เพื่อนๆคิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ(ระดมความเห็น)

ผมเองได้เจอกับนักลงทุนมากหน้าหลายตาสิ่งที่ผมเจอคือแบบนี้ปีที่แล้วทุกคนคงรู้ว่าเป็นปีที่หุ้น crash ปีที่แล้วผมค่อนข้างโชคดีเล็กน้อยประคองตัวได้คือ ขาดทุน 15% โดยที่ตลาดติดลบเกือบ 50%

ผมได้เจอคนรู้จักหลายคนที่ขาดทุนมากกว่า 50 % ในปีที่แล้วและมีบางท่านที่ขาดทุนมากกว่า 70% ในปีที่แล้ว สิ่งที่ผมอยากถามเพื่อนๆคือ ผมเห็นบางคนปีที่แล้วขาดทุนมากกว่า 50% แต่สามารถกลับไปมี port การลงทุนแบบที่เรียกว่า all time high ได้ภายในเวลาไม่ถึงปี

ยกตัวอย่างคนกลุ่มนี้ที่ผมสัมผัสมานะครับ พี่ yoyo พี่ blueblood พี่ตี๋ picatos แต่หลายคนที่ขาดทุนหนักปีที่แล้วยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน

จริงๆผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมเลยอยากถามความเห็นเพื่อนๆว่า

ท่านคิดว่าคนที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเขามีคุณสมบัติอะไรครับ

และคนอื่นๆที่ยังไม่ฟื้นตัวในปีนี้เป็นเพราะอะไร เพราะกลัวหุ้นไปแล้ว

เพราะหันไปเน้นหุ้นปันผลแล้ว หรือว่าอะไร

ผมเองพอมีคำตอบในใจเบื้องต้นที่ไม่แน่ใจอยากถามความเห็นเพื่อนๆครับ

เผื่อว่าพวกเราจะช่วยกันจับประเด็นว่า skill แบบไหนทำให้ port ฟื้นได้เร็วไงครับ

 ใครตอบโดนใจผมมากสุดเดี่ยวผมมี research fundflow เจ๋งๆผมส่งให้ด้วยนะ อิอิ promotion จาก hongvalue

41 ความเห็น »

  1. อาร์ต said

    อาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะมีระลอก 2 อีกหรือเปล่ามังครับ เลยชะลอไว้ก่อน

  2. ^O-O^ said

    “มีการพูดว่าตีกอล์ฟไปให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

    ปีที่แล้วผมติดลบ 10 %
    ปีนีผมบวกกว่า 150% ครับ
    ผมลองความคิดนี้ปรับใช้กับการ trade อย่างนี้ครับ

    ตอนต้นปี สมสมุติผมมีแค่ 1 เราตั้งเป้าไว้แค่ 5 เราจินตนาการในสิ่งที่แตกต่างออกไป ไม่ต้องสนใจว่าตรรกะเป็นอย่างไร ตั้งเป้าหมายขึ้นมา เรายกเป้าหมายให้มันยากขึ้นได้ คราวนี้ผมบอกว่า 5 น้อยไป ยกไประดับ 10 เลย มันมีตรรกะในนั้นด้วย ถ้าเรามุ่งไปที่ 10 แล้วความคิดที่ระดับ 5 มันน้อยไปเลย ถ้าทำได้ 6 หรือ 7 อย่างนี้มากกว่า 5 อีก เพราะตั้งเป้าไปที่ 10 แต่ถ้าทำไม่ได้ พอร์ตเรายังอยู่เกิน 5 อยู่ดี แต่นั่นไม่สำคัญเลยครับ ที่สำคัญคือ มันทำให้เราเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าทำไมไม่เป็นอย่างที่คิด ตรงนี้ต่างหากครับที่สำคัญอย่างมาก เป้าหมายที่เกินจริงเป็นเรื่องรองไปเลย คนอื่นบอกให้เราตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป้นจริง ผมเราเรามองที่ดวงจันทร์เลยดีกว่า มันเป็นเรื่องจินตนาการ ไม่ใช่เรื่องของตรรกะ ถ้าจินตนการมาก่อน ตรรกะตามมาเอง ตั้งเป้าหมายทีไม่สมจริงอย่างเหลื่อเชื่อ แล้ว invert คิดกลับมาในเชิงปฎิบัติว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าเราบอกตัวเองอย่างนั้น เราต้องเปลี่ยนตัวเองหมด ต้องนั่งดู chart ต่างๆ ตั้งแต่ 6 โมงถึง 4 ทุ่มทุกวัน พอตี 3 ต้องตืนขึ้นมานั่งซ้อมในหัวว่าเราจะเทรดอย่างไร ถ้าต้องการให้ถึงระดับที่เราต้องไปถึง มันต้องเปลี่ยนตัวเอง เกมมันยกระดับขึ้น เราพัฒนา ยกระดับตัวเองไปอีกขั้นด้วย

    อะไรก็เป้นไปได้ทั้งนั้นครับ

    “ในเกมส์กีฬาย่อมมีแพ้หรือชนะ ถ้าเกิดความผิดพลาดในเกมส์การแข่งขัน ต้องลืมเรื่องนั้นทันที แล้วตั้งความหวังขึ้นมาใหม่ และทำให้ได้ เพราะการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่พลาดจะทำให้ไม่ม่สมาธิ ความหวังและความมุ่งมั่นจะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ และถ้าเกิดความผิดพลาด แต่เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี ก็ถือว่าเราชนะใจตนเองได้”

    “หากเราทำผิดพลาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขอให้เรานำเอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นบนเรียนและแรงผลักดันให้เราลุกขึ้นสู่ต่อไป ก่อนจะที่เราจะโยนความผิดพลาดนั้นออกไปให้ไกลๆ ถ้าใจของเราอดทน มุมานะแล้วก็เท่ากับเราชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ถ้าหากเราประสบความสำเร็จในชีวิต นั้นหมายความว่าเราได้ชนะใจของตนเอง ซึ่งเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่”

  3. ^O-O^ said

    คุณสมบัติข้อที่ 2 ครับ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก

    ถาวร วิรัตน์จันทร์ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 2)
    “กอล์ฟมันต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมให้เล่นทั้งชาติก็ไม่ได้”
    – ซ้อมจริงๆ จะไม่มีสิ่งใดมากวนไม่ได้
    ก. บุญชู เรืองกิจ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 1)
    “เวลาซ้อม ห้ามรับโทรศัพท์”
    – การฝึกวงสวิง จะต้องฝึกซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อจำวงสวิงได้
    ข. ถาวร วิรัตน์จันทร์ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 2)
    “กอล์ฟมันต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมให้เล่นทั้งชาติก็ไม่ได้”
    – ในเกมส์กอล์ฟ การฝึกซ้อม เหมือนการปรับโฟกัส กล้องให้ชัด
    ค. ชินรัตน์ ผดุงศิลป์ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 3)
    “300-400 ลูก ชิฟพัดลง…”
    – ในบางจุดการซ้อมต้องละเอียดถึงทฤษฎีแรงลม
    ง. เชาวลิต พลาพล (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 2)
    “ต้องมาซ้อมก่อน เราต้องมาโรญหญ้า โปรยหญ้า ว่าลมแรงขนาดไหน เราต้องเพิ่มเหล็กเข้าไป ทุกอย่างมันเป็นไปได้ ถ้าเราฝึกซ้อมอย่างหนัก
    *ในเกมส์กอล์ฟ ถ้าใจชนะก็ชนะแล้ว และเกมส์ชีวิตก็เหมือนกัน*

