มาแชร์ประสบการณ์เพื่อต่อยอดเรียนรู้กัน คนที่ตอบโดนใจที่สุดมีค่าเสียเวลาให้ด้วย

ผมอยากให้คนอ่านบล็อกตอบคำถามดังนี้โดยเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองประกอบ

ค่าเสียเวลาที่ผมจะให้ท่านเพื่อเอาไปต่อยอดลงทุนมี file ดังนี้ คนเขียนเข้ามาเลือกได้ 1 file คนชนะเอาไปให้หมดเลยจะส่งเข้าไปทาง email ที่กรอกเอาไว้ตอน comment มาอย่ากรอกอีเมล์ผิดล่ะครับ

1..file money game เป็น file เปิดตัวหนังสือ money game ของคุณ วิศิษฐ์ที่ห้องสมุดมารวมเมื่อก่อน เนื้อหามีวิธีการดู fundflow การหา driver ของหุ้น การดู unlocking value ซึ่งผมก็ได้ถามคำถามหลายคำถามด้วย รับรองเนื้อหาโคตรเนื้อๆ ใครเป็นแฟน fundflow กับการวิเคราะห์หุ้นสไตล์คุณ วิศิษฐ์ อย่าพลาดนะ อิอิ

2.อันที่สองเป็น file หนังสือ intellingence investor ที่ตลาดหลักทรัพย์มีคนพูด 3 คนพี่เว็บ พี่วิบูลย์ พี่ฉัตรชัย เนื้อ vi พันธ์แท้มีเล่าประสบการณ์ในอดีตของทั้ง 3 ท่านด้วยว่าการลงทุนต้องระวังอะไร ให้ความสำคัญกับอะไรทั้ง 3 คนเป็น vi ระดับแนวหน้าเชียวนาครับ แฟนๆvi ที่ไม่เคยฟัง พลาดได้หรือ

3.อันที่3 file เปิดตัวหนังสือชนะอย่างเต่าของ ด.ร.นิเวศน์ที่ห้องสมุดมารวยเมื่อ 2 ปีก่อนมีเนื้อหาดีๆหลายอย่างเลยครับแฟน vi พลาดได้หรือครับ

4.file wealth building ของ คุณ วิศิษฐ์ พูดในงาน money expo ถึงจะเก่าหน่อยแต่ว่า case study ของการหาหุ้นที่จะขึ้นเยอะๆ โดยดู structural change ที่ยกตัวอย่างของ mpt ,lh (ในอดีตนะ)classic ดีครับและมีแนวคิดการหา story หุ้นและการบริหารความมั่งคั้งเยอะทีเดียวครับ

5.มี file เอกสาร fundflow ที่หายาก เกี่ยวกับ ให้ด้วย file นี้จะมีพูดถึง source of fundflow and asset allocation หลายอย่งงน่าสนใจทีเดียวครับ

 

ใครได้ฟังหมดนี้ ผมรับรองว่าได้ความรู้เยอะมากทีเดียวครับ

 คำถามไม่ยากเลย อยากให้ตอบว่า stock selection ,timing, portfolio management, psychology

 ท่านให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดและให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆรองมาตามลำดับอย่างไรบ้าง

เป็นการตอบ free style และขอให้เล่าจากประสบการณ์การซื้อขายหุ้นจริงของทุกท่านมาด้วยนะครับว่ามี case study อะไรบ้าง

 ขออนุญาตไม่ให้ส่งเมล์มาขอหลังไมค์โดยไม่รวมตอบคำถามนะครับ เพราะมันผิดกติกาครับผมจะไม่ส่งให้ท่านนะครับขอออกตัวก่อนเลย จริงๆทุกคนก็เสียเวลาเขียนแชร์ประสบการณ์เข้ามาทุกคนที่เขียนมาผมจะให้เลือกอันนึงแล้วกันว่าจะเอา file ไหนจาก 5 อันข้างบนคนชนะจะได้หมดทุก file วันที่ 18 ตุลาคมตอนย็นจะประกาศว่าใครเขียนโดนใจที่สุดนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์ความเห็นนะครับส่วนคนที่เก่งแล้วและเคยฟัง file เสียงหมดแล้วก็ถือว่าให้วิทยาทานกับผู้คนแล้วกันนะครับ

54 ความเห็น »

  1. babypex said

    สวัสดีครับฮง

    พอดีแวะเข้ามาอ่านพอดี ขอเริ่มเป็นคนแรกละกัน
    เริ่มเลยนะครับ อาจจะมั่วๆหน่อย ส่วนตัว ผมคิดว่า timeing กับ psychology มันค่อนข้างจะสัมพันธ์กันมากทีเดียว ถ้าจะให้เรียงก็คงเป็น psychology, timing ,stock selection, portfolio management

    ผมบอกโปรไฟล์ประกอบนิดนึง พอร์ทค่อนข้างเล็ก อยากให้พอร์ทโตเร็วๆ แต่ไม่เก็งกำไรรายวัน หรือ เก็งตามข่าวโดยไม่ดูพื้นฐาน
    เหตุผลที่เรียงแบบนี้ก็คือ

    1 psychology ผมคิดว่าหุ้นมันเป็นความเชื่อ หุ้นแย่แค่ไหน แต่คนส่วนใหญ่ เชื่อ ว่ามันจะวิ่ง มันก็จะวิ่งแน่ๆ ผมเลยให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก

    case study ของผมคือ ตอนช่วงต้นปี ที่ ccet ประกาศงดจ่ายปันผล ผมก็คิดว่า ไม่เป็นไร ยังไงเด๋ยวมันก็กลับมา ไม่มีผลเท่าไร
    แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดเช่นนั้น !!! ราคาไหลลงเรื่อยๆ ไม่หยุด แต่สุดท้ายมันก็กลับมา แต่สิ่งที่ผมได้คือ ค่าเสียโอกาส เงินผมถูกดองเค็ม ผมเลยได้บทเรียนว่า การสวนตลาด ไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร

    2 timeing ผมคิดว่า timing เป็นตัวสะท้อน psychology ในข้อแรก เช่น cpf พอราคาเริ่มวิ่งคนก็เริ่มเชื่อ ว่าดีจริงนะ ก็ยิ่งซื้อตาม ราคาก็ยิ่งวิ่ง ดังนั้น timing ในการซื้อหุ้นความความคิดของผมคือ หากมั่นใจ ในข้อมูล และการวิเคราะห์ ของตัวเอง ให้ซื้อได้เลย ถ้าดีจริง เวลาจะเป็นตัวช่วยคุณเอง แต่ถ้าคุณไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์ หรือไม่มีข้อมูลที่เร็วพอ อาจจะต้องยอมซื้อตาม โดยแลกกับ upside ที่น้อยลง (ต้องคำนวนเองว่าคุ้มไหม)

    3 stock selection หลังจากสองข้อด้านบน ก็ลองมาคิดดูว่า ณ เวลานี้ มีหุ้นตัวไหนที่กำลังจะ สะท้อนความเชื่อนั้นบ้าง หรือ ยังให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (ไม่ได้หมายถึงข่าว อย่างเดียว อาจหมายถึงผลกำไร ของบริษัท หรือข้อมูลอื่นๆ) อย่างเช่น ถ้า ณ timing ที่ฝรั่งซื้อหุ้นมากๆ คนก็จะเชื่อว่าจะต้องซื้อบลูชิพ อะไรประมาณนี้ คือ ผมคิดว่า หุ้นทุกตัว มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดของมัน อยู่ที่ว่าเราจับจังหวะของมันได้รึปล่าว

    4 portfolio management ส่วนข้อสุดท้าย ผมอาจจะไม่ค่อยให้น้ำหนักสักเท่าไร เพราะ ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับ ขนาดพอร์ทและสภาพคล่องของหุ้นที่เลือกมากกว่า
    และสำหรับพอร์ทขนาดเล็กก็ไม่ควรถือหุ้นเกิน2-3 ตัวอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไร
    (ปกติผมจะถือหุ้นที่มีนัยยะกับพอร์ท ตัวเดียวหรืออย่างมากสองตัว เพราะจะได้มีพลังในการทำให้พอร์ทโตได้เร็ว อาจจะสงสัยว่าทำแบบนี้ไม่เสี่ยงเกินไปเหรอ แต่ผมคิดว่า การที่เราเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น เราควรทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว หากไม่มั่นใจ เราไม่ควรจะซื้อตั้งแต่แรก สำหรับพอร์ทเล็ก การกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหลายตัวเช่น 5 ตัว ตัวละ 20% ผมว่าไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีสักเท่าไร )

    จบแล้วครับ อาจจะมั่วๆสักหน่อยนะครับ

  2. hongvalue said

    ขอบคุณมากครับ ผมว่าถ้ามีคนมาแชร์แบบนี้เยอะๆจะต้องได้ประโยชน์มากแน่ๆเลย file ข้างบนเลือกอันที่อยากฟังมาได้เลยนะครับจะส่งไปให้ทางเมล์แต่ถ้ามาแชร์เฉยๆก็ขอบคุณในน้ำใจมากนะครับ

  3. hongvalue said

    ผมว่าก็จริงนะครับ portfolio management บางทีก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ port ด้วยเวลาไปเจอคน port อีกแบบใหญ่แล้วอยากจะถือหุ้นให้ได้เยอะๆตัวเท่าเขาแต่เขาถือเพราะข้อจำกัดของ port ก็มี

    แต่นี้ไม่ใช่สัจธรรมนะครับ เป็นความเห็นของผมเฉยๆเพื่อนๆท่านอื่นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สามารถแชร์เหตุผลมาได้นะครับ

  4. Yingyos said

    สำหรับตัวผม มีเรียงลำดับความสำคัญดังนี้ ครับ
    1 timing – จังหวะเวลาเข้าซื้อหุ้นสำคัญสุด เพราะไม่ว่าจะเป็นหุ้นดี หุ้นแย่ ย่อมต้องมีช่วงเวลาทองของมัน ไม่มีหุ้นตัวไหนตกตลอดไปหรือขึ้นตลอดไป ถึงแม้เราจะเลือกหุ้นมาได้ดีแค่ไหน แต่เงินเราอาจจะจมกับมันไปแสนนานเพราะมัน ถ้ามันไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆ มาหนุนให้มัน outperform หลายครั้งที่ผมซื้อหุ้นดีๆ ได้ตามมูลค่าพื้นฐานที่คำนวณ แต่ราคาไม่ไปไหน เพราะตลาดไม่ให้คุณค่ากับหุ้นโนเนมเลย

    แต่ถ้าเข้าถูกจังหวะเวลา ผมยอมซื้อแพงกว่าชาวบ้าน แต่ซื้อแล้วไม่ต้องรอนาน แล้ว take profit ก่อน แล้วหาจังหวะทำรอบดีกว่า

    2 Port management
    ผมขอใช้คำว่า money management เหมาะกว่าสำหรับผม เพราะผมเน้นที่จังหวะ ผมต้องมีการบริการเงินหน้าตักที่ดีพอ ไม่งั้นติดหุ้นหรือต้องคัทลอสบ่อยๆ ก็ไม่ไหว ผมจะเน้นการแบ่งเงินเป็นกองๆ ทยอยเข้าซื้อ ขาย โดยใช้หลัก DCA เข้าช่วย
    เพื่อกระจายความเสี่ยงของ timing ที่พูดถึงด้านบน

    3 stock selection
    อันนี้โดยส่วนตัวเน้นที่หุ้นพื้นฐานดี แต่ไม่ค่อยสนใจว่าจะมีข่าวอะไรมั้ย
    เพราะผมให้ความสำคัญกับกราฟเทคนิคมากกว่า

    4 psychology
    สำคัญน้อยสุดสำหรับผม อารมณ์ตลาดเป็นสิ่งที่คาดเดาลำบาก เป็นนามธรมมมากๆ
    มีรูปแบบที่ซับซ้อนเกินไป แถมบางครั้งเราอ่านผิด เพราะเค้าจงใจให้เราอ่านผิด
    คือถูกสับขาหลอกนั่นเอง .. แต่ถึงยังงั้นผมก้อยังเชื่อที่ว่า “เราต้องโลภเมื่อคนกลัว และควรกลัวเมื่อคนอื่นโลภ” ครับ

