หนังสือเล่มใหม่ของผมครับ

หนังสือเล่มที่สองของผมครับ จะมีวางแผงตามร้านหนังสือภายในอาทิตย์นี้ครับ เนื้อหาจะ advance กว่าเล่มแรกเยอะครับ เขียนหมดทุกมุมครับ ตั้งแต่ แวลู จิตวิทยา trend following

เนื้อหาเล่มนี้จะมีพูดถึงการดู business model ค่อนข้างเยอะ แล้วก็บัญชีขั้นประยุกต์ครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่สนใจการเล่นหุ้นในเชิงพื้นฐานครับ ยังไงก็ฝากเพื่อนๆพี่ๆอุดหนุนกันหน่อยนะครับ

ความเห็น (41)

ขยายความ npm & sg&a

NET MARGIN ต่ำดาบสองคม หลายคนเวลาอ่านงบการเงินแล้วเจอบริษัทที่มี NET MARGIN 1–2% จะรู้สึกว่าเป็นหุ้นที่ไม่น่าสนใจ จริงๆแล้ว NET MARGIN ต่ำ ถ้าเพิ่ม MARGIN ได้นิดเดียว กำไรโตระเบิดเลย อย่างบริษัทขายส่งคอมพิวเตอร์ที่มีมาร์ จิ้นบางมากแค่ 1% เศษๆเมื่อหลายปีก่อน แต่มีการบริหารจัดการที่ดี มาร์จิ้นก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นในรอบหลายปีก็ขึ้นมาหลายเท่ามาก ผมคิดว่าหุ้นหลายตัวธรรมชาติของธุรกิจจะมีมาร์จิ้นที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ก็สามารถเป็นหุ้น GROWTH ที่เติบโตต่อเนื่องได้ กลับกันหุ้นบางตัวที่ MARGIN สูงแบบผิดปกติเข้าข่าย Too Good to Be True ธุรกิจที่คู่แข่งรายใหม่เข้าไปแข่งได้ง่ายจะทำให้ MARGIN ที่สูงนั้นไม่สามารถรักษาได้นาน อย่างหุ้นผลิตอิฐมวลเขาหรือนำเข้าถ่านหินเมื่อหลายปีก่อนที่เคยมี GROSS MARGIN สูงมากๆ และการเข้ามาของคู่แข่งก็ไม่ได้ยาก สุดท้ายกำไรของสองบริษัทนี้ก็ลดลงอย่างมากจากการเข้ามาของคู่แข่ง ดังนั้นการที่หุ้นมี GROSS MARGIN หรือ NET MARGIN ที่สูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป ในทางกลับกัน NET MARGIN ต่ำก็ไม่ได้แย่เสมอไป ดังนั้นเวลาเราดูตัวเลข GROSS MARGIN และ NET MARGIN เราต้องคิดด้วยว่ามันเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจไหม เรื่องนี้จะมีการขยายความในส่วนของ FIVE FORCED MODEL ในภายหลัง ตัวเลขสินทรัพย์ในงบการเงินนั้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณค่าบางอย่างที่สินทรัพย์ไม่ได้แสดงออกมา เช่น คุณอาจเข้าไปดูในสินทรัพย์ของขนมปังฟาร์มเฮาส์ ว่ามีเท่าไหร่และบริษัททำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้เงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์ของฟาร์มเฮาส์ แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับฟาร์มเฮาส์ทำได้ เพราะแบรนด์ของเขาติดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และเขายังมีระบบการขนส่งที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากขนมปังเป็นของสด ถ้าเขาต้องขายทั่วประเทศ ระบบขนส่งต้องดีมาก ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งที่เลียนแบบกันง่ายๆ หรือการที่คุณดูว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีสินทรัพย์เท่าไหร่และทำกำไรได้เท่าไหร่ (ROA) ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีเงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับเขา เพราะว่าแบรนด์ของโรงพยาบาลเขาแข็งมาก เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จัก คนไข้ต่างประเทศก็เดินทางมารักษาเป็นจำนวนมาก หมอที่เก่งๆก็มีจำนวนมาก ถ้าคุณลงทุนสร้างโรงพยาบาลขึ้นมา ประเด็นคือ คนทั่วไปจะไว้วางใจโรงพยาบาลของคุณเหรอว่ารักษาดีจริง ถ้าจ่ายค่าหมอเท่ากัน หมอเกือบทุกคนคงเลือกไปทำงานที่บำรุงราษฎร์มากกว่าที่จะมาทำงานกับโรงพยาบาล NO NAME ที่เพิ่งเปิด เห็นหรือยังครับว่าอัตราส่วนทางการเงินที่แสดงในงบไม่ได้สะท้อนปัจจัยเหล่านี้ออกมา แต่ถ้าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นคงต้องวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณกับคุณภาพไปพร้อมๆกัน มากกว่าจะวิเคราะห์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

อัตราส่วน SG&A / SALE

               ปกติอัตราส่วนนี้จะเอาไว้ดูว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับยอดขาย ตามปกติแล้วตัวเลขยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ก็มีข้อแม้ในบางกรณีเหมือนกัน เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นเวลาเปิดโครงการจะยังไม่สามารถบันทึกรายได้ในงบกำไรขาดทุน แต่จะมีค่าใช้จ่ายทันทีเวลาที่เปิดโครงการ เช่น ค่าโฆษณาต่างๆ ดังนั้น ถ้าเราดู SG&A/SALE เราก็จะบอกว่าบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้ไม่ดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะบริษัทยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในตอนนี้ได้ ทำให้ยอดขายเพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย ดังนั้นเราต้องดูว่า % ของ SG&A เติบโตมากหรือน้อยกว่ายอด pre sale เช่น

               บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง

                                                   2552               2553

Pre sale                                    1000              1300

SG&A                                       150                180

SG&A/SALE                           15%              13.8%

               จะเห็นได้ว่า บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง ทำยอดจองได้เพิ่ม 30% จาก 1000 เป็น 1300 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพียง 20% แสดงว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดี เนื่องจากยอดจองโตมากกว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ทำให้อัตราส่วน SG&A/SALE ลดลง จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ ถ้าเราใช้การวิเคราะห์ SG&A/SALE ธรรมดา เราอาจจะหลงคิดว่าบริษัทไม่น่าสนใจก็ได้ เพราะถ้าปี 2553 บริษัทนี้ยังไม่มีโครงการเก่าๆที่ครบกำหนดโอนบ้าน ยอดรับรู้รายได้อาจจะไม่เติบโต แต่พอไปดูค่าใช้จ่ายกลับโตตั้ง 20% นอกจากนี้เรายังสามารถต่อยอดแนวคิดนี้ได้ด้วยก็คือ เวลาเราเปรียบเทียบหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เราไม่ควรดู net margin เนื่องจากว่าบริษัทที่กำลังเติบโตมากๆ จะต้องขายโครงการได้เยอะ แต่นั่นจะทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทเยอะและไปกดให้ net profit margin ลด ถ้าเรานำบริษัทนี้ไปเปรียบเทียบกับอีกบริษัทที่ช่วงหลังไม่ค่อยมีออกโครงการอะไร ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ net profit margin เลยดูสูงกว่า แบบนี้ก็จะทำให้คนเข้าใจผิดได้ ถ้าคุณอยากดูอัตราการทำกำไรของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ดูที่ gross margin น่าจะสะท้อนมากกว่า net margin ครับ

ความเห็น (4)

cut loss ควรทำหรือไม่

Cut loss เป็นสิ่งควรทำหรือไม่ นี้ดูจะเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่อยู่ในตลาดหุ้น หลายคนซื้อหุ้นแล้วผิดทางก็ cut loss แล้วหลังจาก cut loss หุ้นก็ลงต่อไปแรงมากก็จะบอกว่า การ cut loss เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่หลายคนซื้อแล้วพอหุ้นตกก็ cut loss ไปปรากฏว่าหุ้นขึ้นไปเยอะมาก มุมมองของคนนี้จะรู้สึกว่าการ cut loss เป็นสิ่งที่ไม่ดี ในมุมมองของผมการ cut loss นั้นไม่มีถูกหรือผิด แต่มันขึ้นอยู่กับมูลค่ามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นและเที่ยวบินในการวิเคราะห์ เช่น บางคนซื้อหุ้น B โดยประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 15 บาท เขาซื้อตอนราคาอยู่ที่ 10บาท ถ้าหุ้นลงไปเหลือ 7.5 เขาคิดว่าราคาที่ควรจะเป็นสูงกว่าราคาในปัจจุบันถึง 100% เขาจะขายทำไม ถ้าสุดท้ายเขาคิดถูกราคาหุ้นก็ขึ้นไปที่ 15บาท ประเด็นคือเขาต้องมั่นใจว่าเขามองไม่ผิด ตัววัดว่าเขาจะคิดถูกหรือผิดก็คือ กำไรของบริษัทเป็นไปตามที่เขาคาดหรือไม่ เช่น ถ้าเขาคิดว่าหุ้น b จะทำกำไรจาก 1 บาทต่อหุ้นเป็น 1.5 บาทต่อหุ้นและให้ PE เหมาะสมที่ 10 เท่า ถ้าเกิดว่าหุ้น b ทำกำไรโตจาก 1บาทต่อหุ้นเป็น 1.5 ได้จริง แต่ราคาหุ้นกลับลดลงเพราะภาวะตลาดย่ำแย่มาก นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มกลัวว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อาจทำให้หุ้นบางตัวราคาลดลง แม้ว่ากำไรจะดีขึ้นแต่ในที่สุดแล้วถ้าหุ้นตัวนี้ดีจริงจากราคา หุ้นก็จะกลับมาได้ ดังนั้นคนที่ cut loss ตอนหุ้นลงไปเหลือ 7.5 ก็จะเป็นการขายผิดจังหวะ ในทางกลับกันถ้าหุ้น b ที่คิดว่ากำไรจาก 1 บาทต่อหุ้นจะเพิ่มเป็น 1.5 แต่ดันไม่เป็นแบบนั้น กำไรดันลดลงไปเหลือเพียง 0.50 สตางค์ แบบนี้ถ้าหุ้นลงไป 7.5 ก็ควร cut loss เพราะถ้าหุ้นตัวนี้มี PE 10 จริง หุ้นก็จะลงไปเหลือเพียง 5 บาทซึ่งที่ 7.5 ก็ยังถือว่าแพงและที่ทุน 10 บาทถือว่าแพงมากๆ จะเห็นได้ว่านักลงทุนแนวพื้นฐานหุ้นควร cut loss ต่อเมื่อผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาด

และที่สำคัญนักลงทุนไม่ควรซื้อหุ้นที่มีราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หลายครั้งแม้ผลประกอบการจะเป็นไปตามคาด แต่บางครั้งราคาหุ้นอาจขึ้นไปสะท้อนผลกำไรที่จะประกาศผลออกมาดีแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง ต้องดูเป็น case by case แต่ส่วนใหญ่ถ้าหุ้น PE สูงมากๆ เช่นเกิน 20 เท่าก็จะสะท้อนได้พอควรว่าหุ้นมีความคาดหวังสูง และในบางมุมการ cut loss หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวธุรกิจที่เราลงทุนด้วย ถ้าเราลงทุนหุ้นค้าปลีก, โรงพยาบาล หุ้นพวกนี้กำไรโตได้เรื่อยๆต่อเนื่องจากการขยายสาขาหรือปรับค่ายาและโลกเราเข้าสู่ยุคที่มีคนสูงอายุเพิ่ม ทำให้สัดส่วนประชากรที่ซื้อยาสูงขึ้น หุ้นเหล่านี้จะมีปัจจัยที่ผลกำไรจะตกลงและไม่กลับมาที่เดิมอีกยาก ต่างจากหุ้น commodityหลายประเภท เวลากำไรลดหลายครั้งลดจนขาดทุน และแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว หุ้นเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถกลับมามีกำไรในระดับสูงได้อีกเลย ผมคิดว่าถ้าหุ้นที่เราถืออยู่เป็นประเภท mega trend ว่าในอนาคตกำไรจะโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปหรือจากเหตุผลอื่นๆ ถ้าเราซื้อในราคาไม่แพง หุ้นเหล่านี้ การ cut loss อาจสร้างความผิดพลาดได้สูงเพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็กลับมา แต่ถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรหวือหวาตามข้าว หุ้นแนวนี้ถ้าไม่ cut loss มีโอกาสเสียหายหนัก ข้อสรุปของผมคือ การจะ cut loss หรือไม่ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้นและเหตุผลว่าตอนซื้อไปคาดหวังอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร

ความเห็น (8)

roe สำคัญอย่างไร

ROE สูงแล้วดีอย่างไร หลายคนอาจจะรู้ว่า ROE สูงหมายถึงผลตอบแทนของบริษัททำได้สูงเมื่อเทียบกับทุน แต่วันนี้ผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มว่า ROE ที่สูงต่อเนื่องนั้นส่งผลต่อ wealth ของผู้ถือหุ้นสูง ยกตัวอย่าง บริษัท มองได้แต่อย่าชอบ มีทุน 1,000ล้าน ทำกำไรได้ปีละ 200ล้าน ดังนั้น ROE จึงเท่ากับ 20% ถ้าบริษัทมองได้แต่อย่าชอบไม่จ่ายปันผลเลย ในปีต่อมา ทุนของบริษัทจะกลายเป็น 1,200ล้าน เพราะ 200ล้านจะเป็นกำไรสะสมของบริษัท ถ้าบริษัทจะรักษา ROE 20% บริษัทจะต้องมีกำไรโต 20% ซึ่งกำไรจะเพิ่มจาก 200ล้านเป็น 240ล้าน ซึ่งจะทำให้บริษัทมี ROE ในปีต่อมาที่ระดับ 20% ผมลองดูหุ้น 20-30 ตัวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถ้าถือระยะยาว เกือบทุกตัวจะมี ROE สูงสม่ำเสมอ ผมไม่แปลกใจเลยเพราะการรักษา ROE ในระดับสูงได้นานๆแสดงว่าการเติบโตของกำไรในระยะยาวจะต้องสูงด้วย และหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรระยะยาวสูงต่อเนื่อง ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ถือหุ้นจะมีความมั่งคั่งสูง แต่การดู ROE ก็ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ก็คือว่าถ้าบริษัทจ่ายปันผล 100% ของกำไรที่บริษัททำได้ แม้บริษัทจะกำไรไม่โต แต่บริษัทก็สามารถรักษา ROE ในระดับสูงได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท รักนะเด็กโง่ มีทุน 2,000ล้าน และมีกำไร 400 ล้าน ก็จะมี ROE 20% ถ้าบริษัทนี้ปันผลออกมาทั้งหมด 400ล้าน ทุนของบริษัทก็จะเท่าเดิมก็คือ 2000 ล้านและถ้าบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมคือ 400ล้าน บริษัทก็จะมี ROE 20%ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าแม้กำไรไม่โต ROE ก็สูงต่อเนื่องได้ ซึ่งผมคิดว่าบริษัทลักษณะนี้ ระยะยาวแล้วผู้ถือหุ้นน่าจะได้อะไรน้อยกว่าบริษัทที่ไม่ปันผลเลยแต่โตปีละ 20% ดังนั้นถ้าเราเห็นหุ้นบางตัวมี ROEสูงต่อเนื่อง แต่เกิดกับบริษัทปันผลออกมาทั้งหมดของกำไรที่ทำได้ แบบนี้หุ้นตัวนี้อาจเข้าข่ายหุ้นที่ธุรกิจถึงอิ่มตัวเลยไม่ต้องนำเงินไปลงทุนเพิ่มก็ได้ นอกจากนี้การดู ROEจะมีหลายคนถกประเด็นเรื่องการก่อหนี้ของบริษัท เนื่องจากถ้าบริษัทก่อหนี้สูงและใช้ทุนต่ำ แม้บริษัทจะมี ROEสูง แต่บริษัทก็ดูมีความเสี่ยงสูง ประเด็นนี้ผมว่าเราต้องดูรายละเอียดเป็น case by case เช่นบางบริษัทมี D/E 0.4 เท่า และขายของเป็นเงินสด บริษัทจะขยายโรงงาน ถ้าดูจาก D/E ratio บริษัทคงจะกู้เงินได้สบายแต่บริษัทกลับเลือกเพิ่มทุน แบบนี้คงไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น เพราะการเพิ่มทุนจะทำให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม ในกรณีนี้แม้บริษัทจะมี D/E ต่ำก็ไม่ถือว่าดี เพราะบริษัทเลือกที่จะไม่กู้ทั้งๆที่กู้ได้ ในทางกลับกันถ้าอีกบริษัท D/E 0.8เท่า และเลือกจะกู้เพิ่มเพื่อลงทุน ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น 50% D/E ก็กลายเป็น 1.2เท่า ถ้าการขยายกำลังผลิตเกิดผลสำเร็จขายของได้ดี กำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นและทำให้ ROEสูงขึ้น ในกรณีนี้แม้ ROEสูง จากการเพิ่ม debt แต่ก็ถือว่าดีกว่าบริษัทแรกที่เลือกเพิ่มทุนทั้งๆที่กู้ได้ ถ้าเราจะตัดสินว่าบริษัทหลัง ROEสูงกว่า เพราะ D/Eสูงกว่า และมองว่าหุ้นไม่น่าสนใจเท่าบริษัทแรกเราก็อาจจะหลงประเด็น  เท่าที่ผมรวบรวมข้อมูลของหุ้นที่ฟื้นตัวแรงๆหลังวิกฤติหลายตัว เป็นหุ้นที่ ROEสูง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราเข้าใจว่า ROE ที่สูงส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

คำถามคือ

ROE เท่าไหร่ถึงจะดี

ถ้าเราคิดว่า ROE สูงๆสม่ำเสมอเป็นเรื่องดีแล้ว จะมีคำถามว่าแล้วระดับของ ROE ควรจะเป็นกี่% ผมคิดว่าควรจะมากกว่า 20%ต่อเนื่อง ถามว่าทำไมนั้นก็เพราะ ROE ควรจะมากกว่า WACCซึ่งWACC คือต้นทุนของบริษัทที่เป็นการถัวเฉลี่ยระหว่างส่วนของทุนและเงินกู้ ซึ่งปกติแล้วต้นทุนของบริษัทมักจะอยู่ในระดับ 8-10%โดยเฉลี่ย ถ้าบริษัทมี ROEเพียง 5% เท่ากับว่าต้นทุนของบริษัทสูงกว่าผลตอบแทนที่บริษัททำให้กับผู้ถือหุ้นหรือ WACC>ROE ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ ผู้ถือหุ้นของบริษัทคงแทบไม่ได้อะไรเลย เข้าข่ายเป็นบริษัทประเภท destroy value ซึ่งผมเห็นบริษัทที่มีโครงสร้างลักษณะนี้ ส่วนใหญ่หุ้นจะต่ำ BVเยอะ แล้วคนถือหุ้น 3-5ปี ก็จะแทบไม่ได้กำไร ส่วนใหญ่ขาดทุนด้วยซ้ำ ในทางกลับกันผมคิดว่าถ้าต้นทุนของบริษัทโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8-10% ROEที่สูงกว่าในระยะยาวก็ย่อมต้องสร้าง wealthให้กับผู้ถือหุ้นได้สูงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนตัวผมจะสนใจถ้าหุ้นมี ROEมากกว่า 20%ขึ้นไป เพราะว่ามากกว่าต้นทุนของบริษัทถึงสองเท่า แบบนี้ยิ่งถือนานก็ยิ่งดี

ความเห็น (13)

ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ livermore ของ mangmaoclub

 

ทางห้องสมุดมารวยได้เชิญพี่ mangmaoclub พูดเปิดตัวหนังสือการลงทุนของ livermore และผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำเนินรายการ งานนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย อยากเรียนเชิญเพื่อนๆทุกท่านไปร่วมงานครับ

ผมคิดว่านักลงทุนแนวพื้นฐานก็สามารถไปร่วมงานได้ครับ เนื่องจาก livermore เป็นบุคคลที่เป็นนักเทรดระดับโลกในตำนาน แนวคิดหลายอย่างของเขาดีมาก ซึ่งไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนเราก็สามารถนำหลักการของเขามาประยุกต์ได้ livermore เป็นคนที่มีเรื่องราวน่าเรียนรู้มาก แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครพูดถึง ส่วนใหญ่ทุกคนจะพูดถึงแนวคิดของ บัฟเฟต หรือ ปีเตอร์ ลิน ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่พี่มด แมงเม่าคลับจะมา ล้วงตับ (ไม่ใช่กินตับ) ลิเวอร์มอ ให้ฟังกันครับ สำหรับเพื่อนๆที่เคยมีปัญหาเรื่อง จะเข้าซื้อตรงไหน จะขายราคาไหนดี เพราะชอยขายหมูเหลือเกิน ลองมาฟังกันนะครับ

โดยเพื่อนๆท่านไหนอยากให้มีคำถามอะไร ฝากคำถามไว้ที่ผมในหัวข้อนี้ได้นะครับ เพราะผมจะเป็นผู้ดำเนินรายการในวันนั้นครับ แล้วเจอกันครับ

สถานที่ถ้ามีคนจองเยอะจะเปลี่ยนจากภายในห้องสมุดมารวยไปเป็นห้องโถงนิทรรศการชั้น 1 นะครับ

ความเห็น (15)

หุ้นค้าปลีก ตอน 1

ก่อนอื่นออกตัวว่าบทความนี้เป็นการเขียนถึงลักษณะของธุรกิจค้าปลีกคร่าวๆทั้งนั้น ไม่ได้เป็นคำชวนเชิญให้ซื้อหุ้นแต่อย่างใด

 

แต่ก่อนผมแกะงบไม่เป็นผมเคยคิดว่าเวลาจะคิดว่าหุ้นค้าปลีกกำไรจะโตกี่ % ก็คิดว่าเขาขยายสาขากี่% ไปเลย เช่นแต่เดิมมี 20 สาขา เปิดเพิ่มสองสาขาก็เป็น 22 สาขา รายได้และกำไรก็น่าจะโตได้ 10%

5555 (สมัยนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้วนะ)

แต่จริงๆแล้วเวลาเราแกะงบเราต้องไล่จากยอดขายลงมาเช่น

ถ้าบริษัทมียอดขาย 1 แสนล้าน มีสาขาอยู่ 50 สาขา แล้วเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดเพิ่มเปิดช่วงต้นปี กลางปี หรือ ปลายปี ถ้าเปิดต้นปี ยอดขายของปีปัจจุบันจะได้รับผลโตมากกว่าไปเปิดปลายปี

นอกจากนี้เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนที่เป็นจำนวน ตารางเมตร เมื่อเทียบกับสาขาเดิมๆ จะทำให้เราพอจะรู้ได้ว่ายอดขายจะโตได้เท่าไหร่

จุดที่สำคัญจุดแรกของหุ้นค้าปลีกคือ sssg หรือ same store sale growth

หรือยอดขายสาขาเดิม

สมมุติว่า makro มียอดขาย 97000 ล้าน และเราคาดว่าปีต่อไปจะมี sssg โต 6% ยอดขายของปีต่อไป 102820 การพิจรณาการเติบโตของ sss เป็น art เล็กน้อยเราต้องคอยติดตาม movement ของบริษัทว่าจะมีแนวโน้มไปในทางไหน หลังจากที่เราได้ยอดขายสาขาเดิม เราก็มาดูต่อว่าบริษัทเปิดสาขาเพิ่มกี่สาขา อย่างกรณี makro เบื้องต้นจะเปิดอีก 3 สาขาในช่วงต้นปี เราก็ลองไปดูว่าสาขาเหล่านั้นใหญ่ไหมและมีกำลังซื้อมากไหม แล้วเราก็ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับยอดขายที่เพิ่ม สมมุติว่าเราคิดว่าอีก 3 สาขาที่เปิดเพิ่มจะทำให้ยอดขายทั้งปีเท่ากับ 5 พันล้าน เราก็นำ 102820 คือยอดขายสาขาเดิม + 5000 เป็นยอดขายที่เราคาดการณ์ของปีนี้เป็นต้น

ธุรกิจค้าปลีกแตกต่างจากธุรกิจรับจ้างผลิต ถ้าบริษัทมีกำลังผลิตเท่าไหร่ยอดขายก็มักจะเท่าเดิมแต่ขายปีจะมีการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิมตลอด บวกกับ สาขาใหม่ทำให้การเติบโตค่อนข้างแน่นอน

ประเด็นต่อมาคือหุ้นค้าปลีกส่วนใหญ่จะรับเงินสด แต่จ่ายเงินเชื่อทำให้แม้จะขยายสาขาจำนวนมากบริษัทก็จะไม่ขาดเงินสด

ประเด็นต่อมาที่ทำให้ธุรกิจนี้กำไรโตมากคือการเพิ่มขึ้นของ gross margin ซึ่งมักจะมาจากสินค้าที่บริษัทได้กำไรมากกว่า เช่นกรณี cpall การขายแซนวิช หรืออาหารแช่แข็งบริษัทย่อมได้กำไรมากกว่าการขาย เถ้าแก่น้อยหรือมาม่า กรณีของ hmpro bigc makro ก็ขายสินค้า house band ก็คือสินค้าของบริษัทเอง การเพิ่มขึ้นของ gross margin นั้นส่งผลต่อกำไรสุทธิ์สูงมาก

 

ลองดูตัวอย่าง สมมุติตัวเลขธุรกิจค้าส่ง

sale    10000   gm 7%  npm 2%

กำไรขั้นต้น 700 ล้านกำไรสุทธิ์ 200 ล้าน

 

ถ้า gross margin เพิ่มเป็น 8% จะกระทบต่อ npm สูงมาก

เนื่องจากค่าเสื่อมราคาไม่เพิ่ม(ถ้าไม่ขยายสาขา)ดอกเบี้ยจ่ายไม่เพิ่ม

สมมุติว่า gross margin เป็น 800 ล้านค่าใช้จ่ายอื่นๆแทบจะเหมือนเดิม เท่ากับกำไรส่วนเพิ่ม 100 ล้านนี้แทบจะไม่ต้องลบกับอะไรเท่าไหร่ ถ้าบริษัทมีฐานภาษี 30% กำไรส่วนเพิ่มก็จะเหลือ 70 ล้าน เท่ากับว่า กำไรเติบโต 20% เศษๆถ้าเทียบจากฐานกำไรเดิม 200 ล้าน โดยที่ยังไม่นับ sssg และสาขาใหม่กับรายได้อื่นๆ

ประเด็นต่อมาคือ การเปรียบเทียบ net profit margin ของหุ้นแต่ละตัวข้ามกันเช่น bigc marko ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจาก bigc ขายให้ลูกค้าปกติแต่ makro เน้นค้าส่งจะทำให้ makro จะต้องมี margin น้อยกว่าเนื่องจากว่าถ้า makro margin เท่า bigc แล้วพวกโชว์ห่วยที่ซื้อของจาก makro จะไปขายกำไรได้อย่างไร

เราสามารถเห็นได้จาก gm ของ bigc ไตรมาสล่าสุด 16.6% ส่วน makro 8.6%

แต่สิ่งที่ชดเชยก็คือ makro มียอดขายปีล่าสุด 97000 ล้านแต่มีสินทรัพย์ 30319

แต่ bigc มียอดขาย 113640 แต่มีสินทรัพย์ 90000

จะเห็นได้ว่า makro มียอดขายเกือบ 3 เท่าของสินทรัพย์

แต่ bigc มีเพียง 1 เท่าเศษ

ซึ่งทำให้แม้ gross margin ของ makro จะน้อยกว่า bigc มากแต่ขายบ่อยมากทำให้โดยรวมแล้วไม่ได้ด้อยกว่าเลย

ผมไม่ได้จะบอกว่า bigc ด้อยกว่า makro หรือ makro ดีกว่า bigc แต่ผมอยากจะสื่อว่า อย่าเทียบ ratio ข้ามกันเพราะธุรกิจต่างกันแม้จะอยู่กลุ่มเดียวกันครับ

ตอนหน้ามาดู cpall hmpro robins กันบ้างครับว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

 

ความเห็น (10)

ร่วมแชร์ประสบการณ์รับหนังสือลงทุน 5 เล่ม

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ยังไม่ออกวางแผนตามร้านทั่วไป พอดีผมได้มาจำนวนนึง เลยอยากนำมาแจกทางเว็บ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมจากเว็บ thaivi ในกระทู้ตระแกรงร่อนหุ้นซึ่งมีหลักการลงทุนแบบพื้นฐานสอดแทรกไว้ค่อนข้างมากและเป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกว่า classic มาก เพราะมีเรื่อง valuation ค่อนข้างเยอะ และมีเรื่อง model ธุรกิจอีกมากพอสมควร

เป็นหนังสือที่แนะนำให้ซื้อติดบ้านไว้ น่าจะมีวางแผนตามร้านทั่วไปในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า

ผมอยากจะจัดกิจกรรมเพื่อแจกหนังสือเล่มนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า

ต้องเลือกตอบคำถามข้อใดก็ได้ดังต่อไปนี้มา 1 ข้อ

1.ให้บอกประสบการณ์ตีแตกหุ้นที่ได้กำไรมากกว่าเท่าตัวในอดีต ว่าตอนซื้อมีวิธีคิดอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เคยมีหุ้นที่ได้กำไรมากกว่าเท่าตัว สามารถเลือกตอบข้อต่อไปได้

2.ท่านใช้งบการเงินในการลงทุนอย่างไรบ้าง ขอให้ยกตัวอย่างว่าถ้าจะลงทุนหุ้น 1 ตัวท่านใช้อัตราส่วนทางการเงินแบบไหนในการดูบ้าง พร้อมยกตัวอย่างหุ้น

เขียนลงในบล็อกนี้เลย คนอื่นจะได้อ่านด้วย คนที่ตอบโดนใจมากที่สุด 5 คน ผมจะส่งหนังสือเล่มนี้ไปให้ที่บ้าน โดยจะประกาสผลวันที่ 12 มีนาคม คนที่ได้รางวัลขอให้ ส่ง ชื่อ ที่อยู่มาให้ผมที่ honghardcore@hotmail.com ในวันที่ 13 มีนาคม และสำหรับคนที่ตอบโดนใจมากที่สุด สามคนแรก นอกจากจะได้หนังสือแล้วจะได้สิทธิ์ไปอบรมเรื่อง financial projection&commodity  ด้วย(คนที่ได้สิทธิ์ไปอบรมต้องเสียค่าสถานที่ 500 บาทแต่ไม่มีค่าเรียน)

ความเห็น (30)

Older Posts »
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 750 other followers