ sale เยอะๆ ทางที่จะช่วยได้มากคือต้องลด inventory day และ account receivable day ลงให้มาก โดยเฉพาะเรื่อง inventory day เพราะเป็นปัจจัยภายในที่พอบริหารเองได้มากกว่าครับ

 

5.เคยอ่านเจอมีการประเมินมูลค่าหุ้นบางกลุ่มโดยใช้ ev เป็นตัวตั้งหารด้วยรายละเอียดตามอุตสาหกรรมต่างๆเช่น cable tv ใช้ eb/number of subscribers = value per subsubcriber
Air line .ใช้ ev/annual passenger miles = value per passenger mile
ค้าปลีก ev/store

คุณ ih คิดว่าการประเมินมูลค่าหุ้นแบบนี้ สามารถสะท้อนมุมมองอะไรเพิ่มเติมจากวิธีเดิมๆอย่าง pe pbv ครับ

- EV = Market cap + debt ครับ ดังนั้น EV จะสะท้อนหนี้สินของบริษัทด้วย เพื่อเป็นการปรับบริษัทที่มีหนี้และไม่มีหนี้ให้อยู่ในตัวเทียบวัดเดียวกัน เช่น ธุรกิจหนึ่งใช้เงินลงทุน 1 แสนล้าน บริษัท A ใช้ d / e 2 เท่า บริษัท B ใช้ 1 เท่า ถ้าหลายๆ อย่างใกล้เคียงกันบริษัท B น่าจะมี mkt cap สูงกกว่า เพราะหนี้น้อยกว่าดอกเบี้ยจ่ายน้อยกว่า กำไรน่าจะมากกว่า ดังนั้นถ้าเทียบ p/e หรือ mkt cap / sale หรือ mkt cap / subscriber นั้น บริษัท B จะแพงกว่า A ทั้งๆ ที่บริษัท B ก็มีเหตุผลที่จะแพงกว่า ดังนั้นการใช้ EV จึงเป็นการปรับการใช้หนี้ที่ต่างกัน

อีกอย่าง บางทีที่เราใช้ EV เผื่อการเข้าซื้อกิจการด้วยเพราะถ้าบริษัทเราจะซื้อกิจการใดๆ ก็จะต้องรับผิดชอบภาระหนี้ของบริษัทนั้นด้วย

ประเด็นสุดท้าย ในแง่นักลงทุน การดู EV ก็เป็นการคำนึงถึงหนี้ของบริษัทด้วย การซื้อหุ้นที่มีหนี้มากๆ ผลก็คือปันผลต่ำเพราะต้องนำเงินไปคืนเงินต้นให้ได้พอสมควรก่อนครับ

6.ผมอ่านเจอว่า lpn มี key of success คือ ไม่สะสมที่ดินเพื่อเก็งกำไร และจะสร้างจำนวนยูนิต
ครั้งละเยอะๆ เพื่อต่อรองกับ supply เพื่อลดต้นทุนก่อสร้าง และสร้าง blue ocean เก่ง
ส่วน ps หนี้น้อย สร้างเร็ว เป็นเจ้าตลาดกระแสเงินสดดี

อยากถามพี่ ih ว่า ผมเช็กราคาหุ้นกลุ่มอสังห ตัวที่มี pbv มากกว่า 3 เท่า ก็มี ps lpn ap lh
ผมเองไม่รู้ว่า คุณภาพของ ap เป็นยังไงถึงมี pbv สูงขนาดนี้ด้วย พี่ ih ช่วยสรุป key of success ของ ap สั้นๆให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ

- การที่ p/bv สูง แสดงว่า ROE ต้องสูง การที่ ROE สูงก็มาจากการจัด capital structure ที่เหมาะสม ( ไม่กู้มากไป และไม่ใช่ว่าไม่กู้เลย ) และที่สำคัญคือ ROA ต้องสูง ดังนั้น ROA สูงหลักๆ ต้องมาจาก inventory turnover เร็ว และ net margin สูงพอ ธุรกิจอสังหาฯ เป็นลักษณะเงินต่อเงิน ดังนั้น inventory turnover เป็นเรื่องสำคัญที่จะปล่อยให้เงินส่วนใหญ่ไปจมกับบางโครงการใหญ่ๆ ไม่ได้ การที่ inventory turnover เร็วก็ต้องมาจากการที่เลือกทำเล ออกแบบ ตั้งราคาเหมาะสมที่ทำให้แต่ละโครงการที่เปิดใหม่นั้นมียอดขายหมดได้เร็ว และการบริหารการก่อสร้างต้องทำได้ดีเพื่อให้การก่อสร้างเสร็จภายในระยะเวลาที่เร็วกว่าคู่แข่ง เช่น ถ้าทำคอนโดฯ 30 ชั้น ต้องสร้างเสร็จและขายหมดภายในไม่เกิน 2 ปี และถ้าได้ 1.5 ปีก็จะยิ่งดีมาก หรือถ้าคอนโดฯ low rise ก็ต้องภายใน 1 ถึง 1.5 ปี ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ ควรขายให้หมดภายใน 2 ปีนับจากเปิดโครงการ ลองสังเกตโครงการที่มี p/bv ต่ำดูนะครับ โครงการส่วนใหญ่ของเค้าเปิดมาแล้ว 5 ปี หรือ 10 ปีบางทียังขายไม่หมด

7.โดยส่วนตัวผมค่อนข้างสนใจ oishi เพราะชอบคุณตัน แต่ติดตรงประเด็นว่าผมไม่รุ้ว่าเมื่อไหร่จะออก product โดนๆอีก ผมเลยอยากคุยกับพี่ ih เรื่องตัว product ของ oishi หน่อยน่ะครับ
รู้ว่าว่าน้ำส้ม เซกิ เนี้ย ออกมาแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ การออก promotion เอาฝา oishi ไปดูหนังได้ก็ไม่โดน
ล่าสุดเรื่องไปเที่ยวญี่ปุ่นกับคุณตัน ไม่แน่ใจว่า success แค่ไหน แต่ก็ชอบตรงที่เราติดตามได้ง่ายดี
ก็เลยจะขอถามพี่ ih ว่า คิดยังไงกับสินค้าใหม่อย่าง coffio ที่ขาย 25 บาทในปริมาณ 230 มล คิดว่าได้ผลดีแค่ไหน และการที่เริ่มออก product ไม่ต้องกับของเดิมคือ ร้านอาหาร หรือชาเขียว พี่ ih มองยังไง

- สินค้าใหม่ๆ ถ้าไม่โดน ก็มี limit loss คือ ค่าโฆษณาช่วงออกสินค้า ถ้าขาดทุนติดต่อกันนานๆ ก็ยกเลิกสินค้าหรือลดการผลิตลงได้ แต่ถ้าสำเร็จเมื่อไหร่ upside ก็เปิดกว้างทันทีและสามารถเก็บเกี่ยวกินยาวได้ ยกตัวอย่างก็เหมือนสินค้าชาเขียวนั่นเอง ถ้าเป็นไปได้ Oishi คงอยากออกแคมเปญฝาละล้านอีกแต่ติดที่ทางการมีกฎห้ามไว้ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นชิงโชคแทน ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคหลังๆ ไม่ชอบการชิงโชคเพราะเสียเวลาและขี้เกียจรอ จึงชอบโชคซึ่งๆ หน้ามากกว่า ดังนั้นสมัยที่เป็นฝาละ 1 ล้านจึงเหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ราคา 20 บาท รู้ผลทันทีแถมยังได้กินชาเขียวฟรีปลอบใจถ้าไม่ถูกรางวัลอีก กลยุทธ์ดังกล่าวจึงประสบความสำเร็จอย่างมาก

ส่วนสินค้าใหม่คือ coffio นั้นผมได้ทานประมาณ 10 ขวดแล้ว ข้อดีคือเวลาซื้อทานในรถนั้นไม่ต้องกลัวมันหกเหมือนเวลาซื้อกาแฟกระป๋องหรือกาแฟเป็นแก้วๆ เพราะแบบขวดมีฝาปิดมิดชิด รสชาตคงแล้วแต่คนจะชอบ สำหรับผมๆ คิดว่ามันก็อร่อยกว่ากาแฟกระป๋องระดับหนึ่งและน่าจะอนามัยกว่าเพราะกาแฟกระป๋องบางทีมักจะมีคราบๆ ตรงฝาเปิดเวลาทานแล้วอาจจะต้องไปล้างน้ำก่อน เท่าที่ถามพนักงาน 7-11 ก็เห็นว่าขายดีพอใช้ได้ แต่ในระยะยาวๆ ที่ผมไม่มั่นใจคือ ราคาขายที่ 25 บาทนั้นจะสูงไปหรือไม่ และเป็นราคาที่ไม่น่าจะเจาะตลาด mass เท่าไหร่นัก กาแฟต่างจากชาเขียวตรงที่ชาเขียวเจาะตลาดวัยรุ่น แต่กาแฟจะเจาะตลาด mass กว่าคือจะเจาะตลาดกลุ่มคนขับรถ นักเดินทาง ซึ่งมากกว่าครึ่งของคนขับรถต่างจังหวัดเป็นการขับรถเป็นอาชีพ ( ไม่ใช่เดินทางท่องเที่ยว ) จึงมีรายได้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่แน่ครับผมเพิ่งทราบมาว่าคนขับรถ 10 ล้อเดี๋ยวนี้เค้าทานซุปไก่แบรนด์กันแล้ว แก้ง่วง และแก้ง่วงได้นานกว่าการทานกาแฟกระป๋องหรือเครื่องดื่มชูกำลัง บางที coffio อาจจะต้องขึ้นไปแข่งกับแบรนด์กันก็ได้นะครับ

8.คุณ ih คราวที่แล้ว ยก case study ของ ah เรื่องการไปสิน asset ใหม่ที่ roa สูงแล้ว
คราวนี้อยากทราบว่ามีกรณี เพิ่มทุนแล้วเอาเงินไปใช้หนี้ แต่ eps เพิ่มขึ้นเพราะ ลดดอกเบี้ยจ่ายได้มากกว่า
Eps ที่สูงขึ้นไหม ไม่แน่ใจว่าอย่าง irpc จะใช่หรือป่าว

- EPS อาจจะไม่สูงขึ้นมากหรือลดลงนะครับ เพราะการเพิ่มทุนแสดงว่าจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ตัวหารก็ต้องเพิ่มครับ แต่การเพิ่มทุนไปคืนหนี้ ที่แน่ๆ คือ ROE ลงแน่ครับสำหรับหุ้นที่มี ROE ค่อนข้างสูง เช่นถ้า ROE ประมาณ 20% แล้วเพิ่มทุนไปคืนหนี้ที่ดอกเบี้ยจ่าย 7% ก็เท่ากับว่าผลตอบแทนของเงินทุนส่วนที่เพิ่มก็เท่ากับดอกเบี้ยที่ลดลง นั่นคือ 7% ของเงิน ถ้า ROE เดิมคือ 20% ผลตอบแทนของเงินเพิ่มทุนใหม่ คือ 7% ดังนั้นเฉลี่ยแล้ว ROE จะลดลงครับ

9. จากกระทู้ที่แล้วที่เคยถามเรื่อง หุ้น turn around นั้นสามารถสรุปได้ว่า หุ้น ที่จะ turn นั้น
Price/ Replacement cost จะต้องถูกเพราะไม่มีผู้สร้างใหม่ถูกปะครับ สรุปว่า sign ที่เราจะดูก็คือ
ถ้าหุ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ หลายตัวต่ำกว่า replacement cost แถมไม่มีข่าวการสร้างโรงงานใหม่
แสดงว่า downside ของหุ้นก็จะน้อยเพราว่า ยังไงก็ไม่มี supply เข้ามา ส่วนถ้า demand เข้ามา
กว่าจะสร้างโรงงานเสร็จพอก็อาจใช้เวลาเป็นปี แสดงว่าหุ้นพวกนี้ ยังไงถ้า demand เข้ามาเราก็ร้องเพลงรอได้เลย เพราะว่ากว่าคุ่แข่งจะเข้ามาได้ (สร้างโรงงาน) ก็ตั้งนานอยู่แล้ว พี่ ih ช่วยให้ความเห็นหน่อยครับ

- น่าจะตามนั้นครับ ยกเว้นธุรกิจที่มันกำลังถูกทดแทนโดยสินค้าใหม่ๆ เช่น โรงงานผลิต TV จอ CRT หรือเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในประเทศที่สูญเสียความสามารถการแข่งขัน เช่น สิ่งทอในไทย อย่างโรงงานทอผ้าที่ใช้เครื่องปั่นแบบกระสวยในไทยที่อยู่ในตลาดหุ้นคงจะต่ำกว่า replacement cost มากและไม่มี supply ใหม่ แต่ก็คงแทบไม่มีโอกาส turnaround ครับ อุตสาหกรรมที่เป็น commodity บางตัวผมก็เห็นว่าไม่รู้จะ turn ได้รึเปล่า อย่างหุ้น tuntex ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะธุรกิจไม่ดีหรือมีปัญหาเรื่องการจัดการ หรือทั้งสองอย่าง

10.การ replacement cost ผมเคยอ่านเจอว่า ของ hmpro จะใช้ มูลค่า leasing ระยะยาวทุกสาขารวมกัน
ลบหนี้ หารเป็นจำนวณหุ้น อยากทราบว่าถ้าจะคิด replacement cost ของ tpipl หรือ irpc จะคำรวณประมาณไหน สังเกตว่าตอนนี้ tpipl ดูจาก market cap แล้วรู้สึกว่าถูก

- TPIPL กับ IRPC คงจะหา replacement cost ลำบากโดยเฉพาะตัวของ IRPC เพราะธุรกิจมีหลายอย่าง แต่หากดูด้วยตาเปล่า จาก mkt cap เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตของธุรกิจหลักๆ นั้นก็เห็นว่าน่าจะต่ำกว่า replacement cost มากพอสมควร สำหรับ IRPC ก็น่าจะมีโอกาสที่จะปรับปรุงการดำเนินงานได้เรื่อยๆ ในอนาคต แต่สำหรับ TPIPL คุณ hong ก็พอจะทราบเหมือนที่ผมทราบว่าปัญหาของหุ้นนี้คืออะไรและการคิด replacement cost ไปก็อาจจะเปล่าประโยชน์ครับ

11.คราวที่แล้วเคยคุยเรื่อง lotiboy ไป คราวนี้ขอคุยเรื่อง swenzen กับ baskin robins บ้างนะครับ
ผมเคยเข้าไปกินทั้งสองที่ ปรากฏว่าผมชอบ baskin robins เพราะเนื้อมันเข้มข้นกว่า และละลายช้ากว่า
แต่น่าแปลก รู้สึกว่า baskin robins จะขายไม่ดีจนกระทั่งต้องมา มี promotion ซื้อหนึงแถมหนึ่งตั้ง 31 ครั้ง
คุณ ih ดูแล้วทำไม swenzen (mint) ถึงภาษีเหนือกว่าล่ะครับ

- คนไทยไม่ค่อยถูกปากกับไอศกรีมที่มีสัดส่วนของนมสูงอย่าง Baskin ครับ แต่จะถูกปากกับ Swensen มากกว่า ซึ่งหลังๆ ทั้งสองยี่ห้อก็น่าจะมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน แรกๆ ตอนทำการตลาด Baskin จะแพงกว่า Swensen ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะการสั่งจำนวนหลายๆ ลูกซึ่ง Swensen มี menu ที่ดึงคนระดับ mass ได้ด้วย menu Earthquake ซึ่งคิดเฉลี่ยต่อลูกแล้วเพียง 10 กว่าบาท ( สมัยก่อนนะครับ ) ส่วนด้านการบริการนั้น Swensen ทำได้ดีกว่าอยู่หน่อยแต่หลังๆ Baskin ก็ปรับปรุงมาได้ดี ตอนนี้หากไปเทียบราคาก็เห็นว่าราคา Swensen ก็ไม่ได้ถูกกว่า Baskin มากแล้วแต่ถึงปัจจุบัน Swensen ก็ยึดหัวหาดไปยังห้างใหญ่ๆ และห้างค้าปลีกได้มากแล้วซึ่ง Baskin ก็คงแทรกเข้าไปแข่งลำบากครับ