    ผมลองปรับเข้ากับการ trade อย่างนี้ครับ

    เราฝึกซ้อมในหัวบ่อยๆ ซ้อมจนเราไม่กลัว ไม่ติ่นเต้นที่จะเทรดหุ้น ใจมันนิ่งเพราะซ้อมในหัวทุกวันอยู่แล้ว ผมคิดเรื่องกาการเทรดทุกเช้าก่อนที่ผมจะเทรดจริง ผมเทรดในหัว เทรดจนสมองมันจำได้ ถ้ามาอย่างเราทำอย่างนั้น เราคิแตรียมแผนไว้หมด เรื่องนี้โลกการลงทุนเขาเรียว่าเป้น decision tree ผมเรียกว่า การจิจนาการซ้อมในหัว ซ้อมจนมันเคยชิน ซ้อมจนเห้นภาพทุกอย่างถ้ามัน มี a แล้วถ้ามันตามด้วย b โอกาสที่จะเกิด c มีแน่ ถ้ามันเกิดจริง มันต้องควบคลุมแรงเต้นหัวใจให้ได้ ผมใส่นาลิกาตรวจวัดแรงเต้นหัวใจตลอด ผมทำได้ไม่ตลอด แต่ถ้าเรากำหนดลมหายใจ มีสติให้มากที่สุด ตัดอารมร์ออกให้มากที่สุด ผมว่าผมทำได้ดีในระดับที่แรงเต้นกลับยไปที่ 50 ได้ เมื่อนั้นผมว่าโอเค เราพร้อมที่จะเข้าไปแข่งขันในเกมการลงทุนนี้ ถ้าแรงเต้นมันไมได้ มองทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องตลก ผมว่ามันช่วยได้ มันทำให้แรงเต้นลดลงได้ทันที เรื่องอย่างนี้ท่านต้องลองกับตัวเอง แล้วหาให้ได้ว่าเรื่องไหนที่ทำท่านนิ่ง ได้ คนเรามันไม่เหมิอนกัน ถ้าเราเทรดในหัวจนชำนายได้ ผมพร้อมที่จะเทรดในเกมการแข่งขันจริงแล้ว เกมมันชนะกันตั้งแต่ก่อนที่เราจะเทรดแล้วครับ เหมือนที่ซุนวูบอก สงครามชนะแพ้ ร็ตั้งแต่ก่อนรบ ผมว่านั่นเป้นปรัชญาที่สุดยอดมาก แล้วเราเห็นคนที่เก่งๆ ทั้งหลายในทุกเอามาใช้ให้เกิดผลที่มหัศจรรย์อย่างมาก
    ผมนึกถึงคุณสมจิตร จงจอหอ เขาบอกว่าก่อนชกทุกครั้ง “ผมจะจินตนาการถึงหน้าคู่ต่อสู้ว่าเขาทำอย่างไรบ้างผมเวที เราจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร โดยการนอนหลับตาคิดถึงภาพการแข่งขันที่เราวาดไว้ ”
    ผมนึกถึง Tiger Woods ที่เขาบอกว่า visualize your shot before you hit the ball

  4. ^O-O^ said

    คุณสมบัติข้อที่ 3 ครับ

    ถาวร วิรัตน์จันทร์ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 2) “แรง… แรง…หัวใจ ควบคุมให้ได้”
    ธรรมนูญ ศรีโรจน์ (ทีมกอล์ฟสิงห์รุ่น 3) “ใจต้องเด็ดขาด… เหมือนมีพลังจิต… เราต้องนิ่ง”

    ผมลองอย่างนี้ครับ ประสาทที่แข็ง มันสำคัยอย่างมาก ถ้าเราเทรด แต่เอาเครืองตรวจวัดชีพจรมาวัด ท่านมีการเต้นของหัวใจเกิน 100 อย่างนี้วันนั้นไม่ต้องเทรด ผเอาเครืองวัดมาตรวจเลย ผมต้องบังคับให้แรงเต้นมันลงไปที่ 40-50 ให้ได้ ไม่อย่างนั้นวันนั้นผมไม่เทรดอย่างเด้ดขาด ถ้าเราซื้อหุ้น 20 ล้าน กับซื้อปาท่องโก๋ 20 บาท แล้วอารมร์ โทนเสียง ความรู้สึกต่างๆ มันต่างกัน อย่างนั้นผมไม่ trade เลย ต้องทำให้การเทรดหุ้นมันนิ่งๆ ไม่ตื่นเต้น แรงเต้นมันต้องต่ำมาก ๆ เดี่ยวนี้มีนาลิกาใส่ที่ข้อมือ มีมือถือวัดแรงเต้นหัวใจแล้ว ผมต้องทำให้ความรู้สุกซื้อหุ้น 20 ล้านเหมือนซื้อปาท่องโก๋ 20 บาทให้ได้ นั่นคือเหตุผลที่การนั่งสมาธิเข้ามาเกี่ยวอย่างมาก

  5. ^O-O^ said

    คุณสมบัติสุดท้ายคือ
    เอาหลายๆ คุณสมบัติมารวมกันจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า lollaparooza ครับ

    “สิ่งดีๆ ที่มีเข้ามาในชีวิตของเรา ล้วนแล้วเป็นผลของการกระทำของเราทั้งสิ้น ที่เราได้เพียรพยายามบากบั่น เหน็ดเหนื่อยกับสิ่งนั้น ทุ่มเทให้สิ่งนั้น เพื่อแลกกับสิ่งดีๆ เข้ามา บ่อยครั้งสิ่งดีๆ อาจจะมาหาเราโดยความบังเอิญ แต่นั่นอาจจะมีโอกาสน้อยมากๆ สู้เราทำด้วยตนเองดีกว่า จะเกิดความภูมิใจแก่ตัวเรา”

    ผมเอา value investing และ reflexivity ผสมกัน ผมต้องขอบคุณแรบไบ Buffett กับ แรบไบ Soros

    ระบบการเทรดที่คิดค้น ใช้ประสบการร์การออกงานขายของตาม event ต่างๆ จนเข้าใจเรื่อง Mr market และ การเกิด critical mass ได้ดีในระดับที่เอามาพัฒนาเป็นระบบ ผมต้องขอบคุณลุกค้าที่ไปเดินตามงานต่างๆ เอา synesthesia ปรับเข้าไปใช้ในระบบการ trade ด้วย ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ให้สิ่งนี้มากับผม ท่านมีเหตุผลของท่านเสมอ ยังมีเรื่อง margin of safety ที่เก็บจากประสบการณ์การเข้าป่ามาปรับใช้กับระบบ ขอบคุณสัตว์ต่างๆ ที่ทำให้ผมต้องตื่นตัวตลอดเวลา

    กราบขอบพระคุณพระพุทธเจ้าสำหรับเรื่องสติ ที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องต่างๆ ว่าเป้นเรื่องภาพมายา A ไม่ใช่ A มาปรับใช้เข้ากับระบบ ได้อย่างลงตัว และเกิดปรากฎการณ์ lollapalooza ในแบบที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเช่นกันครับ นั่นคือเหตุผลที่สมมุติฐาน ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง จุดประสงค์หลักคือไม่ใช่ดูว่าเราผิดหรือถุก มันมีมากกว่านั้น มันทำให้เราเดาไปข้างหน้าอย่างที่พี่นันบอกว่า

    “เดาบ่อยๆ เดียวสัญชาติยาณมันมาเอง” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราต้องมีสมมุติฐานมาใช้เป้นจุดโฟฟัส แล้วว่าสิ่งที่เราคิดมันเป็นตาม a b c d e f หรือปล่าว ผมต้องกล่าวขอบคุณพี่นัน

    ผมลองแบ่งการ trade แบ่งออกเป็น 18 หลุมในแต่ละวัน การแบ่งลักษณะนี้คือการดูดซับสถานการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้ให้ทันความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น หรือ ให้ทันตามกลุ่มอุตสาหกกรม หรือตาม commodity ระบบแบ่งเป็น 18 หลุม ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ หากเกิด A แล้ว จะมี B และ C เกิดขึ้นตามมา ผมคิดว่าการคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเหยะเย้ยถากถางเลย หากแท้จริงแล้ว นี่คิอเคล้ดลับอย่างหนึ่งในความสำเร็จของ trader

    เราต้องเข้าใจเรื่อง Margin of safety เป้นอย่างดี เหมือนที่ท่านบอลบอกว่า

    ” trader trades risks.” ผมมอง risk ตัวนี้ คือ การ เอาตัวรอดให้ได้ ผมต้องกล่าวขอบคุณท่านบอล การบริหารความเสี่ยง มันต้องเก่งกว่าคนอื่น มันต้องเข้าใจเรื่องตัวเองเป็นอย่างดีเลิศ เราต้องยอมรับผิด เมื่อ B ไมได้ตาม A อย่างที่เราคิด เราต้องตดทิ้งทันที เรื่องของ invest first จึงต้องเข้ามีบทบาทสำคัญเพราะด้วยเหตุของ MOS ยอมเสียเมือจำเป้น ตัดอารมรืออกให้หมด เหมือนที่พี่อีโต้บอก

    ” เล่นตามระบบที่วางไว้” ผมต้องขอบคุณพี่อีโต้ ถ้าทำได้ไม่ดี เพราะ a ที่เราคิดเป้น a มันตามด้วย b c d อีกแบบเพราะตลาดมันมีปรากฎการณ์ของ lollaparooza ซึ่งทำให้ 1+ 1 +1+1+1+1+1 ไม่ใช่เท่ากับ 7 เสมอไป มันอาจกลายเป็น 150 หรือ – 75 ก็เป้นไปได้ ถ้าทำไม่ดี ต้องตัดขาดทุนออก แต่เป็นขาดทุนที่น้อยเพราะเรา invest first ทีละน้อยเมื่อเริ่มต้นทุกครั้ง ถ้าเราเป้น trade การยอมรับคำตอบของตลาดเหมือนที่ท่านมัดบอกเป็นสิ่งที่สำคัญ