    มี case เรื่องจังหวะเวลานิดนึง ผมเคยซื้อๆขายๆ cpall แถวๆ 10-12 บาท
    ทำไงๆ ก้อไม่ทะลุแนวต้าน ผมเลยทิ้งหมดที่ 11.5 เพราะเบื่อรอข่าวขายโลตัส
    แต่พอจังหวะของมันมาถึง ทะลุแนวต้านไปได้ ข่าวดีมาเพียบ ผมกล้าตามที่ 14 บาท
    ซื้อปุ๊บขึ้นเอาๆ แล้วขายผมทำกำไรได้มากกว่าเล่นรอบตอนนั้นเยอะ

    หุ้นตัวอื่นก้อเช่นกัน มีช่วงเวลาทองของมัน เราแค่หามันให้เจอ เตรียมเงินให้พร้อม

    อาจสั้นไปหน่อย เพราะพิมพ์ช้าครับ
    ผมขอรบกวนเอกสารที่เหมาะกับสไตล์ผมหน่อย คือ เอกสารเกี่ยวกับ Fundflow ครับ อันอื่นผ่านมาหมดแล้ว
    ขอบคุณล่วงหน้าครับ

  5. หมีหัวโต said

    สวัสดีครับ น้องฮง

    ของผมให้ลำดับความสำคัญตามนี้

    1. portfolio management
    2. stock selection
    3. timing
    4. psychology

    แต่ก่อน ผมเคยให้ความสำคัญกับ stock selection และ timing มากๆ แต่หลังๆผมให้ความสำคัญกับการจัดสรรพอร์ตการลงทุนมากที่สุดครับ เหตุผลจริงๆแล้วก็สำพันธ์กับตัวอื่นๆ ลองไล่ดูจากตัวที่ผมให้ความสำคัญน้อยที่สุดก่อนละกัน

    4. psychology คนเราทุกคนก็มีเหมือน มีต่างกัน psychology มันเป็นกรอบที่เค้าศึกษามา ถ้าเราเอามา apply กับ มวลชนมันอาจจะให้ความถูกต้องระดับนึงแต่มันก็มี error ระดับนึง ยังไม่นับสัญญาณปลอมทั้งหลายที่ใช้กันในตลาดหุ้น ผมจึงให้ความสำคัญน้อยสุด

    แต่อย่างนึง เราสามารถเอา psychology มาใช้สังเกตตัวเอง บางเวลาเราโลภ เพราะอะไร บางเวลาเรากลัวเพราะอะไร เรากำลัง bias อะไรรึเปล่า

    3. timing ผมเริ่มเล่นหุ้นแนวเทคนิคมาก่อน (ไว้ว่างๆจะเล่าให้เพื่อนๆในนี้ฟังนะครับ) สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ (อาจจะไม่ถูกเสมอไปนะครับ) การจับจังหวะของตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ตัวอย่าง ก็รอบนี้ตั้งแต่ก่อน hamberger crisis

    ไม่คิดว่าหุ้นจะลงแรง หลุดจาก 900 ลงมา
    ไม่คิดว่าหุ้นลงมาเหลือ 600 แล้วจะลงต่อ
    ไม่คิดว่าหุ้นลงมาเหลือ 400 แล้วยังจะลงต่อ
    ไม่คิดว่าหุ้นลงมาเหลือ 3xx แล้วมันจะ rebound
    ไม่คิดว่าหุ้นมันจะทะลุ 500 ขึ้นมา
    ไม่คิดว่าหุ้นมันจะทะลุ 700 ขึ้นมา

    ถ้าคุณมีความคิดข้างบนซักอัน ก็คือจับจังหวะผิด ผมคิดว่ามันยากมากที่จะรู้ ผมเลยให้ความสำคัญกับอันนี้น้อยหน่อย ดูแค่กรอบกว้างๆก็พอ ไม่ไปเครียด หรือเสียเวลากับมันมากเกินไป

    2. stock selection สำคัญครับ เลือกหุ้นถูกตัว ในราคาถูกใจ กำไรบาน เป็นอะไรที่ใครๆก็อยากได้ แต่มันก็ยังไม่ง่ายนะ แต่โอกาสผิดพลาดยังน้อยกว่าการดู timing, psychology

    การเลือกหุ้นเป็นอะไรที่ผมทำอยู่เสมอ โดยเน้นดูพื้นฐาน เก็บหุ้นเข้า/เอาหุ้นออกจาก watch list แล้วรอราคาที่สนใจ

    จากข้างบนทั้งหมด ผมใช้ portfolio management (lite version) ในการบริหารความเสี่ยง และความไม่แน่นอน จำนวนหุ้น คงต้องขึ้นกับขนาดพอร์ต ความรู้ และสภาพจิตใจ ของแต่ละคน แต่ไม่ใช่ว่าปรับพอร์ตบ่อยๆนะครับ แ้ล้วในที่นี้รวมเอาเงินสดเป็นหุ้นตัวนึงด้วย

    ตัวอย่างเช่น
    การเก็บหุ้นบริษัทที่ยังเป็น ? อยู่ จะซื้อตัวนี้ตัวเดียวก็เสี่ยงไป อีกอย่าง ข้อมูลที่เราได้มาจะค่อยๆชี้ว่ามันจะเป็น star หรือ dog เราลงทุนตามความมั่นใจของเรา แล้วปรับเมื่อมีสัญญาณ หรือข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของเรา

    การปรับพอร์ตช่วงที่ตลาด เป็นกระทิงมากๆ หรือ หมีสุดๆ อาจจะถือเงินสดมากขึ้น หรือน้อยลง ตามสภาพตลาด

    การปรับพอร์ต ตามสถานภาพ เช่นบางคนแต่งงานมีครอบครัว ต้องการความมั่นคงมากขึ้น ไม่มีเวลาตามมาก ต้องการสภาพจิตใจที่ดีไม่ต้องคอยลุ้น สุขภาพจิตของครอบครัวที่ดี ต่างๆเหล่านี้ portfolio management ช่วยได้

    อีกเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นข้อดี คือช่วยให้เราคาดคะเนผลตอบแทนได้แม่นยำขึ้น การลงทุนโดยมีเป้าหมายย่อมดีกว่าไม่มี และช่วยให้เราไม่หลงทางครับ

    ขอเป็นไฟล์อันที่สองละกันนะครับ ขอบคุณครับ🙂

  6. hongvalue said

    ส่งไปให้พี่ยิ่งยศ กับพี่หมีหัวโตแล้วนะครับลองเช็กเมล์ดู

    มีคนเมล์มาขอ file หลังไมค์บอกว่าพูดหน้าไมค์ไม่มีความรู้เลยอายที่จะพูด
    ผมว่าคิดมากเกินไปนะ ประสบการณ์ของทุกคนมีค่าหมด แต่ละคนย่อมให้ความสำคัญกับแต่ละอย่างไม่เท่ากันตามที่ตัวเองได้เจอมาผมก็อยากให้นำมาเล่าสู่กันฟัง และแถม file เรือ่งการลงทุนให้คนที่มาเล่าเฉยๆ

    ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่กล้าแสดงออก ผมไม่เข้าใจ คนส่วนใหญ่คิดว่าการแสดงความเห็นโดยที่ตัวเองยังไม่เก่งพอจะทำให้ตัวเองดูโง่ แต่ผมคิดว่าไม่ ผมเคยโพสโง่ๆมาเยอะแล้ว ผมไม่เห็นเคยสนใจเลย สุดท้ายเราจะค่อยๆเก่งขึ้นเองแหละ

    อืม ผมอยากพูดแบบนี้มานานแล้ว

    ใครอยากจะพูดอยากจะเล่าอะไรก็ทำไปเถอะ ชีวิตนี้เกิดมาแค่ครั้งเดียวจะมัวมาแคร์อะไรมากมายครับ อย่าคิดเล็กคิดน้อยเลย เชื่อผมเถอะ

  7. hongvalue said

    อ่าน case study ของแต่ละคนดีๆกันทั้งนั้นเลยครับ

    case cpall นี้เป็นรางวัลแด่ผู้กล้าจริงๆเล่นในกรอบตั้งนานไม่ทะลุซะที
    พอทะลุแล้วตามได้เยอะเลย

    ว่าแต่คนอื่นๆที่อ่านไม่มาเล่าบ้างเหรอครับ
    อุตส่าห์มีค่าเสียเวลาให้ด้วยนา

    อิอิ

  8. SoLid_frOg said

    สำหรับผมนะครับ พี่ฮง

    1. Stock selection ครับ ส่วนตัวแล้วการลงทุนของผมยังเป็นแนว VI ซึ่งผมมองว่า stock selection นี่สำคัญสุดครับ ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่เปิดกว้างและยังมีโอกาสเสมอสำหรับคนที่พยายามค้นและมองหา

    Idol ในการลงทุนของผมคือ Peter Lynch กับพี่โจ ลูกอิสานครับ
    จะเห็นได้ว่าทั้งคู่นั้เป็นเลิศในการเลือกหุ้นจริง ๆ เป็นเรื่องไม่ยากเลยที่หุ้นที่ถูกสองท่านนี้เลือกจะกลายเป็น two-bagger, three-bagger หรือแม้กระทั่ง ten-bagger เช่นเอาง่าย ๆ เลยนะครับ scnyl ที่พี่โจเคยพูดถึงแรก ๆ เมื่อก่อนราคาต่างจากตอนนี้กี่เท่า
    ส่วน Peter Lynch นั้นก็สามารถหาอ่านได้ใน One up on wallstreet กับ Beating the street ได้ครับ
    ส่วนตัวแล้วมองว่าถ้าคิดจะลงทุนในหุ้น การเลือกหุ้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

    2. Timing เรื่องนี้ผมมองเป็นภาพใหญ่นะครับ ไม่ได้มองเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แนวเทคนิค (เพราะผมไม่เชี่ยวเทคนิคครับ) คือ การซื้อหุ้น ถ้ายิ่งเราซื้อได้ราคาถูก แปลว่าเราจะได้ MOS มากขึ้น ถ้าได้กำไร ก็จะกำไรมากขึ้น
    สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดด้วยว่า Mr.market เค้าอารมณ์ดี ขายหุ้นดีในราคาถูกหรือเปล่า จะเห็นได้ว่าเมื่อตลาดขาลงรอบใหญ่ ๆ จะมีหุ้นดี ๆ ราคา discount ให้เราเลือกอย่างกับห้างสรรพสินค้าลดราคาเลยทีเดียว
    ถ้าเรามีความกล้าพอที่จะเลือกลงทุน (แต่แค่พูดมันก็ง่ายครับ ทำจริง ๆ นั้นผมว่ายากกว่าเยอะ)

    ทีผมพูดอย่างนี้ก็เพราะมีแนวโน้มว่าวิกฤติทุกครั้งจะดูเหมือนรุนแรงขึ้นทุกครั้ง แต่…เราควรที่จะมองว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตลาดก็ยังผ่านมาไ้ด้ทุกครั้ง(กระทั่งสงครามโลกยังผ่านมาแล้ว) ดังคำกล่าวที่ว่า
    “This too, shall pass”

    ระยะยาวตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ เพราะฉะนั้นถ้านายตลาดเสนอหุ้่นดีราคาถูกให้เรา เราก็ควรพิจารณาครับ (ถ้าเราซื้อแล้วหุ้่นยังลงอีกก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับผมว่า ไม่มีใครซื้อได้ที่ low เสมอไป แต่ระยะยาวมีแนวโน้มที่ดีครับ)

    3. portfolio management อันนี้ควรจัดการให้เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตเรา โดยเฉพาะคนที่มีพอร์ตเล็ก(อย่างผม) ควรใช้ข้อได้เปรียบของพอร์ตเล็กให้เป็นประโยชน์ เพราะจะสามารถเล่นหุ้่นตัวเล็กได้ เล่นหุ้นไม่มีสภาพคล่อง(ในวันนี้)ได้ สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เพื่อที่จะหวัง upside สูง ๆ

    ส่วนพอร์ตใหญ่ ๆ ก็คงต้องออกแนวหุ้นที่มี DCA มีความมั่นคงสูง เปอร์เซนต์การเติบโตของพอร์ตอาจจะลดลงบ้าง แลกกับความแน่นอนของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอะครับ

    4. psychology ผมว่ามันก็สำคัญและน่าศึกษา แต่ตลาดต้อง mature แล้วพอสมควร แต่สำหรับตลาด emerging อย่างของไทยผมว่ามันโดน manipulate ง่ายเกินไปหน่อยครับ ผู้เล่นรายใหญ่ ๆ สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ไม่ยาก ส่วนผมเวลามีค่อนข้างน้อยก็ focus ไปที่ข้อ 1 กับสองก่อนแล้วกันครับ