หลายๆ สินค้าที่ประเทศไทยมี mkt share ที่ต่างจากต่างประเทศ เช่น ที่เมืองนอก Mcdonald จะมียอดขายสูงกว่า KFC แต่เมืองไทย KFC ดีกว่า Mc เยอะ เพราะคนไทยคุ้นกับการทานไก่มากกว่าทานเนื้อ หรือกรณีของเบนซ์กับ BMW โค้กกับเป๊ปซี่ ฯลo

ภาค 5

  1. เคยได้ยินมาว่าจอสโซรอส นั้นแปลกตรงที่เวลาลงทุนนั้นเขามักจะผิดมากกว่าถูก
    แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้กำไรเยอะขนาดนี้ คุณ ih พอทราบไหมครับ

    - การลงทุนโดยเฉพาะการซื้อหรือที่เรียกว่า long position นั้น ถ้ากำไรจะกำไรได้ไม่มีขีดจำกัด เช่น สามารถกำไรได้ถึง 10-100 เท่า หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ 1000-10000% แต่กรณีการขาดทุนขาดทุนได้แค่เงินลงทุนที่ลงทุนไป คือ 100% ดังนั้นการซื้อหุ้นหรือ long position นั้น upside นั้นเปิดกว้างแต่ downside ปิด

    ส่วนของโซรอส ผมคิดว่าก็เป็นไปได้ว่าเค้าอาจจะผิดมากกว่าถูก แต่ครั้งที่ผิดเค้าก็น่าจะมี limit loss คือ จำกัดความเสียหายไว้ประมาณหนึ่ง และไม่มีการผิดวินัยที่เข้าไปเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนที่ผิดพลาดเพื่อหวังว่าต้นทุนเฉลี่ยจะต่ำลงแน่นอน และกรณีที่การลงทุนมีแนวโน้มที่จะได้ผลตอบแทนสูงด้วยความน่าจะเป็นที่สูง โซรอสก็น่าจะให้น้ำหนักการลงทุนสูงและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเมื่อเห็นแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ

    ผมฟังรายการวิทยุ เห็นนักลงทุนบ้านเราถือ PTTAR กันจำนวนไม่น้อย และเมื่อหุ้นลงมา 35 32 30 ก็ตามซื้อเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง โดยที่จริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าได้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มธุรกิจละเอียดหรือไม่ การซื้อเฉลี่ยเพียงเพื่อให้ต้นทุนลดลงแต่ไม่ได้มีความมั่นใจหรือผ่านการศึกษามาอย่างละเอียดนั้นก็น่าจะส่งผลให้แม้ว่านักลงทุนถูกมากกว่าผิด แต่การลงทุนที่ผิดบางครั้งก็ลบล้างการลงทุนที่ถูกหลายๆ ครั้งได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่หน้าใหม่หรือไม่ได้ศึกษาดีพอ เวลากำไร ก็กำไรนิดๆ หน่อยๆ ก็รีบขาย แต่เวลาซื้อแล้วหุ้นลงมักจะถือยาว มิหนำซ้ำยังซื้อเพิ่มเข้ามาอีก เค้ามีหลักว่า cut loss, let profit run แต่ผมเห็นหลายคนยึดหลัก cut profit, loss let it run กันอยู่มากครับ

    2.เรื่องตลาด future คุณ ih คิดว่าเป็นการลงทุนหรือการเก็งกำไรครับ สมัยก่อน
    ใครๆก็มองว่าหุ้นเป็นการพนัน ไม่เหมือนตอนนี้ คุณ ihคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับว่า
    อีกหน่อย พอมีการให้ความรู้ในวงกว้าง คนก็จะมองว่า future คือการลงทุน

    - ผมมองตลาด future เป็นการลงทุนยังไม่ค่อยไหวอยู่ดีครับ แต่สามารถใช้ในกรณี hedging หรือประกันความเสี่ยงได้ เช่น หากเราเลือกหุ้น 3 ตัวที่เรามั่นใจว่าพื้นฐานดีมาก มีการเติบโตสูง ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่เราก็กลัวปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเมือง ฯลฯ ซึ่งมีโอกาสที่ทำให้หุ้นลงหนักได้ แต่ยังไงเราก็เชื่อว่าหุ้นที่เราถือนั้นน่าจะลงน้อยกว่าตลาดเช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนี้คือ เรากลัวเรื่องการเมืองมากแต่ก็มั่นใจในหุ้นที่เราเลือกมาก แทนที่เราจะขายหุ้นดีๆ ทิ้งเพราะกลัวการเมือง เราก็ไม่ต้องขาย ถือต่อ แต่มา short future แทน ถ้ามีเหตุการณ์ร้ายจริง หุ้นที่เราถือก็ลงมาบ้างแต่เราก็ไปได้กำไรจากการ short future ซึ่งถ้าหุ้นที่เราถือนั้นลงน้อยกว่าตลาด เราก็จะมีส่วนต่างตรงนี้อยู่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าตลาดขึ้น แม้ว่าหุ้นเราจะขึ้น แต่เราก็ไปขาดทุนจาก future ด้วย ดังนั้นต้องเข้าใจว่าการประกันความเสี่ยงนั้นต้องมีทั้งได้เงินและเสียเงิน โอกาสที่ได้ทั้ง 2ทางก็มีแต่โอกาสไม่มาก เช่น หุ้นที่เรามีขึ้นแต่ตลาดรวมลง ก็คล้ายๆ กับการทำประกันรถหรือชีวิตนะครับ ถ้าเราจะได้ประโยชน์จากบริษัทประกันก็ต่อเมื่อเราต้องขับรถไปชนหรือเข้า รพ.

    แม้หลักการประกันความเสี่ยงนั้นก็ดูดี แต่ในการลงทุนจริง ผมก็ยังไม่ได้ใช้ future ในการประกันความเสี่ยงครับ เหตุผลก็คือ ผมไม่ชอบขาดทุนครับ แม้ว่าเป็นการขาดทุนขาหนึ่งและอีกขาหนึ่งจะกำไรก็ตาม เพราะแม้ตลาดจะลงเละเทะแต่ผมเชื่อว่าหุ้นที่ผมถือก็จ่ายปันผลเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก ดังนั้นสิ่งที่ลดเป็นแค่ราคาที่ตลาดจะให้แต่กระแสเงินสดที่ผมจะได้รับจากการถือหุ้นก็เท่าเดิม ถ้าไม่สบายใจกับภาวะตลาดจริงๆ ผมก็จะเลือกที่จะถือเงินสดเพิ่มขึ้นโดยขายหุ้นที่ค่อนข้าง sensitive กับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกไปบ้าง หรือไปถือหุ้นที่ผลประกอบการไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศเลย

  2. คุณ ih มีความเห็นยังไงกับหุ้น ifec ผม screen คร่าวๆแล้วเป็นหุ้นที่ pe ต่ำแต่ จุดอ่อนอยู่ที่เป็น
    ผู้นแทนจ่ำหน่ายเครื่องถ่ายเอกสารนั้นหมายถึง asset ที่ใช้หากินหลักๆ ไม่ใช้ของตัวเอง และมีประเด็น
    ไปลงทุนในร้านอาหารในเมืองจีนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เลยอยากถามพี่ ih ว่าณ ราคาแถวนี้ ifec ราคาถือว่า
    Reasonable หรือยังครับ

    - ผมไม่ได้ศึกษาเลยครับ แต่ถ้าใช้ข้อมูลจากที่คุณ hong ถามมานั้น การที่เรามองว่าธุรกิจนั้นๆ มีความเสี่ยงอยู่สูง ก็แสดงว่า p/e ที่เราควรจะให้ก็คงจะต้องต่ำในระดับหนึ่ง และคงจะต้องศึกษาปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะกระทบต่อกำไรในอนาคตให้ละเอียดและมากพอครับ ส่วนการลงทุนในร้านอาหารก็เป็นเรื่องที่แตกต่างจากธุรกิจเดิมอย่างสิ้นเชิงนะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำได้ไม่ดี เพียงแต่ว่าเราจะมีกระบวนการที่ทราบได้อย่างไรว่ามันจะดีหรือไม่ดี อย่างน้อยอาจจะต้องลองถามผู้บริหารดูครับ และหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเช่น อย่างน้อยลอง search ใน google ดูครับ ว่ามีการพูดถึงกันบ้างหรือไม่อย่างไรบ้าง

    ผมให้ข้อคิดว่า ถ้าเราคิดว่าหุ้นที่เราซื้อมีความเสี่ยงที่เรายากที่จะรู้ล่วงหน้าหรือควบคุมไม่ได้ แม้ว่าราคาที่เราซื้อมาจะถูก แต่ต้องประเมิน style การลงทุนเราด้วยว่าเราชอบแบบนี้หรือไม่ บางคนซื้อหุ้นแบบนี้มาแล้วนอนหลับสบายใจรับความเสี่ยงได้ ตรงนี้ผมว่าก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่ถ้าซื้อแล้วกังวล คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก นอนไม่หลับ แม้จะกำไรก็อาจจะไม่คุ้มกับความกังวลนะครับ หรือถ้าไม่ชัวร์จึงซื้อน้อย เวลาขึ้นกำไรเป็น % ก็มากแต่มีผลต่อพอร์ตน้อย กลายเป็นว่าหุ้นที่ซื้อนั้นขึ้นแต่ไม่รู้ควรจะดีใจหรือเสียใจดี มานั่งคิดต่ออีกว่ารู้งี้ซื้อมากกว่านี้ก็ดีเป็นงั้นไป ดังนั้นซื้อหุ้นที่เราถือแล้วกินอิ่มแล้วนอนหลับนั้นดีที่สุดครับ แต่หุ้นที่ถือแล้วกินอิ่มนอนหลับสำหรับแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกันครับเพราะแล้วแต่ความถนัด ความรู้ในธุรกิจต่าง การเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่แต่ละคนมีครับ แต่ที่แน่ๆ ปัจจัยที่มีผลต่อการกินอิ่มนอนหลับก็คือการเข้าใจในธุรกิจและบริษัทที่เราลงทุนอย่างถ่องแท้ครับ ซึ่งถ้าเราซื้อหุ้นตามคนอื่นโดยไม่ศึกษานั้นโอกาสที่จะกินอิ่มนอนหลับอาจจะไม่เต็มที่ อย่างบางทีหุ้นที่ผมแนะนำพรรคพวกไปบางวันก็ขึ้นไปมาก บางวันก็ลงไปมาก วันเช่นนี้ผมต้องรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามว่าหุ้นขึ้นเพราะอะไร ลงเพราะอะไร ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากและยากที่จะตอบมาก บางทีอยากจะตอบแค่ว่า ที่ขึ้นมากนั้นเพราแรงซื้อ aggressive กว่าแรงขาย เวลาลงมากก็เพราะแรงขาย aggressive กว่า บางทีตอบได้แค่นั้นจริงๆ แต่อย่าเผลอไปตอบแบบที่เคยได้ยินในรายการวิทยุว่า ที่หุ้นขึ้นเพราะแรงซื้อมากกว่าแรงขายแล้วกันครับ เพราะหุ้นทุกตัว order ซื้อกับขายต้อง match กันดังนั้นมันต้องเท่ากันครับ ถ้าไม่มีคนขายให้แล้วคนซื้อจะซื้ออะไรในทางกลับกันถ้ามีแต่คนขายไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ครับ

  3. ไม่ทราบว่า npv กับdcf ต่างกันอย่างไร

    - ตามความเข้าใจของผมน่าจะเหมือนกันนะครับ ก็คือการประมาณการกระแสเงินสดอิสระ ( Free cash flow ) ในอนาคต และปรับ ( discount ) ให้มาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ( present value ) ครับ NPV มักจะใช้บ่อยในการคิดหามูลค่าการลงทุนต่างๆ ที่ไม่ใช่หุ้น แต่ DCF มักจะเป็นชื่อที่ใช้ในการหามูลค่าหุ้น โดยรวมก็คือตัวเดียวกันครับ

    5.irr กับ wacc ต่างกันไหมครับ เท่าที่รู้ irr คือ % ที่ทำให้ npv เท่ากับ 0

    - ใช่ครับ irr คือ % discount rate ที่ทำให้ npv เท่ากับ 0
    ส่วน wacc คือ % discount rate ที่เราใช้หา NPV หรือ IRR ครับ

    ถ้าเราซื้อหุ้นที่ราคาเท่ากับ NPV ก็หมายความว่าเราจะได้ผลตอบแทนเท่ากับ discount rate ที่เราใช้หรือเท่ากับ % WACC นั่นเองครับ ถ้าซื้อต่ำกว่า NPV หมายความว่าผลตอบแทนจะมากกว่า % WACC ครับ

    6.เคยได้ยินมาว่าธุรกิจไฟฟ้าเมื่อก่อนมี irr มากกว่า 10% แต่เดี่ยวนี้ไม่เกิน 10% อยากทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด

    - ยุคแรกที่มีการประมูลโรงไฟฟ้าตั้งแต่ EGCO RATCH BLCP นั้นเป็นครั้งแรกๆ ของการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ IPP ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยช่วงนั้นอยู่ที่ 10% บวกลบ ผลตอบแทนหรือ IRR จึงต้องมากกว่าดอกเบี้ย แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2-3% ดังนั้นผลตอบแทนของโรงไฟฟ้าปัจจุบันจึงลดลงตาม อีกอย่างหนึ่งคือ หลังจากที่การดำเนินงานของ EGCO RATCH ผ่านไปได้ด้วยดี และรัฐบาลก็ปฎิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัด ทำให้นักลงทุนต่างชาติจึงให้ความสนใจในการเข้าประมูลรอบใหม่มากขึ้น หากเปรียบเทียบ IPP ของไทยกับโรงไฟฟ้าในจีนจะเห็นว่า คนที่ลงทุนในโรงไฟฟ้าในจีนเจอปัญหามากกว่าเพราะการจีนมีการแทรกแซงมากกว่า และมีข้อจำกัดในการปรับราคาค่าไฟฟ้าตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

    7.ผมเคยได้ยินนักลงทุนท่านนึงถาม อาจารย์ นิเวศว่า อาจารญื พ่อแม่ของหนูตกนรก (ซื้อหุ้นช่วงวิกฤติและหมดตัวหลังวิกฤติ) ทำไมอาจารย์ถึงไม่ตกนรกบ้างล่ะค่ะ ด.ร.นิเวศน์บอกว่าผมไม่ตกนรกเพราะว่าผมเกิดจากนรก
    (ซื้อหลังจากที่ดัชนีลงจาก 1700 เหลือ 800)ผมเลยอยากถามว่าถ้า pe ตลาด 30 เท่าแล้วคุณ ih จะลงทุนในหุ้น 100% ไหมครับ หรือว่าเลิกเล่นหุ้นไปเลย หรือถือเงินสดครึ่งนึง เผื่อว่าจะได้เกิดจากนรกแหมือนอาจารย์นิเวศน์

    - p/e ตลาด 30 เท่า คือ p/e เฉลี่ย ดังนั้นแม้หุ้นส่วนใหญ่จะแพง แต่อาจจะมีหุ้นบางตัวที่ไม่แพงนัก แต่ถ้าผมหาหุ้นที่น่าสนใจไม่ได้ก็คงต้องถือเงินสดมากขึ้นครับ ตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2-3% แต่หุ้นหลายๆ ตัวปันผลได้ประมาณ 3-8% และ p/e ก็อยู่ 10 กว่าเท่า ดังนั้นปัจจุบันนี้ผมก็ยังคิดว่าหุ้นยังน่าสนใจและน่าจะปกป้องเงินเฟ้อได้ดีกว่าการฝากเงินครับ

    8.อยากทราบมุมมองทางธุรกิจของบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นหน่อยครับสอง บ.ล.นะครับ
    คือ mk กับ มาลีฟราน
    8.1 mk เป็นธุรกิจที่มี market share สูงมาก และมี manage ระดับสุดยอด แต่หลังๆ mk เริ่มแตกไลน์อกมาก็คือ ยาโยอิ ไม่รู้ว่าจะเป็นสัญญาณได้ไหมว่าตลาดสุกี้ อิ่มตัว ถ้า mk อยู่ในตลาดหุ้น และ pe 20 เท่า คุณ ih จะซื้อหรือไม่

    - คงต้องดูงบก่อนครับว่าการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะหลังๆ เป็นยังไง ส่วนการแตก line ร้านยาโยอิ ผมมีโอกาสได้ลองทานก็เห็นว่ารสชาติใช้ได้และลูกค้าก็เยอะใช้ได้ จุดเด่นของยาโยอิคือ ราคาถูกกว่า Fuji อาหารได้เร็ว การจัดร้าน บรรยากาศและแสงในร้านเร่งให้ลูกค้าใช้เวลาทานไม่นานนัก ดังนั้น turnover น่าจะสูง ส่วนการอิ่มตัวของ MK นั้นอาจจะยังไม่ถึงเวลาเพราะช่วง 1-2 ปีนี้ทั้ง Lotus และ BigC ก็ยังมีการขยายสาขาอยู่มากพอสมควรครับ ที่แตก line เพราะ MK อาจจะมองว่าแม้ว่าจำนวนสาขาของ MK จะยังเพิ่ม แต่จำนวนลูกค้าต่อสาขาอาจจะยังเพิ่มไม่มากนักเพราะอาจจะเสียลูกค้าส่วนหนึ่งไปให้กับร้านอาหารญี่ปุ่น ดังนั้นอาจจะคิดว่าถ้างั้นก็น่าจะไปทำร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งด้วยเลยน่าจะดีกว่า

    8.2ธุรกิจอีกอันคือ ธุรกิจลดความอ้วน มารีฟรานซ์ ผมว่า ผู้หญิงกลัวความอ้วนกันก็ต้องแห่กันไปทำ
    แถมเขาชอบเอาคนดังๆเช่น ดารา มาถ่ายรูปก่อนเข้า course กับ หลังเข้า course เคยเห็น โอ้โห ผอมได้จริงขนาดนั้นเลยเหรอ เคยได้ยินว่า course นึงหลายหมื่น ไม่แน่ใจว่ามี บาง course เกือบแสนหรือป่าว
    แต่ดูๆแล้วเป็นธุรกิจที่ไม่มี barry to entry เท่าไหร่ เพราะใครๆ ก็คงจ้างดาราได้ แต่คิดว่าเป็นธุรกิจที่ maigin สูงมาก ถ้า มารีฟรานซ์ pe 10 เท่าพี่ ih จะซื้อลงทุนไหม

    - คงต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย แต่ pe 10 เท่าสำหรับหุ้นที่มี brand name ก็นับว่าไม่แพง ผมคิดว่าการสร้าง brand ของธุรกิจลดความอ้วนก็ต้องใช้เวลาสะสมอยู่เหมือนกันครับ เพราะถ้าให้ผมนึกถึง brand ที่มีชื่อเสียงตอนนี้ก็นึกได้ 2 brand เท่านั้นคือ มารีฟรานซ์กับ body shape ครับ

    การลงทุนลดความอ้วนแม้ว่าจะแพงแต่อาจจะมีผลตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินสูงสำหรับลูกค้าก็ได้นะครับ และกลุ่มคนที่ผลักดันและกระตุ้นให้ผู้หญิงอยากผอมกันทั้งทางตรงและทางอ้อมก็คือพวกผู้ชายมิใช่หรือครับ

 9.มีผู้ประกอบการอสังหาท่านนึงบอกว่า lpn กับ ps มาร์จินดีเพราว่า ทั้งสองเป็นผู้รับเหมามากกว่า developer
ไม่ทราบว่า พี่ ih มองยังไงครับ

- PS สร้างเองเกือบหมดครับจึงมีสภาพเป็นผู้รับเหมาเองด้วย และยังใช้เทคโนโลยี pre-fab ที่มีต้นทุนต่ำกว่า และจำนวนสร้างก็มากจึงทำให้ต้นทุนต่ำ ส่วน LPN ก็มีการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีมาก ส่วนเป็นผู้รับเหมาเองหรือไม่นั้นผมยังไม่มีข้อมูลครับ

10.พี่ ih ครับ ข้อความท่อนนี้เอามาจากของด.ร.นิเวศน์เรื่อง psr
“บางคนอาจจะบอกว่าค่า PSR นั้น ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานที่สำคัญนั่นคือ กำไรของบริษัท เขาอาจจะบอกว่ายอดขายนั้นไม่มีประโยชน์ถ้าขายมากแต่ไม่มีกำไร ดังนั้น ค่า PSR ไม่น่าจะเป็นตัวที่ดูคุณค่าของบริษัทได้ ข้อนี้ผมกลับคิดว่า ค่า PSR อาจจะดีกว่าค่า PE ในแง่ที่ว่า มันน่าจะสะท้อนกำไรของบริษัทในระยะยาวได้ดีกว่า เหตุผลก็คือ กำไรที่จะยั่งยืนนั้นจะต้องมาจากยอดขาย ในหลาย ๆ บริษัทนั้น เขาถึงกับยอมกำไรน้อยหรือขาดทุนเพื่อเพิ่มยอดขายเพื่อยึดส่วนแบ่งทางการตลาด เพื่อที่ว่าในอนาคตเขาจะได้เปรียบคู่แข่งและทำกำไรมากขึ้นในภายหลัง ส่วนบริษัทที่กำไรดีในวันนี้แต่ยอดขายต่ำ เขาอาจจะประสบกับอุปสรรคหรือสภาวะทางการตลาดเปลี่ยนแปลงทำให้กำไรในปีต่อ ๆ ไปตกต่ำลง “

พี่มีความเห็นยังไงบ้างครับ

- ก็มีทั้งกรณีหุ้นที่ Price to sale ratio ( PSR ) ต่ำ และท้ายสุดพอ margin ดีขึ้นก็จะทำให้กำไรดีขึ้นมาก และราคาหุ้นก็ค่อยๆ ปรับขึ้นได้ และกรณีที่ margin ไม่ดีขึ้นและ PSR ก็ต่ำยังไงก็ต่ำอย่างนั้นอยู่วันยังค่ำ เพราะหุ้นบางตัวผู้บริหารทำงานเพื่อคน 2 กลุ่มเท่านั้นคือ ลูกค้าและเจ้าหนี้ ดังนั้นคงต้องดูปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยกับ PSR ครับ

11.เท่าที่ดูๆแล้ว บ.ล.ที่ทำอนุพันธ์ทางการเงินส่วนใหญ่จะเสร็จทุกรายเช่น tpi ขาดทุนจาก DEUTSHE MARK เมื่อปี 36-37 และที่ ucom ขาดทุน โดยทำสัญญาธุรกรรมจาก fix เป็น float แต่ดอกเบี้ยกลับขึ้น ทำให้จ่ายดอกเพิ่ม หลายร้อยล้าน และเหยื่อรายล่าสุดก็คือ pttep ถ้าผมจะสรุปว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ผมเห็น บ.ล.ไหนทีอนุพันธ์
ผมก็ short หุ้นนั้นเลยคุณ ih มองยังไงครับ

- บางบริษัทในช่วงหลังๆ อาจจะทำเพื่อ hedging ซึ่งแม้จะขาดทุนจากอนุพันธ์อาจจะไปกำไรอีกขา เช่น เราซื้อหุ้นเต็มพอร์ตแต่กลัวหุ้นลงก็อาจจะไป short TFEX ถ้าหุ้นขึ้นเราก็กำไรจากหุ้นแต่ไปขาดทุนจาก Tfex แต่ส่วนใหญ่ถ้าบริษัทไปเล่นตลาดอนุพันธ์เพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรนั้นอาจจะน่ากลัว เช่น เปลี่ยนดอกเบี้ย fix เป็น float ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงหากดอกเบี้ยขึ้นแรงๆ ปกติคนที่ไปเปลี่ยน fix เป็น float ควรจะเป็นสถาบันการเงินที่ต้องการปรับต้นทุนดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสัดส่วนรายได้จากการให้กู้ของตัวเองมากกว่า

แต่อย่างไรผมเองก็ไม่ค่อยชอบให้บ. Commodity ไปป้องกันความเสี่ยงของการลดลงของราคาขายผลิตภัณฑ์ด้วยการขายล่วงหน้า เท่าไหร่ เพราะ investor can diversify ( or hedging ) by themselves กล่าวคือ ถ้าผมคิดว่าน้ำมันแพงและต้องการ hedging พอร์ตตัวเองด้วยการซื้อหุ้นสำรวจน้ำมันตัวหนึ่ง แต่ถ้าหุ้นสำรวจน้ำมันตัวนั้นเกิดไปขายน้ำมันล่วงหน้าที่ 90 เหรียญไปเกือบหมดของกำลังการผลิตปีนั้นแล้ว ก็เท่ากับว่าบริษัทนั้นก็จะไม่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น อย่างกรณีของหุ้นที่ทำเหมืองสังกะสีตัวหนึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนก็ขายล่วงหน้าไปมากทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากราคาสังกะสีขาขึ้นมากเท่าที่ควร

12.อาจารย์ วิกรมเคยบอกว่า แกมีสูตรคือ ให้ขายหุ้นในปีที่ดัชนีขึ้นมากกว่า 100% ซึ้งใน 30 ปี มีปี
2520 2532 2546 และให้ซื้อหุ้นในปีที่ดัชนีลงมากกว่า 40% ได้แก่ปี 2522 2540 2543 อยากถามว่าคุณ ih มีความ
เห็นต่อสูตรนี้อย่างไร และจะถือเป็น miracle numbeไหมที่เฉลี่ย ทุกๆ 10 ปี จะมีปีที่หุ้นขึ้น 100% และลง 40% 1 ปี

- ก็น่าจะให้ผลดีและถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ครับ อาจจะยกเว้นปี 40 ที่ถ้าซื้อหุ้นไปก็อาจจะอ่วมเพราะหุ้นลงหนักมากอีกปีคือปี 41 ซึ่งสิ่งที่ถูกหลายๆ ครั้งอาจจะมลายหายไปหมดหากเราพลาดครั้งใหญ่ๆ เพียงครั้งเดียว ดังนั้นเรื่อง magic number เป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่เราไม่ควรยึดติดตายตัวว่าต้องทำทุกครั้งไปครับ

13.ทำไมเดี่ยวนี้ในตลาดหุ้นถึงไม่มี cover warrant เหมือนเมื่อก่อน เช่น scbc-1 scibc-1
และ cover warrant ออกมาเพื่ออะไร

- cover warrant เป็น warrant ที่ไม่ได้ออกโดยบริษัทนั้นๆ แต่ออกโดยกระทรวงการคลัง ภายหลังจากที่กระทรวงการคลังเข้าไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของสถาบันการเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ ก. คลังไม่ได้มีจุดประสงค์ในการถือหุ้นสถาบันการเงินนั้นในระยะยาวจึงออกเป็น cover warrant ให้กับผู้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักลงทุน เพื่อให้สิทธิในการซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์จากกระทรวงการคลังในเวลาที่กำหนด เช่น 3-5 ปี ดังนั้น cover warrant จึงเป็น call option ประเภทหนึ่ง แต่ไม่ได้ออกโดยบริษัทเจ้าของ warrant แต่ออกโดยผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็มีความใกล้เคียงกับ call option ของต่างประเทศ ดังนั้น cover warrant จะไม่ทำให้เกิด dilution effect เหมือน warrant ทั่วไปเพราะว่าไม่มีการออกหุ้นใหม่

ความเห็น (5)

เพื่อนๆคิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ(ระดมความเห็น)

ผมเองได้เจอกับนักลงทุนมากหน้าหลายตาสิ่งที่ผมเจอคือแบบนี้ปีที่แล้วทุกคนคงรู้ว่าเป็นปีที่หุ้น crash ปีที่แล้วผมค่อนข้างโชคดีเล็กน้อยประคองตัวได้คือ ขาดทุน 15% โดยที่ตลาดติดลบเกือบ 50%

ผมได้เจอคนรู้จักหลายคนที่ขาดทุนมากกว่า 50 % ในปีที่แล้วและมีบางท่านที่ขาดทุนมากกว่า 70% ในปีที่แล้ว สิ่งที่ผมอยากถามเพื่อนๆคือ ผมเห็นบางคนปีที่แล้วขาดทุนมากกว่า 50% แต่สามารถกลับไปมี port การลงทุนแบบที่เรียกว่า all time high ได้ภายในเวลาไม่ถึงปี

ยกตัวอย่างคนกลุ่มนี้ที่ผมสัมผัสมานะครับ พี่ yoyo พี่ blueblood พี่ตี๋ picatos แต่หลายคนที่ขาดทุนหนักปีที่แล้วยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน

จริงๆผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมเลยอยากถามความเห็นเพื่อนๆว่า

ท่านคิดว่าคนที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเขามีคุณสมบัติอะไรครับ

และคนอื่นๆที่ยังไม่ฟื้นตัวในปีนี้เป็นเพราะอะไร เพราะกลัวหุ้นไปแล้ว

เพราะหันไปเน้นหุ้นปันผลแล้ว หรือว่าอะไร

ผมเองพอมีคำตอบในใจเบื้องต้นที่ไม่แน่ใจอยากถามความเห็นเพื่อนๆครับ

เผื่อว่าพวกเราจะช่วยกันจับประเด็นว่า skill แบบไหนทำให้ port ฟื้นได้เร็วไงครับ

 ใครตอบโดนใจผมมากสุดเดี่ยวผมมี research fundflow เจ๋งๆผมส่งให้ด้วยนะ อิอิ promotion จาก hongvalue

ความเห็น (39)

ขอเล่าความในใจ(อาจดูเลอะเทอะไม่เกี่ยวกับการลงทุนนะ)

หลายอาทิตย์มานี้ผมได้ทบทวนแนวทางการลงทุนต่างๆของผมและสิ่งที่ผมได้โพสไปในเว็บบอร์ด ผมคิดว่าผมอาย ผมอายที่ผมมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดมากเกินไป ผมอายที่ผมมักจะไปเถียงกับคนที่โพสไม่เห็นด้วยกับผม ผมอายว่าผมมารู้ทีหลังว่าหลายสิ่งที่ผมเคยโพสไปผมอาจจะไม่ได้รู้จริงก็ได้ ผมสูญเสียความมั่นใจไปเยอะมากและนั้นทำให้ผมคิดว่าผมจะเก็บเนื้อเก็บตัวซักพักใหญ่ๆ

เนื่องจาก ผมอยากจะก้าวหน้าให้มากขึ้น มีวุฒิภาวะที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นโพสแบบคนรู้จริงมากขึ้น แล้วผมจะกลับไปโพสที่ tvi ผมต้องขอโทษคนที่ผมเคยล่วงเกินทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย ผมมาคิดย้อนกลับไปแล้ว ผมรู้ตัวเลยว่าผมมันเด็กจริงๆ ผมสร้างศัตรูขึ้นมาเยอะมาก ผมว่าคงไม่แปลกเลยถ้ามีคนเหม็นขึ้หน้าผมเยอะ ผมมาลองคิดดูแล้ว ผมคงเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเกินไปและจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ผมโชคดีที่มีหลายคนเตือนผมตรงๆ

ผมเองได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆหลายคน เพื่อนบางคนขยันมาก ตื่นเช้ามานั่งอ่านResearch ทุกวัน รู้จักหุ้นเยอะกว่าผม ดูกราฟก็เก่ง ผมก็เริ่มรู้สึกว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ผมเคยคิดว่าตัวเองขยันหาความรู้ มีคนที่ทำเยอะกว่าผมอีกเยอะมีคนที่มี sense ทางการลงทุนสูงกว่าผม แต่ไม่เคยออกมาโพสสำแดงวิชาอะไร โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก ผมแอบรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาว่า กูทำขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่รู้จริงซักทีว่ะ แต่ชิวิตก็คือชีวิต ผมต้องสู้ต่อไป จริงๆแล้วผมเองรู้สึกว่าผมมีความสุขที่ได้เปิด course fundflow ผมว่าผมสนุกที่ได้ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการลงทุน แต่ผมก็เริ่มรู้ตัวว่าผมอยากให้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น

ผมอยากเก่งให้มากกว่านี้ ผมอยากรอบรู้ให้มากกว่านี้ ผมเลยคิดว่าผมจะเปิดสอนเพียงแค่เดือนนี้เท่านั้น และเดือนหน้าผมจะให้เวลากับตัวเองให้เต็มที่

เพื่อที่ผมจะได้ค้นพบแนวทางใหม่ๆ รู้ลึกในสิ่งที่ผมเป็นอยู่ให้มากขึ้น

ช่วงที่ผ่านมาผมเจอกลุ่มนักลงทุนที่เรียกว่าโคตรพ่อโคตรแม่เก่ง

ผมก็หดหู่ใจว่า ทำไมผมช่างรู้น้อยขนาดนี้ ผมท้อแท้ใจหลายวันมาก

ผมคิดฟุ้งซ่านไปว่า ผมอยากเริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 11 ปีผมจะได้มีระยะเวลา

เก็บเกี่ยวนานกว่าคนอื่น ผมคิดนุ่นคิดนี้เต็มไปหมด แล้วผมก็เริ่มได้สติว่า

ผมไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผมทำผิดพลาดได้ ผมต้องมองไปข้างหน้าเท่านั้น และการก้าวไปของผมจะต้องมีความสุขระหว่างทางด้วย แล้วผมก็เริ่ม

ตาสว่าง ผมก็ไม่หดหู่อีกผมเอาเวลามานั่งคิดว่าผมจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองก้าวหน้าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และผมก็เขียนมันลงไปใน diary

แล้วผมก็ทยอยทำตามมันไปเรื่อยๆ  ก็คิดว่าในอนาคตอะไรๆน่าจะดีขึ้นกว่าที่

เป็นอยู่ในตอนนี้

 เฮ้อ ค่อยโล่งอกหน่อย ได้เล่าในสิ่งที่รู้สึกอยู่ในใจออกมา

ความเห็น (28)

creative accounting

เคยโพสที่มวยวัดเอาไว้นานแล้ว ผมโพสเองเลยมาครวบรวมให้คนที่ไม่เคนอ่านได้ดูกัน สำหรับคนที่ไมเคยอ่าน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันมาตรฐานบัญชีบางอย่างอาจเปลี่ยนไปดังนั้นบทความนี้ไม่ได้ update เขียนมา 1 ปีแล้วนะครับ

 1.ลูกเล่นกับค่าตัดจำหน่าย ธนาคาร t จ่ายค่า goodwill 20 ปีเนื่องจาก take over ifct กับ ไทยทนุ แต่ strategic parter (น่าจะเรียกงี้นะ) บอกว่าธนาคาร t ค่าความนิยมเนี้ย กรุณาตัดออกได้ไหมเพราะว่าพอแยก กำไรของ 3 ธนาคารออกมา กับ ควบก็ไม่เห็นจะมีกำไรสูงขึ้นตรงไหน (มันไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นเลย) ก็เลยบอกให้ธนาคาร t ตัดค่าความนิยมให้เป็น ค่าใช้จ่ายให้หมดเลย ทำให้หุ้นของ ธนาคาร t ตกหนัก แต่อยากตั้งข้อสังเกตุว่า อาจจะน่าซื้อก็ได้เพราะว่า การที่ธนาคาร t ตัดค่าความนิยมให้เป็น ค่าใช้จ่ายไม่ได้ทำให้เงินสดออกจาก และหลังจากนั้น ค่าใช้จ่ายก็จะลดลงทุกปี สมมุติ10000 ล้าน 20 ปี ปีละ 500 ล้าน หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้หายไป ถ้าอยากเป็น contrarian เข้าซื้อธนาคาร t ตอนหุ้นลงหลัง จากมีข่าวนี้ (อาจจะติดดอยก็ได้นะ) ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวนัก ถ้าถามว่าเป็น creative accountin ตรงไหน ก็ตรงที่ ธนาคาร t จ่ายค่าความนิยม เกินจริงทำให้สินทรัพย์สูงเกินจริง และใช้วิธีตัดอายุค่าความนิยมที่ยาวที่สุดคือ 20 ปี (ถ้า gaap ) ให้ตัด 200 ปี ก็คงตัด 200 ปี จะเห็นว่า ธนาคาร t บันทึกบัญชี ด้วยวิธี aggressive (รับรู้รายได้เร็ว รับรู้รายจ่ายช้า)

 

 มุขที่ 2 เป็นเหรียญตรงกันข้ามกับด้านที่2 หลักทรัพย์แห่งนึงตัวขึ้นต้นไม่ใช่ b-z มีการ take over อีกแห่งนึง และจ่ายค่าความนิยมไปสูงมาก อยู่ๆแกก็บอกว่า เฮ้ บริษัทที่ take มา ไม่น่าจะมีค่ามากในอนาคตเลย รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในงวดเดียวเลย โอ้ (ก่อนจะ take ) ทำไมไม่คิดดีๆล่ะ ว่าไม่มีประโยชน์ หลังจากตัดเป็ฯค่าใช้จ่าย ก็ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น กำไรสะสมติดลบ หุ้นก็ ถูกเทกระจาด รายย่อยก็แห่ขาย เพราะปันผล ผู้บริหารน่าจะทำการ…. ก่อน และอยู่ๆก็ประกาศว่า จะนำส่วนเกินมูลค่า หุ้นมาล้างขาดทุนสะสม แล้วจ่ายปันผลได้อีกครั้ง ทำให้หุ้นกลับขึ้นไป ช่วงที่ สวิง นี้ไม่แน่ใจว่ามีใครได้ผลประโยชน์จากราคาหุ้นบ้าง มุขนี้จะใช้วิธีบันทึกค่าความนิยมแบบ conservative (รับรู้รายจ่ายเร็ว รับรู้รายได้ช้า) ซึ้งตรงข้ามกับ ธนาคาร t ที่จะตัดความนิยมให้นานที่สุด การตัดค่าความนิยมแบบ conser นี้เกิดกับธุรกิจโรงภาพยนต์อีกแห่งที่ ตัวขึ้นต้นอยู่หลัง l แต่อยู่หน้า n ด้วยนะครับ

 

3.ร้านอาหารแห่งนึง ตัวย่อ… ได้รับเงินสนับสนุนทางการค้า กับน้ำอัดลมญี่ห่อนึงจำนวณ 30 ล้าน แล้วมีสัญญาว่าจะต้องไม่ขาย น้ำอัดลมอีกญี่ห่อนึงในร้านเป็นเวลา 5 ปี ตามหลักของ gaap บอกว่า เงินสนับสนุนการค้าจะต้องทยอยเกลี่ยรับรู้รายได้ ตามความเข้าใจก็คือ 30 ล้าน/5/12 เป็นรายได้รับต่อเดือน รับรายได้เป็นวิธีเส้นตรง แต่บริษัททอดๆย่างๆ แห่งนี้ดันบันทึกโดย รับรู้รายได้เงินสนับสนุนเข้างบกำไร ขาดทุนทันที 30 ล้าน ก็เลยโดนสั่งแก้งบการเงินทันที งบประมาณปี 46 ขนาดบันทึกรายการนี้แล้วยังเหลือ กำไรแค่ 1 ล้านบาท แสดงว่าต้องขาดทุนปกติ ประมาณคร่าวๆ 29 ล้าน รูปแบบนี้เรียกว่าง่ายๆว่า record revenue to soon

 

 มุขที่4 เรียกว่า recording refunds from suppliers as revenue หุ้นเกี่ยวกับเครื่องบินแห่งนึง ซื้อเครื่องบินราคา 100 บาท ได้ส่วนลด 5 บาท ตามหลัก gaap ต้องบันทึกว่า ต้นทุน 95 แต่พี่แกดันไปบันทึกว่าต้นทุน 100 และรับรู้รายได้จากส่วนลด 5 บาท ทำให้ได้กำไรเกินจริง แต่ก็ต้องตัดค่าเสื่อมสูงเกินจริงเหมือนกัน ลองคิดดูดีๆ แบบนี้ก็กำไรสูงกว่าปกติมากนะ ไม่เชื่อ ลองกดเครื่องคิดเลขดูซิว่า ปกติพี่แก margin สักเท่าไหร่

 

มุขที่ 5 เรียกว่า burying losses under non-continuing opertion คือการแอบซุกขาดทุนหรือค่าใช้จ่ายไปยังธุรกิจที่ถูก take over หรือ เลิกกิจการ บริษัทแห่งนึง ทำนมสด กับ ไอศครีม ถ้าขายส่วนที่เป็น ไอศรึมให้คนอื่นไป ก็ต้องทำการล้าง asset ทั้งหมด ให้คนที่มา take over และโอนส่วนนั้นให้ ไปด้วย ซึ้งจะสามารถทำลูกเล่นได้ดังนี้ ถ้าแต่เดิมทั้งสองบริษัทใช้น้ำไฟ ร่วมกัน ใช้อุปกรณ์การผลิตร่วมกันมาตลอด แต่เวลาแยก ผู้บริหารก็โยนค่าใช้จ่าย ไปทาง ส่วนไอศรีมเยอะๆ (เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนมสดที่ตัวเองเหลืออยู่จะได้น้อยผิดปกติ) และก็โยนว่าค่าน้ำค่าไฟ ส่วนใหญ่เนี้ย เกิดจากส่วน ไอศครีมทั้งนั้นเลย ทำได้เพราะ เป็นดุลยพินิจของผู้บริหาร ก็จะทำให้กำไรสูงเกินจริงเพราะว่า ค่าใช้จ่ายงวดนั้นจะหายไปเยอะ margin จะดูดี แต่จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรในกอไผ่ ให้ระวังเวลาอ่านข่าวเจอว่า บริษัทไหน ขายบางส่วนให้กับบริษัทอื่นแล้วอยู่ๆ ค่าใช้จ่ายลดผิดปกติ ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดกับหุ้นบางตัวที่เพิ่งยกเลิกหรือว่าขายส่วนที่เป็นจอแบนไปหรือป่าว คิดเองน้า จอแบนอะตัวไหน ต่อบริษัทไม่สามารถลดทุนจนต่ำกว่า 25% ได้นะครับ คือจริงๆแล้วจะสื่อว่า ถ้าลดทุนจาก 1000 ล้าน เหลือ250ล้าน ส่วนที่เกินมา 750 ล้านนี้คนก็นึกว่าจะเอาไปล้างขาดทุนสะสมได้ ทันที แต่จริงๆแล้วจะต้อง เอาไปหักก้บส่วนต่ำมูลค่าหุ้นก่อนนะครับ 600 ล้าน แสดงว่าจะเหลือแค่ 150 ล้านเท่านั้นที่ไปลบขาดทุนสะสมได้ ก็คือสรุปว่าทุกบริษัทที่จะใช้ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นไปล้างขาดทุนสะสมได้ จะต้องนำไปหักกับส่วนต่ำมูลค่าหุ้นก่อนนะครับ ตัวอย่างเช่น a (commodity) หลายปีที่แล้ววัฏจักรยังไม่มี เจ้าหนี้ได้แปลงหนี้เป็นทุน แต่ว่าเจ้าหนี้รู้สึกว่า บริษัทนี้ยังการเงินไม่ดีจึงแปลงเป็นทุนแล้วต่ำกว่า par เช่น par 10 แปลงแค่ 4 บาท ส่วนต่ำมูลค่าหุ้นเกิด 6 บาทต่อหุ้น พอวัฏจักรมาเริ่มมีกำไร ก็จะลดทุนล้างขาดทุนสะสมเพื่อจ่ายปันผล แต่หุ้น a ลืมไปว่ายังเหลือส่วนต่ำมูลค่า ก็เลยโดน กลต ประกาศฟ้าแลบ ว่าลดทุนไปล้างขาดทุนสะสมไม่ถูกตอ้ง เลยร่วงเลยวันที่ประกาศ นอกจากนี้ยังมีกรณี ลดทุนไปล้างขาดทุนสะสมไม่ถูกตอ้ง เช่น robins ลองตาม story ดูนะครับ ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลดังนี้นะครับ บริษัทที่ถูกฟ้อง 6900 ล้านปลายปีที่แล้ว (t) จะถือว่าเป็น contigent liability เนี้ย จะทำให้ต้องเปิดเผยในงบการเงินว่า อาจมีหนี้สินในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ถ้าแพ้คดี จะบันทึกเป็นหนี้สิน เลยไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายไหม แต่ก็ต้องเปิดเผยในหมายเหตุงบ แต่ถ้าคดีสิ้นสุดแล้วแพ้ก็จะกลายเป็น provision ประมารนี้อะคับ ใครไม่อ่านหมายเหตุงบ ก็ระวังไว้นะครับ ส่วน เรื่อง write down นั้น สามารถเป็นช่องทางให้ผู้บริหารปั่นหุ้นได้ง่ายมาก กรณีแรก คือ สำรองด้อยค่า พอหุ้นลง แล้วก็กลับรายการขายทำกำไร อันนี้ ยัง basic ที่เลวร้ายคือ write down เทียม เช่น สินทรัพย์ 100 ล้านเป็นหนี้ ธนาคาร 40 ล้าน ก็ write down สินทรัพย์ให้เหลือ 40 ล้าน แล้วให้ธนาคารยึดไป แล้วตัวเองก็ไปซื้อคืน เป็นการไซฟ่อนอย่างนึง โดยเอาสินทรัพย์บริษัทออกไปเป็นของตัวเอง แต่ข้อนี้ผมยังหาตัวอย่างไม่ได้ว่าหุ้นตัวไหนทำน่ะครับ มามุขที่ 6 เลยดีกว่า มุขนี้คือมีการทำน่าเกลียดๆกับรายการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่นอาคารแห่งนึงที่ถนนอโศก(หุ้นกลุ่มบันเทิง) โดยเจ้าของเป็นเจ้าของอาคาร เจ้าของดันให้บริษัทแห่งนี้ จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 90 กว่าปี (ทำไปได้ไง) แทนที่ จะให้บริษัทซื้อขาด การทำแบบนี้ตัวเองก็ได้ค่าเช่าล่วงหน้าไปหมุนก่อนตั้งเยอะ งบดุลก็ไม่มี hard asset จริงๆแบบนี้ผมรับไม่ค่อยได้นะครับ หรือหุ้นค่าปลีกบางตัวที่ขยายสาขาอย่างเมามัน ก็มีการจ่ายค่าวางระบบ ฝ่าย it ทำไมบริษัทแห่งนี้ถึงไม่ตั้งบริษัทย่อยเองเลย หรือทำระบบ it เอง แต่ดันไปจ้างวางระบบ โดยที่บริษัทที่ได้ค่าจ้างอยู่นอกตลาดแต่ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทค้าปลีกนี้ ถือหุ้นอยู่ ดีเนอะ ค่าใช้จ่ายไปจ่ายให้กับบริษัทตัวเองข้างนอก แต่ไม่ยอมประหยัดค่าใช้จ่ายให้ บ.มหาชน แบบนี้เวลาคิด dcf ค่าปลีกแห่งนี้สงสัยต้องใช้ wacc 50% พอดีมีคนอยากให้ยกตัวอย่างบริษัทที่ทำ provision เพิ่ม เลยเอา pttep มาโชว์ให้ดูแล้วกัน งบปี ช่องหนี้สิน คำว่า ประมาณการหนี้สินค่ารื้อถอนอุปกรณ์การผลิต 10990904837 คำนี้หมายความว่า การที่ pttep ไปขุดเจาะน้ำมัน กับเจ้าของจะมีสัญญาว่า หลังจากเจาะเสร็จต้องทำการบูรณสถานที่ให้ด้วย ค่าบุรณสถานที่ที่เกิดจากความเสียหายที่ pttep ไปขุดเจาะ ก็คือ provision เพราะยังไงก็ต้องเสียแน่ ไม่เหมือน contigent liability หวังว่าจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ สำหรับคนที่อยากเห็นตัวอย่าง ขอพูดถึงรายการซื้อขายที่ดินแล้วกันวันนี้

 

 มุขที่ 7 โดยธรรมชาติผู้บริหาร ที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะต้องการไซฟ่อน สินทรัพย์บริษัทออกไปเป็นของตัวเอง และไม่ต้องการจ่ายปันผล ถ้าบริษัทแห่งนึงไปซื้อที่ดินมามูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง จะมีคำว่า ขาดทุนจากการตั้งด้อยค่าของสินทรัพย์ เพราะจริงๆมูลค่ามันน้อย (เข้าใจว่า audit) บังคับให้ลงรายการ จะทำให้งบกำไรขาดทุน กำไรลดฮวบ จะได้ไม่ต้องจ่ายปันผล เท่ากับว่าได้สองเด้ง เด้งแรก ซื้อมาแพงน่าจะซื้อมาจาก ของตัวเองหรือคนรู้จัก ทำให้บริษัทขาดทุน คนนอกขายของแพงเกินจริง และยังทำให้กำไรน้อยลง ไม่ต้องแบ่งเงินให้ผู้ถือหุ้น แต่เวลา จะขายที่ดินที่มีราคาแพงๆออกไป ก็ไปขายราคาต่ำกว่าความเป็นจริงแล้ว ก็ให้ nominee ตัวเองไปซื้อ พอไปดูในงบกำไรขาดทุน อาจจะเจอคำว่า ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ก็ทำให้กำไรลดอีกนั้นแหละ ตามมาด้วยจ่ายปันผลน้อยๆ ทั้งซื้อและขาย หาเรื่องไม่จ่ายปันผลตลอด ฉลาดดีเนอะ

ความเห็น (1)

การจัด port ในช่วงหลังจากนี้

ล่าสุดหุ้นก็ยังไม่มีทิศทางจะเปลี่ยนเป็นขาลง โดยดูจาก usd index ,vix index ,posotion ของ foreign ในตลาด tfex ซึ่งวิธีการดูก็เหมือนที่เคยเขียนมาก่อนหน้านี้

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ทาง fundflow ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าตลาดจะเป็นขาลง ซึ่งการจัด port ในตอนนี้ถ้าจะ safe

ต่อเงินต้น ผมคิดว่าไม่ควรมีหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ส่วนตัวมองว่าหลายตัวมี risk/reward ไม่สัมพันธืกันเท่าไหร่

ยกเว้น ap ที่เหมาะสำหรับ trade สั้นๆถ้าจะเก็งกำไรเรื่องโครงการคอนโด 3 โครงการใหม่ที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ

8000 กว่าล้าน หุ้นพลังงานตอนนี้น่าจะเป็นการเก็งประเด็นควบรวมกิจการ ส่วนราคาน้ำมันก็ตาม usd index

ผมก็มองว่า risk/reward ไม่น่าลงทุนอีกนั้นแหละเพราะ demand ของน้ำมันก็น้อยมากในรอบหลายสิบปี ส่วน supply ก็สูงในรอบหลายสินปีเช่นกัน จริงๆแล้ว port ที่มองว่าควรจะเป็นในตอนนี้คือ

ไม่ควรมีหุ้น cyclical หรือ economy cyclical เนื่องจากว่า set ตอนนี้แม้จะไม่ถึงขั้นฟองสบู่แต่ว่า

ก็ตอ้องยอมรับว่set level นี้ารับข่าวเศรษฐกิจฟืนไปแล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันเศรษฐกิจ w หรือ u(โอกาศน้อย) หุ้นประเภทค้าปลีก โรงบาล อาหาร คงจะน่าสนใจกว่า จริงๆแล้วกลุ่มสื่อสารก็เป็นหุ้นตั้งรับ แต่ที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องความคืบหน้าของ

3g ทำให้ขขึ้นค่อนข้างแรงซึ่งจริงๆแล้ว ค่าใช้จ่ายลงทุน 3g ที่ต้องจ่ายไปกับรายได้ที่จะเพิ่มในอนาคตก็ยังไม่แน่นอน

แต่คนคงจะเก็งว่าสัมปทานรูปแบบใหม่จะทำให้ dtac และ true เสียค่าสัมปทานถูกลง

ตอนนี้ผมคิดว่าหุ้นที่น่าลงทุนที่มีงบดุลที่ดีและมีการเปลี่ยน biz model อาจจะเป็น cpf เป็นต้น

cpf เมื่อก่อนมี pe ค่อนข้างสูงแต่ความแน่นอนของรายได้ค่อนขข้างต่ำแต่ภายใต้ biz model ใหม่

cpf น่าจะมีความสม่ำเสมอของรายได้สูงขึ้น เฉพาะงบ q2 กำไรของ cpf ก็เท่ากับปีที่แล้วทั้งปีแล้ว

และมีหนี้ระยะสั้นลดลงประมาณ 8000 ล้าน ผมเองก็เริ่มเก็บมาได้ซักพักแล้วเป็นหุ้นตัวเดียวใน port ตอนนี้

ของผม ในวันพุธหน้าผมจะไปฟังเกี่ยวกับ New look of CPF Businesses ของโบรกแห่งนึง

ซึ่งผมได้เตรียมคำถามไปค่อนข้างจะเยอะพอสมควร เมื่อได้ข้อมูลมาเพื่มจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาศต่อไป

ป.ล. 

ปิดภาคเช้าใครมันตั้ง offer cpf เอาไว้ว่ะ ตั้ง 11 ล้านหุ้น
แต่ตามหลักหุ้นจะขึ้น offer ตั้งหนาหรือเปล่าถึงจะถูก
อืมรอดูต่อไปเล่นหุ้นเครือ cp นี้ต้องวางกลยุทธ์การซื้อขายดีๆเลย
ใครเคยถือ cpall มาก็คงจะรู้ดีแหละว่าควรจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรบ้าง

ความเห็น (42)

เย็นวันศุกร์นี้มี exclusive talk กับ 4 เซียน

สำหรับเพื่อนๆที่เป็นสมาชิกของ tia คงจะได้รับจดหมายเชิญแล้ว สำหรับ exclusive meeting talk

18.00-21.00 ถ้าใครไปก็เจอกับผมได้นะครับ มี ด.ร.นิเวศน์ด้วย มีพี่ธันวา ด้วย

มีคุณ ปราถนา จาก mint ด้วย และมีคุณสมจินต์ จาก บลจ ทหารไทย

ทาง tia รับแค่ 100 คนเม่านั้น ผมไม่แน่ใจว่าเต็มหรือยัง ผมมีอะไรที่จะไปถามทั้ง 4 ท่านนี้หลายอย่าง

ถ้าเมีเวลาเหลือให้ถาม คิดว่างานนี้คงได้ความรู้เยอะแน่นอน

ความเห็น (5)

waiting list มา confirm รอบสุดท้ายด้วยครับ

ผมเปิดสอน Concept Fund Flow and Basic Indicators รอบสุดท้ายแล้วนะครับวันที่ 26 กันยายน

9.00-12.00 ที่บ้านไร่กาแฟเอกมัยครับ โดยรับไม่เกิน 12 คนเพราะห้องที่เช่าได้ไม่เกินนี้ ค่าเรียน 600 บาทเท่าเดิม

ค่าเรียนให้ โอนเงินไปที่บัญชีออมทรัพย์

สถาพร งามเรืองพงศ์  ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาเซ็นทรัล พระราม2 เลขที่บัญชี 156-209527-0  แล้วให้ emailมาแจ้งที่

honghardcore@hotmail.com ครับว่าโอนเมื่อไหร่

รายชื่อเหล่านี้รบกวนมา confirm และโอนเงินภายก่อนวันเรียนซัก

4-5 วันด้วยนะครับ

waiting list ตามลำดับในตอนนี้คือ
1.terati 20(มาไม่ได้)
2.VIjoey(โอนแล้ว)
3.SoLid_frOg(มาไม่ได้)
4.watsport11(โอน แล้ว)
5.bbendum(โอนแล้ว)
6.neevi(โอนแล้ว)

7.kong(โอนแล้ว)

8.numyak(โอนแล้ว)

9.chamchumrat(โอน แล้ว)

10.ณัฐ(โอนแล้ว)

11.takdanai(โอน แล้ว)

12.takdanai2(โอน แล้ว)

 13.เอ(โอนแล้ว)

14.เอก(โอนแล้ว)

 

ผมไม่เปิดเพิ่มแล้วนะครับ

ความเห็น (35)

ลงทุนแบบพี่โจลูกอีสาน อยากทำให้ได้แบบนั้นบ้างจังเลย

(ก่อนอ่านขอเขียนคำเตือนก่อนนะ ทั้งหมดนี้เป็นการจับประเด็นของผมเท่านั้นนะครับถูกผิดแค่ไหนไม่สามารถรับประกันได้นะ)

ถ้าใครได้ติดตามอ่านกระทู้ปรับ port ของพี่โจจะได้เห็นว่ามันยอดมาก

ผมเลยจะลองมาสรุปถึง skill ของพี่โจในมุมมองผมดูว่าผมคิดถ้าจะทำให้ได้แบบนั้นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ข้อแรกเลยที่พี่โจไม่เหมือนกับใครก็คือว่า

(ถ้าผมจำผิดรบกวนช่วยแก้ไข) พี่เคยดู moneytalk พี่โจให้สัมภาษว่าช่วงปี

40 ไปทำงานต่างประเทศเพื่อจะเอาเงินเก็บมาเล่นหุ้น ผมฟังแล้วรู้สึกนับถือว่า

พี่โจนี้ต้องมีแรงบันดาลใจสูงมากทีเดียว ผมนับถือคนที่มีวิถีชีวิตแบบนี้มากกว่า

คนที่ได้เงินก้อนใหญ่มาจากที่บ้านมาลงทุนเลยเพราะมันแสดงถึงความเป็นคนขวนขวายดิ้นรนของเขา ผมเห็นที่พี่โจโพสแล้วนึกถึงหนังสือ one up on wall street ของ ปีเตอร์ลิน จริงๆแล้ว ปีเตอร์ลินเป็นคนที่เขียนหนังสือแล้วสนุกมากๆถึงมากที่สุดสไตล์การลงทุนของปีเตอร์ลินนั้นจะเล่นหุ้นหลากแนวมากๆและเขาได้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภท โดยที่เขาบอกว่าเวลานักลงทุนจะลงทุนให้รู้ว่าหุ้นที่จะลงทุนนั้นเป็นหุ้นประเภทไหนใน 6 ประเภทเพราะธรรมชาติของหุ้นแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน ส่วนนี้ขอไม่ขยายความมากขอกลับมาที่พี่ลูกอีสานผมคิดว่า skill ที่สำคัญมากที่ล่อหล่อมออกมาเป็นการลงทุนของ ปีเตอร์ลินเมืองไทยมีดังนี้

1.เป็นคนที่ไม่ panic ตามตลาดคุณสมบัตินี้ได้มาเพราะอยู่ในตลาดมานานทำให้เห็นอะไรมาเยอะ

2.รู้จักหุ้นเยอะมาก ผมว่านี้ก็ได้จากการที่อยู่ในตลาดมานานเหมือนกันจริงๆแล้วถ้าเป็นมือใหม่สมมุติว่าคุณอ่านข่าวเจอหนี่งข่าวคุณก็จะยังจับประเด็นไม่ได้ใช่มะว่าข่าวนี้อ่านเจอแล้วควรจะทำอะไรยังไง แต่ผมว่าพี่โจตกผลึกหมดแล้ว

เขาสามารถ link ได้หมดว่าข่าวนี้ตัวไหนได้ตัวไหนเสียเพราะเขาอยู่ในตลาดหุ้นจนหุ้นรูปแบบซ้ำๆของมันแล้ว

3.เคยอ่านเจอว่าพี่โจทำ excel แล้ว adjust กำไรของบริษัทจดทะเบียนในทุกไตรมาสโดยจะเอารายการสำรองต่างๆ กำไรอัตราแลกเปลี่ยน onetime gain onetime loss ออกไป ถ้าใครที่ทำแบบนี้ได้เวลางบประกาศออกมาแล้วเจอกรณีดังต่อไปนี้ 3.1หุ้นขึ้นไปทั้งๆที่มีรายการ onetime gain

ก็จะเป็นโอกาสในการขายที่ดี ยกตัวอย่างเฉยๆนะรายการ onetime gain แปลกๆแบบนึงที่เคยเกิดขึ้นก็คือ กรณีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ที่ในปี 2551 มีรายการกำไรจากการประนีประนอมยอมความ 2400 ล้าน(โดยประมาณ) แบบนี้เราคงไม่คิดว่ามีบ่อยๆหรอกจริงไหม 3.2คือมีการขาดทุนแต่เป็นกรณี

Write-down ซึ่งไม่ได้เสียเงินสดไปจริงๆเป็นต้นบางทีกรณีนี้เจอกับบริษัทที่ผู้บริหารชอบใช้ดุลพินิจแบบผิดๆในการ manage กำไร

ถ้าใครขยันทำ excel แล้วกรองตัวเลขทุกอย่างตั้งแต่ gross margin net margin roa roe โดยทำแบบพี่โจได้แล้วอยู่ในตลาดมานานก็คงจะ

สามารถฉวยโอกาสจากความไม่มีประสิทธิภาพของนายตลาดในบางเวลาได้

4.พี่โจอยู่ในตลาดนานแล้วรู้เขารู้เราแล้วว่าตัวเองต้องจับอาวุธแบบไหนอย่างไรบ้าง เช่น คนเข้าตลาดใหม่ๆก็ไปนั่งฝึกทำ dcf โดยที่ไปอิงความสำคัญกับตัวเลข finance มากเกินไปรู้บางคนยึดติดกับธุรกิจที่ stable อย่างเดียว

แต่พี่โจอยู่ในตลาดหุ้นมานานกว่านั้นเขารู้หมดแล้วว่าต้องไหนคือแก่นตรงไหนคือกระพี้ดังนั้นเขารู้ทันทีว่าเขาจะให้ความสำคัญกับอะไร ไม่ให้กับอะไร

5.downside risk ต่ำแต่ upside gain สูงนับเป็นสุดยอดของ management portfolio โดยแท้ซึ่งมันจะต่อยอดมาจากหัวข้อที่แล้วก็คือเน้นหุ้นที่มี risk/reward ratio คุ้มค่าที่จะลงทุนผมเห็นหลายคนเวลาลงทุนชอบลงทุนแบบ bet ตัวเดียวใน port (ผมก็เป็น) เนื่องจากส่วนนึงคือไม่สามารถหาหุ้นได้เยอะ แต่พี่โจมีหุ้นเป็น 10 ตัวและยังเป็นหุ้นตัวเล็กๆทำให้

ช่วยลดปัญหาเรื่องสภาพคล่องไปได้เนื่องจากสโลแกนของพี่โจคือ หาปลาในบ่อที่ไม่มีคนจับ แต่ส่วนใหญ่ปลาในบ่อพวกนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง

ซึ่งก็ makesense อยุ่แล้วเพราะถ้าคนไม่ค่อยจับกันสภาพคล่องเยอะก็คงจะดูแย้งกัน ดังนั้นความเสี่ยงเรื่อง liquidity risk จึงลดลงไปและยังได้

High risk/reward ratio อีกด้วยนับเป็นศิลป์ของการบริหาร port จริงๆ ซึ่งตรงนี้คนทั่วไปจะทำตามได้ยากมากและผมว่าคุณสมบัติข้อนี้ก็สำคัญมาก หลายคนกระจาย port โดยไม่ได้รู้จักหุ้นเยอะจริงๆ ทำให้ทำได้เพียงแค่

ลด liquidity risk ลงไปได้ แต่ไม่ได้เพิ่ม risk/reward ratio ต่อการลงทุนของเขาเลย

ความเห็น (5)

ขอเปลี่ยนสถานที่สำหรับวันอาทิตย์ที่ 13,20,27

เปลี่ยนเป็นบ้านไร่กาแฟเอกมัยนะครับ วันนี้ผมลองไปนั่งสอนดูแล้วปรากฏว่าดีกว่าที่ใต้ศุนย์หนังสือจุฬาครับเนื่องจาก

ไม่ค่อยมีเสียงรบกวนเท่าไหร่และที่จอดรถก็สะดวกและที่สำคัญ กาแฟกับชาน้ำอร่อยครับ(ฮา)ถ้าใครที่ลงเรียนวันที่

13,20,27 อ่านเจอแล้วช่วยมาลงชื่อหน่อยนะครับว่ารับรู้แล้วว่ามีการเปลี่ยนสถานที่  ถ้าใครไม่ได้ลงชื่อไม่เป็นไรผมจะโทรไปบอกท่านเองครับเพราะว่า

ตอนโอนเงินมาก็แลกเบอร์โทรกันไปแล้ว  เวลาเหมือนเดิมนะครับ 9.00-12.00 ครับ

หลังจากสอนไปรอบนี้ผมได้เมล์ไปขอ comment ทุกคนที่เรียนกับผมวันนี้เผื่อจะนำมาพัฒนาการสอนในครั้งหลังๆครับ

ต้องขอบคุณหลายคนที่ให้ comment ผมมาด้วยครับว่า ชอบเนื้อหาตรงไหน ตรงไหนยาก ตรงไหนพูดเร็วไป

เผื่อที่ผมจะได้แก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ

ความเห็น (19)

กลยุทธ์การลงทุน risk/reward ratio

พอดีคุณ k-invest ถามมาเลยจัดให้เพราะช่วงนี้ผมคงไม่ update fundflow ทั้งเดือนกันยายนเลยเนื่องจากต้องนำไปพูดตอนสอนเดี่ยวตอนสอนจะไม่มี outlook q4 ให้ผู้เรียนฟังวันนี้เลยมาแนว vi ซะหน่อย

จริงๆแล้วคนที่เล่นหุ้นส่วนใหญ่จะชอบมองแต่ด้าน upside ของหุ้นเท่านั้น

ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนระดับโลกจะสื่อเพราะว่านักลงทุนระดับโลกตั้งคำถามแรกก่อนลงทุนก็คือว่า how to protect loss แต่แมงเม่าบอกว่า

How to maximum profit จริงๆแล้วผมจะยกตัวอย่างการบริหาร port โดยใช้ตัวอย่างง่ายๆดังนี้ สมมุติว่าเราซื้อหุ้นยานยนต์(สมมุติเฉยๆนะไม่ได้พูดถึงตัวใดซักตัวในตลาดนะ)ตัวนึงแล้วเราคิดว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นจะทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปอยู่ที่ 120 บาทโดยราคาหุ้นตอนนี้อยู่ที่ 80 บาทโดยที่ราคา 120 base on pe 10 เท่า โดยมี eps ที่ 12 บาทต่อหุ้น โดยpe 10 เป็น pe ที่สะท้อนการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อที่สั่งบริษัทนี้ผลิต แต่กรณีที่เศรษฐกิจเป็น w shape ไม่ใช่ v shape อย่างที่คนคาด(ผมเชื่อว่า w shape)จะทำให้กำไรต่อหุ้นลงไปเหลือที่ 8 บาทแต่เศรษฐกิจดันแย่และนักลงทุน discount ความคาดหวังลงไปอีกจน pe เหลือ 7 เท่า ราคาเป้าหมายจะได้ 56 บาท

กรณีแบบนี้ถ้าราคาปัจจุบันอยู่ที่ 80 บาท reward ที่ 120 จะมี upside 50% และมี risk 30% แบบนี้ผมว่ายังไม่น่าสนใจมากพอแต่นักลงทุนมือใหม่มักจะไม่ค่อยคิดถึง downside ที่มีอยู่ว่าเทียบแล้วเป็นไง

โดยสมมุติฐานต่อไปของผมก็คือว่า กรณีนี้คือผมมีระยะเวลาหวังผลแค่ 1 ปี

แต่จริงๆแล้วผมถ้าการหวังผลของผมกลายเป็น 5 ปี เศรษฐกิจโอกาสฟื้นตัวจะสูงมาก และในภาวะ gdp เติบโตหุ้นยานยนต์ตัวนี้เคยมี pe สูงสุดที่ 15 เท่า

และกำไรต่อหุ้นสมมุติให้ทำได้เป็น 15 บาท หุ้นตัวนี้จะมีมูลค่าที่ควรจะเป็นประมาณ 225 บาทในบัดดล กลายเป็นว่า upside เกือบ 200% แต่ downside น้อยมากๆเนื่องจากการยึดระยะเวลาออกไปทำให้หุ้นตัวนี้มี probability ในการได้ premium ของ pe ที่สูงขึ้นตามวัฏจักรของเศรษฐกิจแบบนี้โครงสร้างของ risk/reward จะเปลี่ยนไปมาก vi หลายคนที่คิดจะลงทุนระยะยาวตอนที่เข้าไปเก็บหุ้นปลายปีที่แล้วผมคิดว่าคงประมาณการแบบที่ผมจำลองให้ดูซึ่งหุ้นที่เหมาะกับการคิดแบบนี้เบื้องต้นน่าจะเป็นหุ้นลักษณะที่เรียกว่า economy cyclical หรือตามวงจรเศรษฐกิจอย่างเช่นหุ้น อสังหริมทรัพย์ ยานยนต์ ต่างๆเพราะตอนเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นพวกนี้ pe จะกระโดดแรง  และมันยังมีประเด็นอีกว่าจริงๆแล้วถ้าเราจนหุ้นที่มี reward มากกว่า risk ซัก 5 เท่าตัวแต่มันเป็น 5 เท่าแบบนี้ คือ upside 300% downside 60% ส่วนตัวผมจะสนใจหุ้นแบบนี้มากแต่ด้วยความที่ downside มันสูงถึง 60% ทำให้ถ้าผมจะลงทุนหุ้นแบบนี้จริงผมจะต้องเห็นโอกาสอย่างน้อย 5-6 ตัวแล้วหวังว่าเน่าไปเลย 1-2 ตัวผมก็ยัง port โตอยู่ดีหุ้นลักษณะนี้มักจะเป็นหุ้นที่ p/bv ต่ำมากๆเช่น 0.1-0.2 แต่ว่าตัวหุ้นดูแย่ ผู้บริหารสีเทา แต่จริงๆแล้วหุ้นที่ดูไร้อนาคตเหล่านี้มันมี downside น้อยมากสำหรับผู้ลงทุนแต่ระยะเวลาในการหวังผลว่ามันจะดีเมื่อไหร่บางครั้งก็ดูลมๆแล้งๆ จริงๆแล้วหุ้นแบบนี้ผมเจอในปลายปีที่แล้วก็คือ pbv แค่ 0.10 และมีคดีฟ้องร้องประมาณ 6900 ล้านบาทและผู้บริหารได้ตั้งสำรองไปแล้วด้วยแต่ market cap ตอนนี้ไม่ถึง 8000 ล้านเลยมั้งแบบนี้แค่ได้ reverse

ที่สำรองก้อนเดียว reward ของหุ้นก็จะสูงมากๆทีเดียวผมก็ดูไว้แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ

แต่จริงๆแล้วในฐานะของนักดู fundflow ผสม vi ผมไม่สามารถรอระยะหวังผลได้ถึง 5 ปี

ผมจะต้องหาตัวเร่งที่นอกจาก story ของหุ้นตัวนั้นเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง

เช่นถ้าเป็นหุ้นใน set 50 ก็ต้องดูแนวโน้มการย้ายของเงิน ถ้าเป็นหุ้นตัวเล็กก็ต้องดูว่ามีการ structural change ทางการบริหาร การเงิน หรือไม่

จริงๆแล้วผมคิดว่าเราหาหุ้นที่ risk/reward คุ้มค่าได้ไม่ยากถ้าระยะเวลาหวังผลของเรานาน แต่ถ้าเราจะวัดผลสั้นก็นั้นเราจะต้องมีคุณสมบัติแบบอื่นๆ

ในการดู unlocking value ของหุ้นแต่ละตัวซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร

เรื่องนี้จะขยายความในอนาคตต่อไป

ความเห็น (10)

waiting list ช่วยมาลงชื่อ confirm ด้วยครับ

สำหรับผู้ลงชื่อเรียน fundflow ที่เป็น waiting list 12 ท่านผมขอให้มา confirm ว่าจะมาได้ไหม

ถ้า confirm ให้มาลงชื่อ confirm ไว้ใน comment หัวข้อนี้ด้วยนะครับ ถ้าไม่มาลงชื่อผมจะเลื่อนให้ waiting list นะครับ

ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 9-12.00 จะเป็นการเรียนครั้งละ 10 ท่าน แต่ว่าครั้งนี้ผมจะเช่าสถานที่คือบ้านไร่กาแฟ

เอกมัย ลง bts เอกมัยก็ถึงพอดีเลยครับ มาสะดวกมากๆ ห้องนึงได้ประมาณ 10 คนพอดี เท่ากับว่าเรียนคนเยอะขึ้นแต่ได้สถานที่สำหรับ waiting list รอบนี้

ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม 600 บาทต่อท่าน

โอนเงินไปที่บัญชีออมทรัพย์

สถาพร งามเรืองพงศ์  ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาเซ็นทรัล พระราม2 เลขที่บัญชี 156-209527-0  แล้วให้ emailมาแจ้งที่

honghardcore@hotmail.com ครับว่าโอนเมื่อไหร่

ถ้า confirm ให้โอนเงินไม่กันวันที่ 9 กันยายนนะค ผมจะส่ง mail ไปบอกทุกคนวันนี้นะครับ 

 1.earthcu(โอนแล้ว)
2.wolfowitz(โอน แล้ว)
3.คุณ eveeveไม่มา confirm ให้สิทธิ์คุณ 3rdstep แทนคุณ 3rdstep(โอนแล้ว)

4.neevi(โอนแล้ว)ย้ายไปรอบอื่นคุณ vilage มาเรียนแทน(โอนแล้ว)
5.kornjackrit(โอน แล้ว)
6.คุณauspicja(โอนแล้ว)

7.junh_oh(โอนแล้ว)
8.claroran(โอน แล้ว)

9.8000(โอนแล้ว)
10.linzhiไม่มา confirm ให้สิทธิ์คุณtodd แทน(โอนแล้ว)

 

รายชื่อ waitinglist ตอนนี้มี2คนคือ ,terati20,VIjoey
 ตามลำดับ นะครับ

 

คนใหม่ถ้าสนใจให้ไปลงชื่อข้างล่างนะครับ หัวข้อถ้าเปิดสอนเรื่อง fundflow สนใจไหม หัวข้อนี้เอาไว้ รอ confirm สำหรับ waiting list ชุดก่อนเท่านั้นนะครับ

ความเห็น (32)

ประกาศสำหรับผู้เรียน fundflow อีก 20 ท่านที่เหลือ

เนื่องจากวันนี้สถานที่ไปสอนมีการก่อสร้างทำให้ต้องมีการย้ายที่เรียนเล็กน้อย

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าในอาทิตย์หน้าจะมีการก่อสร้างอีกไหมถ้ามีแล้วจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ผมจะได้โทรไปบอกท่านที่มาสายได้

ผมขอย้ำว่าคนที่โอนเงินมาแล้วให้บอกเบอร์โทรศัพท์กับผมด้วยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่าที่เรียนไม่สะดวกแล้ว ย้ายไม่ได้เพราะรอคนที่มาสาย และการเรียนต่อจากนี้จะเริ่มตรงเวลาทันทีไม่มีการ late นะครับไม่งั้นคนที่มาตรงเวลาต้องมารอคนที่มาสายก็คงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ครับ และท่านที่เหลือถ้าไม่โอนเงินก่อนเรียน 2-3 วันผมขอตัดชื่อทิ้งทันทีนะครับ เพราะวันนี้เกิดเหตุการณ์มีคนขอต่อรองมาจ่ายวันเรียน แต่เขาดันไม่มาเรียนซึ่งทำให้ waitinglist ท่านอื่นๆเสียประโยชน์ ดังนั้นขอให้โอนเงินให้ตรงเวลาเพราะผมไม่อนุญาติให้มาจ่ายเงินในวันเรียนเพราะจะทำให้เกิดเหตุการณ์จองแล้วไม่มาเรียนทำให้ท่านอื่นๆเสียสิทธิ์

ความเห็น (8)

การวิเคราะห์งบการเงินตอน 3

พอดีมีคน request เรื่องนี้มาหลายคนเลยจะมาเขียนต่อเท่าที่ทราบพี่กบ krisy ก็อ่าน blog ผมถ้าไงช่วยมา comment เพิ่มเติมให้หน่อยนะครับเพราะพี่เก่งงบการเงินกว่าผมมากมายนักครับ

 รอบนี้เป็นเรื่องอัตราส่วนทางการเงิน

1.gross margin การดู gross margin นั้นควรดูในแง่เทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันว่ามีมากกว่าหรือน้อยกว่าเช่น

สมมุติว่าบริษัท a กับ b อยู่อุตสาหกรรมเดียวกันแต่ a มี gross margin 35% b มี 25% แบบนี้เบื้องต้นแสดงว่า a มีการบริหารจัดการที่ดีกว่า b ทำให้ได้กำไรขั้นต้นที่สูงกว่า  ข้อควรระวังในการดูGross margin ก็คือถ้าดูกับบริษัทที่เป็นวัฏจักร หรือ cyclicalGross margin จะสูงมาก แต่นั้นหมายความว่าราคาหุ้นตอนนั้นมีโอกาสตอบรับวัฏจักราขาขึ้นไปแล้ว ถ้าเป็นหุ้นวัฏจักรเราควรดูว่าในรอบวัฏจักรของเขาเคยมี gross margin ต่ำสุดเท่าไหร่ และสูงสุดเท่าไหร่ และซื้อตอน gross margin ต่ำๆ

 2.asset turnover ก็คือการดูว่ายอดขายของบริษัทนั้นสามารถนำมาหมุนได้กี่รอบถ้าเทียบกับขนาดของสินทรัพย์ถ้า a มีสินทรัพย์

1 ล้านบาท มียอดขาย 2 ล้านบาท b มีมีสินทรัพย์

1 ล้านบาท มียอดขาย 3 ล้านบาทในกรณีแบบนี้นักลงทุนคงอยากเป็นเจ้าของบริษัท b มากกว่าเพราะว่ามีความสามารถในการขายที่สูงกว่าภายใต้แนวคิดมีสินทรัพย์ขนาดเท่ากัน ส่วนใหญ่หุ้นที่มีลักษณะ asset turnover สูงมักจะเป็นหุ้นค้าปลีกเช่น se-ed makro hmpro

เป็นต้น

 3.ที่นี้มีคำถามว่าสมมุติว่าเราดูหุ้นโรงแรมสองตัว ตัวแรก grossmargin สูงกว่าตัวที่สองเราจะตัดสินว่าตัวแรกดีกว่าไหม

คำตอบคือยัง เพราะว่าโรงแรมแรกอาจจะจับลูกค้าระดับบนที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงทำให้ กำไรขั้นต้นสูงกว่าแต่ว่าเขาไม่ได้มี asset turnover สูง แต่โรงแรมที่สองจับลูกค้าระดับล่างดังนั้น gross margin จึงต่ำกว่า แต่ว่าเขาได้ asset turnover สูงกว่า

แบบนี้การเปรียบเทียบระหว่างบริษัทเราจะต้องดูที่ business model ว่าใครจับลูกค้าแบบไหน ไม่ใช่ใช้อัตราส่วนทางการเงินไปตัดสินเลยว่าใครเป็นอย่างไรดีหรือไม่ดี ดังนั้นก่อนวิเคราะห์เราต้องรู้

ตัวธุรกิจก่อนจึงจะวิเคราะห์งบการเงินได้ดี

 4.อัตราส่วนต่อมาที่ต้องดูคือ account receivable สมมุติว่าเราคำนวณออกมาว่าได้กี่เท่าปล่อยเครดิตกี่วันก็ไม่ควรเอาตัวเลขมาเป็นนัยยะทันทีเนื่องจากว่าไส้ในของลูกหนี้แต่ละบริษัทอาจจะมีอายุไม่เท่ากัน

ลูกหนี้ของบริษัทแรกส่วนใหญ่อาจจะเป็นเกินกำหนดชำระเป็นเวลา

3 เดือนส่วนใหญ่แต่บริษัทที่สองอาจจะเกินกำหนดชำระแล้ว 1 ปีเป็นส่วนใหญ่เราต้องไปดูว่าบริษัทนั้นได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสมเหตุสมผลกับยอดหนี้ที่เกินกำหนดชำระไหม และถ้าบริษัทไหนยอดหนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทยังไม่ถึงกำหนดชำระเป็นส่วนใหญ่ลูกหนี้ก็จะมีความ safety สูงกว่า

ความเห็น (12)

update สำหรับผู้เรียน fundflow ทั้ง 25 ท่าน

** การเรียนครั้งนี้จะเป็นแบบไม่ลงรายละเอียดในเรื่องทฤษฏีนะครับ จะเน้นการนำไปใช้ได้จริง เพราะถ้าลงลึกเรื่องทฤษฏีเชิงลึกเกรงว่าจะยากเกินไปสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานทาง finance และ econ เพราะผมแก้เนื้อหาให้ง่ายขึ้นค่อนข้างเยอะเนื่องจากว่าส่งตัวอย่างที่ทำไปให้เพื่อนดู เพื่อนผมบอกว่ามันยากเกินไป ภายใน 3 ชั่วโมงไม่น่าจะทัน ผมเลยแก้เป็นแบบเน้นการนำไปใช้งานจริงได้เท่านั้นนะครับ ก็คือเป็นแบบ course basic ถึงระดับกลางไม่ใช่ระดับยากหรือ advance นะครับ   * *

การเรียนจะมีรายละเอียดดังนี้

1.เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับการดูภาวะเศรษฐกิจและต่อยอดในการดูทิศทาง fundflow และยกตัวอย่างของ

leading ว่ามีอะไรบ้าง coincident ว่ามีอะไร lagging ว่ามีอะไร เพื่อดูทิศทางเศรษฐกิจ

 2.indicator ต่างๆที่ใช้ดูแนวโน้มตลาดว่าทิศทาง fundflow จะเป็นอย่างไร

3.การวางกลยุทธ์เมื่อสามารถรวบรวมข้อมูลได้ครบแล้ว

 4.ตัวอย่างการประยุกต์ซื้อขายหุ้นกลุ่มต่างๆโดยเล่าจากประสบการณ์จริงของผม

ล่าสุดผมนั่ง edit เอกสารใหม่เกือบหมด ผมหาจากข้อมูลดิบ และข้อมูลสาธารณะมารวมกัน ผมจะสื่อให้ทุกคนเห็นว่าถ้าเรามีหลักในการสังเกตและรวบรวมข้อมูล เราจะสามารถหาข้อมูลได้ไม่แพ้พวกกองทุนเลยโดยไม่ต้องใช้บริการแพงๆตามเว็บต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ เอกสารจะมีรูปประกอบและมีหลักการเป็นหัวข้อ และผมจะอธิบายเสริมจากหัวข้อลงไปเป็นตัวอย่างของจริง ว่าแต่ละหลักการเกิดขึ้นปีไหน เดือนไหน และมีผลกระทบต่อ Set และเม็ดเงินอย่างไรบ้าง

ต้องขอบคุณคุณผึ้ง ณกองทุน xx(ไม่สะดวกเอ่ยชื่อต้นสังกัด)และหมอ mprandy ที่ช่วยผม edit เอกสารจนสมบูรณ์แบบ

และอาจมี surprise (ยังไม่รับประกัน)ผมเชิญเทพบางคนที่เก่งสุดๆไปเป็น guest พิเศษด้วยไม่แน่ใจว่าเขาจะมาไหมเชิญเอาไว้สองท่าน ถ้าเขามาผมจะไม่บอกนะครับว่ามารอบไหนเดี่ยวมีคนย้ายรอบเพราะอยากเจอเทพกัน(ฮา)

สำหรับคนที่สนใจให้ไปลงชื่อในหัวข้อ   ถ้าเปิดสอน fundflow สนใจไหม(หัวข้ออยู่ข่างล่างลงไปอีก2อัน)ลงชื่อเป็น waiting list ถ้าตัวจริง cancel หรือไม่ได้โอนเงินมาตามกำหนดจะให้สิทธิ์ waiting list ตามลำดับ และในอนาคตถ้ามีเปิดสอนอีกจะ mail ไปบอก waiting list

สำหรับคนที่ลงชื่อไว้แล้วผมสรุปรายชื่อกับวันไว้ตามนี้ วันที่ 30 ดังนี้
1. นาวิน(โอนแล้ว)
2.renne
3.bikki(โอนแล้ว)
4.poowadon(โอนแล้ว)
5.keawza(โอนแล้ว)

วันที่ 6
1.new(โอนแล้ว)
2.tanapol(โอนแล้ว)
3.หมอเค(โอนแล้ว)
4.yod(โอนแล้ว)
5.kiat11(โอนเงินแล้ว)

วันที่13
1.1.babypex(โอนแล้ว)
2.iwillbevi(โอนแล้ว)
3.คุณ win(โอนแล้ว)
4.คุณนุ(โอนแล้ว)
5.เพื่อนคุณนุ(โอนแล้ว)

วันที่ 20 ตอนนี้
1.kong(โอนแล้ว)
2.จั้ม(โอนแล้ว)
3.เอ(โอนแล้ว)
4.คุณ tatandchin(โอนแล้ว)

5.pingzzz(โอนแล้ว)

วันที่ 27 กันยา

1. หมอแตน(โอนเงินแล้ว)

2.เพื่อนหมอแตน(โอนเงินแล้ว)

3.yingyos(โอนแล้ว)

4.ronnapum

5.พี่พอใจฉายาเหาฉลาม(โอนเงินแล้ว)

ความเห็น (22)

ถ้าเปิดสอนเรื่อง fundflow สนใจไหม

ผมเห็นมีคนโพสถามว่าอ่านจากไหนดี ศึกษายาก

อยากรู้ indicator หลายคน เลยคิดจะลองสอนดูเนื้อหาประมาณนี้

1.fundflow ในหลายปีที่ผ่านมาของหุ้นไทยเป็นอย่างไร

2.การดู indi ต่างๆสามารถบอกจุดซื้อขายได้อย่างไรและจะหาข้อมูล indi ต่างๆได้อย่างไร

โดย2แบ่งเป็นอีก 4 อย่างดังนี้2. 1 ชุดของค่าเงิน
2.2 ชุดการโยกย้ายสินทรัพย์
2.3 ขุดในการดู sentiment ตลาด
2.4 ชุดในการดู valuation ของตลาด

3.trade หุ้นโดยใช้ fundflow รายกลุ่มทำอย่างไร

4.แนวโน้ม fundflow ในช่วงที่เหลือองปีจะต้องจับตาดูปัจจัยอะไรบ้าง

ผมคิดว่าเบื้องต้นผมจะเก็บค่าใช้จ่าย 600 บาทต่อท่าน

โดยผมไม่เช่าสถานที่และผมไม่มี notebook แต่ว่า

เรียนแค่ครั้งละ 5 คนเท่านั้นเพราะว่าท่านจะได้เนื้อหา

เต็มที่และเปิดให้สอบถามได้เต็มที่เพราะเรียนครั้งละ

40-50 คนก็ถามไม่ได้ค่อยได้และเยอะเกินไปและการเช่าสถานที่มีค่าใช้จ่ายเยอะและต้องใช้เวลานาน สถานที่ผมคิดว่าจะใต้ศุนย์หนังสือจุฬานะครับโดย 600 บาทจะรวมค่าเอกสารที่ผมทำเองกับมือด้วย(ถ้าเป็นไปได้ผมอาจ print สีให้)โดยเอกสารผมจะทำให้ละเอียดที่สุดและจะพยายามใส่ case study ให้เยอะที่สุด(ละเอียดกว่าตอนไปอัมพวามากๆ) วันที่จะเปิดสอน เบื้องต้นคิดว่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม (ล่าสุดเต็มแล้วถ้าจะลงชื่อจะเป็นวันที่ 20 กันยายนแทน)9 โมงเช้าถึงเที่ยงใต้ศุฯย์หนังสือจุฬานะครับ ถ้าสนใจก็ให้ไปลงชื่อในส่วนของ comment ก่อนพอครบ 5 คนแล้วผมจะบอกว่าใครบ้างแล้วให้ท่าน โอนเงินไปที่บัญชีออมทรัพย์

สถาพร งามเรืองพงศ์  ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาเซ็นทรัล พระราม2 เลขที่บัญชี 156-209527-0  แล้วให้ emailมาแจ้งที่

honghardcore@hotmail.com ครับว่าโอนเมื่อไหร่

 หมายเหตุ  ผมว่าเหมาะสำหรับคนพอมีพื้นฐานเศราฐศาสตร์เบื้องต้นแต่อยากจะใช้พลิกแพลงไปดู fundflow หรือคนที่พยายามศึกษา fundflow แล้วยังจับประเด็นไม่ได้หรือไม่มีข้อมูลตัวอย่างมากพอ แต่อาจไม่เหมาะกับคนที่รู้เศรษฐศาสตร์ลึกมากและดู fundflow เป็นอยู่แล้ว

ถ้าใครสนใจก็สามารถลงชื่อเอาไว้ได้นะครับ แล้วก็ทำตามขั้นตอนครับ

ตอนนี้เต็มแล้วนะครับสำหรับวันที่ 30 สิงหาคมและ 6 กันยายน และ 13 กันยา 20 กันยา  

วันที่ 27 กันยาเบื้องต้นผมขอเปิดถึงวันที่ 27 กันยายนเป็น course สุดท้ายก่อนนะครับ และขอดูความเหมาะสมต่างๆว่าจะมีการเปิดต่อไหมในอนาคต

ถ้าสนใจให้ไปลงชื่อเพื่อเป็น waiting list ถ้าตัวจริงมีคน cancel

จะให้สิทธิ์ waiting list ตามลำดับ และถ้าในอนาคตเปิดอีกจะแจ้งไปทาง email ของ waiting list นะครับ

การโอนเงินให้โอนเงินก่อนเรียนอย่างน้อย 2 -3 วันนะครับไม่งั้นขออนุญาติตัดชื่อทิ้งนะครับ

ความเห็น (128)

fundflow ไหลออกจริงหรือ

สัญญาณอย่าง  usd index ก็ไม่ยักกะขึ้นเลยล่าสุดลงมาหลุด 79 อีกรอบแล้ว(ตอน4ทุ่มเศษในเว็บ cnbcนะ)ฝรั่งไม่ได้ short tfex ด้วยสำหรับวันนี้และค่าเงินบาทก็แทบไม่อ่อนเลยแต่ว่าฝรั่งก็ขายเยอะนะติดกันตั้ง 4 วัน แต่มองในแง่ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์

หุ้นอาจจะต้องรออีกซักพักถึงะลงแรง เพราะว่าหุ้นรอบนี้ขึ้นจาก qe ของ fed โดย fed ประกาศซื้อพันธบัตร usa 3 แสนล้านตัวเลขคร่าวๆคือซื้อไปเกิน 2.3 แสนล้านแล้วและถ้าเศรษฐกิจ usa เริ่มดีขึ้นแล้ว fed ไม่เพิ่มวงเงินซื้อคืนคิดว่า fundflow น่าจะหายไปจากสภาพคล่องลดลงเนื่องจากคนเลิกหนีเงินดอล fed ประกาศว่าขยายเวลาซื้อคืนพันธบัตรจนถึง เดือนตุลาผมไม่รู้ว่าตลาดจะ looking forward ไปเลยไหมว่าเลิกหนีจากเงินดอลไปเข้าหุ้น asia ก็เลยขายหุ้นออกมา  สรุปคือหุ้นตอนนี้สภาพคล่องอาจจะยังไม่หายไปทันทีเพราะ fed ยังจะซื้อพันธบัตรอีกหลายหมื่นล้านใน 1-2 เดือนข้างหน้าแต่หุ้นแพงแล้วแน่ๆ แต่ถ้า fed ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อพันธบัตรเมื่อไหร่หุ้นก็จะขึ้นต่อมันมี conditions ที่เราต้องคอยตามด้วย ไม่สามารถบอกทิศทางได้โดยตรงว่าจะเป็นอย่างไรkey คือต้องดูที่ fed จะทำอย่างไรซึ่งดูเหมือนจะทำต่างกับแบงค์ชาติอังกฤษเพราะของอังกฤษประกาศทำ qe ต่อเนื่อง

 สรุปดังนี้ผมคิดว่าตอนนี้ยังเกิดสัญญาณแย้งอยู่ว่าหุ้นจะลงจริงไหมเพราะ usd index ลงและไม่short tfex ซึ่งเป็นสัญญาณแย้งและการที่ fed ยังเหลือวงเงินซื้อพันธบัตร usd index ไม่น่าขึ้นไปทันที ดังนั้นผมคิดว่าตอนนี้ตลาดมูลค่าหุ้นค่อนข้างแพงแต่อาจจะยังยืนอยู่แถวๆนี้ได้ไปซักพักจนกว่าสัญญาณต่างๆจะชัดมากขึ้นไม่ใช่เป็นลักษณะ mix picture แบบนี้ สำหรับคนมือหุ้นตัวใหญ่ก็คงไม่ใช่

และถ้าเราดูตัวเลข pii ก็จะเห็นการฟื้นตัวในเดือน june เริ่มฟื้นตัวในลักษณะ mom และ pci ก็ดีขึ้นเหมือกัน mom เป็นการดีขึ้นในรอบหลายเดือน

 สรุปแล้วสรุปอีกไม่ได้บอกว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าการลงรอบนี้มี indicator หลายๆอย่างไม่ได้ชี้ไปในทางที่ว่า fundflow จะไหลออกไปเลยเท่านั้นและข้อมูลเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัวแล้วด้วย แต่ข้อมูล pii pci ก็ค่อนข้างช้าไม่รู้จะให้น้ำหนักได้แค่ไหน

 มองไปที่ 10 ust ก็อยู่ในระดับที่กลางๆไม่สูงไม่ต่ำก็คือ 3.4-3.5ลงมาจาก 3.88 ในระยะยาว 10 ust จะยังเป็นขาขึ้นต่อไปตามBudget deficit ของ usa
 

แต่ที่รู้แน่ๆคือถ้าสภาพคล่องหายเมื่อไหร่หุ้นคงถูกถล่มเละเทะเพราะว่าหุ้นทุกวันนี้ยืนได้ด้วยลภาพคล่องที่หนีเงินดอลล่ามาเศรษฐกิจก็แค่เริ่มฟื้นนิดๆไม่ได้ดีอะไร ถ้าสภาพคล่องหายไปเมื่อไหร่

ตลาดหุ้นจะลงชะลุดลงมาเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและพื้นฐานกำไรของมันซึ่งก็น่าจะลงเยอะอยู่ สำหรับคนเล่นหุ้นก็คงต้องติดตามว่าแนวโน้มสภาพคล่องในอนาคตจะเป็นยังไงต่อไป

อย่างไรก็ตามถ้าผมรู้ fed exitstrategy หรือ สภาพคล่องจะหายไปเมื่อไหร่ผมจะมา update ไว้ที่บล็อกนี้แหละทุกท่านก็ตามอ่านไปก่อนแล้วกันเพราะผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ความเห็น (29)

คำถามโคตรยอดฮิต vi จำเป็นต้องศึกษากราฟกับ fundflow ไหม

 เท่าที่ผมได้คุยกับ vi หลายๆคนหลายท่านสนใจศึกษาเทคนิคและ fundflow หลายท่านก็ไม่สนใจ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามนี้ แต่ผมจะแชร์มุมมองของผมในฐานะ vi เก่าที่เล่น fundflow และ กราฟผมคิดว่าจริงๆแล้วพื้นฐานแนวคิดของ vi ก็คือปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นตัว drive ราคาหุ้นที่ดีที่สุดก็คือว่าให้ใช้เวลาศึกษาว่าธุรกิจที่จะลงทุนควรจะมีราคาเหมาะสมสูงกว่าราคาในตลาดไหมผมว่าหลักการนี้ work มากและคนที่ใช้หลักการนี้ก็ประสบความสำเร็จให้เห็นเยอะแยะไปหมด

 และถามว่า fundflow คืออะไร fundflow คือแนวคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของเงินการเคลื่อนย้ายเกี่ยวกับสินทรัพย์ต่างๆเช่นCommodity หุ้น ทอง น้ำมัน พันธบัตร ที่ดิน fundflow ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะเงินต่างประเทศเท่านั้น แนวคิดของ fundflow อย่างนึงก็คือเงินจะเคลื่อนย้ายไปสินทรัพย์ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

 และมาถึงเรื่องกราฟ กราฟคือการวิเคราะห์ราคาและ volume ย้อนหลังเพื่อดูแนวโน้มว่าในอนาคตข้างหน้าราคาหุ้นจะมีทิศทางไปทางใด

 โดยส่วนตัวแล้วผมได้พบกับคนที่ประสบความสำเร็จทั้ง 3 หลักการมาหมดแล้วดังนั้นผมเลยคิดว่าทุกอย่างหาเงินได้หมดมาที่คำถามว่า vi จำเป็นต้องศึกษากราฟกับ fundflow ไหมตอบแบบโคตรกำปั่นทุบดิน “รู้ย่อมดีกว่าไม่รู้”  อิอิเอาเรื่องกราฟก่อนละกันผมรู้จัก vi หลายคนที่ดูกราฟไปด้วย

เวลาเขาสนใจหุ้นที่จะลงทุนเขาจะจับตาดูไหวและดูกราฟของหุ้นตัวนั้นตลอดเวลาถ้าหุ้นที่เขาดูมี volume เข้าเยอะกว่าปกติหรือว่ามี newhigh เขาจะเข้าไปซื้อเลยแล้วปรากฏว่าหุ้นก็มักจะขึ้นต่อเลย

อย่างหุ้น sgp ก็เป็นตัวที่ vi หลายคนที่เล่นกราฟกระโดดเข้าไปกันตอนกราฟสวย แต่ว่าพื้นฐานเขาได้อยู่ก่อนแล้ว vi คนไหนทำแบบนี้ก็สารภาพมาได้นะครับ อย่าให้ต้องเอ๋ยชื่อลายคนที่เล่นกราฟกระโดดเข้าไปกันตอนกราฟสวย แต่ว่าพื้นฐานเขาได้อยู่ก่อนแล้วงๆดไหม

ต่อมาเรื่อง fundflow เราต้องยอมรับอย่างนึงว่าหุ้นไทยนั้นพร้อมที่จะขึ้นลง 150-200 จุดตามเม็ดเงินต่างชาติและปีที่แล้วลง เกือบ 500 จุดจาก peak ก็โดยต่างชาติ ถ้าคุณเล่นแต่หุ้นตัวเล็ก fundflow อาจจะจำเป็นน้อยแต่ว่าถ้าคุณเล่นหุ้นตัวใหญ่ด้วย ผมว่า fundflow

ช่วยคุณได้ค่อนข้างเยอะเพราะว่าหุ้นตัวใหญ่ๆขึ้นลงแรงๆหลายครั้ง

ไม่ค่อยเกี่ยวกับพื้นฐานเลยแต่เป็นเพราะfundflowมากกว่าถ้าเรารู้ ผมว่า fundflow ใช้บอกจังหวะซื้อขขายแต่ vi ไม่ได้บอกจังหวะซื้อขาย

Fundflow กับพื้นฐานเราจะ safe ตัวเองในการเล่นหุ้นตัวใหญ่ได้เยอะผมคิดว่า vi จะดูกราฟหรือfundflowหรือไม่ก็ได้แต่ผมว่าดูเป็นแล้วได้เปรียบเพราะว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นไม่ได้มีแค่พื้นฐานกิจการแต่มีเรื่องเม็ดเงินด้วย ถ้ารู้หลายอย่างก็จะรู้ปัจจัยที่ขับดันราคาหุ้นเยอะกว่าคนอื่น ซึ่งผมว่าได้เปรียบใครมีความเห็นอย่างไรก็แชร์กันได้

ความเห็น (16)

Course อบรมที่ผมเคยเรียนมา

มีคนอยากให้ช่วยบอกว่าแต่ละ course มีอะไรบ้าง ผมเลยเขียนไว้ว่าเนื้อหาที่เคยเรียนประมาณไหน ก็ดูเอาเองว่าน่าเรียนไหม ผมไม่ได้เป็นตัวแทนมาโฆษณาให้เขานะ ดีไม่ดีเพื่อนๆชั่งใจเอาเองนะ 

 

1.เริ่มจากงบการเงิน 3 มิติก่อนแล้วกันเห็นถามกันเยอะ Course นี้จะสอนตั้งแต่ basic เลยว่างบการเงินแบ่งเป็นกี่งบ และมีงบอะไรบ้าง และงบแต่ละอย่างบอกอะไรกับเราได้บ้าง อย่างคนเปิดงบมาแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าไปเรียนก็น่าจะคุ้ม และมีสอนอย่างเรื่อง ratio ด้วยว่า แต่ละอัตราส่วนทางการเงินบอกอะไรเราได้บ้างและมีส่วนผสมของ ratio ใหม่ๆที่เป็น ratio ของงบกระแสเงินสดด้วย รุ่นที่ผมเรียนน่า case study 2 บริษัทเอามาดูจริง เป็น sat กับอะไรอีกอย่างจำไม่ได้แล้ว

 2.basic accounting ของจารย์วรศักดิ์ course นี้จะสอนเราว่า การลงบัญชีเบื้องต้นยังไง เช่นค่าใช้จ่ายต้องแบบไหนเรียกค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายมีกี่แบบ แบไหนเรียกรายได้ อะไรทำนองนี้

3.financial analysis จะเป็นแนว adjust งบการเงินและฝึกดู การเปรียบเทียบบริษัทโดยให้ระวังประเด็นเรื่องที่ว่าใช้มาตรฐานการบัญชีไม่เหมือนกัน และจะสอนเรื่อง rona –wacc = cap yield ที่คุณ mon money ไปพูดในกระทู้ roe นั้นแหละ จารย์เขาจะสอนวิธีคำนวณและเขาจะบอกว่าทำไมเขาถึงคิดว่านักลงทุนควรดู cap yield และก็มี account receicable ,ap ,inventory turnover เชิงลึก ลึกแบบว่าคุณจะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

4.creative accounting จะเป็นแนวว่าบริษัทมีลูกเล่นในการทำให้ค่าใช้จ่ายไม่มาโผล่ในงวดปัจจุบันยังไง ทำให้รายรับไปโผล่ในอนาคตยังไง บริษัทเปลี่ยนมาตารฐานการบัญชีจากอะไรเป็นอะไรทำให้กำไรเปลี่ยนไปยังไง บริษัทต่างๆมีช่องว่างในการใช้ policy ตกแต่งงบอย่างไร ทำไมบริษัทถึงหันมาทำ securitization กัน บริษัททำไมต้องถือลูกไม่เกินกี่% อะไรต่างๆ การตัดค่าเสื่อมแบบไหนดูได้ว่าผู้บริหาร conservative หรือ aggressive course นี้ผมบอกเลยว่ายากทีเดียวแต่ผมชอบที่สุดในบรรดาทุก course

5.investment valuation วันแรกอ.ธนเดช ไม่ค่อยมีอะไร วันที่สอง ท่าน idol ของผมคุณ visit course นี้ไม่บรรยายมาก บอกได้อย่างเดียวว่าคุณ visit พูดแล้ว “ สุดยอด”

6.economic analysis ของด.ร.สุรจิต ใครอยากรู้ว่า gdp คืออะไรประกอบมาจากอะไร กี่% economic indicator มีอะไร การดูแนวโน้มเศรษฐกิจจากเว็บ แบงค์ชาติ กระทรวงการคลังดูยังไง ก็ course นี้

7.biz model ของจารย์มนตรี ใครอยากรู้เรื่องแนวการตลาดอยากรู้ว่าใครจับลูกค้ากลุ่มไหนเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า ตอนผมเรียนมีตัวอย่างของ Soust west airline ว่ามีรูปแบบการตลาดยังไงบ้าง

 8.course มาตรฐานบัญชีของจารย์ สันสกฤษ เคยเขียนย่อๆไว้ในมวยวัด ขอไม่ review ซ้ำ

 9.course หุ้นสื่อสารของ tsi คนสอนคือคุณวราภรณ์ วิบูลย์คณาลักษณ์ ตอนนั้นได้ case study เรื่องบัญชีของ dtac กับ smart ใครอยากรู้ที่มาที่ไปของอุตสาหกรรมสื่อสารและผลกระทบของ 3g กับกลุ่มนี้ ก็ต้องไปเรียน course นี้ แต่ผมเรียนแล้วไม่ค่อยคุ้มอยากให้ลดราคาลงมาเหลือ 3000

10.course หุ้นพลังงานของ tsi คนสอนคือ คุณ กิติชาญ ใครอยากรู้ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เป็นยังไงเราต้องดูปัจจัยอะไรของหุ้นกลุ่มนี้บ้างก็ลองไปเรียนดู

11.course หุ้นอสังห ของ tsi อันนี้เรียนแล้วไม่ค่อยประทับใจ บอกแค่นี้แหละ

ความเห็น (7)

ในหัวข้อ ลงทุนสไตล์แม่ทัพสุมาอี้ ยากเกินไปสำหรับเราๆท่านๆหรือไม่

แนวคิดของแม่ทัพสุมาอี้คือหาหุ้นเติบโตในคุณภาพถูกและต้องเป็นการเติบโตแบบมีคุณภาพ ผมจะบอกว่ามันยากยังไงบ้าง หุ้นที่แม่ทัพเคยลงทุนเช่น bh ตอนนั้นเหตุผลก็คือเขามองว่าการทำธุรกิจของ bh ค่อนข้างฉลาดคือการที่ลงทุนเครื่องไม้เครื่องมือทีเดียวและให้ต่างประเทศบินมาใช้บริการที่ประเทศทำให้สามารถใช้กำลังการผลิตได้คุ้มค่า และค่ารักษาในเมืองไทยก็ถูกกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก ราคาที่แม่ทัพซื้อประมาณ 12-13 บาทได้(มั้ง)ตอนนั้นคนทั่วไปก็ติว่า pe แพงแล้วธุรกิจโรงบาลไม่น่าใช่ธุรกิจที่ดีแต่ว่า vision ของแม่ทัพมองว่า คุณภาพบริษัทนี้เทียบกับราคาแล้วคุ้มโดยเขาทำ dcf ด้วย แค่พูดมาถึงตอนนี้ผมว่าก็ยากสำหรับคนทั่วไป เพราะว่าการคิดแบบนี้ต้องมีความเชื่อมั่นในความคิดตัวเองสูงเพราะว่าตอนนั้น vi ส่วนใหญ่บอกว่า bh แพง ตอนนั้นคร่าวๆว่า pe เกือบ 20 ทั้งที่ราคาแค่ 12-13 บาทเองนะครับ ต่อให้เราคิดว่าบริษัทนี้มีคุณภาพเราก็เจอหลุมพรางอีกว่าบริษัทนี้มี pe แพง ผมว่าคนลงทุนตอนนั้นต้อง vision ดีมาก

แต่จริงๆแล้วผมว่าจุดแข็งที่คนอื่นไม่ค่อยมีแต่เขามีคือระเบียบวินัยในการรอซื้อหุ้นที่มี mos ให้ได้เท่านั้น ผมเห็นเขาสนใจ mint cpn แต่ก็ไม่ได้ซื้อซะที

เพราะว่าราคาไม่ถูก แต่นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ยอมเกี่ยงราคาถ้าคิดว่าหุ้นนั้นมีคุณภาพ

แค่นี้ยังไม่พอ พี่สุมาอี้ยังมีจิตวิทยาการลงทุนที่สูงโดยดูจาก หนังสือที่เขาเขียน อย่างเช่นรายย่อยทั่วไปจะเห็นว่าถ้าหุ้นตัวนึงขึ้นจาก 10 บาทไป 16 บาทแล้วราคายืนอยู่ 16 บาทนานๆหลายๆเดือนราคา 16 กลายเป็นราคาที่ไม่แพง แต่จริงๆแล้วมันต้องดูเทียบกับคุณภาพ ผมเคยคุยกับพี่เขาเรื่องหุ้น cpall ตอนนั้นผมก็ bias หุ้นที่ผมถืออยู่ โดยไม่รู้ตัว พี่เขาก็ถามเรื่องธรรมาภิบาลต่างๆ ผมก็ตอบได้ไม่ค่อย clear ผมเลยรู้สึกว่าจริงๆแล้วผมคงกำลัง bias อยู่ แต่เวลาผมถามหุ้นที่เขาถืออยู่ เขาบอกข้อดีข้อเสียได้เลย ผมว่าเขา bias หุ้นตัวเองน้อยทำให้ไม่ยึดติดกับหุ้นเกินไปถ้าหุ้นจากพื้นฐานดีเปลี่ยนเป็นดีน้อยลงเขาจะออกได้เร็ว และจริงๆแล้วทีเด็ดของเขาก็คือเรื่อง การวิเคราะห์แนวมหภาค พี่สุมาอี้ล้าง port ไปตอน 680 ทั้งที่ตั้งแต่เล่นหุ้นมา5ปี เขาไม่เคยล้าง port เพราะเขาประเมินว่าปัญหาของ subprime มันใหญ่กว่าที่คิดทำให้เขาหนีออกมา เท่ากับว่าเขาได้แนวคิดทาง fundflow ด้วย พื้นเดิมพี่สุมาอี้เคยเรียน mba มาและเคยทำงานที่ได้เจอธุรกิจต่างๆมาเยอะ เวลามาขอสินเชื่อและยังเคยทำงานอยู่กองทุนวรรณ ผมพูดได้เลยว่าไม่มีใครครบเครื่องกว่าอาจารย์ผมคนนี้แล้ว ใครอยากเลียนแบบเขาบอกก่อนนะว่ายากมากกกกกกกกกกก ต้องดูว่า background และแนวคิดเขาเป็นอย่างไร แล้วดูว่าตัวเองเหมาะสมไหมครับ ถ้าได้ก็ดีครับ ผมก็อยากทำได้แต่ความสามารถไม่ถึงครับ แฮะแฮะ

ความเห็น (5)

ลงทุนอย่างพี่วิบูลย์ ไม่ใช่ขี้ๆนะจ๊ะ

คราวที่แล้วเขียนถึง ด.ร.นิเวศน์คราวนี้ขอเขียนถึงคุณ วิบูลย์ พึงประเสริฐดูบ้างนะครับ

เท่าที่ผมเคยอ่านและคุยกับพี่วิบูลย์สไตล์การลงทุนของเขามีส่วนคล้ายๆด.ร.นิเวศน์อยู่ก็คือว่า เวลามองธุรกิจจะมองอย่างน้อย 5 ปีซึ่งผมพูดตรงๆว่าผม

คิดว่าคนที่มองอย่างน้อย 5 ปี ผมคิดว่ามีแค่สองคนนี้เท่านั้น ทีเหลือผมว่าแนว

เก็งงบ ดู 1-2 ปีเท่านั้น  นอกจากเรื่องมอง 5 ปีแล้วก็คือเรื่องความอดทนที่พอๆกับด็อกเตอร์นิเวศน์ เพราะหุ้นพี่วิบูลย์เคยเจอมาตรการ 30% กระแทกลงไปถึงพื้นพี่ก็ยังไม่ตกใจอะไรเลย  เดี่ยวจะว่าเล่าแต่ของเก่าผมว่าพี่วิบูลย์มีอะไรมากกว่านั้นอีกก็คือว่า ผมว่าเขาประเมินมูลค่าหุ้นได้เก่งและใกล้เคียงความเป็นจริง อย่าง pttep เขาคิดว่าจะถือ 10 ปีเพื่อได้ 10 เท่าแต่ราคาน้ำมันทำให้เขาขายได้เร็วขึ้น ทราบมาว่าเขาประเมินแบบ dcf ผมว่าคนอาจจะงงว่าทำไมถึงทำ dcf กับหุ้น cyclical แต่จริงๆแล้ว pttep ไม่ได้เป็น cyclical อย่างที่คิด เพราะเป็นธุรกิจที่คนมีตังค์ก็ทำไม่ได้ง่ายๆและถ้าเรามองที่ราคาน้ำมัน pttep จะเป็น cyclical แต่ถ้าเรามองที่ output กับแผนธุรกิจ

มันจะกลายเป็นหุ้นเติบโต ส่วนตัวผมคิดว่านักลงทุนทั่วไปคงเลียนแบบพี่เขาอย่าง ผมเชื่อว่าคนที่กล้าฝากผีฝากไข้กับหุ้นพลังงานจนมีนัยยะของ port นั้นน้อยมาก เซียนหุ้นหลายคนไม่ยุ่งกับหุ้นกลุ่มนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ผมว่าพี่เขามีข้อได้เปรียบพวกเราๆท่านก็คือว่า เมื่อก่อนเขาทำงานอยู่ Exxon ดังนั้นเขาย่อมต้องรู้ตื้นลึกหนาบางของธุรกิจน้ำมันเยอะกว่าอยู่แล้ว สำหรับคนทั่วไปแล้วหุ้นน้ำมันจะวิเคราะห์ค่อนข้างยากเพราะเป็นเรื่องไกลตัว ผมว่านี้เป็น skill ที่เลียนแบบได้ยาก  สรุปว่า skill ที่ผมว่าพวกเราทำตามยากคือเรื่องประเมินมูลค่าหุ้นและความรู้อุตสาหกรรม  อย่างผมเองก็ใช้ fundflow เงินดอลล่า

จับทิศทางหุ้นน้ำมัน แต่ก็เป็นในรูปแบบเล่นรอบ

ความเห็น (2)

เรื่องที่เก่ากว่า
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 379 other followers