    “อย่าฝืนตลาดโดยเด็ดขาด” ผมต้องกล่าวขอบคุณท่านมัด

    เหตุผลที่ต้องมีสมมุติฐาน มันทำให้ให้เรามีกลยุทธ์ที่ดูว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร การตั้งสมมุติฐานมันเป็นคิดแบบ invert ซึ่งผมมองว่ามันจำเป็นต่อการคิดแบบ reflexivty เพราะเราต้อง invert สิ่งที่อีกปลายของเชื่อก แต่มันต้องมีวินัยตลอด มันเกี่ยวพันกันหมด มันต้องมี MOS ทางหนีทีไล่ มันต้องมี invest first ถ้ามันไม่มีถ้ามันเป็นไปอย่างทีเราคิดจริงๆ ท่านเสียโอกาสไปแล้ว ความรู้สุกมันต่างกันแบบเทียบไมได้ คนที่มองหุ้น แล้วทำนายไว้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ซื้อ มันต่างกันมาก กับคนที่ทำนายแล้วซื้อ ถ้าทุกคนมีคุณสมบัติแบบ invest first กันหมด ผมคงทำเงินไมได้ครับ ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น จบแล้วครับท่าฮง ^ ^

  6. hongvalue said

    โห สุดยอดจริงๆครับ
    ปีที่แล้วโดนแค่ 10% ปีนี้ + 150%
    เก่งจริงๆ ยอมรับเลยครับ

    เนื้อหาที่เขียนมาก็ดี ผมขอเวลาอ่านทำความเข้าใจก่อนแล้วเดี่ยวมา discuss กันต่อนะครับ

    ส่วนท่านๆอื่นๆก็แชร์ความเห็นเข้ามาได้เรื่อยๆเลยนะครับ

  7. bremner said

    เพราะพวกเค้าไม่เข็ดงัยครับ

    คนที่เข็ดก็จะพ่ายแพ้ และไม่เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ของตนเอง
    ทำให้บางคนลืมเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ตั้งแต่แรก ที่ตั้งใจเข้ามาลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

    ส่วนคนที่ไม่เข็ด ก็จะเรียนรู้ความพ่ายแพ้ของตนเองและระมัดระวังมากขึ้น
    และแน่นอนพวกเค้าไม่ทิ้งความฝันของเค้าไว้ในอากาศ แต่พยายามจะสร้างมันขึ้นมาให้เป็นจริง

  8. hongvalue said

    โห เฮีย bremner ตอบโคตรจิ๊ดได้ใจจริงๆ

    เห็นด้วยเลยครับ

  9. babypex said

    ขอเสริมอีกข้อ ผมคิดว่า ต้องมีความมั่นใจ ในตัวเอง สูง ด้วยอ่ะครับ

    ถ้าไม่มั่นใจในตัวเอง อาจจะหลงทางไปกับสิ่งต่างๆรอบตัวเรา อาจจะทำให้ตัดสินใจพลาดได้มากกว่า

    คนที่มั่นใจในตัวเอง จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า ผมคิดว่างั้นนะ

  10. babypex said

    อ่านข้างบนแล้วชอบท่อนนี้มากครับ

    “สิ่งดีๆ ที่มีเข้ามาในชีวิตของเรา ล้วนแล้วเป็นผลของการกระทำของเราทั้งสิ้น ที่เราได้เพียรพยายามบากบั่น เหน็ดเหนื่อยกับสิ่งนั้น ทุ่มเทให้สิ่งนั้น เพื่อแลกกับสิ่งดีๆ เข้ามา บ่อยครั้งสิ่งดีๆ อาจจะมาหาเราโดยความบังเอิญ แต่นั่นอาจจะมีโอกาสน้อยมากๆ สู้เราทำด้วยตนเองดีกว่า จะเกิดความภูมิใจแก่ตัวเรา”

    สิ่งดีๆที่มาด้วยความบังเอิญ หากเรามัวหลงดีใจอยู่กับมัน อาจจะไม่มีความบังเอิญครั้งที่ 2 อีกก็ได้

  11. hongvalue said

    ^O-O^ บอกว่า
    เป้าหมายที่เกินจริงเป็นเรื่องรองไปเลย คนอื่นบอกให้เราตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป้นจริง ผมเราเรามองที่ดวงจันทร์เลยดีกว่า มันเป็นเรื่องจินตนาการ ไม่ใช่เรื่องของตรรกะ ถ้าจินตนการมาก่อน ตรรกะตามมาเอง ตั้งเป้าหมายทีไม่สมจริงอย่างเหลื่อเชื่อ แล้ว invert คิดกลับมาในเชิงปฎิบัติว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง
    —————————————————————————-

    ฮงตอบ ผมชอบประโยคนี้จังเลยครับ
    เวลาผมได้ยินคนบอกว่ามีเป้าหมายการลงทุนที่ conservative
    จริงๆผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าจริงๆแล้วคนเราต้องตั้งเป้าสูงๆ
    ไว้ก่อนต่างหาก แล้วพยายามหาทางทำให้ได้ดังเป้าหมายนั้น

  12. hongvalue said

    ^O-O^ say
    ผมลองปรับเข้ากับการ trade อย่างนี้ครับ

    เราฝึกซ้อมในหัวบ่อยๆ ซ้อมจนเราไม่กลัว ไม่ติ่นเต้นที่จะเทรดหุ้น ใจมันนิ่งเพราะซ้อมในหัวทุกวันอยู่แล้ว ผมคิดเรื่องกาการเทรดทุกเช้าก่อนที่ผมจะเทรดจริง ผมเทรดในหัว เทรดจนสมองมันจำได้ ถ้ามาอย่างเราทำอย่างนั้น เราคิแตรียมแผนไว้หมด เรื่องนี้โลกการลงทุนเขาเรียว่าเป้น decision tree ผมเรียกว่า การจิจนาการซ้อมในหัว ซ้อมจนมันเคยชิน ซ้อมจนเห้นภาพทุกอย่างถ้ามัน มี a แล้วถ้ามันตามด้วย b โอกาสที่จะเกิด c มีแน่ ถ้ามันเกิดจริง มันต้องควบคลุมแรงเต้นหัวใจให้ได้ ผมใส่นาลิกาตรวจวัดแรงเต้นหัวใจตลอด ผมทำได้ไม่ตลอด แต่ถ้าเรากำหนดลมหายใจ มีสติให้มากที่สุด ตัดอารมร์ออกให้มากที่สุด

    ——————————————————————————-
    ฮงตอบ ผมเคยอ่านการ์ตูนเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียน หลายคนก็จะศึกษาหมัดพิฆาตของคู่แข่ง แล้วพยายามซ้อมชกเงา เสมือนว่าต้องหลบหมัดไม้ตายของคู่แข่งแล้วสวนกลับไปให้ได้ แต่ผมเองก็ไม่เคยคิดออกมาแบบว่าฝึกเทรดหุ้นในหัวแบบนี้มาก่อนเลยครับ
    นั่งอ่านดูแล้วการทำแบบนี้มีประโยชน์เยอะจริงๆครับ

  13. hongvalue said

    ^O-O^ say
    ” เล่นตามระบบที่วางไว้” ผมต้องขอบคุณพี่อีโต้ ถ้าทำได้ไม่ดี เพราะ a ที่เราคิดเป้น a มันตามด้วย b c d อีกแบบเพราะตลาดมันมีปรากฎการณ์ของ lollaparooza ซึ่งทำให้ 1+ 1 +1+1+1+1+1 ไม่ใช่เท่ากับ 7 เสมอไป มันอาจกลายเป็น 150 หรือ – 75 ก็เป้นไปได้ ถ้าทำไม่ดี ต้องตัดขาดทุนออก แต่เป็นขาดทุนที่น้อยเพราะเรา invest first ทีละน้อยเมื่อเริ่มต้นทุกครั้ง ถ้าเราเป้น trade การยอมรับคำตอบของตลาดเหมือนที่ท่านมัดบอกเป็นสิ่งที่สำคัญ

    ——————————————————————————
    ฮงตอบ โทษนะครับท่อนนี้ผมไม่เข้าใจคำว่า lollaparooza ครับ
    มันคืออะไรเหรอครับ

    ป.ล.พี่โหน่งเคยมาลงเรียนกับผมแต่ว่าติดว่าไปเมืองจีนเลยไม่ได้มาเรียน
    แต่ผมว่าความรู้อย่างพี่โหน่งไม่จำเป็นต้องเรียนกับผมหรอกวันไหนเรามา
    นัดเจอกัน แล้วผมเล่าเรื่อง fundflow พี่โหน่งเล่าเรื่อง reflexivity
    แล้วมาช่วยกันคิดว่าพวกเราจะผสมหลักการต่างๆยังไงกันดีกว่าครับ

    ศาสตร์ fundflow มี indi หลายตัวที่ใช้ดูอารมณ์ตลาดได้ส่วน
    reflexivity ใช้ดูกระจกสะท้อนไปมาอีกที
    ถ้ามาประยุกต์ดีๆอาจจะได้หลักการเจ๋งๆก็ได้นะครับ

    ห้ามปฏิเสธผมนา ผมจะส่งจดหมายเชิญไปหลังไมค์นะครับ

  14. hongvalue said

    babypex say
    ขอเสริมอีกข้อ ผมคิดว่า ต้องมีความมั่นใจ ในตัวเอง สูง ด้วยอ่ะครับ

    ถ้าไม่มั่นใจในตัวเอง อาจจะหลงทางไปกับสิ่งต่างๆรอบตัวเรา อาจจะทำให้ตัดสินใจพลาดได้มากกว่า