    ส่วน case study นี่ผมผ่านประสบการณ์มาน้อยนะครับ แต่พอมีแชร์ให้คนอื่นฟังได้อยู่คือผมทำงานอยู่ที่ TTCL ครับ (ไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือเปล่า ถ้าไม่เหมาะสมลบได้นะครับ) แต่ช่วงที่หุ้นมัน rally ขึ้นมาราว ๆ 70 – 80 % นั้นผมพลาดไป ทั้ง ๆ ที่ผมก็พยายามมองสิ่งใกล้ตัวก่อนแล้ว พยายามหาว่ามีข่าวประมูลโครงการใหม่ ๆ มั้ย มีข่าวดีอะไรต่าง ๆ มั้ย ปรากฎว่าก็ไม่มีข่าวหรือตัวกระตุ้นที่น่าจะมีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นซักเท่าไหร่ เลยผ่านไป ผลสุดท้ายก็แห้วครับ 55+ นี่น่าจะเป็นตัวอย่างด้าน psychology ของมวลชนนะครับ ถ้าความคิดมวลชนไปทางเดียวกันเมื่อไหร่ และสภาพตลาดกับปัจจัยต่าง ๆ พร้อม ผลที่ได้ก็น่าจะเป็นราว ๆ นี้ล่ะครับ

    ปล.ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นมุมมองส่วนตัวครับ อาจผิดพลาดหรือคิดไม่ตรงกับใครได้ครับ

  9. Vilage said

    ผมประสบการณ์น้อยเพิ่งเข้าตลาดได้ปีกว่าขอแชร์เท่าที่ผ่านมานะครับ
    ผมให้ความสำคัญในการลงทุนดังนี้ครับ

    1. stock selection
    ผมให้ความสำคัญมากที่สุดผมมักจะเลือกหุ้นที่เข้าใจและติดตามธุรกิจได้ง่ายไม่ซับซ้อนเกินไปมี PE ในอนาคตอันใกล้ที่ไม่แพงถึงปัจจุบันอาจจะดูว่าแพงแล้วก็ตาม ผมไม่อยากขาดทุนได้กำไรน้อยหน่อยไม่เป็นไรเพราะเวลาขาดทุน50%ต้องทำกำไรถึง100%เพื่อกลับมาที่เดิม

    2. timing
    จริงๆแล้วให้ความสำคัญพอๆกับ stock selection เพราะมันช่วยทำให้เราทำกำไรได้เร็วขึ้นไม่ต้องถือหุ้นนานๆเสียโอกาศไปลงทุนอื่นๆ อันนี้ผมใช้กราฟระยะ1-2เดือนเป็นตัวช่วยเบื้องต้นแล้วดู story ของหุ้นเป็นตัวประกอบ ฐานต้นทุนฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ถ้ามันสูงกว่าราคาปัจุบันและมี story ที่ดีเข้ามาประกอบมันก็คือ cost driver ดีๆนี่เอ็ง

    3. portfolio management
    อันนี้ผมใช้วิธีกระจายความเสี่ยงในหลายๆธุรกิจที่แตกต่างกัน ปรกติผมจะถือหุ้น4-7ตัว weight ตามความมั่นใจตัวไหนมั่นใจมากก็ลงเยอะหน่อยแต่จะไม่ให้เกิน 30% ของ port เพื่อความปลอดภัยผมคิดว่าเราไม่ควรมั่นใจอะไรมากเกินไปความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ

    4. psychology
    ผมให้ความสำคัญน้อยครับ อารมณ์ตลาดระยะสั้นถึงระยะกลางเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้เอาอะไรแน่นอนไม่ได้ผมมักจะลีกเลี่ยงการคาดเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงตามอารมณ์ตลาดแต่ถ้าตลาดมีทิศทางที่รุนแรงชัดเจนทั้งโลกว่าเป็นขาลง(ต้องดูอารมณ์ตลาดเมืองนอกด้วย)ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่กล้าคิดต่างสวนกระแสตลาด เช่นช่วง600มาเป็นุ3xxจุดพออารมณ์ตลาดเปลี่ยนผมก็กลับมาใหม่ที่4XXจุด

    จากวิธีที่ผมเล่ามา เข้าตลาดมาปีกว่าๆทำกำไรได้ประมาณ40-50%ของport

    ผมเป็นคนที่พิมพ์ช้ามากๆแค่นี้ก็ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง
    ไม่ร้ว่าจะพอมีประโยชน์กับคนอื่นๆหรือเปล่า

    สุดท้าย อยากได้fileเสียงท่านเซียนๆทั้งหลายพูดถึงหนังสือ intellingence investor ครับ

  10. hongvalue said

    จะเห็นว่าคำตอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และผมว่าสไตล์การลงทุนแต่ละแนวจะให้น้ำหนักกับแต่ละเรื่องไม่เท่ากันด้วย

    ไม่มีคำตอบที่ถูกและผิด
    แต่ได้ case study เยอะๆจะทำให้ได้เรียนรู้เยอะเลย

    ผมทยอยส่งไฟล์ให้แต่ละคนเข้าเมล์ไปแล้วนะครับ

    อยากให้มีคนมาแชร์ถึง 20 คนจังเลย รออยู่นะครับสำหรับคนที่อ่านแล้วยังไม่ได้มาเล่า

  11. จั้ม said

    ของผมมั่งละกันนะ
    ผมว่าสำหรับผมนี่

    1. psychology ผมว่าไอ้นี่สำคัญสุดนะ เพราะว่าถ้าอารมณ์เราตั้งมั่นอยู่ในเหตุผลล่ะก็ ไอ้ stock selection, timing, management ที่ดี ๆ มันจะมาเองตามที่เราได้ศึกษาค้นคว้ามาน่ะแหละ แต่ถ้าสติเราหลุดจากเหตุผลเมื่อไหร่ ผมว่าศึกษามาดียังไงก็เอามาใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพ

    2. stock selection ถ้าลงทุนระยะยาวผมว่าตัวนี้มีความสำคัญมาก เพราะเหมือนกับว่าเราคาดหวังความเติบโตของมันได้ใกล้เคียงกับความจริงมากแค่ไหน แต่ในระยะสั้นผมว่าบอกอะไรไม่ค่อยได้ เหมือนที่บางบริษัท ทำกำไรดีเป็นวูบ ๆ เจ๊งเป็นวูบ ๆ
    แต่จริง ๆก็ต้องแล้วแต่ความหมายของคำว่า stock selection ของแต่ละคนอีกแหละ บางคนก็บอกว่า ที่เลือกช่วงนี้ก็เพราะมันดีช่วงนี้ไง อะไรแบบนี้ ก็แล้วแต่คนจะมองครับ

    2. timing ผมว่าสำคัญพอ ๆ กับ stock selection นะ ต่างกันที่ว่าสำหรับการลงทุนระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ผมว่ามีความสำคัญมากนะ แต่ถ้ายิ่งลงทุนระยะยาวขึ้น (เป็นสิบปี) ผมว่า timing ไม่น่าจะสำคัญมากไปกว่า stock selection เพราะผลตอบแทนที่ได้ ก็จะวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของมันเอง

    4. portfolio management อันนี้ผมว่าแล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละคน บางคนอาจจะมีวิธีการจัดการพอร์ตที่ต่างกันลิบลับ แต่ผลตอบแทนดีเหมือนๆ กัน ก็ไม่รู้ว่าการจัดการแบบไหนดีแบบไหนไม่ดี ผมว่าอันนี้แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละบุคคลน่ะ คนเก่งบางคนก็ถือหุ้นตัวเดียว บางคนก็ถือหุ้นหลายตัว บางคนยิ่งลงยิ่งซื้อ บางคนซื้อเฉลี่ยขาขึ้นเท่านั้น ก็ว่ากันไป

  12. hongvalue said

    ตอบของพี่จั้มซะหน่อย เห็นเขียนประโยคนี้มา

    timing ผมว่าสำคัญพอ ๆ กับ stock selection นะ ต่างกันที่ว่าสำหรับการลงทุนระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ผมว่ามีความสำคัญมากนะ แต่ถ้ายิ่งลงทุนระยะยาวขึ้น (เป็นสิบปี) ผมว่า timing ไม่น่าจะสำคัญมากไป

    —————————————————————————
    ความเห็นผม อย่าง บัฟเฟต นานๆทีซื้อครั้งนึงซื้อแบบมีนัยยะนะแบบออกมาซ้อปเลยอะ timing ของคนทั่วไปอย่างมากก็ไม่เกิน 1 ปีหรือเปล่าแต่บัฟเฟตรอจังหวะที่ตลาด crash แล้วค่อยซื้อเยอะๆแบบนี้ภาพใหญ่การซื้อขายหุ้นของบัฟเฟตก็เป็น time frame ที่นานกว่าคนอื่นหรือเปล่า
    ไม่มีไรหรอกแต่ผมว่า timing ของคนที่ซื้อขายเร็วกับคนที่รอ mos มหาศาลแล้วค่อยซื้อมันไม่เหมือนกันนะสิ

    ถึงจะระยะยาว 10 ขึ้นไปถ้าไม่ซื้อตอนตลาดแย่มากๆผลตอบแทนการลงทุนก็ไม่ได้เทพมากเพราะจำนวนเท่ามันน้อยลง ไรแบบนี้

    • จั้ม said

      ที่ฮงพูดมาก็ถูกครับ ถ้าต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของมันมาก ๆ timing ก็มีความสำคัญมากครับ

  13. hongvalue said

    เท่าที่อ่านของหลายๆคนดูเหมือนกับ psychology จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างนามธรรม ในการเข้าถึงนะครับมันจับต้องยากกว่า stock selection ที่บอกเราว่าหุ้น พีอีเท่าไหร่ บุคเท่าไหร่ เห็นกันเลย

  14. kornjackrit said

    ขอตอบบ้างนะคับพี่ฮง

    ผมคิดว่าการที่เราจะให้ความสำคัญกับอะไรเป็นอันดัีบแรกและอันดับรองๆลงมา
    ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน และ ลักษณะความชอบส่วนตัว
    และสิ่งที่ตลาดหรือนักลงทุนคนอื่นๆให้ความสำคัญ

    ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนบางท่าน รู้ทั้งรู้ว่าการฝากออมทรัพย์ไม่ใช่
    ทางเลือกที่ดี ในการทำให้เงินลงทุนเติบโตแต่็ก็ยังนิยมฝากเงิน
    ์เป็นสัดส่วนค่อนข้างมากเพราะเพียงเพื่อความสบายใจ

    ส่วนตัวผมเองผมขอให้ความสำคัญเรียงตามลำดับดังนี้ครับ
    1. Portfolio management
    2. Stock selection
    3. Timing
    4. Psychology

    ผมเลือก Portfolio management เป็นลำดับแรก
    เพราะผมคิดว่าการลงทุนมันต้องเป็นระบบ ไม่เช่นนั้นแล้ว
    เราจะไม่สามารถตรวจสอบหรือประเมินได้เลยว่าเราลงทุน
    ได้ดีมากน้อยแค่ไหน มีอะไรที่เราต้องแก้ไขปรับปรุง
    หรือมีอะไรที่เราควรจะทำเิพิ่มเติมบ้าง

    การที่เรามี Portfolio management ที่ดี
    จะช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจลักษณะการลงทุนของตัวเองมากขึ้นด้วย
    และผมเห็นว่าสิ่งนี้มีความสำคัญมากสำหรับตัวผม

    ต่อมาผมคิดว่า Stock selection มีความสำคัญเป็นอันดับสอง
    เพราะผมถือว่าการลงทุนของผม คือ การได้เป็นเจ้าของในบริษัทที่ผมชื่นชอบ สนใจ
    และคิดว่ามันเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทีดี
    และเนื่องจากผมเห็นด้วย และยึดถือกับแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นหลัก
    ดังนั้นผมจึงเลือก ให้่ความสำคัญของ Stock selection ค่อนข้างมาก
    เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว การที่ผมได้ถือหุ้นดีๆในราคาที่สมเหตุสมผลนั้น
    ผลตอบแทนระยะยาวของผมจะต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน

    ประสบการณ์ Stock selection ของผมก็คือหุ้น CPALL ครับ

    ในส่วนของ Timing ผมคิดว่ามีความสำัคัญไมแ่พ้ Stock selection
    เพราะ Timing จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้ได้มากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
    ยกตัวอย่างเช่น ณ ตอนที่ดัชนีประมาณ 380 จุด ถ้าผมซื้อหุ้นและถือมาจนทุกวันนี้
    ผมจะได้ผลตอบแทนเกือบ 100% ซึ่งปกติแล้วถ้าเอาผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยเฉลี่ย
    จะตกประมาณ 10 % ต่อปี ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจะเท่ากับ 100 %
    เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 7 ปี

    ในกรณีจะเห็นว่าถ้าผมมี Timing ที่ถูกต้องผมสามารถจะย่นระยะเวลา
    ที่ผมจะได้ผลตอบแทน 100% ใน 7 ปี มาเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งปี

    อย่างไรก็ตามผมคิดว่า Timing ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผม
    เพราะ Timing ไม่สามารถทดแทนการถือหุ้นที่ยอดเยี่ยมได้
    Timing อาจจะช่วยเพิ่มผลตอบแทน แต่ผมคิดว่านั้นไม่ใช่การลงทุน
    แต่เป็นการหาจังหวะทำกำไรจากภาวะตลาด หรือเรียกได้ว่า
    เป็นการเก็งกำไรมากกว่า

    ปัจจัยต่อมาที่ผมให้ความสำคัญคือ Psychology
    ผมเชื่อว่า Timing และ Psychology น่าจะไปด้วยกันได้
    การที่ผมเข้า Timing ถูกต้องนั่นก็แสดงว่า คนกำลังคิดเห็นว่าหุ้น
    กำลังจะขึ้นหรือลงเหมือนๆกันเป็นส่วนใหญ่

    ดังนั้น Timing กับ Psychology ผมค่อนข้างถือว่ามันมาด้วยกันครับ

    ปล. ไม่รู้ว่าจะตอบถูกใจพี่ฮงหรือเปล่า – -9

  15. McDull said

    สวัสดีครับ คุณฮง

    ความเห็นผมเป็นอย่างนี้ครับ ตามความสำคัญจากมากไปน้อย และยังเป็นตามขั้นตอนด้วยครับว่าทำจาก 1 ไป 4 แล้ววนรอบกลับมาใหม่

    1. Portfolio management
    สำคัญที่สุดเพราะผมว่ามันเป็นหัวข้อเดียวที่ผมมีอำนาจควบคุม 100% และสามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ผมต้องการ

    นี่คือ แผนใหญ่ เป็นภาพรวมของเวลานั้นๆ ว่าผมอยากทำอะไรกับการลงทุน ที่จะมีผลเกี่ยวพันมาถึงชีวิตส่วนตัว
    พอร์ตผมจะมีสัดส่วนที่เป็นหุ้นเติบโตค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีหุ้นพื้นฐานที่โตช้าๆเรื่อยๆประกอบอยู่ด้วย ถ้าอยากได้เงินก้อน อยากพาครอบครัวไปเที่ยว ก็ไปลงกับหุ้นเติบโตเยอะ ปีไหนมีภาระผ่อนรถหนักๆ อยากได้เงินที่เข้ามาตามเวลาสม่ำเสมอมาช่วย ก็เพิ่มสัดส่วนหุ้น defensive ที่มีแนวโน้มปันผลดี หรือกระทั่งถ้าเกิดเจอหุ้นปั่นที่อยากลองแทงหวย จะแทงมากน้อยแค่ไหนถึงจะไม่เจ็บตัว เป็นต้น

    2. Stock selection
    เลือกหุ้นที่มีลักษณะตรงกับที่ผมอยากได้ครับ ไม่ว่าจะด้วยการดูพื้นฐานธุรกิจ วิเคราะห์งบ ดูแนวโน้มปันผล ตามข่าว กางหูแอบฟังคนคุยเรื่องหุ้นที่จะโดนปั่น ฯลฯ ผมว่าติดตามดีแค่ไหนเลือกดีแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ช้วร์ๆ เพราะอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ฉะนั้น ก็ใช้ข้อ 1 มากำหนดสัดส่วนและจำกัดความเสี่ยง (จะลงกีตัว ตัวละกี่% ก็ว่าไป) เช่น คิดว่าหุ้นพื้นเติบโตพื้นฐานดีตัวนี้จะเด้ง จะต้องลงเท่าไหร่ ถึงจะได้เป็นกอบเป็นกำคุ้มค่า แล้วถ้ามันเด้งจริงแต่กลับทิศเพราะวิเคราะห์ผิด ทำให้ต้องคัทลอส เงินตรงนั้นยอมทำบุญไปได้มากแค่ไหน

    3. Timing
    มาดูภาวะอุตสาหกรรม ภาวะตลาดหุ้น ราคา ฯลฯ ครับ ว่าเหมาะสมหรือยัง โดยทั่วไปตรงนี้ขึ้นกับความเห็นมวลชนส่วนใหญ่ เดาใจไม่ถูกจริงๆ ว่าเค้าจะให้หุ้นที่มี story ดีๆ เริ่มวิ่งเมื่อไหร่ บางทีคนพูดกันว่าราคามันยังไม่ต่ำที่สุด แตถ้าผมเห็นว่า MOS หรือ Upside ได้แล้ว ผมก็ซื้อครับ

    4. Psychology หนักแน่นในความเชื่อของเรา นี่คือรู้ทางว่าเมื่อไหร่ เราควรยืนหยัดในความเชื่อของเรา หรือเมื่อไหร่ที่ต้องยอมโอนอ่อนไปตามกระแส เพราะว่ากระแสมันมาแรงจริงๆ

    ขอบคุณครับผม

  16. krisy said

    เดี๋ยวมาแจมนะ ชอบของฟรี อิอิ

  17. krisy said

    สำหรับพี่ ประสบการณ์ในตลาดน้อยมาก เพราะถนัดดูมากกว่าทำ เนื่องจากช่วงแรกเข้าแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ขาดทุนแล้วเข็ด ถ้า comment ซ้ำพี่ไม่ได้ลอกนะคะ เพราะพี่แทบไม่ได้อ่านของท่านอื่น (ออกตัวเอี๊ยด)

    พี่ให้ความสำคัญเรื่อง psychology เป็นอันดับแรก ยกตัวอย่างเรื่อง “เหตุมักจะมาหลังผลเสมอ” ทำตวามเข้าใจเรื่องตรงนี้ไม่ได้ ก็เกิดอาการรู้งี้อยู่เรื่อยไป ซึ่งอาการรู้งี้เนี่ยเป็นแล้วหายยากเสียด้วย ย้ำคิดย้ำทำถึงอะไรเลื่อนลอยที่มันไม่มีวันจะเกิด โห ถ้ารู้ว่าเงินนอกจะไหลเข้านะ ซื้อ xxx ไปตั้งแต่ดัชนี xxx แล้ว ตอนนี้ทั้งพอร์ตคงเป็น xxx แล้ว คนอื่นเค้าได้ทุนคืนรวมกำไรเกือบ 200% กันแล้ว โห เข้าไม่ทัน เจ็บใจ บ่นอะไรสารพัด น้อยอกน้อยใจบุพการีที่ให้เกิดมาแต่ไม่ได้ให้ปัญญามาด้วย

    พี่ว่าเหตุมันจบตั้งแต่ไม่ได้เข้าตอนราคาที่ต้องการแล้ว ทำให้วันนี้ผลก็เป็นอย่างที่เห็น เข้าใจธรรมชาติทำให้สติกลับมาไว เพราะอาการรู้งี้ถ้าเป็นนานแล้วผลข้างเคียงเยอะ ไม่ว่าจะเป็นตาร้อน กระเป๋าแฟบ จิตตก นอนไม่หลับ พูดคนเดียว ทำงานไม่มีสมาธิ และอื่นๆ ดังนั้นเป็นแล้วต้องหายให้ไว พี่เป็นมาหมดแล้วทุกอาการที่บอก อิอิ

    เรื่องต่อมา เทใจให้ portfolio ทั้ง port ภาพใหญ่ภาพย่อย ภาพใหญ่คือสินทรัพย์ทั้งหมด เงินสดเท่าไหร่ เป็นที่ดิน เป็นหุ้นกู้ เป็นหุ้น เป็นทอง เป็น USD เป็นเงินสำรอง เท่าไหร่ พวกนี้มันใช้วางแผน port ภาพย่อย และพอร์ตที่ดีในความเห็นพี่คือมี buffer เสมอเพราะการบริหารที่ดีคือเงินไม่ขาดมือ และไหลไปในทางที่ผลตอบแทนมากที่สุดที่เราทำได้ในสภาวะที่เป็นอยู่ เช่น ตอนนี้พี่เข้าหุ้นไม่ทันแล้ว พี่ก็ไม่เข้า พี่จะเอาเงินไปลงในประกันแทน เพราะได้ภาษีคืนมาและผลตอบแทนหลัง discount แล้วก็ดีกว่าลงในตราสารหนี้ระยะสั้น แถมความเสี่ยงต่ำ ได้สัก 10-20% ปีนี้คืนมา พี่ก็ happy เท่าที่คนตกรถจะทำได้ นอกจากนี้การจัด port ควรให้เหมาะกับนิสัยของเจ้าของเงิน พี่นะตอนนี้ยืดหยุ่นเรื่องงานมาก แปลว่าลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ อิอิ ก็ชอบอิสระ ดังนั้นการซื้อประกันที่เป็น long term ก็ควรหาแบบที่เหมาะสม บางแบบประกันน่ะ พอจ่ายเบี้ยครบก็สามารถเวนคืนได้เลย ได้กำไรนิดหน่อยจากประกัน (ไม่รวมภาษี) แต่ได้เงินก้อนคืนมาเลยสำหรับซื้อประกันลดภาษีในปีถัดไป หรือเงินต่อเงินนั่นเอง แบบนี้ทำให้สถาพคล่องไม่ฝืดมากนัก เพราะประกันกว่าจะได้เงินคืนมันนาน ก็เลือกที่เวนคืนได้ เผื่อหุ้นบูมจะได้เอามาลงหุ้นด้วย อะไรทำนองนี้จ้ะ ส่วนพอร์ตย่อยหรือหุ้น ถ้าพอร์ตใหญ่เงินไม่มาก จะซื้อตัวที่ไม่มี vol ก็จะฝืดเคืองตอนเงินขาดมือ ต้องเลือกให้เหมาะจะได้มีความสุขนะ

    ต่อมาเป็น stock selection เลือกหุ้นแบบเข้าใจก็รู้จังหวะ หรือ timing ไปด้วยอยู่แล้ว พี่ว่าการเลือกหุ้นมาหลัง port management เพราะบางคนอยากเล่น trading อยากลงทุนยาว อยากเล่นรอบ ถ้าทราบความต้องการและสภาพคล่องของเงิน จะเลือกหุ้นได้ตรงจริต พี่คิดว่าการเลือกหุ้นเป็นการซื้ออนาคต เพราะงั้นมันบิดเบือนได้ เราอาจใช้ความรู้ความสามารถในการกรองแต่เราจะไม่รู้เลยว่าตลาดจะรับรู้ความงามของหุ้นเราเมื่อไหร่ แต่ไงพี่ก็มองว่ามันก็สำคัญค่ะ เพราะเลือกแบบไม่มีความรู้ไม่มีหลักการ ก็เหมือนเอาพลาดเอาเงินจริงไปเผาตอนเชงเม้งนั่นแหละ

    ตัวสุดท้าย timing จะเห็นว่าพี่เน้นความสำคัญของหลักความจริงที่พอจะจับต้องได้ คือธรรมชาติของตลาด ต่อมาเป็นการจัด port อันนี้เราควบคุมได้เลยว่าเราอยากได้แบบไหน ต่อมาเป็นการเลือกหุ้นที่เรามีความรู้มากก็ยิ่งเลือกได้ดีได้เหมาะ ส่วน timing อันนี้ควบคุมไม่ได้ เลยเอาไว้หลังสุด อะไรที่ควบคุมไม่ได้ พี่ขี้เกียจกังวลให้เปลืองเวลา จริงอยู่ที่เวลาที่เหมาะเราจะรวยได้ไวมาก แต่อาการรู้งี้มันส่งผลร้ายแรงกับพี่มาก พี่อยากลิขิตจังหวะของพี่ด้วยการเป็นคนเลือก timing ของตัวเองมากกว่า ถ้าเราพึ่ง timing ที่ฟ้าประทานมา พี่กลัวว่าวันนึงเค้าจะเอาคืนไปค่ะ เดินด้วยสองขาพี่เลือกแล้วค่ะ ว่าช้ากว่าแต่พี่สบายใจกว่า

    ส่วน file เสียงเนี่ย เอาตัวไหนดีหล่ะฮง อยากได้หนึ่งกับห้า ฮงเลือกให้พี่แล้วกัน เอาอันแน่นๆหน่อยนะจ้ะ Thanks ja.

  18. krisy said

    เพิ่งมาอ่านของท่านอื่น ขอชมนะว่าคำถามดีมาก

    คำตอบบอกทั้งแนวทางและบอกประสบการณ์เลยของแต่ละท่านเลย

  19. babypex said

    อ๋อ อยากได้ 4กับ 5 อะคับฮง

    ถ้าให้เลือกอันเดียวก็ ขอ 4 ละกันครับ
    ^^

  20. hongvalue said

    โหแต่ละคนตอบดีๆทั้งนั้นเลยครับ
    ขอบคุณน้องกรณ์ครับ คำตอบไม่ต้องเอาให้ถูกใจพี่สิครับ
    ไม่เกี่ยวเลยครับอยากเขียนอะไรก็เขียนมาได้เลยครับ
    จริงๆแล้วแต่ละสไตล์จะให้น้ำหนักกับแต่ละเรื่องไม่เท่ากันอยู่แล้วครับ
    หัวข้อนี้ตั้งขึ้นมาเพราะอยากทำวิจัยข้อมูลอะไรบางอย่างจากประสบการณ์
    จริงๆของคนครับ แต่ให้มาตอบยาวๆก็เกรงใจอยากให้อะไรกลับไปบ้างก็เลย
    ให้ไฟล์ทางการลงทุนครับ

  21. hongvalue said

    สวัสดีครับ คุณ mcdull เห็นโพสเรื่อง irp ในทีวีไอละเอียดมากเลยนะครับ
    ถ้าจะซื้อจะขอคำปรึกษานะครับ

    ความเห็นที่โพสมาอ่านแล้วดีครับ ทำให้เห็นเลยครับว่าแต่ละคนจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่ตอบมาทำให้เห็นตัวอย่างของคนที่ให้ความสำคัญกับ portfolio management มากว่าให้น้ำหนักมากน้อยอย่างไรบ้างเป็นเรื่องที่ดีครับ
    เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพครับ

    ถ้ามีเวลาก็ช่วยเข้ามาคอมเม็นเรื่องอ่านๆเพิ่มเติมด้วยนะครับ

    • McDull said

      แหะๆ irp นี่ตอนนี้ต้องยกนิ้วให้คุณ Skyforever ครับ เธอขยันทำการบ้าน ได้คำตอบเร็วและเนื้อหาแน่น ผมนี่อาศัยลอกอย่างเดียวเลยครับ

      ออกตัวก่อนว่าผมเป็นพวกมวยวัดนะครับ แต่ยินดีถ้าจะได้แชร์ความคิดเห็นกันครับ ปีก่อนนี่ผมก็เชื่อมั่นในบริษัทและในผู้บริหารมากเกินไป สัญญานเตือนหราทั้งในตลาดและกระทั่งในงบ ก็ยัง bias ว่าผู้บริหารเค้าจะโต้คลื่นได้ ผลคือร่วงไม่เป็นท่าเลยครับ เพิ่งจะมาโผล่พ้นน้ำปีนี้เอง

      ขออนุญาติ quote Jim Rohn สำหรับคนที่เน้น Port Management เค้าพูดไว้ประมาณนี้ครับ
      “It’s the setting of the sails that determine the winner – not the wind itself – because the same wind blows on us all.”

      ป.ล. ผมรบกวนขอไฟล์ fund flow นะครับ ต้องมาเอาใจใส่ดูบ้างแล้ว ขอบคุณและบุญรักษาครับผม ^^

  22. hongvalue said

    p ‘ krisy say
    โห ถ้ารู้ว่าเงินนอกจะไหลเข้านะ ซื้อ xxx ไปตั้งแต่ดัชนี xxx แล้ว ตอนนี้ทั้งพอร์ตคงเป็น xxx แล้ว คนอื่นเค้าได้ทุนคืนรวมกำไรเกือบ 200% กันแล้ว โห เข้าไม่ทัน เจ็บใจ บ่นอะไรสารพัด น้อยอกน้อยใจบุพการีที่ให้เกิดมาแต่ไม่ได้ให้ปัญญามาด้วย

    ————————————————————————–
    พูดเวอร์ไปแล้วครับ ผมอยากจะบอกว่าฝีมือการวิเคราะห์งบการเงินของพี่น่ะเป็นระดับต้นๆของวงการไปแล้วครับ ตอนผมเข้าไปอ่านที่พี่โพสเรื่อง makro,bigc ผมอ่านแล้วต้องปริ้นออกมาอ่านหลายรอบเพราะรู้ว่าดีแต่อ่านทีเดียวจับประเด็นได้ไม่หมด ผมว่าพี่อาจจะประสบการณ์ยังไม่เยอะแต่ว่ามีหลักการที่ดีเมื่อมีประสบการณ์มากพอแล้วคงสามารถทำกำไรสูงๆได้ไม่ยากเลยครับ พ่อแม่ให้พี่มาดีแล้วครับเชื่อผม

    เดี่ยวผมจะส่ง file อันที่หนึ่งให้นะครับเพราะอันที่ 5 เคยส่งไปให้แล้วครับ
    ขอบคุณที่มาร่วมแสดงความเห็นครับ

  23. kamol2527 said

    สวัสดีครับคุณฮง
    ผมก็เพิ่งจะเข้าลงทุนได้ไม่นาน ศึกษาได้ไม่เยอะเท่าไร ระยะเวลาที่ผมมีประสบการณ์ก็แค่สามเดือนเท่านั้น ผมจะลองแชความคิดของผมบ้างนะครับ ผมจัดอันดับดังนี้ครับ
    1. portfolio management
    2. stock selection
    3. Psychology
    4. timing
    ที่ผมจัดให้ portfolio management เป็นอันดับแรกนั้นเนื่องจากผมต้องการที่จะมองภาพรวมก่อนว่าผมต้องการที่จะเข้าศึกษาอุตสาหกรรมที่จะเหมาะกับตัวเอง เพื่อที่เข้าถึงข้อมูลและบริหารหุ้นในแต่ละตัวได้เป็นอย่างดี
    โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผมสนใจก็คือ ยารักษาโรค อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ปัจจัยสี่ นั่นเอง เนื่องจากผมคิดว่ายังไงว่าทุกคนก็ต้องการปัจจัยสี่ เพราะฉะนั้นใน portfolio จะมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่เป็นหลัก โดยผมก็จะเลือกโฟกัสบริษัทที่ผมสนใจเป็นรายตัวไป ทำให้ stock selection เข้ามาเป็นอันดับที่สอง โดยผมก็จะดูพื้นฐานที่ดีของบริษัท และเลือกที่จะลงทุนยาวๆกับบริษัทนั้นๆไปเลย เพราะตัวจุดประสงค์ของผมในการลงทุน ผมขอแค่ต้องการให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยฝาก ผมไม่ได้ต้องการไรรวดเร็วทันใจเลือกลงทุนในกลุ่มที่เสี่ยง โดยจังหวะการลงทุนของผมก็จะเลือกในช่วงที่ถูกกว่าความเป็นจริงซึ่ง อาจเกิดไม่บ่อยครั้งนัก ผมจึงเลือก Psychology และต่อมาคือ timing เพราะผมคิดว่าจิตวิทยาในช่วงนั้นคิดว่ามันไม่ดีมันก็จะโอกาสในช่วงเวลานั้นซื้อหุ้นที่ถุกกว่าความเป็นจริงได้

  24. hongvalue said

    คนที่เขียนเข้ามาที่ยังไม่ได้ขอไฟล์สามารถขอได้ 1 ไฟล์นะครับ

  25. hongvalue said

    คุณ kamol2527 เน้นกลุ่มที่เป็นของใช้ที่จำเป็นนี้เอง

  26. richinvest22 said

    สวัสดีครับคุณฮง
    คำถามของคุณฮงช่วยกระตุ้นให้ผมคิดกลั่นกรองหาเหตุผลได้ดีทีเดียวครับ จริงๆผมเองก็มีประสบการณ์ไม่มากนะครับ เพราะเพิ่งลงทุนในตลาดหุ้นมาได้ปีกว่าๆเท่านั้นเองครับ ขอมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ

    สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ขอเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้ครับ
    1) timing
    ผมคิดว่าจังหวะเวลาในการซื้อหุ้นมีความสำคัญมากที่สุดครับ อย่างช่วงเกิดวิกฤตซัพไพร์มเมื่อปีที่แล้ว ผมเพิ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสตลาดหุ้น แต่ดันไปซื้อผิดจังหวะครับ หุ้นยิ่งลงและเรายิ่งซื้อ ซื้อจนเงินในพอร์ทหมดและผมดันไปถอนเงินจากธนาคารเพื่อมาเติมในพอร์ทหุ้นอีก ขาดทุนมากมายครับ เพราะหุ้นลงเรื่อยๆ ผมเข้าซื้อช่วงเจ็ดร้อยกว่าจุดครับ มันเป็นบทเรียนที่ดีกับผมมากทีเดียว ถ้าเราไม่รู้จักจังหวะในการซื้อหุ้น ต่อให้หุ้นที่เราคิดว่าดีแค่ไหน ถ้าเราดันไปซื้อจังหวะขาลง ยังไงมันก็ลงต่อเรื่อยๆได้ครับ ส่วนถ้าจังหวะหุ้นขึ้น เราเองก็ไม่ควรรีบขายเช่นเดียวกันครับ ควรปล่อยให้กำไรในพอร์ทของเราเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆครับ

    2) stock selection
    ผมเชื่อว่าการเลือกหุ้นมีความสำคัญรองลงมาครับ ผมเชื่อว่า ถ้าเราเลือกหุ้นดี มีพื้นฐานและปัจจัยต่างๆดี ถึงแม้มันจะมีช่วงที่ราคาตกลงไปบ้าง แต่สุดท้ายมันจะสามารถกลับมายืนได้ที่ราคาเหมาะสมของมันครับ

    3) Port management
    ผมคิดว่า การจัดการพอร์ทมีความสำคัญต่อจากการเลือกหุ้นครับ อย่างถ้าช่วงจังหวะหุ้นขึ้น เราเองก็ควรจะมีหุ้นในพอร์ทมากๆ มากกว่าเงินสด ในขณะที่หุ้นกำลังลง เราเองก็ควรถือเงินสดมากกว่าหุ้นครับ เพื่อว่าเวลาหุ้นลงไปมากๆเราจะได้ไม่ติดหุ้นและมีเงินซื้อหุ้นได้จำนวนเพิ่มมากขึ้นครับ

    4) psychology
    เรื่องจิตวิทยาผมว่า มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ในความคิดผม ผมคิดว่ามีความสำคัญน้อยที่สุดครับ ถ้าเราคิดจะเป็นนักลงทุนจริงๆแล้ว เราจะมัวไปสนอารมณ์ของตลาดนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมคาดเดาอารมณ์ตลาดไม่เก่งครับ

    ส่วนเอกสารผมขอข้อห้านะครับ file เอกสาร fundflow ที่หายาก ผมอยากเก่งเรื่องนี้เหมือนคุณฮงมากเลยครับ คุณฮงเป็นไอดอลคนนึงในการลงทุนของผมเหมือนกัน แต่เสียดายยังไม่ได้มีโอกาสไปสัมนากับคุณฮงเลยครับ

  27. hongvalue said

    สวัสดีครับ คุณ richinvest22 ขอบคุณที่มาแสดงความเห็นครับ
    ผมส่ง file ไปให้แล้วนะครับ มีข้อความอะไรที่ส่งไปให้เล็กน้อย
    อย่าลืมอ่านล่ะ

    ว่าแต่ชื่อนี้ไม่เคยเห็นจากที่ไหนเลย มาจากพันทิพย์ปะครับ

  28. Lin said

    บล็อคนี้สนุกดีครับ

    ทบทวนตัวเองแล้ว …..

    Stock selection น่าจะเหมาะที่สุดที่เ็ป็นอันดับแรก
    สไตล์ที่ชอบเลือกหุ้น วิเคราะห์หุ้นทั้งทาง qualitative, quantitative มองภาพใหญ่ ๆ ถ้าเอาช่วงอดีต เคยซื้อ CPN 7 บาท MINT 4 บาท BIGC 15-16 บาท CPALL 5 บาท SCNYL 70 บาท เหตุผลที่ซื้อ หรือ สิ่งที่ทำให้มีจุดเด่นเรื่องการมองภาพใหญ่ คงเพราะการชอบอ่านหนังสือต่างประเทศ และเดินทางต่างประเทศบ่อย การเห็นโลกกว้าง ก็ทำให้เราถนัดเรื่องการจินตนาการ และมองอนาคต ส่วนภาพเล็กเรื่องการวิเคราะห์พื้นฐานกิจการ ได้ติดตามพี่ใน Thaivi กับหนังสือหลายเล่มของไทย ที่อธิบายได้ดีเกินคำบรรยาย

    Physocholoy น่าจะเหมาะที่เป็นอันดับสอง
    ไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจจิตวิทยาของตลาด แต่เข้าใจจิตวิทยาของตัวเอง
    ผมมองเห็นว่าตัวเองกลัวอยู่ ตัวเองเริ่มโลภ แต่ไม่สุดยอดขนาดที่จะเข้าซื้อหนักช่วง Q1/09 ได้ แต่ก็มีความอึดที่จะถือเป็นเจ้าของ

    ความไม่สุดยอดตรงนี้แหละ คือความต่าง คือสิ่งที่ไม่เจ๋งพอจนสามารถตีแตกได้
    และก็เพราะความกลาง ๆ นี่แหละหุ้นสุดยอดที่เรามองทะลุ ก็ไม่สามารถกล้าที่จะซื้อแบบมาก ๆ ได้ คิดว่าประสบการณ์จะสั่งสอนให้ตัวนี้เข้มแข็งขึ้น

    Portfolio Management น่าจะเป็นอันดับสาม
    การจัดการพอร์ตมีข้อจำกัดตอนปลายปีที่แล้ว เพราะราคาหุ้นตกกันเกือบหมด การสลับโยกพอร์ตก็ทำได้จำกัด ถ้ามี cash มากกว่านี้ คงทำได้ดีกว่านี้ ผมถือเงินสดไว้ “บ้าง” แต่ถ้าจะเจ๋ง ผมเชื่อว่าจะต้องสลับพอร์ตหุ้นกับเงินสดได้ในระดับ 50% – 120% ได้

    ส่วนการปรับพอร์ต ผมเชื่อว่าคนที่มีพอร์ตขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ก็จะมีหน้าตาพอร์ตที่ต่างกัน ปัจจุบันผมค่อย ๆ เลิกถือหุ้นเล็ก ด้วยหลาย ๆ สาเหตุ และ size ของพอร์ตก็เป็นเหตุผลหนึ่ง เลิกถือหุ้นคุณภาพกลาง ๆ เป็นคุณภาพสูง ๆ เพราะวิกฤตที่ทำให้ซื้อหุ้นดีเป็นเหตุผลหนึ่ง เลิกถือหุ้น Value มาไว้หุ้น Growth มาก เพราะวงจรเศรษฐกิจเป็นเหตุผลหนึ่ง ฯลฯ

    Timing เป็นสิ่งที่มองว่าสำคัญหรือเก่งน้อยที่สุด
    ถ้าบริหารพอร์ตดี ๆ เก่งเลือกหุ้น เก่งเรื่องจิตวิทยาลงทุน เรื่องนี้แทบไม่สำคัญ

    เพราะทุกครั้งที่หุ้นตก Timing มา คุณก็จะกล้าที่จะซื้อมากๆ และมีเงินสดที่จะซื้อ ผมว่า Buffet ไม่ได้เก่งเรื่อง Timing แต่เค้าพร้อมมากกว่า

    โอกาสจะเปิดให้กับคนที่พร้อมเท่านั้น

    เอาไว้ผมกลับจากอินเดีย 26 ต.ค. จะอ่านต่อนะครับ

  29. kamol2527 said

    ผมขอไฟล์ที่ 5 ที่เกี่ยวกับ fund flow อะครับ

  30. watsport11 said

    มาร่วมแชร์อีกคน แต่ออกตัวไว้ก่อนลงทุนมาไม่นาน 2 ปีกว่า เริ่มเลยแล้วกัน ตอนเริ่มต้นลงทุนใหม่ ๆ จะเริ่มมองหุ้นจาก stock selection มาเป็นอันดับแรก เน้นหุ้นพื้นฐานดี และปันผลสูง รวมทั้งซื้อหุ้นตามเซียน ไม่ค่อยคำนึงเรื่อง timing, portfolio management, psychology
    แต่หลังจากเจอวิกฤติ เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองใหม่ เปิดโลกทัศน์มองมุมกว้างมากยิ่งขึ้น ค้นคว้าและหา indi หลาย ๆ ตัวเข้ามาช่วยอย่าง fundflow economic และหาเวลาว่างอบรมและอ่านหนังสือเพิ่มเติมเสริมความรู้
    ถ้าให้เริ่มเดี๋ยวนี้ จะมองจาก stock selection เป็นอันดับแรก เพราะจะเลือกหุ้นพื้นฐานดี และมีโอกาสเติบโตในอนาคต ดูเทร็นในอนาคต ตอนนี้ถือ โมเดิร์นเทรดอยู่ตัวเดียว
    อันดับ 2 มอง เรื่องtiming จากประสบการณ์ที่ผ่านมาปีที่แล้ว พอมาซื้อหุ้นถูกจังหวะเวลา จากพอร์ตที่ติดลบเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ โชคดีพลิกกลับมาเสมอตัว แต่ต้องเสียโอกาสในการลงทุนไปเกือบ 1 ปีเลย จากที่ฟัง ๆ มาประมวลข่าวเซตทำท่าจะปักหัวลง เลยถือเงินสดรอจังหวะเก็บของถูก (ไม่รู้จะถูกจริงหรือเปล่าเหมือนกัน)
    อันดับ 3 psychology อันนี้บอกยากบางครั้ง เวลาติดตามข่าวสารที่มากระทบกับการลงทุนไม่ค่อยมี ดูบ้าง แต่ยังเชื่อว่าถ้าหากเลือกหุ้นที่ดี และเข้าถูกจังหวะ psychology ก็ไม่น่าจะกระทบมาก(ตามความคิดผมเองนะ)
    อันดับสุดท้าย portfolio management ไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ผมให้ความสำคัญส่วนอื่นมากกว่า พอร์ตผมส่วนใหญ่จะเน้นเซฟเงินต้นเอาไว้ก่อน 1 ใน 3 จะเลือกหุ้นที่ปันผลแถว ๆ 10 เปอร์เซนต์ไว้ก่อน และยิ่งมีพื้นฐานดียิ่งชอบ ที่เหลืออีก 70 เปอร์เซ็นต์ จะมองหาหุ้นเติมโต และเกร็งกำไรเล่นรอบบ้างบางจังหวะ
    แนวทางของผมก็มีประมาณนี้ครับ
    ส่วน ไฟล์เสียง รบกวนของไฟล์ที่ 1 แล้วกันนะครับ

  31. hongvalue said

    p’ watsport11 บอกว่า ลบเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ โชคดีพลิกกลับมาเสมอตัวได้

    แสดงว่าได้เกือบ 400% ในปีเดียวเหรอครับ

    ทำได้ยังไง เล่ารายละเอียดให้ฟังได้ไหมครับว่าเล่น tfex หรือ margin เหรอถึงทำได้ แบบนี้ไม่ธรรมดานะเนี้ย

  32. claforan said

    มาแจมด้วยน่ะฮง
    โดยส่วนตัวพี่ให้ความสำคัญกับ
    1 port management เป็นอันดับ 1 เนื่องจากเป็นตัวกำหนดเลยว่าในแต่ละช่วงเราจะลงทุนกับอะไร เพราะว่าแต่ล่ะช่วงชีวิตของพี่เวลาไม่ค่อยแน่นอน บางช่วงยุ่งมากก็จะลงในพันธบัตรรัฐเป็นหลัก (อย่างช่วงนี้เป็นต้น) แต่ช่วงไหนคึกๆก็จะมาลงในหุ้น พี่ว่าตัวนี้เหมือนเป็นภาพที่กำหนดใหญ่ที่สุด
    2 ต่อมาพี่ว่าน่าจะเป็นคู่กันระหว่าง stock selection and timing
    แต่เดี๋ยวนี้ก็ให้ timing ชนะดีกว่า เพราะว่าเห็นจากช่วงปี้นี้หุ้นมันขึ้นมากๆๆๆ โดยขึ้นมาเกือบทุกตัว เลยคิดว่า timing นั้นสำคัญกว่า
    (เดิมทีคิดว่า stock selection)
    ประสบการณ์ คือ ปีนี้พี่เล็งหุ้นไว้หลายตัวมาก แต่ไม่ได้ซื้อ เนื่องจากยังวิเคราะห์ไม่ได้ที่ต้องการ (เลยอดได้ตังค์) ปรากฎว่าหุ้นที่เล็งไว้พุ่งเอาๆ แต่พี่ก็แค่เสียดายน่ะ ไม่เสียใจ (เพราะว่าไม่เสียตังค์) คิดว่าเดี๋ยวก็มีรถขบวนใหม่มา เพราะถ้าตลาดมีแต่ขึ้น set มันคงเป็นหมื่นจุดแล้ว
    ส่วน psychology พี่ว่าไม่ค่อยเห็นภาพน่ะ จึงไม่ขอ comment
    อิอิ ส่วน file ขอเป็น อันที่ 1 น่ะ ฮง

  33. watsport11 said

    เออที่บอก ลบ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินในพอร์ตครับ พอดีหุ้นแต่ละตัวที่ถือส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง pttar แต่ผมซื้อเฉลี่ยเท่าที่มีเงินใส่เติมเข้าไป คิดเอาเองแบบง่าย ๆ ยิ่งซื้อต้นทุนก็ลดลงจากเดิมต้นทุน 40 กว่าต่อหุ้น มาเหลือ 16 บาทต่อหุ้น บัญเอิญไปเฉลี่ยเข้าซื้อ pttar จังหวะต่ำพอดีที่ 8 บาทนิด ๆ ซื้อเพิ่มมาเกือบ4 เท่าของของเก่า
    ก่อนจะมาทยอยขายเฉลี่ยเอาเงินไปลง svi แทนได้ปันผลพิเศษ เพิ่มมาได้หลักแสน ไม่ได้ใช้ มาร์จิ้น หรือ ทีเฟ็ก เรื่องทีเฟ็กยังเล่นไม่เป็นครับ
    ถึงบอกโชดดีลงทุนถูกตัวและถูกจังหวะเข้าตอนที่กำลังต่ำ ๆ พอดีเมื่อตลาดฟื้นเลยกลับมาเสมอตัวได้ รวมเงินทุนระหว่างปีเลยไม่ขาดทุนครับ ไม่มีอะไรมากน้องฮง เหนื่อยพอดู และเสียโอกาสไป 1 ปีเต็ม กลับมาได้เลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ ปรับสไตล์การเล่นจะทำอย่างไรให้รักษาเงินต้นให้ขาดทุนให้น้อยที่สุดหรือไม่ขาดทุนเลย เพื่อทำกำไรไม่ต้องมาก ซักปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว เลยจะลองดูอีก 3 เดือนที่เหลือ ลุ้นกันใหม่ครับ

  34. gumairu said

    เราซื้อหุ้นดังนั้นอย่างแรกที่สำคัญเลยคือstock selection ต่อมาก้อต้องtiming จริงๆtimingนี่น่าจะแบ่งเป็นทั้งtimingตลาดและtimingของหุ้นนั้นๆ
    ต่อมาก็คือportfolio managementและสุดท้ายpsychology พิมมานี่ผมว่าคุณฮงคิดเรียงลำดับแบบนี้อยู่แล้วนะคับ(พึงจะสังเกตตอนตอบเพราะไปอ่านคำถามใหม่)
    พูดโดยรวมๆคือผมว่าตลาดดีหรือไม่ดีเราก้ต้องเลือกตัวหุ้นก่อนอันดับแรกคิดว่าคุณฮงคงคิดแบบนี้อยู่แล้ว timing lynchบอกว่าซื้อหุ้นถูกตัวแต่ไม่ถูกจังหวะและราคาจะเจ็บตัวได้ คงเป็นประโยคที่ไม่ต้องขยายความอีก portfolio management อ้นนี้แล้วแต่บุคคลเพราะแต่ละมีบุคลิกไม่เหมือนกันชอบสะสมอะไรไม่เหมือนกัน psychologyก็อันสุดท้ายเอาไว้มาดูว่าภาพรวมๆผู้เล่นในตลาดรู้สึกอย่างไรบ้าง
    รบกวนขอfile 1 กับ4 (หวังว่าคุณฮงมีน้ำใจให้ทั้งสองอันนะคับ )
    มีfileของคุณvisitกี่fileหรือคับ???เพราะท่าทางจะมีเยอะ

  35. hongvalue said

    มีกี่ file เหรอประมาณ 30 กว่าได้มั้งครับ

  36. krisy said

    น้องฮง โพลออกเมื่อไหร่แล้วเอาของตัวเองมาเฉลยด้วยนะ ว่าคิดยังไง เพราะฮงไม่ใช่ pure VI พี่คาดจะได้อะไรดีดีจากฮงเลยนะ (น่าน กดดัน) พี่อ่านๆดู ไม่ค่อยมีใครเลือกจิตวิทยาเลยเป็นอันดับแรก โอ้ว แต่ละท่าน ช่างยอดเยี่ยม จิตใจเข้มแข็งจริงๆ

    แนวทางของท่านอื่นเป็นกระจกของพี่เลยแหละ

  37. hongvalue said

    มากดดันแบบนี้ก็กลัวแย่เลย
    ที่ผมไม่เขียนก่อนเพราะกลัวเขียนไปแล้วคนที่จะมาแชร์ต่อจะเกรงใจ
    ไม่อยากเห็นต่างจากผม ผมเลยยังไม่เขียนอะไรแต่แรกน่ะครับ

  38. hongvalue said

    เร็วๆนี้ขออนุญาติตั้งหัวข้อ ถามเรื่องงบการเงินพี่กบได้ไหมครับ
    มาขอเจ้าตัวก่อน

  39. karn said

    สวัสดีครับ ติดตามอ่านมาตั้งแต่เปิดบล๊อกวันแรกแต่ไม่ได้คอมเมนต์เลย วันนี้อ่านมาเห็นแนวคิดของหลายๆท่านแล้วก็อยากแชร์ความคิดของตัวเองบ้าง (+อยากได้ของฟรี)
    ต้องขอบอกก่อนว่าผมยังเป็นมือใหม่หัดลงทุนมากๆ เพิ่งเริ่มลงทุนกับหุ้นเมื่อกลางๆปีนี้เอง แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นตามนี้ครับ
    ขอเรียงลำดับจากสำคัญน้อยที่สุดก่อน
    ผมให้น้ำหนักของ psychology น้อยที่สุดเนื่องจากเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้เลยไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลง แต่ก็จำเป็นที่จะต้องติดตามอยู่ตลอดเวลานะครับ
    ต่อมาเป็น portfolio management อันนี้เนื่องจาก port ยังเล็กจึงคิดว่าการจัดพอร์ตที่ขนาดเล็กๆ นั้นไม่ซับซ้อนบวกกับพอร์ตเล็กจะมีสภาพคล่องมากอยู่แล้ว
    ต่อมาเป็น timing ครับ การลงทุนให้ถูกช่วงเวลานั้นสำคัญมากกับพอร์ตเล็กๆที่ต้องการการเติบโต เพราะถึงเราจะเลือกหุ้นถูก แต่ตอนนั้นมี upside น้อยแล้วก็อาจให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน
    ส่วน stock selection สำคัญที่สุดครับ เพราะถ้าเลือกหุ้นผิดก็ขาดทุนแน่นอน และหุ้นแต่ละตัวก็มี upside ไม่เท่ากัน หุ้นพื้นฐานดีแต่ไม่โตก็อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเช่นกัน ดังนั้นผมจึงการวิเคราะห์หุ้นเพื่อหาว่ามีโอกาสเติบโตอีกเท่าไรนั้นจำเป็นมาก

    ่ส่วนไฟล์ขอเป็นไฟล์ 4 ละกันครับ

  40. krisy said

    พี่กลัวมันจะไม่ active นะดิจ้ะ เพราะพี่ไม่เก่งสอน แต่ถ้ามีคนถามก็จะพยายามตอบ ให้หาเรื่องมาพิมพ์เอง ไม่ค่อยเก่ง จริงๆชอบแบบพี่โจแหละ ถามมาตอบไป

    แต่ฮงจะถามก็ได้ เผื่อพี่จะเก็บเอาไว้ลง blog ของตัวเองทีหลังได้ด้วย

  41. hongvalue said

    ส่งให้แล้วนะครับคุณกาณ

    พี่กบเอาไว้ผมรวบรวมคำถามครบแล้วจะโพสถามทีเดียวเลยนะครับ

  42. pwz said

    1 psychology : ผมให้ความสำคัญกับจิตวิทยาเป็นอันดับหนึ่งครับ แต่เป็นอารมณ์ของผมเองครับไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ตลาด ตราบใดที่ผมยังควบคุมความโลภของตัวเองได้ความเสี่ยงในการลงทุนก็จะลดลงไปด้วย เอาง่ายๆเลยก็ได้อย่างตอนนี้cpfก็เป็นตัวหนึ่งที่ผมสนใจ ความโลภก็ร่ำร้องให้ผมซื้อ แต่ก็ต้องเตือนตัวเองไปก่อนว่า ดูดีๆก่อน อ่านงบดีๆ เข้าใจธุรกิจดีหรือยัง ตราบใดที่ผมยังไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้อย่างที่คุณฮงเขียนบทความผมก็ยังไม่ซื้อครับ

    2 timing : ที่ผมให้timingสำคัญกว่าstock selectionเพราะดูจากวิกฤติที่ผ่านมาเราจะเห็นได้เลยว่าต่อให้หุ้นมันเลวขนาดไหน ถ้าเรารอจนมัน”ถูก”จริงๆแล้วละก็โอกาสที่เราจะขาดทุนก็น้อยไปด้วย กำไรมากกำไรน้อยนี่ไว้ว่ากันทีหลังเพราะหลักการสำคัญสำหรับมือใหม่อย่างผมคือห้ามขาดทุน เพราะฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด

    3 stock selection : การเลือกหุ้นนี่จริงๆก็สำคัญเพราะเป็นตัวกำหนดกำไร ผมคงไม่พูดถึงมากเพราะข้างบนก็พูดกันไปเยอะแล้ว

    4 portfolio management : อันนี้ผมให้ความสำคัยน้อยสุดครับเพราะพอร์ตจิ๋วของผมคงถือได้แค่2-3ตัว เอาไว้ให้มันใหญ่กว่านี้ผมอาจจะให้ความสำคัญมากกว่านี้

    ปล.ขอไฟล์4นะครับ ขอบคุณมากครับ:D

  43. pongsak said

    ส่วนตัว ลงทุนมาไม่นานนะครับ เน้นอันดับ1. เป็นเรื่องของtiming จะกึ่ง ๆ ฟันด์โฟล์ เน้นดูเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติว่าเข้าหรือออก ถ้ายังซื้อมากก็ยังเล่นต่อแต่ถ้าทยอยขายก็จะขายตาม แต่ไม่มีตัวชี้วัดเหมือนคุณฮง อาศัยคุยกับโบรกเกอร์สอบถามความเคลื่อนไหวนักลงทุนต่างชาติ
    2. portfolio management จะถือไม่เกิน 5 ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นบูลส์ชิพ ที่มีมาร์เก็ตแค๊ปเยอะ ๆ เวลาซื้อหรือขายสะดวก
    3.stock selection ไปในแนวเดียวกับportfolio management แต่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับ psychology มากนัก
    อย่างช่วงที่เจอวิกฤติ ก็ยอมตัดขาดทุนไปตอน 600 กว่า เห็นนักลงทุนต่างชาติเทขายเยอะก็เลยเทตาม ภาพรวมก็พอไปได้ครับ เสียแต่ค่าโทรศัพท์โทรหาโบรกเกอร์เท่านั้น (พอดีโบรกเกอร์เป็นเพื่อนกันสมัยเรียน เลยคุยกันง่ายหน่อยมีอะไรไม่ชอบมาพากลจะโทรมาบอก ให้ตัดสินใจเอาอีกครั้ง)

    ปล. ขอไฟล์ 4 ครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

  44. โต้ง said

    มายกมือขอตอบครับ
    ผมให้ความสำคัญตามนี้เลยนะคับ stock selection (85%), timing (5%), psychology (5%), portfolio management (5%) ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าผมใช้วิธีแบบ VI เป็นหลัก และมี ดร. และพี่ IH เป็น Idol จึงคิดว่าเรื่อง stock selection นั้นสำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถเลือกได้ถูกตัวแล้วก็จะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกับ port ของเราได้ เช่นในการที่ผมได้ซื้อ TNH ไปก็ให้ผลตอบแทนที่ดี แม้ว่าอาจจะไม่เท่ากับผลตอบแทนของตลาดในเวลานี้ แต่ผมก็สบายใจที่ถือ กินอิ่มนอนหลับ และพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ หรือในอดีตผมก็เคยถือ CPALL เน้นว่าเคยเพราะขายหมูไปแล้วตอน 17 เพราะ PE แพงมาก ผมชอบเลือกหุ้นที่ซื้อไปแล้วไม่ต้องคอยดู port บ่อยๆ เพราะว่าทำงานประจำเลยไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารมากนัก จึงชอบหุ้นที่ติดตามผลงานได้ง่าย และไม่ต้องคอยพะวงกับผลประกอบการในระยะยาวมากนัก จึงไม่ชอบหุ้นพวก cyclical ส่วนด้านอื่นๆเช่น timing, portfolio management, psychology นั้นแทบไม่เคยสนใจเลย เพราะลงทุนในหุ้น 100% อยู่ตลอดเวลา (เลียนแบบ ดร. น่ะครับ แต่ผลตอบแทนห่างกันอย่างกับฟ้ากับเหว) จึงไม่เคยดู timing เลย ดูเฉพาะเวลาเราจะตองลงทุนใน RMF/LTF เท่านั้น ส่วน psychology นั้นใช้ในการเล่นเก็งกำไรบ้างตามข่าวสนุกๆ ไม่ได้มีผลกับ port มากนัก แค่อยากมีส่วนร่วมเฉย ส่วน portfolio management นั้นใช้กับหุ้นใน port บ้างคือไม่อยากถีอหุ้นตัวไหนใน port เกิน 33% น่ะครับ เป็นพวกไม่ชอบเสี่ยงน่ะ ไม่รู้ว่าคำตอบจะเป็นประโยชน์กับคุณฮงรึเปล่าน่ะครับ
    เผอิญผมอยากศึกษาแนว Fund flow บ้างน่ะครับเลยอยากได้ file 5 แต่ไม่รู้ว่าจะยากเกินไปสำหรับมือใหม่ไหม คือถ้าคุณฮงคิดว่ายากเกินไปสำหรับมือใหม่หรือว่าเป็นภาษาอังกฤษ (คือแบบว่าไม่เก่งอังกฤษน่ะครับ) ผมอยากได้ file ไม่ 2 ก็ 3 แทนเพราะเป็นแนว VI อยากให้คุณฮงเลือกให้ว่า file ไหนน่าจะเหมาะกับแนวความคิดแบบผมมากกว่ากัน ส่วนที่ไม่ค่อยได้ตอบเพราะเป็นพวกพิมพ์ช้าน่ะครับ บางทีอยากแจมแต่ก็ไม่ค่อยมีความรู้ ช่วงนี้ก็อาศัยครูพักลักจำเอาตาม web และอ่านหนังสือเอาเองเป็นหลักน่ะครับ

  45. phan said

    ผมเริ่มเล่นหุ้นมาได้ 5 ปี แรกๆ ก็เล่นแบบมั่วๆ ฟังเค้ามาบ้าง อ่านข่าวบ้าง ต่อมาก็เริ่มดูกราฟ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะ work สำหรับผม พึ่งจะมาศักษาแนวทาง vi จริงๆจังได้สักสามเดือน โดยอาศัย web tvi เป็นหลัก

    ความเชื่อของผมคือ ราคาของหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดแปรเปลี่ยนไปตามความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดExpected value ความคาดหวังก็แปรเปลี่ยนไปตามข้อมูลที่นักลงุทนรับรู้(perceive)แล้วตอบสนองด้วยการตัดสินใจซื้อขาย (response)
    1. พื้นฐานของบริษัท fundamental (Financial structure, earning, dividend, business situation)
    2. การเคลือนไหวของราคาหุ้น เช่น ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น และมีข่าวดีของบริษัท นักลงทุนบางส่วนพอได้รับข้อมูลเหล่านีั้ ก็ปรับเปลี่ยน expected value แล้วก็ตัดสินใจซื้อขาย (บางคนดูแต่ราคา บางคนอ่านข่าว บางคนดู technical )
    ซึ่งผมคิดว่าข้อสองการที่จะวิเคราะห์ แล้วประมาณการได้แม่นยำ มีน้อยมาก และต้องใช้เวลาในการติดตามตลาดเป็นรายวัน เทียบกับข้อแรกซึ่งเท่าที่ได้ศักษาจาก tvi ผมคิดว่าผมสนุกับการวิเคราะห์พึ้นฐานมากกว่า ดังนั้นผมให้ความสำคัญกับ stock selection เป็นอันดับแรก ที่เหลือก็พอๆกันเอาเป็นว่าเรียงลำดับตามนี้ละกัน

    1. stock selection ก็เหมือนกับ shopping จะเลือกซื้ออะไรสักอย่าง เราก็ต้องหาข้อมูล มาเปรียบเทียบวิเคราะห์ หุ้นอาจจะดี แต่ถ้าราคามันสูงเกินไปแล้ว ก็ไม่ควรซื้อ ซึ่งจะมองว่าเป็น timming ส่วนหนึ่งก็น่าจะได้ คือรอให้ราคาต่ำพอที่จะซื้อ
    2. timming อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัว คือเวลาจะซื้อหุ้น ถึงแม้ว่าหุ้นจะมีราคาตำ่แล้วก็ตาม ก็ยังอดไม่ได้ที่จะนั่งเทียนว่าจะซื้อเมือไหร่ดี ทั้งที่ก็รู้ว่าโอกาสจะ timming ได้ถูกมีน้อย
    3. psychology ข้อนี้ถึงแม้ว่า ผมจะคิดว่าน่าจะมีผลกับราคาของหุ้นมากที่สุด แต่มันเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถจะคาดเดาได้ ดังนั้น จึงให้ความสำคัญน้อย
    4. portfolio management ผมให้ความสำคัญน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพอร์ตผมเล็ก แล้วก็ไม่ค่อยจะมีความรู้ เพียงพอ สรุปว่ายังไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่เป็นไปได้ว่า ถ้าผมรู้ว่า portfolio management มีเทคนิคอย่างไง แล้วก็มีประโยชน์มากอย่างไงเทียบกับไม่ได้ manage เลย ผมอาจจะให้นำ้หนักมากขัน

    ผมศึกษาใน tvi เป็นส่วนใหญ่ ได้อ่านที่คุณฮงมาตอบก็เยอะ ก็ถือโอกาสขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้้จากคุณฮงนะครับ

  46. hongvalue said

    เนื่องจากมีคนใหม่ๆตอบเข้ามาตลอด ขอเลื่อนประกาศคนที่ตอบโดนใจที่สุดไปก่อนแล้วกันนะครับ เดี่ยวคนมาตอบหลังๆจะเสียโอกาศเพราะเห็นหลายคนตอบดีๆเยอะเหมือนกัน

    ตามนี้เนอะ

  47. tatandchin said

    ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณ คุณ hong มากครับ ผมว่าคุณ Hong ช่วยเปิดกว้างให้มีการ share idea และประสบการณ์ ครับ มีประโยชน์มากครับ
    ความเห็นส่วนตัว เรียงตามลำดับดังนี้
    1. stock selection 2.timing, 3. psychology 4. portfolio management,
    ให้ความสำคัญกับ stock selection มากสุด เพราะมองว่าการเลือกหุ้นได้ถูกตัวมีความสำคัญมาก และเป็นการ scope กลุ่มที่เรามีความรู้ และสามารถพอที่จะวิเคราะห์กิจการได้ และติดตามข่าวสารได้ (แบบว่าทำงานประจำอยู่ ไม่มีเวลามาติดตามข่าวสารมากนัก) ในจำนวนที่พอเหมาะกับเวลาของเรา จากนั้นจึงรอจังหวะเข้าซื้อ ก็คือ timing เข้าใจว่า psychology น่าจะช่วยในเรื่องของ timing รอจังหวะที่ราคาเริ่มมีการปรับตัวตำกว่าราคาที่เราประเมินคร่าวๆ ซึ่งบางครั้งก็จะดู กราฟประกอบช่วยดู อารมณ์ของตลาดและดูแนวโน้มว่าถ้ากราฟบอกว่าอาจลงได้อีกก็ขอต่อราคาหน่อย แต่อาจมีซื้อเพิ่มบ้างประปรายระหว่างทาง (เนื่องจากกลัวตกรถ เพราะไม่เก่งกราฟ) ส่วน portfoilo ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร เนื่องจาก port เล็ก แต่ก็มีบ้าง ไม่รู้ว่าเรียกว่า portfolio manangement ได้ไหม ก็ถ้าหุ้นที่เราซื้อราคาสูงหุ้นมาจนมี upside น้อยแล้ว ในขณะที่หุ้นที่เรากำลังสนใจและรอจังหวะอยู่มีการปรับตัวลง ก็จะขายหุ้นที่ถืออยู่ และ ซื้อหุ้นตัวที่สนใจแทน ส่วนใหญ่จะถือหุ้นเกือบ 100% ตลอด จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่เพื่อซื้อหุ้นใหม่
    น่าสนใจทั้ง 1 และ 5 เลยแต่ตามกติกาขอ 5 ครับ ขอบคุณครับ

  48. jibjib said

    ไม่รู้ว่าจะร่วมตอบได้ไหม ยังไม่ได้ลงทุนจริง แต่กำลังหาความรู้ก่อนเข้าลงทุน
    ผมให้ความสำคัญกับ
    1. จิตวิทยามากที่สุด เพราะจิตวิยาจะสะท้อนบอกว่าคนส่วนใหญ่กำลังคิดอะไร ทำให้เราสามารถที่จะบอกว่าคนส่วนใหญ่คิดอะไรอยู่ และเราสามารถเข้าได้ทัน และออกได้ทัน ซึ่งผมมองว่าสำคัญที่สุด โดยเฉพาะรอบใหญ่ที่ไม่ว่าหุ้นจะดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถทานกระแสเงินที่จะออกได้ เช่น วิกฤติที่ผ่านมา ในขณะที่ไม่ว่าหุ้นจะแย่แค่ไหน แต่ก็สามารถทำกำไรได้ ถ้าเราสามารถรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดอะไรอยู่ได้
    2. ผมให้ความสำคัญกับเวลารองลงมา เพราะเป็นผลมาจาก จิตวิยา การรอจังหวะเข้า ออก
    3. การจัดพอร์ต ผมว่าอยู่กับช่วงเวลาถ้าช่วงที่เป็นตลาดผันผวนมากจะให้ความสำคัญกับหุ้นที่นำตลาดมาก ในขณะที่ถ้าเป็นช่วง side way ให้ความสำคัญกับหุ้นพื้นฐาน หรือ หุ้นที่มี story ฉะนั้น พอร์ตในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันไป หรืออาจถือเป็นเงินสดไปเลย
    4. การเลือกหุ้น ให้ความสำคัญน้อยสุดเพราะ จาก ข้อ 3 การเลือกหุ้นจะเน้นในช่วงตลาด side way ที่จะเลือกหุ้นที่มี story

    ขอไฟล์ที่ 1 ครับ

  49. hongvalue said

    ผมเฉลยเลยนะ ผมชอบคำตอบของ kornjackrit มากสุดครับ
    จะส่งทุกไฟล์ไปให้นะครับ

  50. kornjackrit said

    ขอบคุณมากครับพี่ฮง ^^

  51. hughes said

    เข้ามาอ่านเว็ปน้องฮงเลยมาร่วมสนุกด้วย

    1. Stock selection
    อย่างแรกที่ผมดูคือบริษัทนี้ต้องไม่เจ๊ง พยายามหาหุ้นที่ผมคิดว่าคาดการกำไรได้ ราคาไม่แพง ปันผลสูงยิ่งดี
    2. Timing
    จริงๆที่ผ่านมา ผมทำกำไรได้มากสุดจาก timing. ผมเข้าตลาดตอนหุ้นลงมามากๆช่วงที่หุ้นถูกเต็มตลาด แต่ถ้าอยากได้กำไรสะสมต่อเนื่องผมคงเล่นวิธีนี้ไม่ได้มากเพราะวิกฤติไม่ได้มาบ่อยๆ
    3. Psychology
    ช่วงหลังๆก็เริ่มอาศัย psychology บ้างตัวไหนคนไม่ค่อยเชียร์ราคามักจะไม่ค่อยไปไหน แต่ถ้าคนเชียร์เยอะๆนี่ราคาวิ่งเอาวิ่งเอา ช่วงนี้ผมแบ่งเงินส่วนนึงไว้เก็งกำไรหุ้นคนเชียร์เยอะๆและมีกำไรดี (แต่กำไรอาจจะดีชั่วคราว)
    4. Portfolio Management
    ผมปรับพอร์ทบ่อยพอสมควรแต่รู้สึกว่ายิ่งปรับบ่อยยิ่งขาดทุนสู้ดูดีๆแล้วถือไปเรื่อยๆจะกำไรมากกว่า
    ส่วนสัดส่วนการถือเงินสดผมถือหุ้น 100% ตลอดแต่ถ้าเป็นไปได้อยากจะขายหุ้นให้ทันในวิกฤติคราวหน้าถ้าลงนิดๆหน่อยๆ -5-10% ไม่เป็นไรมากคงถือไปเรื่อยๆเพราะหุ้นที่ถือส่วนมากก็ผลประกอบการณ์ดีอยู่แล้ว

  52. champst said

    อันนี้อยากตอบเพื่อความมัน พึ่งมาค้นพบ

    1 Stock selection เป้นสิ่งแรกที่ผมจะพิจารณา ดูจาก งบการเงิน โดยละเอียด ในบริษัทที่ลงทุน และดูคุณาพของผู้บริหารมาก เอาข่าวต่งๆที่ให้มาย้อนหลัดูว่าที่พูด ออกข่าว กับที่ทำได้จริงตรงกันากน้อยขนาดไหน นโยบายการบริหารเป้นอย่างไร ควรที่เราจะคค้าสมาคเเนผุ้ร่วงลงทุนด้วยไหม ซื้อหุ้นพอพอกับ ร่วมทำธุรกิจกับเค้า บางบริษัท ที่ผกำไรดีมาก เป้นบริษัท C งบดี กำไรพุ่ง แต่ปันผลน้อยมากมายทั้งที่เงินก้ไม่ได้เอไปลงทุนอะไรมากมาย ก็ไม่มีอะไรตกึงรายย่อยอย่างผม อันนี้ ผู้บริหารที่ถือหุนใหญ่เคี่ยวเกินไป ไม่คบ 555

    2Portfolio Management เพื่อความเป้นระเบียบในการลงทุนว่ามันจะไม่มั่วซั่ว หรือบาแต่หุ้นปั่นมากไป แบบเลนตัวนี้ได้กำไรดีก้เทลงไป สุดท้ายอาจทุนหายกำไรหด ซึ่งพอตผมจะปรับทุกๆไตรมาส บางทีปรับตามกระแสหลักๆ ช่วงวิกฤติต่างๆ ตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่พอรับได้ คือโยกหุ้นด้วยกันเอง

    3 Psychology อันนี้ชอบมาก ทุกวันทกคืนจะต้องเปิดดูกระทู้ต่างๆหุ้นไหนใรเชียร์ หุ้นไหนขึ้นแรงๆ ข่าวไหนที่น่าจะมผลกระทบ ผมจะมาดูว่าอะไรน่าสนใจแล้วเล่น

    ล่นมันค่นี้แระ มากๆ ปวดหัว กำลังศึกษาเรื่องการไหเงินทุนมีผลกระทบตลาด แต่ไม่ค่อยรู้เลยจะทางแหลงจากไหน ไงรบกวนน้องด้วยนะพี่มือใหม่

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: