หุ้น ipo ปี 2012-2013 ภาคสอง

ครั้งนี้มาเจาะลึกให้มากขึ้นนะครับ

เหมือนเดิมคือ ผมไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรจากหุ้นเหล่านี้ และถ้าอ่านดีๆจะเห็นว่าผมเขียนข้อดีข้อเสียเอาไว้ครบถ้วน เพียงแต่ให้ข้อมูลนะครับ ไม่ได้เชียร์ซื้อเชียร์ขาย

 

Nok&aav

อุตสาหกรรมของ nok&aav เรียกว่า lcc หรือสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งเป็นคนละตลาดกับการบินไทย ตลาดของการบินไทยเรียกว่าสายการบินดั้งเดิมหรือสายการบินเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นตลาดที่โตน้อย Bangkok airways ที่จะเข้าตลาดต่อไปก็เป็นสายการบินดั้งเดิมซึ่งเป็นคนละตลาดกับ lcc Bangkok airways เป็นธุรกิจของหมอ ประเสริฐ ประสาททองโอสถ เจ้าของ bgh ถ้าใครไปดูหนังที่พารากอน โรง 1-3 บางกอกแอร์เวย์เป็น sponsor ให้เมเจอร์โรง 4 พาวาลัย bgh เป็น sponsor ส่วนโรง 5 4dx ais เป็น sponsor เลิกนอกเรื่องกลับมาคุยธุรกิจต่อ lcc นั้นโตกว่าสายการบินดั้งเดิมเกือบ 3 เท่าในรอบ 5-6 ปีมานี้ เป็นเพราะว่าคนจะเดินทางไกลใช้รถไฟกับ lcc เสียเงินไม่ต่างกันมาก แต่เสียสุขภาพต่างกันมาก 6 ปีก่อนผมเคยนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ทรมานมาก นอนไม่หลับเพราะหลับไปแป๊ปเดียวรถไฟสะเทือนฉึกๆฉักๆ ก็ต้องตื่นแล้ว ห้องในรถไฟก็แคบมากๆจำได้ว่าขาไปนั่งรถไฟขากลับนั่งเครื่องบินและก็ไม่เคยนั่งรถไฟอีกเลย ไหนจะเรื่องเวลาที่ไม่ต้องมานั่งๆนอนๆเป็น 10 ชั่วโมงบนรถไฟ นั่งเครื่องเลยดีกว่า 50 นาทีถึงเพราะแบบนี้ธุรกิจ low cost ที่เติบโตสูง ธุรกิจ low cost นั้นเดินทางใกล้แม้ที่นั่งจะแคบก็ทนไม่นาน เมื่อเปิด aec ธุรกิจ lcc เป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์เยอะ ในปลายปีที่แล้ว aot ได้ให้ lcc ไปใช้สนาบบินดอกเมือง โดยมี discount incentive ให้ทำให้ nok&aav ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง แต่ส่วนลดนี้สิ้นสุดปี 2015 ถ้าอยากรู้ว่าบริษัทจะได้ประโบชน์มากน้อยแค่ไหนก็สามารถคำนวณโดยดูว่า landing เป็นกี่%ของ cost แล้วดูว่าปีนั้นๆ aot discount ให้เท่าไหร่ก็จะสามารถคำนวณต้นทุนที่ประหยัดได้(%ส่วนลดน้อยลงเรื่อย)นอกจากนี้สนามบินดอกเมืองยังเพิ่งใช้เพียงแค่ 1 terminal แต่มีอาคารโดยสารทั้งหมด 3 terminal จึงยังมี room อีกมากในแง่ของ utilization นั้น nok air ทำได้มากสุดคือมี cabin factor ระดับ 87-88% aav 80-82% การบินไทยต่ำกว่าสองสายการบินนี้ ในเรื่องของ air hostess นกชนะเลิศ เดินมาทีนึกว่านางงามไม่แปลกเลยที่พวกผู้ชายชอบนั่งนกแอร์

 

ความแตกต่างของ nok&aav คือ aav ต้นทุนถูกกว่า nok เพราะบริษัทแม่มีขนาดใหญ่ทำให้เกิด eos ได้มากกว่า (aav ถือ tta 55% aaiถือ 45%) แต่ถ้าดูจาก passenger yield nok air ทำได้สูงกว่า aav พอควร ในด้านการ growth ทั้งสองบริษัทมีแผนจะเพิ่มเครื่องบินจำนวนมากทั้งคู่แต่ดูจากสัดส่วนแล้ว nok air มีการเพิ่มของที่นั่งสูงกว่า จุดที่ควรระวังของ nok คือ เส้นทางการบินที่ nok จะเปิดเพิ่มจะเปิดในประเทศเพื่อนบ้านโดยเริ่มจากพม่าโดยส่วนตัวผมคิดว่า cabin factor ของ nok จะลดลงเพราะว่า nok air เป็น local brand ชาวต่างชาติคงไม่ใช่บริการมากนักและจริงๆแล้ว nok อยู่ในไทยมีความได้เปรียบคือ เส้นทางการบินรองและย่อยไม่ม่คู่แข่งเลย เช่น สกลนคร,เลย,พิษณูโลก,น่าน,แพร่,ร้อยเอ็ด เส้นทางพวกนี้ใครอยากไปก็ต้องนกแอร์เท่านั้น แต่เมื่อนกจะไป ประเทศเพื่อนบ้าน นกจะเสียเปรียบ aav เพราะ nok ต้นทุนสูงกว่า และ brand air asia เป็นที่รู้จักในภูมิภาคมากกว่า แถมการออกไปประเทศเพื่อนบินก็มีโอกาสต้องแข่งขันกับสายการบินดั้งเดิมด้วย นอกจากนี้ถ้าออกนอกประเทศไปถึง จีน เวียดนาม ที่ต้องนั่งเครื่องนานๆ คนก็จะรู้สึกทรมานมากขึ้นที่ต้องนั่งแคบๆเป็นเวลาหลายชั่วโมง ต่างจากบินในประเทศถึงจะแคบก็ทนนั่งแค่ 50 นาที ดังนั้นการ growth ของ nok ต่อจากนี้ไม่ง่ายแน่ๆ เครื่องบินลำใหม่ๆ utilization จะลดลงในด้านผลประกอบการณ์ aav ปีที่แล้วต้องหักรายการกำไรจากมูลค่ายุติธรรมของ 14676 ในปีที่แล้วออกเพื่อดู growth ที่แท้จริง ดูจากงบ 9 เดือนที่ออกมาปีนี้ aav น่าจะกำไรแถวๆ 1300-1350 ล้าน ส่วนของ nok air ในปี2555 นกแอร์มีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเพื่อส่งเครื่องบินคืน 247mb ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย one time ทำให้ฐานกำไรปีที่แล้วต่ำเกินจริง นักลงทุนควร adjust รายการนี้ในการทำ forecast ด้วย

 

ทั้ง nok&aav มีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันทั้งคู่ aav มต้นทุนน้ำมันประมาณ 43-45% nok 33-38% ถ้าดู npm ของทั้งสองบริษัทต้องบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นเยอะๆกระอักแน่ มีโบรกทำประมาณการไว้ว่าราคาน้ำมัน 184 เหรียญ aav จะขาดทุน ซึ่งราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ aav และ nok ควบคุมไม่ได้ เรื่องปันผลนั้นไม่ต้องหวังเลย aav ไม่มีปันผลส่วน nok ปันผลไม่ต่ำกว่า 25% ของกำไรใครหวังปันผลเยอะๆสามารถมองข้ามหุ้นกลุ่มนี้ไปได้เลย แม้ธุรกิจ lcc จะเติบโตสูงแต่ก็เป็นธุรกิจ red ocean สายการบินที่จะรุกไทยอย่าง เวียดเจ็ต,thai lion air ซึ่งก็คงสร้งการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นในตลาด lcc ดังนั้น 2-3 ปีจากนี้เป็นไปได้ที่ nok&aav จะเริ่มเสียส่วนแบ่งตลาดหรือไม่ก็ต้องลดค่าตั๊วสู้

 

 

Ptg ธุรกิจคือปั้มน้ำมัน pt รูปแบบธุรกิจของ ptg แตกต่างจาก ptt,bcp,susco นลทในกรุงเทพส่วนใหญ่จะไม่คุ้นเคยกับ ptg มากนัก เพราะปั้มส่วนใหญ่เขาอยู่ตามต่างจังหวัดแนะเน้นลูกค้าพวกรถบรรทุกซึ่งต่างจากพวก ptt,bcp ในด้านตัวหุ้นเทียบธุรกิจกันไม่ได้คนละอย่างเลย เพราะ ptt เป็น holding ที่มีสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจาก pttep ซึ่งเป็นธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ ส่วน bcp กำไรหลักๆมาจากโรงกลั่นไม่ใช่ปั้มน้ำมัน ส่วน susco นั้น แทบจะไม่เพิ่มสาขาเลย เน้นส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง susco และ ptg ต่างซื้อน้ำมันจาด top มีนักลงทุนกังวลว่า ptg สั่งน้ำมันจาก top เจ้าเดียวเป็นความเสี่ยงที่สูง เรื่องนี้ทางผู้บริหารชี้แจงว่าจริงๆแล้วมีคนมาเสนอขายน้ำมันให้ ptg หลายเจ้าและ top ขายน้ำมันให้ ptg ก็ได้ราคาสูงกว่าส่งออก ผมคิดว่าประเด็นนี้ดูมีความเสี่ยงน้ำกว่าพวกหุ้นอิเล็กทรอนิกที่มีลูกค้าไม่กี่รายแล้วลูกค้าเลิกสั่ง แต่ก็คงจะแน่ใจไม่ได้ว่าบริษัทจะไม่มีผลกระทบเลยถ้า top ไม่ได้ขายให้ รายได้ของ ptg โตเร็วมากเพราะยอดขายปั้มเดิมเพิ่มขึ้นและมีการขยายปั้มเยอะ ptg จึงจัดเป็นหุ้นเติบโต ptg มีความสามารถในการบริหารจัดการที่ดีเพราะ ปั้มทั่วไปต้องขายน้ำมันเดือนละ 300000 ลิตรถึงจะ break even แต่ ptg ขายแค่ 170000 ก็มีกำไรแล้ว ptg นั้นมีแผนลดต้นทุนโดยการใช้ลด trailer แทนลดสิบล้อและการที่ pt มี แท้งเก็บน้ำมันเป็นของตัวเองทำให้ง่ายต่อาการบริหารจัดการดังนั้นปั้มหลายแห่งที่มีมีรถขนส่งและแท้งคงจะคุมต้นทุนได้ยากนี้คงเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยมีปั้มอื่นใช้กลยุทธ์แบบนี้นอกจากนี้บริษัทยังมี cash cycle ติดลบโดยหลายปีก่อนมี day inventory ถึง 17 วันและลดลงมาเหลือเพียง 6 วัน โดยบริษัทมีเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนปั้มแซง บางจากแต่ธุรกิจนี้มี margin บางมาก npm เพียง1%เท่านั้น ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นก็ขาดทุนได้ง่าย ธุรกิจที่ npm บางๆแบบนี้ทำให้ผมนึกถึง sis ที่หลายปีก่อนเพิ่ม npm ได้นิดเดียวกำไรก็กระโดดแต่พอมีอะไรผิดคาด sis ก็ถึงกับขาดทุนเลย ดังนั้นหุ้นที่ npm ต่ำมากๆนลทจะต้องมั่นใจในความสามารถของผู้บริหารมากว่าเก่งงในเรื่องการมองตลาด การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย

 

ในงบไตรมาสสาม ptg มีรายได้โต yoy 10% แต่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารโต 40% ทำให้หลายโบรกออกมาลดประมาณการกำไรในปีนี้และปีหน้ากัน จริงๆแล้วงบไตรมาสสามจะเป็น low season ของทุกปีอยู่แล้วจึงไม่น่ากังวลมาก แต่จุดที่ผมว่าเป็นประเด็นคือ ยอดขาย q3/13 หดตัว qoq เยอะไปหน่อยคือเกือบ 20% ถ้าเทียบกับq355,q255 แล้วดรอปเพียง 6% เท่านั้นและการที่ยอดขายเติบโตเพียง 10% yoy ทั้งๆที่สาขาแบบ coco ใน q3 55 มีเพียง 357 q356 มี 514 คือมากขึ้นเกือบ 44% สรุปแล้ว ptg เป็นหุ้นเติบโตผู้บริหารเก่งพอควรแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำไรบางมากใครทำก็ไม่ค่อยจะกำไร ptg จึงพยายามไปเจาะตลาดที่ไม่ค่อยมีรายอื่นสนใจ ซึ่งถือว่าทำได้ผลสำเร็จ และยังมี room ในการโตอีกมากคือการไปกินแชร์ปั้มน้ำมันอิสระที่มีอยู่กว่า 16000 แห่ง แต่ ptg เป็นหุ้นที่มี npm ต่ำมาก เพิ่งเข้ามา ipo ได้ไม่นานก็โดนหลายโบรกปรับลดประมาณการ ถ้าดูตัวเลขประมาณการของโบรกก่อน ptg เข้าตลาด คาดกำไรปีนี้ระดับ 630-680 ล้านแต่ตอนนี้โบรกออกมาปรับลดเป้ากำไรเหลือ 400 ล้านแล้ว หลังจากประกาสงบไตรมาสสามที่ต่ำคาด

 

 

Mc

Mc เป็นบริษัทขายกางเกงยีนญี่ห่อ mc มี market share อันดัน 1 ของไทยโดยมีแชร์ 38% รองลงมาคือ levis ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน levis เคยมี market share เท่า mc ตอนนี้คือ 38% แต่ตอนนี้เหลือส่วนแบ่ง 27.5% mc เป็นหุ้นที่มี gross margin สูงถึง 58% มีเพื่อนนักลงทุนมาแชร์ว่า gpm ระดับนี้เป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ผมเลยลองไปหาข้อมูลเพิ่มพบว่าตอนปี 2010 mc เคยมี gpm 41%แล้วเพิ่มมาเป็น 48% ในปี 2011 และกลายเป็น 56-58% ในปีนี้ส่วนนึงเป็นเพราะการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 71% มาเป็น 95% และมีการปรับปรุงสายการผลิตด้วย lean system และคนยังหันมานิยมกางเกงที่ใช้เนื้อผ้าน้อยลง เช่น ขาเดฟ แต่บริษัทขายสินค้าราคาเดิมทำให้กำไรดีขึ้น ถ้ากำลังผลิตยังอยู่ในระดับนี้ gpm ก็มีโอกาส maintain ได้ gpm 58% นั้นไม่ได้บ่งบอกว่า mc เป็นบริษัทที่เก่งเพราะ gpm zara,h&m เยอะกว่านี้ แต่ตัวเลขที่บอกว่า mc เก่งคือ ebitda margin ที่33% ตัวเลขนี้บ่งบอกได้ว่าบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีจนมี ebitda margin สูงกว่า zara,h&m สาเหตุที่ไม่ใช่ npm เป็นตัวบอกคุณภาพเพราะ mc มี boi และเสียภาษีไม่เท่าเจ้าอื่นจึงใช้ ebitda margin เป็นตัวขจัดความต่างของ tax ออก

ยอดขายก่อนเข้าตลาดของ mc โตน่าประทับใจมากคือ โตจาก 1305 ไป 1817 ไป 2564 หรือเพิ่มเกือบเท่าตัวในเวลาเพียง 2 ปี โตทบต้นปีละเกือบ 40% จริงๆบริษัทก็ไม่ได้ขยายสาขาเยอะเท่าไหร่นัก จาก 405 สาขาเป็น 511 เพิ่มประมาณ 25% สิ่งที่ทำให้ยอดขายของบริษัทโตกระโดดจริงๆคือ sale per store ที่เพิ่มจาก 3.92 เป็น 6.14 ตัวเลขนี้ก็คล้ายๆกับ same store sale ของค้าปลีก พวกค้าปลีกขนาดใหญ่ sss โต 4-6% ก็หรูแล้วแต่ mc มีฐานเล็กจึงโตได้มากกว่า คนกรุงเทพที่ชอบไปเดินแต่ ctw ,paragon,emporium คงไม่ค่อยเห็นสาขาของ mc มากนักเพราะ 80% ของยอดขายมาจากต่างจังหวัด ในด้านผู้บริหารผมค่อนข้างชอบผู้บริหาร คือ คุณปรารถนา ผมคิดว่าคุณปรารถนาทำให้ pe ของ mc สูงขึ้นเนื่องจากการให้ข้อมูลที่ละเอียดตอนตลาดตกรอบก่อน mc ลงไปเหลือ 9 บากกว่าแต่สามารถกลับมาที่ราคา ipo ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่งบไตรมาสสามค่อนข้างจะโตน้อย ผมคิดว่าคงเป็นเพราะ mc ไป roadshow ที่ญี่ปุ่น ถ้าดูเวลาคุณปราถนาออก oppday จะรู้สึกได้ว่าคุณปรารถนารู้ว่านักลงทุนอยากฟังอะไรและ concern เรื่องไหน ทำให้ข้อมูลที่นำมาพูด นักลงทุนก็สามารถ clear ประเด็นข้อข้องใจได้ mc เป็นบริษัทที่มี market share สูง

 

แต่จุดที่น่ากลัวของ mc ก็มีมากเช่นกัน เรื่องแรกคือสาขาของ mc 62% ในตอนนี้ยังขายผ่าน modern trade ถามว่าเสี่ยงยังไง ก็คือ mc อาจโดนยกเลิกคำสั่งซื้อแล้ว modern trade ก็มาเปิดร้านขายเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงไตรมาสสาม โดยมี hyper market เจ้านึงเลิกสั่ง(แต่ตอนนี้กลับมาสนั่งแล้ว) ถ้าเกิดวันใดมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก บริษัทก็จะสูญเสียรายได้และกำไร บริษัทพยายามแก้เรื่องนี้โดยการเพิ่ม pos หรือจุดขายของบริษัทเองให้มากขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม mc pe ต่ำกว่าหุ้นค้าปลีกตัวอื่นๆ ผมเดาว่าเป็นเพราะอำนาจต่อรองของ mc ต่ำ เช่นสมมุติผมเปรียบเทียบกับ bigc,makro,cpall ธุรกิจพวกนี้มีค่าแรกเข้าที่จะเข้าไปขายของสามารถเก็บเงินจากของที่ต้องการวางในตำแหน่งที่ลูกค้ามองเห็นง่าย ก็คือบีบ supplier ได้แต่ mc ต้นทุนในการผลิตผ้าหลักๆคือ cotton เป็นราคาตลาดโลก ส่วนช่องทางการขายประมาณ 2ใน 3 ก็อยู่ที่พวก modern trade ถ้า mc มีอำนาจกับคู่ค้าจริงคงไม่เพิ่งโดน hyper market เลิกสั่งของไปหรอก เหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นอีกก็ได้ จริงๆแล้ว mc ไม่ค่อยเป็นหุ้นค้าปลีกพันธ์แท้เท่าไหร่ ดูแล้วเป็นลูกผสมระหว่างหุ้นค้าปลีกกับโรงงานผลิต จะเห็นได้ว่า gpm ของ mc กระโดดขึ้นมาเพราะปรับปรุงการผลิตนี้เอง เรื่องต่อมาที่เป็นความเสี่ยงคือ การรุกของแบรนต่างชาติ เช่น ยูนิโคโล่ ที่เปิดสาขามากกว่า 10 แห่งแล้วและมีแผนจะเพิ่มให้ถึง 100 สาขาในไทยล่าสุดก็มาเปิดแถวบ้านผมคือ central rama 2 เปิดวันแรกคนต่อแถวกันยาวน่าดูยังกับแจกฟรี และเป็นแบบนี้เกือบทุกสาขาที่เปิด การที่คนแห่กันไปยืนต่อแถวเต็มร้านถึงแม้จะแค่ไม่กี่วันแรกก็สะท้อนได้ว่าคนไทยนิยมของนอกมากกว่าจริงๆ รู้สึกใส่แลล้วภูมิใจที่สำคัญราคาสินค้าก็พอๆกับ mc ด้วย สาขาแรกๆที่ยูนิโคโล่เปิดคงไม่กระเทือนยอดขายของ mc เท่าไหร่ เพราะ mc ไม่มีร้านอยู่ใน ctw,paragon แต่สาขาหลังๆคงกระทบมากขึ้น เช่น mc มีสาขาที่ bigc พระราม2 พอยูนิโคโล่มาเปิดเซ็นทรัลพระราม 2 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ mc ก็จะเริ่มส่งผลกระทบได้ ผมคิดว่าในระยะยาวนักลงทุนของติดตามเรื่องนี้ดีๆเพราะผมว่ายูนิโคโล่ดูเป็นคู่แข่งที่เหนือชั้นกว่า mc ถ้าเขารุกจริงจังแล้ว mc แก้ทางไม่ได้คงกระทบพอสมควร  ประเด็นต่อมาคือ ตัวเลข same store sale ที่เคยเติบโตอย่างมากในสองปีที่ผ่านมาก็ติดลบใน q2 และ q3 โดยติดลบที่ 8%และ3%ตามลำดับ สะท้อนว่า mc เป็นหุ้นที่อ่อนไหวกับสภาวะเศรษฐกิจมากพอควร ไม่ได้ทนแดดทนลมเหมือนหุ้นค้าปลีกอื่นๆนี้ก็คงเป็นอีกเหตุผลที่ pe ต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีก mc เป็นหุ้นที่ลุ้นการเติบโตของยอดขายได้จากสาขาใหม่ก็จริงแต่ยอด sss ยังดูเป็นประเด็นที่น่าห่วงบางท่านที่จำคาดการณ์ growth อาจจะคำนวณว่า ปลายปีนี้ mc มีสาขา 600 แห่งและมีแผนการขยายสาขาปีละ 100 สาขาซึ่งก็คือการเติบโตปีละ 15% ซึ่งก็ถือว่ายังโตใช้ได้แต่ความเป็นจริงคงไม่ใช่เพราะสาขาที่จะขยายเป็นทำเลเกรด b c คงเทียบเป็นบรรยัติไตรยางค์กับสาขาเดิมๆไม่ได้ และถ้า sss ไม่โต npm จะลดลงเพราะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนงานเพิ่มแต่ยอดขายเท่าเดิม ในแง่ market share สูงถึงเกือบ 40% ถ้าจะเพิ่มได้อีกคงไม่มากนักกลัวแต่จะโดนแย่งมากกว่า ส่วน gpmและ npm น่าจะ maintain ได้ถ้าราคาฝ้ายไม่แกว่งรุนแรงมาก(ต้นทุนผลิตยีน)และ sssโตกว่าเงินเฟ้อ แต่คงจะเพิ่ม gpm npm จากระดับนี้ได้ยากหน่อย สรุปว่า mc เป็นหุ้นที่มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน มีฐานะทางการเงินใช้ได้ แต่มีความเสี่ยงเรื่องคู่แข่งที่สูง

Comments (16)

หุ้น ipo ปี 2012-2013

หุ้น ipo ผมลองสรุปหุ้น ipo ในรอบ 1-2 ปีเล่นๆนะครับ

ผมไม่มีหุ้นเหล่านี้ไม่ได้ช็อตหุ้นเหล่านี้ไว้ ไม่ได้ประโยชน์อะไร

แค่เขียนเป็นการจดบันทึกเอาไว้เล่นๆ แชร์ให้อ่านเฉยๆ

1.ธุรกิจสายการบิน เป็นที่รู้กันว่าธุรกิจ lcc หรือ low cost มีการเติบโตมากกว่า
การบินดั้งเดิมแบบ การบินไทยเยอะ ลองดูจากตัวเลขยอดขายของ
nok aav thai เทียบกันก็คงเห็นได้ไม่ยาก ธุรกิจนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่เรียกว่า

high market growth,increase market share ได้
แต่ทำไม pe ค่อนข้างต่ำหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นโอกาสซื้อ
แต่ธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงพอควร การที่ nok aav เข้ามา ipo
ก็ได้เงินไปเช่าเครื่องบินกันอีกไม่ใช่น้อย ความต้องการจะโตรองรับ demand เหล่านี้ทันหรือไหม
และต้นทุนของบริษัทสายการบินที่สำคัญเลยคือ ค่าน้ำมัน ซึ่งถ้าน้ำมันขึ้นแรงๆ ขาดทุนได้ไม่ยาก
(ลองอ่าน sensitivity analysis น้ำมันของโบรกดูได้) นอกจากนี้ธุรกิจเหล่านี้ลงทุนสูงทำให้ปันผลสูงๆได้ยาก

2.หุ้นพีอีสุดแพงอย่าง vgi vgi นั้นตอนเข้าตลาดก็ว่าราคาแพงแล้ว แต่เหลือเชื่อที่วิ่งมาราคานี้ได้ภายในปีเดียว ผมว่า vgi นั้นค่อนข้างจะเป็น perfect stock เพราะว่า บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตสูงคือ transit ,in store media การที่ bts จะทำส่วนต่อขยายเมื่อจำนวนคนขึ้น bts เพิ่ม vgi จะสามารถขึ้นค่าโฆษณาได้มากกว่าและทำให้ margin กระโดด vgi มีแชร์ของอุตสาหกรรมสูง และ เป็นบริษัทที่โตต่อโดยใช้ capex น้อย ซึ่งจุดนี้ต่างจากธุรกิจสายการบิน ทำให้คนลงทุนคาดว่า vgi จะสามารถ pay out ratio ออกมาได้สูงมากในอนาคตจึงให้พีอีสูง โดยส่วนตัวผมชอบธูรกิจนี้มาก แต่ราคาหุ้นแถวนี้ในความเห็นผมคือ รองรับการเติบโตของ 3 ปีข้างหน้าไว้แล้ว ผมเลยไม่สนใจ

3.m m นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าระยะหลังนี้บริษัทที่ขาย ipo ค่อนข้างจะขายราคาที่ไม่มีส่วนลดอะไรให้กับนักลงทุน บริษัทบอกว่าจะเอาเงิน ipo ไปลงทุนครัวกลาง แต่เท่าที่ดู cash flow บริษัทก่อนเข้าตลาด ผมว่าบริษัทน่าจะลงทุนครัวกลางเองได้ไม่ยากอะไร m เป็นบริษัทที่เก่งมากถ้าดูจาก net margin roa อาโออิ(roe) ก่อน m เข้าตลาดทำยอดขายเติบโตได้ 14-15% โดยเฉลี่ย ถ้านับเฉพาะสองปีก่อนเข้าเฉลี่ยระดับ 19-20% แต่หลังจากนี้แค่ 10% ก็คงหึดขึ้นคอ  ที่ m มี margin สูงระดับนึงผมคิดว่าเพราะบริษัทเสริฟอาหารได้เร็ว อาหารเป็ฯแบบสั่งมาจากครัวกลาง ลูกค้าเอาใส่น้ำร้อนเอาเอง คุมคุณภาพง่าย ขยายสาขาง่าย ที่ m เข้ามาแล้วราคาหุ้นไม่ไปไหนเพราะเข้ามาที่ พีอีสูง และ out look การ growth ต่อจากนี้น้อยแล้ว

4.mc เป็นบริษัทที่ทำตัวเลขยอดขาย gross margin net margin สูง จนรู้สึกว่าดีเกินไปไหม บริษัทมียอดขายเติบโตสูงมากๆ ในสองสามปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเพิ่งโดน hyper market เจ้านึงเลิกสั่ง (เดินไปสำรวจในห้างก็จะรู้ว่าเจ้าไหน) ทำไมยอดขายเริ่มไม่โตตามเป้า แต่กำไรยังมาตามคาดเพราะในส่วนของ shop ตัวเองยอดขายดีเกินคาด และส่วนนี้มาร์จิ้นเยอะกว่าขายผ่าน modern trade market share ของ mc สูงมาก สูงจนผมนึกไม่ออกว่าจะกินจากใครเพิ่ม แต่คิดว่าพวกแบรน ยูนิโคโล่ อาจจะมากินแชร์ mc ไปมากกว่าถ้ายังขยายสาขาเพิ่มเรื่อยๆ เพราะนิสัยคนไทยยังไงก็รู้สึกเท่ ถ้าเป็นของนอก คนลงทุน mc มีความเสี่ยงเรื่อง mc โดน modern trade เลิกซื้อ กับเรื่องแบรนต่างประเทศมารุกในไทยมากขึ้น mc ะเป็นหุ้นที่ผมเฝ้าดูห่างๆ และตั้งข้อสังเกตุว่า too good to be true หรือไหม

5.ichitan ที่กำลังจะเข้าตลาด ผมดูยอดขายแล้วก็ว่าโตเยอะดี ตัวคุณตันเป็นคนเก่ง แต่มีคนชอบและไม่ชอบเยอะไม่กัน คนที่ไม่ชอบก็ให้เหตึผลว่าสร้างภาพ คนที่ชอบก็บอกว่าเขาช่วยสังคม เรื่องนี้ผมไม่มีความเห็นอะไร แต่ข้อสังเกตุของผมก็คือ ตลาดชาเขียวที่โตเร็วมากปีนี้ side ระดับ 15500-16000 ล้าน ผมไม่รู้ว่าทำไมโตเร็วขนาดนี้ จริงๆชาพวกนี้น้ำตาลเยอะมาก บางญี่ห่อเขียนว่าส่วนประกอบคือ น้ำตาล xx% ฟลุกโตสxx% แต่จริงๆแล้วฟลุกโตสมันก็น้ำตาลนั้นแหละแต่แยกกันเขียน ผมลองหาข้อมูลดูว่า คนเราไม่ควรรับน้ำตาลเกินวันละกี่กรัม และก็พบว่าน้ำพวกนี้ขวดละ 500 มล วันเดียวก็รับปริมาณน้ำตาลเกินที่ควรแล้ว ผมเลยไม่ค่อยจะบริโภณฑ์นักหรอก กลัวเป็นเบาหวานแล้วต้องตัดขา ออกนอกเรื่องมานานกลับมาคุยหุ้นต่อ ตอนคุณตันเอาโออิชิเข้าตลาดปลายปี 47 ผมเคยทำตัวเลข ตอนนั้น pe 6เท่า oishi ยังมี market share น้อยกว่า unif แต่ตอนออกโปร 30 ฝา 30 ล้าน เลยขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง จุดแตกต่างคือ ตอนนี้ ichitan แชร์เป็นอันดับหนึ่งแล้ว ถ้าเข้ามาเทรด พีอีสูงๆ ก็จะเกิดคำถามว่านักลงทุนที่ซื้อพีอีสูงๆ บริษัทจะโตได้อีกแค่ไหน เพราะคงแย่งแชร์เพิ่มยากแล้ว ต้องโตจากการขยายกำลังการผลิตอย่างเดียว ความเสี่ยงหลักคือ ภาษี สรรพสามิต

เมื่อยนิ้วแล้ว พิมพ์จนปวด ไว้ว่างๆมาเล่าใหม่ครับ

Comments (6)

หนังสือเล่มใหม่ของผมครับ

หนังสือเล่มที่สองของผมครับ จะมีวางแผงตามร้านหนังสือภายในอาทิตย์นี้ครับ เนื้อหาจะ advance กว่าเล่มแรกเยอะครับ เขียนหมดทุกมุมครับ ตั้งแต่ แวลู จิตวิทยา trend following

เนื้อหาเล่มนี้จะมีพูดถึงการดู business model ค่อนข้างเยอะ แล้วก็บัญชีขั้นประยุกต์ครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่สนใจการเล่นหุ้นในเชิงพื้นฐานครับ ยังไงก็ฝากเพื่อนๆพี่ๆอุดหนุนกันหน่อยนะครับ

Comments (47)

ขยายความ npm & sg&a

NET MARGIN ต่ำดาบสองคม หลายคนเวลาอ่านงบการเงินแล้วเจอบริษัทที่มี NET MARGIN 1–2% จะรู้สึกว่าเป็นหุ้นที่ไม่น่าสนใจ จริงๆแล้ว NET MARGIN ต่ำ ถ้าเพิ่ม MARGIN ได้นิดเดียว กำไรโตระเบิดเลย อย่างบริษัทขายส่งคอมพิวเตอร์ที่มีมาร์ จิ้นบางมากแค่ 1% เศษๆเมื่อหลายปีก่อน แต่มีการบริหารจัดการที่ดี มาร์จิ้นก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นในรอบหลายปีก็ขึ้นมาหลายเท่ามาก ผมคิดว่าหุ้นหลายตัวธรรมชาติของธุรกิจจะมีมาร์จิ้นที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ก็สามารถเป็นหุ้น GROWTH ที่เติบโตต่อเนื่องได้ กลับกันหุ้นบางตัวที่ MARGIN สูงแบบผิดปกติเข้าข่าย Too Good to Be True ธุรกิจที่คู่แข่งรายใหม่เข้าไปแข่งได้ง่ายจะทำให้ MARGIN ที่สูงนั้นไม่สามารถรักษาได้นาน อย่างหุ้นผลิตอิฐมวลเขาหรือนำเข้าถ่านหินเมื่อหลายปีก่อนที่เคยมี GROSS MARGIN สูงมากๆ และการเข้ามาของคู่แข่งก็ไม่ได้ยาก สุดท้ายกำไรของสองบริษัทนี้ก็ลดลงอย่างมากจากการเข้ามาของคู่แข่ง ดังนั้นการที่หุ้นมี GROSS MARGIN หรือ NET MARGIN ที่สูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป ในทางกลับกัน NET MARGIN ต่ำก็ไม่ได้แย่เสมอไป ดังนั้นเวลาเราดูตัวเลข GROSS MARGIN และ NET MARGIN เราต้องคิดด้วยว่ามันเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจไหม เรื่องนี้จะมีการขยายความในส่วนของ FIVE FORCED MODEL ในภายหลัง ตัวเลขสินทรัพย์ในงบการเงินนั้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณค่าบางอย่างที่สินทรัพย์ไม่ได้แสดงออกมา เช่น คุณอาจเข้าไปดูในสินทรัพย์ของขนมปังฟาร์มเฮาส์ ว่ามีเท่าไหร่และบริษัททำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้เงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์ของฟาร์มเฮาส์ แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับฟาร์มเฮาส์ทำได้ เพราะแบรนด์ของเขาติดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และเขายังมีระบบการขนส่งที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากขนมปังเป็นของสด ถ้าเขาต้องขายทั่วประเทศ ระบบขนส่งต้องดีมาก ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งที่เลียนแบบกันง่ายๆ หรือการที่คุณดูว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีสินทรัพย์เท่าไหร่และทำกำไรได้เท่าไหร่ (ROA) ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีเงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับเขา เพราะว่าแบรนด์ของโรงพยาบาลเขาแข็งมาก เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จัก คนไข้ต่างประเทศก็เดินทางมารักษาเป็นจำนวนมาก หมอที่เก่งๆก็มีจำนวนมาก ถ้าคุณลงทุนสร้างโรงพยาบาลขึ้นมา ประเด็นคือ คนทั่วไปจะไว้วางใจโรงพยาบาลของคุณเหรอว่ารักษาดีจริง ถ้าจ่ายค่าหมอเท่ากัน หมอเกือบทุกคนคงเลือกไปทำงานที่บำรุงราษฎร์มากกว่าที่จะมาทำงานกับโรงพยาบาล NO NAME ที่เพิ่งเปิด เห็นหรือยังครับว่าอัตราส่วนทางการเงินที่แสดงในงบไม่ได้สะท้อนปัจจัยเหล่านี้ออกมา แต่ถ้าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นคงต้องวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณกับคุณภาพไปพร้อมๆกัน มากกว่าจะวิเคราะห์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

อัตราส่วน SG&A / SALE

               ปกติอัตราส่วนนี้จะเอาไว้ดูว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับยอดขาย ตามปกติแล้วตัวเลขยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ก็มีข้อแม้ในบางกรณีเหมือนกัน เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นเวลาเปิดโครงการจะยังไม่สามารถบันทึกรายได้ในงบกำไรขาดทุน แต่จะมีค่าใช้จ่ายทันทีเวลาที่เปิดโครงการ เช่น ค่าโฆษณาต่างๆ ดังนั้น ถ้าเราดู SG&A/SALE เราก็จะบอกว่าบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้ไม่ดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะบริษัทยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในตอนนี้ได้ ทำให้ยอดขายเพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย ดังนั้นเราต้องดูว่า % ของ SG&A เติบโตมากหรือน้อยกว่ายอด pre sale เช่น

               บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง

                                                   2552               2553

Pre sale                                    1000              1300

SG&A                                       150                180

SG&A/SALE                           15%              13.8%

               จะเห็นได้ว่า บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง ทำยอดจองได้เพิ่ม 30% จาก 1000 เป็น 1300 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพียง 20% แสดงว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดี เนื่องจากยอดจองโตมากกว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ทำให้อัตราส่วน SG&A/SALE ลดลง จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ ถ้าเราใช้การวิเคราะห์ SG&A/SALE ธรรมดา เราอาจจะหลงคิดว่าบริษัทไม่น่าสนใจก็ได้ เพราะถ้าปี 2553 บริษัทนี้ยังไม่มีโครงการเก่าๆที่ครบกำหนดโอนบ้าน ยอดรับรู้รายได้อาจจะไม่เติบโต แต่พอไปดูค่าใช้จ่ายกลับโตตั้ง 20% นอกจากนี้เรายังสามารถต่อยอดแนวคิดนี้ได้ด้วยก็คือ เวลาเราเปรียบเทียบหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เราไม่ควรดู net margin เนื่องจากว่าบริษัทที่กำลังเติบโตมากๆ จะต้องขายโครงการได้เยอะ แต่นั่นจะทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทเยอะและไปกดให้ net profit margin ลด ถ้าเรานำบริษัทนี้ไปเปรียบเทียบกับอีกบริษัทที่ช่วงหลังไม่ค่อยมีออกโครงการอะไร ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ net profit margin เลยดูสูงกว่า แบบนี้ก็จะทำให้คนเข้าใจผิดได้ ถ้าคุณอยากดูอัตราการทำกำไรของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ดูที่ gross margin น่าจะสะท้อนมากกว่า net margin ครับ

Comments (5)

cut loss ควรทำหรือไม่

Cut loss เป็นสิ่งควรทำหรือไม่ นี้ดูจะเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่อยู่ในตลาดหุ้น หลายคนซื้อหุ้นแล้วผิดทางก็ cut loss แล้วหลังจาก cut loss หุ้นก็ลงต่อไปแรงมากก็จะบอกว่า การ cut loss เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่หลายคนซื้อแล้วพอหุ้นตกก็ cut loss ไปปรากฏว่าหุ้นขึ้นไปเยอะมาก มุมมองของคนนี้จะรู้สึกว่าการ cut loss เป็นสิ่งที่ไม่ดี ในมุมมองของผมการ cut loss นั้นไม่มีถูกหรือผิด แต่มันขึ้นอยู่กับมูลค่ามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นและเที่ยวบินในการวิเคราะห์ เช่น บางคนซื้อหุ้น B โดยประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 15 บาท เขาซื้อตอนราคาอยู่ที่ 10บาท ถ้าหุ้นลงไปเหลือ 7.5 เขาคิดว่าราคาที่ควรจะเป็นสูงกว่าราคาในปัจจุบันถึง 100% เขาจะขายทำไม ถ้าสุดท้ายเขาคิดถูกราคาหุ้นก็ขึ้นไปที่ 15บาท ประเด็นคือเขาต้องมั่นใจว่าเขามองไม่ผิด ตัววัดว่าเขาจะคิดถูกหรือผิดก็คือ กำไรของบริษัทเป็นไปตามที่เขาคาดหรือไม่ เช่น ถ้าเขาคิดว่าหุ้น b จะทำกำไรจาก 1 บาทต่อหุ้นเป็น 1.5 บาทต่อหุ้นและให้ PE เหมาะสมที่ 10 เท่า ถ้าเกิดว่าหุ้น b ทำกำไรโตจาก 1บาทต่อหุ้นเป็น 1.5 ได้จริง แต่ราคาหุ้นกลับลดลงเพราะภาวะตลาดย่ำแย่มาก นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มกลัวว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อาจทำให้หุ้นบางตัวราคาลดลง แม้ว่ากำไรจะดีขึ้นแต่ในที่สุดแล้วถ้าหุ้นตัวนี้ดีจริงจากราคา หุ้นก็จะกลับมาได้ ดังนั้นคนที่ cut loss ตอนหุ้นลงไปเหลือ 7.5 ก็จะเป็นการขายผิดจังหวะ ในทางกลับกันถ้าหุ้น b ที่คิดว่ากำไรจาก 1 บาทต่อหุ้นจะเพิ่มเป็น 1.5 แต่ดันไม่เป็นแบบนั้น กำไรดันลดลงไปเหลือเพียง 0.50 สตางค์ แบบนี้ถ้าหุ้นลงไป 7.5 ก็ควร cut loss เพราะถ้าหุ้นตัวนี้มี PE 10 จริง หุ้นก็จะลงไปเหลือเพียง 5 บาทซึ่งที่ 7.5 ก็ยังถือว่าแพงและที่ทุน 10 บาทถือว่าแพงมากๆ จะเห็นได้ว่านักลงทุนแนวพื้นฐานหุ้นควร cut loss ต่อเมื่อผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาด

และที่สำคัญนักลงทุนไม่ควรซื้อหุ้นที่มีราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หลายครั้งแม้ผลประกอบการจะเป็นไปตามคาด แต่บางครั้งราคาหุ้นอาจขึ้นไปสะท้อนผลกำไรที่จะประกาศผลออกมาดีแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง ต้องดูเป็น case by case แต่ส่วนใหญ่ถ้าหุ้น PE สูงมากๆ เช่นเกิน 20 เท่าก็จะสะท้อนได้พอควรว่าหุ้นมีความคาดหวังสูง และในบางมุมการ cut loss หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวธุรกิจที่เราลงทุนด้วย ถ้าเราลงทุนหุ้นค้าปลีก, โรงพยาบาล หุ้นพวกนี้กำไรโตได้เรื่อยๆต่อเนื่องจากการขยายสาขาหรือปรับค่ายาและโลกเราเข้าสู่ยุคที่มีคนสูงอายุเพิ่ม ทำให้สัดส่วนประชากรที่ซื้อยาสูงขึ้น หุ้นเหล่านี้จะมีปัจจัยที่ผลกำไรจะตกลงและไม่กลับมาที่เดิมอีกยาก ต่างจากหุ้น commodityหลายประเภท เวลากำไรลดหลายครั้งลดจนขาดทุน และแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว หุ้นเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถกลับมามีกำไรในระดับสูงได้อีกเลย ผมคิดว่าถ้าหุ้นที่เราถืออยู่เป็นประเภท mega trend ว่าในอนาคตกำไรจะโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปหรือจากเหตุผลอื่นๆ ถ้าเราซื้อในราคาไม่แพง หุ้นเหล่านี้ การ cut loss อาจสร้างความผิดพลาดได้สูงเพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็กลับมา แต่ถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรหวือหวาตามข้าว หุ้นแนวนี้ถ้าไม่ cut loss มีโอกาสเสียหายหนัก ข้อสรุปของผมคือ การจะ cut loss หรือไม่ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้นและเหตุผลว่าตอนซื้อไปคาดหวังอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร

Comments (8)

roe สำคัญอย่างไร

ROE สูงแล้วดีอย่างไร หลายคนอาจจะรู้ว่า ROE สูงหมายถึงผลตอบแทนของบริษัททำได้สูงเมื่อเทียบกับทุน แต่วันนี้ผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มว่า ROE ที่สูงต่อเนื่องนั้นส่งผลต่อ wealth ของผู้ถือหุ้นสูง ยกตัวอย่าง บริษัท มองได้แต่อย่าชอบ มีทุน 1,000ล้าน ทำกำไรได้ปีละ 200ล้าน ดังนั้น ROE จึงเท่ากับ 20% ถ้าบริษัทมองได้แต่อย่าชอบไม่จ่ายปันผลเลย ในปีต่อมา ทุนของบริษัทจะกลายเป็น 1,200ล้าน เพราะ 200ล้านจะเป็นกำไรสะสมของบริษัท ถ้าบริษัทจะรักษา ROE 20% บริษัทจะต้องมีกำไรโต 20% ซึ่งกำไรจะเพิ่มจาก 200ล้านเป็น 240ล้าน ซึ่งจะทำให้บริษัทมี ROE ในปีต่อมาที่ระดับ 20% ผมลองดูหุ้น 20-30 ตัวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถ้าถือระยะยาว เกือบทุกตัวจะมี ROE สูงสม่ำเสมอ ผมไม่แปลกใจเลยเพราะการรักษา ROE ในระดับสูงได้นานๆแสดงว่าการเติบโตของกำไรในระยะยาวจะต้องสูงด้วย และหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรระยะยาวสูงต่อเนื่อง ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ถือหุ้นจะมีความมั่งคั่งสูง แต่การดู ROE ก็ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ก็คือว่าถ้าบริษัทจ่ายปันผล 100% ของกำไรที่บริษัททำได้ แม้บริษัทจะกำไรไม่โต แต่บริษัทก็สามารถรักษา ROE ในระดับสูงได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท รักนะเด็กโง่ มีทุน 2,000ล้าน และมีกำไร 400 ล้าน ก็จะมี ROE 20% ถ้าบริษัทนี้ปันผลออกมาทั้งหมด 400ล้าน ทุนของบริษัทก็จะเท่าเดิมก็คือ 2000 ล้านและถ้าบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมคือ 400ล้าน บริษัทก็จะมี ROE 20%ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าแม้กำไรไม่โต ROE ก็สูงต่อเนื่องได้ ซึ่งผมคิดว่าบริษัทลักษณะนี้ ระยะยาวแล้วผู้ถือหุ้นน่าจะได้อะไรน้อยกว่าบริษัทที่ไม่ปันผลเลยแต่โตปีละ 20% ดังนั้นถ้าเราเห็นหุ้นบางตัวมี ROEสูงต่อเนื่อง แต่เกิดกับบริษัทปันผลออกมาทั้งหมดของกำไรที่ทำได้ แบบนี้หุ้นตัวนี้อาจเข้าข่ายหุ้นที่ธุรกิจถึงอิ่มตัวเลยไม่ต้องนำเงินไปลงทุนเพิ่มก็ได้ นอกจากนี้การดู ROEจะมีหลายคนถกประเด็นเรื่องการก่อหนี้ของบริษัท เนื่องจากถ้าบริษัทก่อหนี้สูงและใช้ทุนต่ำ แม้บริษัทจะมี ROEสูง แต่บริษัทก็ดูมีความเสี่ยงสูง ประเด็นนี้ผมว่าเราต้องดูรายละเอียดเป็น case by case เช่นบางบริษัทมี D/E 0.4 เท่า และขายของเป็นเงินสด บริษัทจะขยายโรงงาน ถ้าดูจาก D/E ratio บริษัทคงจะกู้เงินได้สบายแต่บริษัทกลับเลือกเพิ่มทุน แบบนี้คงไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น เพราะการเพิ่มทุนจะทำให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม ในกรณีนี้แม้บริษัทจะมี D/E ต่ำก็ไม่ถือว่าดี เพราะบริษัทเลือกที่จะไม่กู้ทั้งๆที่กู้ได้ ในทางกลับกันถ้าอีกบริษัท D/E 0.8เท่า และเลือกจะกู้เพิ่มเพื่อลงทุน ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น 50% D/E ก็กลายเป็น 1.2เท่า ถ้าการขยายกำลังผลิตเกิดผลสำเร็จขายของได้ดี กำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นและทำให้ ROEสูงขึ้น ในกรณีนี้แม้ ROEสูง จากการเพิ่ม debt แต่ก็ถือว่าดีกว่าบริษัทแรกที่เลือกเพิ่มทุนทั้งๆที่กู้ได้ ถ้าเราจะตัดสินว่าบริษัทหลัง ROEสูงกว่า เพราะ D/Eสูงกว่า และมองว่าหุ้นไม่น่าสนใจเท่าบริษัทแรกเราก็อาจจะหลงประเด็น  เท่าที่ผมรวบรวมข้อมูลของหุ้นที่ฟื้นตัวแรงๆหลังวิกฤติหลายตัว เป็นหุ้นที่ ROEสูง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราเข้าใจว่า ROE ที่สูงส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

คำถามคือ

ROE เท่าไหร่ถึงจะดี

ถ้าเราคิดว่า ROE สูงๆสม่ำเสมอเป็นเรื่องดีแล้ว จะมีคำถามว่าแล้วระดับของ ROE ควรจะเป็นกี่% ผมคิดว่าควรจะมากกว่า 20%ต่อเนื่อง ถามว่าทำไมนั้นก็เพราะ ROE ควรจะมากกว่า WACCซึ่งWACC คือต้นทุนของบริษัทที่เป็นการถัวเฉลี่ยระหว่างส่วนของทุนและเงินกู้ ซึ่งปกติแล้วต้นทุนของบริษัทมักจะอยู่ในระดับ 8-10%โดยเฉลี่ย ถ้าบริษัทมี ROEเพียง 5% เท่ากับว่าต้นทุนของบริษัทสูงกว่าผลตอบแทนที่บริษัททำให้กับผู้ถือหุ้นหรือ WACC>ROE ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ ผู้ถือหุ้นของบริษัทคงแทบไม่ได้อะไรเลย เข้าข่ายเป็นบริษัทประเภท destroy value ซึ่งผมเห็นบริษัทที่มีโครงสร้างลักษณะนี้ ส่วนใหญ่หุ้นจะต่ำ BVเยอะ แล้วคนถือหุ้น 3-5ปี ก็จะแทบไม่ได้กำไร ส่วนใหญ่ขาดทุนด้วยซ้ำ ในทางกลับกันผมคิดว่าถ้าต้นทุนของบริษัทโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8-10% ROEที่สูงกว่าในระยะยาวก็ย่อมต้องสร้าง wealthให้กับผู้ถือหุ้นได้สูงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนตัวผมจะสนใจถ้าหุ้นมี ROEมากกว่า 20%ขึ้นไป เพราะว่ามากกว่าต้นทุนของบริษัทถึงสองเท่า แบบนี้ยิ่งถือนานก็ยิ่งดี

Comments (13)

ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ livermore ของ mangmaoclub

 

ทางห้องสมุดมารวยได้เชิญพี่ mangmaoclub พูดเปิดตัวหนังสือการลงทุนของ livermore และผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำเนินรายการ งานนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย อยากเรียนเชิญเพื่อนๆทุกท่านไปร่วมงานครับ

ผมคิดว่านักลงทุนแนวพื้นฐานก็สามารถไปร่วมงานได้ครับ เนื่องจาก livermore เป็นบุคคลที่เป็นนักเทรดระดับโลกในตำนาน แนวคิดหลายอย่างของเขาดีมาก ซึ่งไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนเราก็สามารถนำหลักการของเขามาประยุกต์ได้ livermore เป็นคนที่มีเรื่องราวน่าเรียนรู้มาก แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครพูดถึง ส่วนใหญ่ทุกคนจะพูดถึงแนวคิดของ บัฟเฟต หรือ ปีเตอร์ ลิน ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่พี่มด แมงเม่าคลับจะมา ล้วงตับ (ไม่ใช่กินตับ) ลิเวอร์มอ ให้ฟังกันครับ สำหรับเพื่อนๆที่เคยมีปัญหาเรื่อง จะเข้าซื้อตรงไหน จะขายราคาไหนดี เพราะชอยขายหมูเหลือเกิน ลองมาฟังกันนะครับ

โดยเพื่อนๆท่านไหนอยากให้มีคำถามอะไร ฝากคำถามไว้ที่ผมในหัวข้อนี้ได้นะครับ เพราะผมจะเป็นผู้ดำเนินรายการในวันนั้นครับ แล้วเจอกันครับ

สถานที่ถ้ามีคนจองเยอะจะเปลี่ยนจากภายในห้องสมุดมารวยไปเป็นห้องโถงนิทรรศการชั้น 1 นะครับ

Comments (15)

Older Posts »