    คนที่มั่นใจในตัวเอง จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า ผมคิดว่างั้นนะ
    —————————————————————————-
    ฮงตอบ ผมว่าจริงครับ คนลงทุนในหุ้นที่จะ success น่าจะมีความมั่นใจในตัวเอง
    แต่อย่าถึงขนาด overconfidence จะดีที่สุดเลยครับ

  15. densin said

    ตอนปีที่แล้วที่หุ้นตก ไม่แน่ใจว่าพอร์ทลดไปเท่าไหร่เพราะเลิกดูตอนมันลบเกือบ30% แต่ตอนนี้ได้คืนพร้อมอีก1เด้ง
    ลำดับการเปลี่ยนแปลงของพอร์ทมี 3-4ช่วง

    อธิบายแบบ VI
    1. หุ้นที่ถือเดิม PEต่ำอยู่แล้ว เลยลงไม่เยอะเทียบกับตลาด (MOS ช่วย)
    2. เจอหุ้นที่เดิมPEสูงๆตกลงมามากๆ แล้วคิดว่ามันมูลค่าต่ำกว่าหุ้นที่ถืออยู่
    เลยตัดใจขายตัวเก่ามาถือตัวใหม่ (เจอตัวที่ดีกว่าถึงขาย ตามกฏVI)
    พร้อมเอาเงินออมนอกพอร์ทมาอัดเพิ่ม
    3. พอบางกลุ่ม(อสังหา)ราคาพุ่ง ก็ขายบางส่วนมาถือกลุ่มที่มีราคาMOSมากกว่าที่จะขึ้นต่อ

    อธิบายแบบtechniq
    1. เดิมถือหุ้น low beta พอตลาดลง ก็ลงไม่มาก
    2 ย้ายมาถือหุ้น high beta หวังว่าขาขึ้นจะขึ้นมากกว่าตลาด
    3. พอใกล้หมดรอบของกลุ่มที่ราคาพุ่งขึ้น ก็หันมาเล่นกลุ่มที่lag ตลาด

    อธิบายแบบ fundflow
    1. เดิมถือหุ้นที่ฝรั่งไม่ได้เล่น เวลาเงินไหลออก ก็ออกไม่มาก แต่ก็ลงเพราะคนไทยกันเองตกใจ
    2. ย้ายไปถือตัวที่ฝรั่งน่าเข้าเวลาฝรั่งกลับมา
    3. พอกลุ่มที่ฝรั่งเข้าแล้วราคาขึ้นมากแล้ว ก็ขายไปถือตัวที่ฝรั่งน่าจะเข้าเป็นลำดับถัดๆไป

    step 4ยังไม่เกิด…รอต่อไป

  16. hongvalue said

    พี่เด่นช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ
    ว่าปีที่แล้วถือตัวไหนบ้างก่อนตลาด crash พอ
    crash แล้ว switch หุ้นอย่างไรบ้าง

    แล้วปีนี้เล่นหุ้นประมาณไหนบ้าง
    ให้ความสำคัญกับ vi กี่% fundflow กี่% ขอบคุณครับ

    • densin said

      ก่อนตลาดcrash ส่วนใหญ่พี่ถือบริษัทที่ตลาดยังไม่เห็นมูลค่าของมัน
      ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเติบโตที่ตลาดให้ PEต่ำ คุณภาพพอใช้
      มันก็ไม่ถึงขนาดว่าไม่ดีนะ แต่ความแข็งแกร่งไม่ถึงขนาดเกรท A
      ส่วนว่าเป็นตัวไหน ไม่ขอบอกตรงนี้ละกัน เพราะว่าเวปฮงไม่ใบ้หุ้นนิ 😉
      ( ถ้าตลาดรวมอนาคตพุ่งไปไกลๆอาจจะกลับไปถือตัวพวกนั้นอีกรอบ )
      พอตลาดcrashลงมา มันกลายเป็นว่าหุ้นระดับ A ย่อราคาลงมากกว่าหุ้นรองๆซะอีก
      เลยได้โอกาสสลับตัว

      จริงๆแล้วไม่ไดแบ่งว่าต้องใช้ VIกี่% VSกี่% fundflowกี่%
      แต่หาว่าอะไรที่ใช้ทั้งสามตัวตัดสินใจได้ตรงกัน เพื่อความแน่นอน
      – หุ้นที่ต่ำกว่าพื้นฐาน ตอนนั้นไม่ต้องหา รู้สึกว่าทั้งตลาด แต่หาตัวที่เคยผ่านวิกฤติมาแล้วยิ่งดี หรือไม่มีผลกระทบมากนัก ผู้บริหารบอกว่าไม่สะเทือน
      – อะไรที่ราคาหุ้นกลับมาได้เร็วที่สุดในอดีต อะไรลำดับตามมา อะไรที่ราคาผันผวนมากๆเวลาขาขึ้น
      – บริษัทไหนที่ต่างชาติเคยถือเป็นสัดส่วนมากๆ ที่ฝรั่งรู้จักแน่ๆ
      เพราะเมื่อเขาต้องกลับมาก็จะกลับมาเข้าตัวเก่าๆนี่แหละ

      แต่พอมาตอนนี้วันแล้ว เหมือนว่าตอนนั้นไม่เห็นจะต้องคิดอะไร
      เวลาโอกาสทองโผล่มา จิ้มตัวไหนมั่วๆก็รวย (ขนาดN-PARK วันนี้ยังขึ้น)

      ปีที่แล้ว มันเป็นปีของ failure ของตลาด
      – VIก็ failure เรื่องมูลค่าบริษัท ที่ตลาดไม่คิดจะรับรู้
      – Fundflow ก็ failure เพราะmoney gameที่เล่นกันอยู่ดีๆ ต้องเลิกเล่นถอนเงินมหาศาลออกจากgame กลับไปช่วยบริษัทแม่
      – technical เองเท่าที่ไปสัมนาให้เซียนๆฟันธงว่าจะเป็นยังไงต่อ เอาจริงๆก็เจอแต่ failure 🙂
      เวลาขาลง เลยลงไม่มีเหตุผล เวลาหุ้นขึ้นก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน

  17. hongvalue said

    เพื่อนผมมาอ่านบอกว่าชอบที่พี่โหน่งโพสมาก

    เรื่องหวังให้ถึงดวงจันทร์นี้ผมเห็นด้วยเลย

    ผมเคยเจอเสี่ยยักษ์ตัวจริงมาแล้วที่ kimeng วันนั้น

    เสี่ยยักษ์กับเสี่ยปู่พูดตอนเย็นวันศุกร์ ผมฟังๆแล้วรู้สึกได้เลยว่า

    เสี่ยยักษ์มีออร่าอะไรบางอย่างออกมาที่นักลงทุนทั่วไปไม่มี

    ผมชอบที่เขาบอกว่า เขาต้องทำการบ้านหนักมาก

    ทำมากกว่าคนทั่วไปเยอะ jessi livermore เองก็ยังเบื่อที่เวลา

    ไปงานเลี้ยงแล้วคนชอบถามวิธีการรวยจากหุ้นเร็วๆ แต่จริงๆแล้ว

    jessi บอกว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นมันต้องทำการบ้านหนักมากๆเลยนะ

    ผมว่าจริง วันนี้คนส่งของที่บ้านถามว่าจะไปเปิดบัญชีต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไหร่

    ผมบอกว่าแสนนึงก็น่าจะได้แล้วล่ะ

    แล้วเขาถามผมว่า เขาต้องศึกษาเยอะไหม เขาคงไม่มีเวลามานั่งอ่าน research หรืองบอย่างผมหรอก ผมเลยบอกไปว่าแบบนี้ พี่อย่ามาเล่นเลยเสียตังค์เปล่าๆ
    ฝากแบงค์แหละดีแล้วเชื่อผม

    ไม่รู้เขาจะคิดว่าผมกั๊กหรือเปล่า แต่ผมว่าสนามนี้มันต้องสำหรับคนจริงจังเท่านั้น
    ถึงจะรอดอะ

  18. kornjackrit said

    ผมว่าเป็นเพราะพี่ๆแต่ละคนได้ทุ่มเทศึกษา และลงทุนมาระยะเวลาช่วงหนึ่ง
    ทำให้เข้าใจภาวะตลาดและตัวธุรกิจที่แต่ละคนศึกษาเป็นอย่างดี

    ผมว่าคล้ายๆกับการเตรียมพร้อมไว้ก่อน
    รอแต่โอกาสมา(ในที่นี้หมายถึง Crash)
    พี่ๆเหล่านั้นก็จะคว้าไว้ได้

    เหมือนคำพูดของใครสักคนที่บอกว่า
    ” โชค คือ สิ่งที่เกิดจาก โอกาส + ความพร้อม ”

    ดังนั้นถ้าตามความหมายนี้ผมว่าพี่ๆโชคดีคับ ^^

  19. pongo said

    ท่านอื่นๆ ที่ฟื้นเร็วและ all time hi เป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ
    ส่วนนักลงทุนที่ผมรู้จัก คุณสมบัติคือ กลัวในสิ่งที่ไม่รู้ กล้าในสิ่งที่รู้
    มั่นใจในตัวเอง ผิดแล้วยอมรับผิด ฝึกฝีมือไปเรื่อยๆ แล้วจะเก่งเอง
    ง่ายๆ เบสิคๆ นี่แหละ

    ปีที่แล้วผมก็ -40% จริงๆ หุ้นที่ถือน่ะดีอยู่แล้ว แต่ตลาดมันผิดปกติ
    (เพราะขณะนี้หุ้นที่เคยถือก็กลับมา hi กว่าเดิมหมดแล้วมั้ง)

    แต่ขณะนี้ พอร์ตผม +105% ก็ all time hi ไปเรียบร้อยเหมือนกัน
    การวิเคราะห์และเลือกหุ้นก็เหมือนเดิม เน้นหุ้นโตเร็ว upside เยอะ ขนาดกลางๆ
    แต่ผมยังมีความกลัวอยู่ พอร์ตจึงมีเงินสดติดไว้ตลอดประมาณ 10-15%
    เผื่อว่าตลาดมันปรับตัวลงจากการที่หุ้นขึ้นมาตลอด ซึ่งมันจะลงหรือเปล่าก็ไม่รู้

    ผมลอง simulation ภายในใจ ว่าหากผมกลัวน้อยกว่านี้
    (ขายเร็วไป เนื่องจากราคาขึ้นมาจาก bottom เยอะ ไม่ได้ขายเพราะเหตุผล มันเต็มมูลค่า และกล้าซื้อมากกว่านี้ ฮา)
    ผลงานน่าจะดีกว่านี้มาก น่าจะราวๆ 150-200%
    นี่แสดงว่าผมยังต้องฝึกควบคุมความโลภ ความกลัว และวิเคราะห์ในหลายๆ ด้านอีกเยอะ

  20. noooon010 said

    ช่วงนั้นผมก็ลงทุนอย่างที่ฮงทราบแหละครับ
    หาอย่างอื่นทำบ้าง

    แล้วก็ พี่ว่า การลงทุนเป็นศิลปะนะครับ

    พี่ได้กำไร จาก philosophy ของพี่เอง
    ปีนี้ fluke ได้มากกว่า 5 เด้งไปแล้ว
    (ลงทุน 1 บาท ได้กำไร 5 บาท ไม่เห็นเก่งเลย คนลงทุน 10 ล้าน กำไร 1 เด้ง ได้ เป็น 2 ล้าน เก่งกว่าพี่เยอะครับ ^^ )

    ช่วงหลัง ดู foreign board แล้วก็ลงทืนอย่างที่พี่ post ใน vi know how ครับ
    (ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครสนใจ แอบน้อยใจเมื่อหลายเดือนก่อน 555)

    ไปๆมาๆ พี่ว่า เรามีความสุขกับอะไร
    มีความทุกข์กับอะไร

    และเราจะสร้างสิ่งดีๆให้กับ คนรอบข้าง และสังคมอย่างไรครับ

    แต่พี่ว่า มันไม่ได้บอกอะไรเราเลย
    ถ้าเราคิดว่า ได้กำไ กี่ %, กี่เด้ง
    หากเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย(น้องฮงคงเคยอ่านประโยคเหล่านี้แล้ว)

    ส่วนใหญ่พี่รอมันเลิก new low แล้วเก็บ
    (อย่างที่พี่เคย post)

    เป็นกำลังใจให้เสมอครับ

    วันนี้ วันหน้า ไม่มีใครแพ้ใคร
    พี่ว่า ยิ่งเรายิ่งรู้จักคน เราก็ยิ่งรู้จักตัวเราเองครับ

    มีความสุขกับการลงทุนครับ

  21. mprandy said

    เข้ามาอ่าน..
    ชอบความเห็นของทุกท่านครับ ^^

  22. ^O-O^ said

    ตอบท่านฮงเรื่อง lollaparooza ครับ
    ในมุมมองของดนตรีครับ ท่านนี้เก่งครับ
    เริ่มจากดนตรี แล้วส่งไม้ต่อไปสาขาอื่นได้

    เรื่อง : ทิศทางและจังหวะ

    ใครไม่มีจังหวะยกมือขึ้น…

    เราว่าไม่มีหรอก คนที่ไม่มีจังหวะน่ะ

    และคำถามต่อไป จังหวะอะไร?

    มีสาเหตุซ้อนสาเหตุและซ้อนอีกสาเหตุ ที่ทำให้นึกถึงเรื่องจังหวะขึ้นมา

    สาเหตุล่าสุดก็คือรายการคุณพระช่วยที่ออกอากาศวันนี้ ช่วงคุณพระประชันเพลงฮิบ

    มีน้องสาวสองคนประชันขิม พร้อมด้วยวง Tattoo Colors เล่นเพลงซินเดอเรลล่า

    เพลงเพราะได้ใจ วงดนตรีก็เก่ง เพิ่งได้ดูการแสดงของเค้าเป็นครั้งแรก

    เราว่าเป็นวงที่เล่นดนตรีแบบคนรักดนตรีจริง ๆ สัมผัสได้ด้วยใจ

    สังเกตได้จากลีลาการเล่นเอาจริงเอาจัง พร้อมจังหวะและหัวใจที่ใส่เข้าไปในเพลง

    และน่าภูมิใจแทนพ่อแม่ของเด็กสองคน ที่สำหรับเราว่าฝีมือไม่ต่างกันเท่าไร

    แต่คนนึงชนะเพราะเหตุว่า จังหวะดีกว่า

    ฝีมือไม่ต่าง แต่ชนะคะแนนเป็นเอกฉันท์เพราะจังหวะ

    หมายความว่าไง…

    ชอบที่สมาชิกวง Tattoo Colors ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ให้เหตุผลไว้ว่า

    น้องคนที่ชนะ เล่นแล้วทำให้เค้าและสมาชิกวงทุกคนรู้สึกว่าเล่นไปด้วยกัน

    เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่แปลกแยก

    เราเข้าใจว่าทำไม…

    สาเหตุที่สองที่ทำให้นึกถึงจังหวะ ก็คือการเล่นดนตรีร่วมกับชมรมฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    มีโอกาสได้เล่นกับคุณลุงคนหนึ่งซึ่งคงเคยมาเล่นก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่เราเพิ่งมีโอกาสพบเป็นครั้งแรก

    คุณลุงและเราเล่นซอด้วงเหมือนกัน

    คุณลุงสีหนักแน่น เสียงดังฟังชัด และเล่นโดยไม่ต้องอ่านโน้ตได้หลายเพลง

    ครูท่านอื่นๆ แม้จะสีซอเก่งกว่ามาก แต่ถ้าเรามาก็จะไปเล่นอย่างอื่นกัน

    เปิดโอกาสให้เราเล่นไปแบบไม่เขิน คงเพราะอยากให้ซ้อมมากๆ ไม่ต้องคอยเกร็งเวลาครูใส่ลูกเล่นแพรวพราว

    วันแรกที่เจอลุง ก็ตระหนักว่าลุงสีซอเร็วมาก ก้มหน้าก้มตาเอาจริงเอาจัง และมักจะนำจังหวะของวงไปก่อนเสมอ

    และเนื่องจากซอด้วงมีเสียงแหลมดังเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว หน้าที่หลักคือเป็นเครื่องดนตรีนำ จึงสามารถพาเครื่องดนตรีอื่นไปด้วยกันได้ไม่ยาก

    งานนี้ปัญหาจึงเกิด เพราะเพลงไหนเร็ว ลุงยิ่งสีเร็วขึ้นอีก

    บางเพลงมีล้อ คือซอด้วงสีนำหมดก่อน เครื่องดนตรีอื่นจึงเล่นตามซ้ำที่นำไว้

    ลุงก็นำจังหวะปกติไปก่อนครึ่งจังหวะ ทำให้คนนำด้วยกันงง คนตามก็งง

    ยิ่งช่วงไหนมีเล่นเหลื่อมกัน คือซอด้วงนำไปก่อน และเครื่องดนตรีอื่นเล่นตามไปด้วยกันแต่เหลื่อมซ้อนกันครึ่งจังหวะ ยิ่งงงไปกันใหญ่

    เพราะลุงไปแล้วครึ่งจังหวะของเครื่องนำ ลากเอาทุกคนไปด้วยกันหมด

    กลายเป็นมีจังหวะลุง จังหวะนำ และจังหวะตาม ทั้งๆ ที่จริงมีแค่นำกับตาม

    ซึ่งทำให้สับสนเวลาต้องกลับมาจังหวะปกติ

    ตัวลุงเอง แม้จะเล่นเอง งงเองอยู่หลายครั้ง ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาสีต่อไป เต็มกำลังความสามารถ

    เล่นไปเล่นมาได้สองสามเพลงเร็ว ก็ล่ม ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีประวัติเล่นล่มกันมาก่อน

    จนเมื่อเริ่มเล่นใหม่ ครูเอาฉิ่งมาตีดัง ๆ ให้จังหวะ ก็ยังแก้ไม่หาย

    ลุงแกก็สีไล่ควายจนล่มอีก

    สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการแยกย้ายกันไปซ้อมบ้าง ดูรายการคุณพระช่วยบ้าง ดูหอยเชอรี่บ้างตามอัธยาศัย

    แล้วก็นึกถึงตัวเอง ตอนหัดเล่นใหม่ๆ สมัยเด็ก ๆ เป็นสาเหตุที่สามที่ทำให้นึกถึงจังหวะ

    เข้าใจลุง เพราะเคยเป็นอย่างลุงนี่แหละ ตอนนั้นใจคิดอยู่เสมอว่าทำไมเล่นกันไม่ทันใจ

    ทำไมถึงเล่นกันช้าเอื่อยเฉื่อย ไม่คล่องแคล่วกันเลย แล้วก็พยายามสีลากชาวบ้านเขาไป อย่างนี้เด๊ะ

    ยิ่งสีเร็วสีดัง ยิ่งภูมิใจ

    จนครูตั้งฉายาให้ว่า ไอ้สายฟ้าแลบ

    หลงภูมิใจอยู่นาน หัวใจพองโต นึกว่าเล่นเก่งจนได้ฉายา

    แต่เพิ่งเข้าใจก็วันนี้เอง ว่าความจริงครูไม่ได้ชมเลย

    มันเป็นอาการของคนไม่เข้าพวก ของคนไม่รู้จังหวะต่างหาก

    คนไม่รู้จังหวะมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

    มีทั้งคนเก่งและคนไม่เก่งที่ไม่รู้จังหวะ

    คนเก่งที่รู้จังหวะ จะทำอะไรก็จะคอยดู ว่าจะ Synch กับคนอื่นที่จังหวะต่างกันได้ไหม

    ที่สำคัญ เพลงที่เล่น งานที่ทำ มันมีกฎเกณฑ์ มีจังหวะที่เหมาะสมยังไง ก็เล่นก็ทำไปตามนั้น

    งานก็จะไปได้ดี ช้าบ้างเร็วบ้าง แต่ก็มีจังหวะที่เหมาะสมตามคนที่มี ตามเพลงที่เล่น ตามงานที่ทำ

    ไม่ใช่สักแต่ว่าเก่ง ไม่ดูจังหวะใคร เล่นเองได้เร็วก็คาดหวังว่าคนอื่นต้องทำได้เหมือนกัน

    พอไม่ได้อย่างหวัง ก็ตีโพยตีพาย ว่าเพื่อนร่วมวง ว่าวงไม่ดี เล่นแล้วล่ม

    ในขณะที่คนไม่เก่ง แต่รู้จังหวะ ก็จะดูจังหวะคนอื่นในวง

    ถ้ารู้ตัวว่าเล่นไม่ทัน ก็จะไปพยายามซ้อม พัฒนาฝีมือมาเล่นให้ทันเขา

    ไม่ใช่ไม่เก่ง แล้วยังเล่นช้า ลากคนอื่นให้ช้าไปด้วยเป็นเครื่องเล่นเทปถ่านอ่อน

    ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน

    วงดนตรีที่ดี ก็เหมือนกับทีมงานที่ดี

    ถ้าสมาชิกวงต่างรู้จังหวะซึ่งกันและกัน จะเก่งมากน้อยไม่เท่ากัน ก็ไม่ใช่ปัญหา

    ต่อให้เพลงยากแค่ไหน ถ้าตั้งใจซ้อม ตั้งใจแก้ไขข้อบกพร่อง เข้าใจคนอื่นและเข้าใจตนเอง ก็ผ่านไปได้เสมอ

    ทำให้เราเชื่อว่าการเล่นกีฬา เล่นดนตรี เป็นการฝึกจังหวะที่ดี

    เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกแข่งขันกับขีดจำกัดของตัวเองแล้ว

    ยังเป็นการฝึกเรียนรู้และเอาใจใส่เพื่อนร่วมทีมหรือเพื่อนร่วมวงที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันอีกด้วย

    การทำกิจกรรมออกค่าย การเล่นดนตรี การเล่นกีฬา การทำงาน การพัฒนาประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคมไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม มีคนร่วมกลุ่มเดียวกันอีกมากมาย

    คำถามก็คือ แล้วเราเล่นจังหวะเดียวกันไหม ไปทางเดียวกันหรือเปล่า

    ประเทศเราที่ทำท่าหวิดจะล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เรามีจุดหมายร่วมกันไหม

    และถ้ามี เราเล่นจังหวะเดียวกันและไปในทิศทางเดียวกันไหม

    หากจะมองแบบฟิสิกส์

    แต่ละคนต่างมีมวลและความเร่ง (จังหวะ) ไม่เท่ากัน

    ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าและการฝึกฝน

    มวลและความเร่งประกอบกัน ทำให้เกิดแรง

    นั่นหมายความว่าทุกคนมีศักยภาพในการสร้างแรงเหมือนกัน

    จะแรงมากแรงน้อย ก็ต่างกันไป

    พอมีแรงก็สร้างงานได้

    คนที่สร้างงานได้ ก็เหมือนเวกเตอร์ ที่มีทิศทางเป็นของตนเอง

    หากทุกคนในสังคม ไม่ว่าแรงมากแรงน้อย เป็นเวกเตอร์ที่ชี้ไปทางเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกัน

    ผลลัพธ์คือ งานมหาศาลที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน

    แต่หากต่างคนต่างเป็นเวกเตอร์ที่ชี้ไปคนละทิศทาง

    ต่อให้ต่างคนต่างมีแรงมากขนาดไหน ผลลัพธ์ก็ตัดกันเองเป็นศูนย์

    ผลลัพธ์คือ ต่างคนต่างมีแรงมาก ต่างทำงานมาก แต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับสังคม เพราะแรงที่ต่างคนต่างลงไปสูญเปล่า เนื่องจากลบล้างกันเองหมด

    หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายยิ่งขึ้นอีก

    ก็คือ การเอาวัวผอม ๆ สองตัว เทียมเกวียนและลากไปทางเดียวกัน อาจจะช้าแต่ก็ยังไปข้างหน้าได้

    ยิ่งถ้าวัวเดินเข้าจังหวะกัน เกวียนก็แล่นไปไม่ขลุกขลัก ไม่เฉไปเฉมา

    แต่ถ้าเอาวัวยักษ์แรงมากสองตัว เทียมไว้ด้านหน้าเกวียน และด้านหลังเกวียนอย่างละตัว

    ให้ออกแรงดึงเท่าไร เกวียนก็ไม่ไปไหน

    เพราะวัวยักษ์ต่างคนต่างดึงกันไปคนละทาง ไม่ยอมคุยกันก่อน

    แถมบางทีหันกลับมาทะเลาะกัน ขวิดกันเอง เกวียนล้มคว่ำไปก็เป็นได้

    ดังนั้น วงหรือทีมหรือที่ทำงานหรือประเทศ

    ต่อให้มีคนเก่งที่สุดในโลกของแต่ละด้านมารวมกันมากแค่ไหน

    ถ้าไปคนละทาง และ/หรือ เล่นไม่เข้าจังหวะกัน

    เพราะต่างคนต่างว่าข้าเก่ง ข้าจะไปของข้า แบบที่ข้าชอบ

    มิหนำซ้ำ สิ่งที่คนอื่นทำก็ดูไม่ดี ไม่ถูกใจไปหมด เพราะไม่ใช่แบบเดียวกับของตัว

    ต่อให้เล่นให้ตาย ยิ่งพยายามใส่แรงแค่ไหน ก็ล่ม ก็พัง ก็สูญเปล่า

    ในขณะที่คนเก่งของเกวียนเรา เถียงกันแทบเป็นแทบตาย ว่าใครเก่งกว่าใคร และใช้เวลามหาศาลในการพิสูจน์ความเก่งกาจของตัว ดึงกันไปดึงกันมา ไม่ยอมกัน

    เกวียนข้าง ๆ เรา แม้วัวเขาจะแคระแกร็นกว่า ผอมบางกว่า แต่วัวเขาคุยกัน เขาตกลงกันได้ว่าจะพาเกวียนไปทางไหน ก็ยังไปได้ จะเอื่อยจะช้ายังไง ก็ไปถึง

    เช่นเดียวกัน หากวงของเรา คนเก่งเต็มวง แต่เล่นกันคนละจังหวะ ต่างคนต่างไป

    เสียงที่ออกมาก็คงไม่แพ้มลภาวะทางเสียงดี ๆ นี่เอง

    ในขณะที่วงข้าง ๆ มีแต่นักดนตรีฝีมือเด็กประถม

    แต่เขาเล่นพร้อมเพรียงเข้าจังหวะ อยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ของวงที่ตั้งกันไว้

    แม้เสียงเครื่องดนตรีที่ฟังแยกกันจะไม่เพราะที่สุดในโลก แต่เพลงของวงนั้นก็ฟังเพราะจับใจ เพราะความพร้อมเพรียงกันนั้นได้

    แล้วเราอยากเป็นแบบไหน?

    การที่ประเทศไทย ไม่มีกีฬาประเภททีมเก่ง ๆ ไปสู้กับเขาทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร

    เป็นเพราะคนของเราไม่มีความสามารถ? ขาดโอกาส?

    หรือเป็นเพราะเราต่างคนต่างไปและหลงจมอยู่แต่กับความเก่งกาจและจังหวะของตัวเองกันแน่?

    ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่เห็นแปลกอะไร

    จะโชว์เดี่ยว จะเก่ง จะเด่น จะเล่นจังหวะของข้า จะไปทางของข้ากันต่อไป

    ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาถามกันอีก ว่า ทำไมวงของเรา ทีมของเรา ประเทศของเรา ถึงได้ช้ากว่าคนอื่นเขา ทั้ง ๆ ที่เราก็มีคนเก่ง ๆ ตั้งเยอะแยะมากมายไม่น้อยหน้าใคร

    ก็แค่ไปกันคนละทาง และชอบเล่นแต่จังหวะของตัวเอง

    ก็แค่ไม่ชอบถูกควบคุมให้เล่นตามจังหวะตามกฎเกณฑ์ของใคร

    ก็แค่นั้น…

    credit : http://12pm.multiply.com/journal

  23. Green said

    Up and down , It’s normal….
    Mr. Market is crazy enough, we shouldn’t act crazier than him.

  24. hongvalue said

    p’pongo say
    ผมลอง simulation ภายในใจ ว่าหากผมกลัวน้อยกว่านี้
    (ขายเร็วไป เนื่องจากราคาขึ้นมาจาก bottom เยอะ ไม่ได้ขายเพราะเหตุผล มันเต็มมูลค่า และกล้าซื้อมากกว่านี้ ฮา)
    ผลงานน่าจะดีกว่านี้มาก น่าจะราวๆ 150-200%
    นี่แสดงว่าผมยังต้องฝึกควบคุมความโลภ ความกลัว และวิเคราะห์ในหลายๆ ด้านอีกเยอะ

    ——————————————————————————
    ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่ารอบนี้ผมได้ไม่เต็มเม็ดเพราะว่ามีความกลัวค่อนข้างเยอะ
    แต่ผมว่าความกลัวมีเอาไว้ก็ดีนะครับ เพราะว่าพวกเราก็ยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่รู้เลยว่า
    ตกลงเศรษฐกิจจะฟื้นจริงเปล่า สมัยต้มยำกุ้งปี 2542 set ก็เคยขึ้น 100% จาก 200 เศษมา 400 แล้วก็กลับลงไปเยอะมากๆ pattern ของที่ usa ก็ไม่เคยมีครั้งไหนปีเดียวจบอยู่แล้วนิ

    ช่วงนี้มีความกลัวผมว่าไม่เสียหายนะครับ แต่ถ้ารู้สึกเสียดายที่ก่อนหน้านี้กลัวมากไปหน่อยอันนี้ผมก็เป็นครับ

    555555555555555

  25. hongvalue said

    คุณ green ผมเห็นมีโพสเรื่อง qe ใน tvi นี้ครับ
    คุณ green มองว่าอย่างไรบ้างครับถ้า fed หยุดทำ qe
    แล้วจะเกิดผลอย่างไรต่อไปบ้าง

  26. Yingyos said

    “การรู้จักตัวเอง”

    เมื่อผมรู้ว่าผมไม่ชนะในเกมส์นี้แน่ หน้าไพ่ออกมาเน่ามากๆ ผมหมอบ
    ผมไม่ไปนั่งบลั๊ฟคนอื่น ไม่ไปวัดดวงข้างหน้า หมอบเลยเห็นๆ ตรงนี้ดีกว่า

    แต่เมื่อไหร่ที่ผมได้สเตรทหรือฟูล จะมีกี่รูปแบบกันที่ชนะผมได้
    ผมเกทับหมดหน้าตัก

    แค่รู้จักตัวเอง ว่าเรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน พลาดก็ยอมรับว่าพลาด
    รีบกลับตัวหาทางออก แค่นั้นเอง

  27. สวนหย่อม said

    เข้ามาแซวเรื่อง lollaparooza
    ผมเห็นฮงอ่านเรื่อง ก้าวแรกสู่สังเวียน
    มีไฟต์นึงเป็นชื่อนี้นี่ครับ ลาลาพาลูซา
    (อิปโป กับ เซนโด หรือเปล่า :?)

  28. buck jana said

    ผมเป็นคนนึงคับ ที่ ได้ผลตอบแทน ไม่ได้เลอเลิศอะไร ประมาณ 40% สำหรับปีนี้

    ส่วนปีที่แล้ว ติดลบประมาณ 20% (เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ขาดทุน)

    ถ้าจะถามว่าอะไร ทำให้เราได้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าคนอื่นๆ เหตุผลหลักสำหรับผม ก็คือ พื้นฐานนิสัย ที่เป็นคน conservative มาก หรือจิงๆ ก็คงเป็นเรื่อง ใจ อย่างที่ ดร.โหน่ง ได้บอกไว้

    เสี่ยง เมื่อควรเสี่ยง หลบ เมื่อควรหลบ

    แต่สำหรับผม ไม่เคยกล้าทำสิ่งเหล่านี้ ทั้งๆที่บางครั้งต้องทำ

    ผมมีหุ้นที่ลงทุนแล้ว กำไร 1 เด้งขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 10 ตัว ตั้งแต่ลงทุนมา ทั้งๆที่บางครั้งศึกษาข้อมูลแทบแย่ แต่ก็ไม่เคยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

    แต่การลงทุนแบบนี้ อาจจะเหมาะกับนิสัยผม เพราะได้กินอิ่ม นอนหลับ รู้สึกไม่เครียด

    สันดานแบบนี้ คงดัดยากคับ

    อีกอย่างผมเป็นคนค่อนข้าง low profile ลงทุนคนเดียว คิดคนเดียว อาจเพราะไม่มั่นใจในตัวเองด้วยคับ รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว กลัวโง่ในสายตาคนอื่นๆ

  29. Lin said

    ผมว่าเกี่ยวกับกลยุทธ์ลงทุนครับ

    ถ้ายึดถือให้แม่น อันใดอันหนึ่ง

    เป็นตัวของตัวเองที่สุด และจับยึดวิถีการลงทุนให้ได้

    อย่างตอนหุ้นถูกมาก เป็น VI ควรจะใส่ให้สุด
    คนที่บาดเจ็บตายไปก็มาก แต่ถ้ายังไม่ตายก็ต้องดิ้นเฮือกสุดท้าย

    ดู upside หุ้นทั้งแผง แล้วจัดปรับพอร์ตใหม่

    ตอนที่หุ้นมันสับสนว่าจะลงจาก 400 ไป 200 รึเปล่า ผมว่าทุกคนก็กลัว

    บัฟเฟตกับคนธรรมดาก็ต่างกันตรงนี้แหละ แกนี่ซื้อเอาซื้อเอา
    ซื้ออเมริกานี่แหละ ใจกลางระเบิดเลย

    ผมสังเกตฮงเปลี่ยนไปมาระหว่าง fundflow กับ VI
    ฟังเผิน ๆ เหมือนเข้ากันได้ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าตัวฮงเองรู้คำตอบดีที่สุด

  30. Green said

    Krub khun Hongvi,,, My guess is that Fed will firstly increase interest rate after seeing GDP improvement in many countries. but this is gonna be in slow mode. However, if Fed see any sign of inflation in US, then Fed will immediately issues govt’ Bond to suck up the liquidity….

    But do you know Mr. Soros suggest Fed should also issues bond and increase interest to suck up the liquidity as fast as they inject it…

  31. TPH said

    เข้ามาอ่านแนวคิดของแต่ละคนดี ๆ ทั้งนั้นเลย ของผมตอนนี้ก็กลับมาบวกได้เป็นครั้งแรกแต่ไม่เยอะ 5% จากที่ทนดูสีแดงตั้งแต่ปลายปี 07 เริ่มลงทุนครั้งแรก ปีที่แล้วลบไป 25% ไม่รวมปันผล ต้นปีนี้ไม่ได้ซื้อเพิ่มเลยเพราะว่าต้องเก็นเงินไว้ให้เจ้าตัวเล็กที่จะเข้าโรงเรียนเลยไม่กล้านำเงินไปเสี่ยง แถมยังขายหมูไปนิดหน่อยกะเล่นรอบแต่ดันไม่รู้ว่าเค้เล่นกันยังไง ฮาฮา

    ตอนนี้ก็นั่งทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมถึงอ่านหนังสือเพิ่มเติม พร้อมทั้งเก็บเล็กผสมน้อยจากรายได้ประจำเพื่อเตรียมพร้อมรอโอกาสที่จะมาถึง ถึงแม้ว่าไม่รู้จะต้องรออีกนานหรือเปล่า

    ขอบคุณที่คอยแบ่งปันอยู่เสมอ มีความสุขในการลงทุนและใช้ชีวิตครับ

  32. noooon010 said

    VI ไม่ VI
    ใช้ fund flow / ไม่ใช้ fund flow
    trend follower / ไม่ใช่ trend follwer
    นักเก็งกำไร / ไม่ใช่นักเก็งกำไร
    ฯลฯ

    ผมเห็นหลายคนเถียงเพียงนิยาม – พฤติกรรมการลงทุน

    ผมชอบที่เรามี philosophy การลงทุนของเรา
    ไม่นำเอา สิ่งที่คนอื่นว่าดี(แต่เรายังไม่รู้ว่า ดีกับเราไหม)…มาลงทุนตามคนดัง

    ไปๆมาๆ ผมว่า หนังสือ winning habits of waren buffett & George Soros นี่เจ๋งมากๆนะครับ

    ผมได้หลักการดีๆและนำมา”ประยุกต์”ใช้ได้เยอะเลยครับ

    skill ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
    เลือกหลักการที่เหมาะกับเรา

    และระวัง หลักเกินที่เราอาจนำมาใช้โดยที่มันไม่เหมาะกับเราครับ

    สุดท้ายพี่มักถามตนเองว่า ระยะเวลาลงทุนของพี่นานเท่าไหร่
    และเราแบ่งเงินไว้ใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน

    การลงทุนไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตครับ

    ผมฝาก blog ไว้อ่านเผื่อเบื่อๆ จะเจอสิ่งที่เบื่อกว่าครับ 555

    http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=seina&date=25-07-2009&group=29&gblog=1

    การลงทุนของผมครับ

    มีความสุขกับการลงทุนครับ (^^)

  33. hongvalue said

    Lin

    ผมสังเกตฮงเปลี่ยนไปมาระหว่าง fundflow กับ VI
    ฟังเผิน ๆ เหมือนเข้ากันได้ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าตัวฮงเองรู้คำตอบดีที่สุด

    —————————————————————————-
    ผมคิดว่าบางมุมนั้น fundflow กับ vi เข้ากันได้ครับบางมุมก็ไม่ได้
    ผมเองมีข้อมูลทาง fundflow ย้อนหลังเยอะ แต่ประสบการณ์ trade
    จริงค่อนข้างน้อยครับ
    รวมๆแล้วเท่าที่ใช้มาส่วนใหญ่จะขัดกันซะมากกว่านะครับ
    จริงๆแล้วผมว่า fundflow เป็น option เสริมให้กับนักลงทุนมากกว่านะ
    ไม่ใช่เป็นวิชาหลัก

    ก็เหมือน vi หลายคนที่ดูกราฟแล้วก็เล่น vi ไปด้วยเล่นกราฟไปด้วย
    บางทีก็ขัดกันบางทีก็ไม่ขัดกันอะครับ

  34. hongvalue said

    Green say
    Krub khun Hongvi,,, My guess is that Fed will firstly increase interest rate after seeing GDP improvement in many countries. but this is gonna be in slow mode. However, if Fed see any sign of inflation in US, then Fed will immediately issues govt’ Bond to suck up the liquidity….

    But do you know Mr. Soros suggest Fed should also issues bond and increase interest to suck up the liquidity as fast as they inject it…

    ——————————————————————————-

    เห็นเขาว่ากันว่า fed fund future ยังไม่ขึ้นเท่าไหร่ปะครับ หมายถึงถ้า fed จะขึ้นดอกอย่างน้อยก็อาจจะเป็นปีหน้าซึ่งเงินเฟ้อจริงๆแล้วคงเริ่มมาตั้งแต่ q4 นี้แล้ว
    ถ้าเงินเฟ้อมาปุ๊ปก่อนอื่นจะเกิด negative real fed fund rate ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นชั่วคราว จนกว่า fed จะประกาศขึ้นดอกเบี้ย การขึ้นดอกเบี้ยของ fed น่าจะ hurt ตลาดหุ้นหนักมาก เพราะว่ามีการทำ dollar carry trade ค่อนข้างเยอะ ในเดือนหน้าถ้าวงเงิน qe หมดแล้ว fed ไม่ทำต่อสภาพคล่องก็จะหายไปแล้วส่วนนึงแต่ตราบเท่าที่ดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้ downside ของหุ้นคงไม่เยอะมาก
    ยกเว้นว่าจะเกิด double dip ขึ้นมาหุ้นจะลงแรง

    มุมมองเบื้องต้นของผมก็ประมาณนี้อะครับคุณ green

  35. hongvalue said

    p densin say
    densin

    ปีที่แล้ว มันเป็นปีของ failure ของตลาด
    – VIก็ failure เรื่องมูลค่าบริษัท ที่ตลาดไม่คิดจะรับรู้
    – Fundflow ก็ failure เพราะmoney gameที่เล่นกันอยู่ดีๆ ต้องเลิกเล่นถอนเงินมหาศาลออกจากgame กลับไปช่วยบริษัทแม่
    – technical เองเท่าที่ไปสัมนาให้เซียนๆฟันธงว่าจะเป็นยังไงต่อ เอาจริงๆก็เจอแต่ failure
    เวลาขาลง เลยลงไม่มีเหตุผล เวลาหุ้นขึ้นก็ไม่มีเหตุผลเหมือ

    ——————————————————————————-
    เท่าที่ผมคุยมาปีที่แล้ว technic ล้าง port เร็วมากไม่แน่ใจนักแต่ได้ยินว่า
    set หลุด head and shouder แถว 720
    ผมว่าปีที่แล้วเทคนิคน่าจะชนะตลาดนะครับ

    พวก fundflow พูดยากเพราะว่าปีที่แล้วผมดู fundflow แค่ปลายปี
    ไม่ได้เล่นทั้งปีถ้าพูดถึงชนะตลาดหรือเปล่าคงพูดยาก

    ส่วน vi บางท่านโดนมากกว่า 50% แต่บางท่านก็โดนจิ๊บๆ

    ผมว่าระดับเทพๆของแต่ละแนวน่าจะรอดได้หมดนะครับ
    ถ้าไม่เหมารวมหมด

    แต่เจอปีที่แล้วก็ดีอย่างนะครับ ทำให้ผมสนใจศึกษาหมดทุกอย่างเลย
    fundflow เทคนิค เทรดหุ้น

    ถ้าไม่เจอคงสนใจแต่ vi ครับ

  36. Green said

    Some Updated from Bloomberg krub

    Fed Slows Mortgage Purchases, Sees Stronger Economy (Update3)

    By Craig Torres

    Sept. 23 (Bloomberg) — The Federal Reserve will slow its purchases of mortgage securities, seeking to avoid disrupting the housing market as an economic recovery takes hold.

    “The Committee will gradually slow the pace of these purchases in order to promote a smooth transition in markets and anticipates that they will be executed by the end of the first quarter of 2010,” the Federal Open Market Committee said in a statement today after meeting in Washington. The $1.45 trillion program was scheduled to cease by the end of this year.

    Chairman Ben S. Bernanke and his fellow policy makers indicated for the first time since August 2008 that the economy is accelerating, even as they recommitted to keep their benchmark interest-rate “exceptionally low” for an “extended period.” Today’s statement signals the Fed will maintain its stimulus measures to secure a recovery and reduce unemployment.

    Primary Goal’

    The Fed’s “primary goal is to avoid a shock to the market by suddenly shutting the programs down all at once,” said Christopher Low, chief economist at FTN Financial in New York. As the Fed eases out of purchases, “they’re hoping other buyers will step in to avoid a sudden increase in mortgage rates,” he said.

    Slower Pace

    Tapering off — by reducing weekly purchases and stretching them beyond the end of the year — would have a more muted effect, pushing rates up by at least a quarter of a percentage point, Hooper said before the decision. Officials in August slowed the pace of their Treasury note-buying and considered doing the same with their mortgage-backed security and agency bond purchases, according to the minutes of the meeting.

  37. hongvalue said

    ขอถามพี่โหน่งหน่อยครับ

    ขอซักประวัติหน่อย ทำงานอะไรเหรอครับ
    อายุเท่าไหร่
    เล่นหุ้นมานานหรือยัง

    ทำไมวิสัยทัศน์กับแนวคิดถึงได้สุดยอดขนาดนี้
    วิธีคิดลักษณะนี้ ถ้าจะเรียกว่า อัจฉริยะ ยังได้เลยด้วยซ้ำ
    นะครับเนี้ย

  38. Ake said

    experience teaches them well.a bit like contrarian.

    They all know in long term stock mkt gives highest return.

    Not only know that, They find out other stock, review their knowledge from old book.

    Not just have + attitude.But finding fact also.

  39. Hello there, just became alert to your blog through
    Google, and found that it is truly informative. I am going to watch out for brussels.
    I’ll appreciate if you continue this in future. Numerous people will be benefited from your writing. Cheers!

  40. ยานอนหลับ said

    ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถูก
    สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมปรึกษาการใช้ยานอนหลับ โดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง รับรองคุณภาพสินค้า

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: