นิสัยของนักลงทุนระดับโลก

มีหนังสือเล่มนึงที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆอ่านกันคือ the winning investment habits of warren buffet & george soros

วันนี้ผมจะนำเนื้อหาบางส่วนที่คิดว่าเป็น highlight ของหนังสือเล่มนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ

มี deadly investment sin อยู่อย่างนึงที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันคือว่า

พวกเขาเชื่อว่าการคาดการณ์ตลาดได้เป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี

แต่นักลงทุนระดับโลกไม่เชื่อแบบนั้นครับ ในหนังสือเล่มนี้ก็มีบทสัมภาษทั้งส่วนของโซรอสและบัฟเฟตว่าทำไมทั้งสองถึงไม่เชื่อ สามารถอ่านเต็มๆได้ในหนังสือ ส่วนผมจะลองแชร์มุมมองที่มีต่อประโยคนี้ดู

ผมเองคิดว่าในภาวะปกติหุ้นที่มีความแข็งแกร่งจะสามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้ ในที่นี้หมายถึงหุ้นที่มีปัจจัยทางพื้นฐานที่โดดเด่นมากๆ แต่ประเด็นก็คือว่าเวลาตลาด crash ต่อให้กำไรของหุ้นเป็นอย่างที่เราคาดแต่ว่าราคาหุ้นก็พร้อมที่จะกลับทิศทางกันแบบตรงกันข้ามได้เลย ทำให้เวลาตลาด crash หุ้นพื้นฐานดีแค่ไหนร้อยละ 90-95% ก็จะเละหมด ไม่เชื่อลองดูได้ว่าปลายปี 2008 มีหุ้นกี่ตัวที่ราคาสูงกว่าตอนต้นปี แต่ประเด็นที่สำคัญคือจริงๆแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าตลาดจะ crash ก็ต่อเมื่อมัน crash แล้ว ผมเองเจ็บตัวน้อยในปี 2008 แต่ก็รู้สึกว่าผมก็ไม่ได้รู้หรอกว่าตลาดจะแย่ขนาดนั้นเพราะผมล้างพอร์ตประมาณ 590 ถ้าผมรู้จริงผมคงจะขายตอนดัชนี 880 แล้วจริงไหม เวลามีคนมาถามผมว่าตลาดจะเป็นยังไงบางทีผมก็ตอบแบบกวนส้นตีนกลับไปว่า ถ้าผมรู้ผมก็เล่น future รวยไปแล้วสิ ก๊ากกกกกกก และผมตั้งข้อสังเกตว่าหลายคนที่ได้ผลตอบแทนดีๆก็ไม่ได้คาดการณ์ได้หรอกและแท้จริงแล้วไม่น่าจะมีใครคาดการณ์ได้ เพียงแต่ว่าเวลาที่รู้สึกว่าคิดถูกบางทีเราต้อง let profit run ให้เต็มที่เพื่อให้มีกำไรเอาไว้มากพอสำหรับเวลาที่เราจะเจ็บตัว และเวลาเราเจ็บตัวก็ต้องเจ็บให้น้อยที่สุดถ้าเทียบกับเวลาที่เราทำกำไรได้ ผมว่าตลาดหุ้นคือสุดยอดของการมองไปข้างหน้าตลาดจะคิดเรื่องอนาคตแล้ว discount มาที่ปัจจุบันเสมอดังนั้น การพยายามคิดว่าตลาดคิดยังไงผมว่าเป็นเรื่องที่เราคงไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำพอที่จะคาดหวังผลลัพธ์ของมันได้หรอก จริงๆแล้วเวลาที่คุณขาดทุนหนักสิ่งที่คุณต้องอย่าให้เสียไปก็คือว่าใจ คุณอย่ากลัวตลาดมากเกินไปหลายคนผ่านไป 2008 แล้วกลายเป็นคนกลัวตลาดหุ้นมากเกินไปทำให้ปล่อยโอกาศดีๆหลุดมือไปเยอะ ผมคิดว่านักลงทุนควรหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้เช่นภาวะจิตใจของตัวเองมากกว่าสนใจในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เช่น ภาวะตลาด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีความเชื่อเรื่องการรักษาเงินต้นมาก หลักฐานคือคำพูดนี้

Buffet –never lose money 2.never forgot rule no .1

Soros –survive first and make money afterward

ผมเองมีโอกาสได้ถาม marketing หลายคนว่าจริงไหมว่านักลงทุนที่คุณดูแลพอร์ตอยู่ร้อยละ 90% ขาดทุนในหุ้นก็ได้รับการยืนยันมาว่าจริง  จากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาหลายปีได้เห็นเลยว่านักลงทุนประเภทแมงเม่ามักจะซื้อแล้วคิดถึงแต่ตอนกำไรแล้วกำไรนิดเดียวก็อยากจะขายพอขาดทุนก็เก็บไว้ ผมถามหน่อยว่าถ้าโลกนี้มันง่ายถึงขนาดว่าไม่ต้องคิดอะไรมากอยากซื้อก็ซื้อได้กำไรก็ขายขาดทุนก็เก็บไว้ถ้ามันง่ายขนาดนั้นจะไปมีคนเจ๊งหุ้นตั้งเยอะเยะได้ยังไงกันเล่า คุณไม่รู้เรื่องแล้วมาเล่นหุ้นแล้วคุณจะกินเงินใครครับ คนที่ทำการบ้านมากกว่าคุณ กองทุนที่มีความรู้ ต่างชาติที่มีข้อมูลละเอียด กลุ่มไหนครับที่จะมาโง่ให้คุณเอาตังค์ตอบหน่อยครับ แล้วถ้าไม่มีคนเสียตังค์แล้วเราจะได้ตังค์จากใครล่ะครับ จะเอาเงินในตลาดหุ้นอย่าคิดอะไรง่ายๆครับ อุ๊ยออกนอกเรื่องมากไปหน่อยต่อๆคือ คนที่ได้ตังค์ที่ผมเห็นส่วนใหญ่มักจะพูดประเด็นเรื่อง downside ก่อนเสมอเขามักจะบอกว่าทำไมหุ้นที่เขาซื้อไม่น่าจะทำให้เขาขาดทุนได้ เขามักจะบอกว่าอย่างเร็วร้ายที่สุดเขาก็ไม่น่าขาดทุนเกินเท่าไหร่ เนื่องจากพื้นฐานบริษัทดีขึ้นอย่างไรและเขาได้ปันผลจากบริษัทต่อปีเท่าไหร่เป็นต้น

ข้อต่อมาคือ ความเชื่อผิดๆมักจะคิดว่าผลตอบแทนสูงจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูงเท่านั้น

แต่นักลงทุนระดับโลกเชื่อว่าผลตอบแทนที่สูงจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต่ำเท่านั้น

สมมุติว่าคุณลงทุนในหุ้นร้อนแรงตัวนึงที่ขึ้นมาเยอะแล้วมาพร้อมกับข่าวดี สมมุติว่าข่าวดีที่ว่านี้ดีจริงที่จะทำให้พื้นฐานหุ้นไปได้ต่อแต่ประเด็นก็คือว่าถ้าเกิดมันมีอะไรผิดคาดเกี่ยวกับตัวหุ้นขึ้นมาล่ะ หรือว่าถ้าตลาดเกิด crash ขึ้นมาซะก่อนล่ะ คุณจะทำอย่างไร การที่คุณไปซี้ซั่วะซื้อตอนข่าวดีออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้วใครๆก็รู้หมดแล้วอาจจะได้กระแสของ momentum ที่จะไปต่อได้ก็จริงแต่ถ้ามีอะไรผิดคาดมันก็ทำให้คุณเจ็บตัวได้เยอะเหมือนกัน ผมคิดว่าการที่จะทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงต่ำได้อย่างนึงคือทำเหมือนที่ buffet พูดก็คือซื้อบริษัทที่ดีที่มีปัญหาแค่ชั่วคราวเพราะว่า ตลาดหุ้นมักจะมองอะไรสั้นๆเสมอดังนั้นเวลาเกิดอะไรเลวร้ายแม้จะกระทบสั้นๆแต่หุ้นจะล่วงแรงเกินความเป็นจริงบ่อยๆคนที่ซื้อตอนนั้นได้ราคาหุ้นที่รองรับสิ่งที่เลวร้ายและไม่คาดฝันบางอย่างไปแล้วน่าจะทำให้ความเสี่ยงในตอนนั้นลดลงไปได้พอสมควร แต่ในทางกลับกันใน long term กับมี upside สูงแบบนี้เป็นต้น ความรู้เป็นสิ่งที่ควรจะทำให้ปรัชญา high risk high return เปลี่ยนเป็น low risk high return ถ้าคุณมีความรู้แล้วคุณยังต้อง high risk เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณควรจะพิจรณาตัวเองอย่างหนักได้แล้วครับ

49 ความเห็น »

  1. ิbabypex said

    เยี่ยมครับ

  2. ono111 said

    อ่านแล้วมาจ่ายค่าบริการเป็นคำขอบคุณครับ

  3. Renne said

    แวะมาเยี่ยมเยียนครับ🙂 หลังจากหายหน้าไปนาน

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับพี่

  4. i_sarut said

    สุดยอดมากครับ ชอบจริงๆ

  5. i_sarut said

    พี่ฮง ผมขอเอาบทความในบลอกพี่ไปลงเวบผมนะ

    ของดีต้องบอกต่อ ฮ่าๆๆ

  6. hongvalue said

    เอาสิครับตามสบาย

  7. ake said

    good kab

  8. bbendum said

    วันนี้ได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุนของ Daniel Kahneman เรื่องหนึ่ง
    ที่ผมเห็นด้วยมาก คือ ถ้าเราลงทุนแล้วได้มากกว่าที่เราคาดหวังไว้
    เช่น สมมุติว่าเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งคาดไว้ว่าจะได้กำไร 10% แล้วเราได้กำไรเป็น 15%เราจะพอใจ (ในทฤษฎีเรียก Utility) มากขึ้นกว่าได้ 10% เล็กน้อย

    แต่หากเราได้กำไรแค่ 5% ความพอใจ (Utility) ของเราจะลดลงมาก ทั้งๆที่ไม่ว่าจะ +5% หรือ -5% มันเป็นค่าความคาดเคลื่อนจากที่เราหวังไว้เท่ากัน อันที่จริงเราควรพอใจมากขึ้นหรือลดลงในสัดส่วนเท่ากัน เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคนเรามีความกลัวความเสี่ยง (Risk Averse) ฝังอยู่ในยีนส์นั่นเอง

  9. tanapol said

    แวะมาเยี่ยมเยียนครับน้องฮง
    บทความยังแจ่มเหมือนเดิม

  10. mprandy said

    แหล่มด้วยคน ^^

  11. moonchild said

    ขอบคุณครับคุณฮง

    เห็นคุณฮงพูดถึงเรื่องนี้ก็เลย อยากมาแชร์แนวคิดนิดหน่อยครับ
    “เวลาที่รู้สึกว่าคิดถูกบางทีเราต้อง let profit run ให้เต็มที่เพื่อให้มีกำไรเอาไว้มากพอสำหรับเวลาที่เราจะเจ็บตัว”

    เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลตอบแทนที่คาดหวัง (ยังไม่รวมปันผลนะครับ)
    ซึ่งผมก็ลองคิดโมเดลดูว่า
    ถ้าตลาดหุ้น clash ทุกๆ 10 ปี (สมมุตินะครับ)
    แล้วปีที่ 10 ผมต้องสูญเสียเงินไป 50% แล้วผมควรทำผลตอบแทน
    ให้ได้เท่าไหร่ถึงจะคุ้มกันหล่ะ (เพื่อเพิ่มเครื่องป้องกันให้กับตัวเองครับ)

    เช่น ถ้าเราคาดหวังผลตอบแทน 20% ต่อปี และทำได้ทุกปี ตลอด 10 ปี
    กำไรจาก 1 บาท จะกลายเป็น 6.19 บาท

    แต่ถ้าปีที่ 1-9 ทำได้ 20% ต่อปี แล้วปีที่ 10 เจอตลาดแคลชลบไป 50%
    กำไรจาก 1 บาท จะกลายเป็น 2.58 บาท
    จะทำให้ผลตอบแทนลดลงเหลือ 9.94%

    เพราะฉะนั้น ถ้าเราคาดหวังจะลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง
    แล้วไปโดนตลาดแคลชโดยไม่ทันรู้ตัว
    และต้องการได้ผลตอบแทน 20% ต่อปีจริงๆ
    เราควรคาดหวังผลตอบแทนให้สูงกว่านั้นครับ
    ก็คือจาก 1 บาท ไป 6.19 บาท
    และควรได้ผลตอบแทนที่คาดหวังเป็น 32% ครับ

    ตอนแรกผมก็คาดหวังผลตอบแทนสำหรับตัวเองที่ 30% ต่อปี
    เลยต้องมาคิดใหม่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับพอร์ตของตัวเอง
    ตอนนี้ผมเลยคาดหวังผลตอบแทนมากกว่า 40% ต่อปีแทนแล้วครับ
    (แต่ทำได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องครับ หุหุ)

    ซึ่งผมลองดูคร่าวๆ ยิ่งเราคาดหวังผลตอบแทนมากเท่าไหร่
    ก็ยิ่งต้อง + เพิ่มไปมากเท่านั้นครับ
    เช่นที่ผลตอบแทนคาดหวัง 75% เราต้อง + 25% up
    เพื่อเพิ่มความปลอดภัยครับ

    สุดท้ายก็เหมือนอย่างที่ฮงเขียนไว้ครับ
    ถ้าเรามีโอกาสทำกำไรเราก็ควรเก็บเกี่ยวให้ได้มากพอ
    ที่จะป้องกันพอร์ตเีสียหายจากตลาดแคลช
    เพราะเราก็ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะรอดหรือปล่าวครับ

  12. hongvalue said

    ขอบคุณเปาสำหรับข้อคิดที่สุดยอดครับ

  13. ฟหกด said

    ตลาดลงไปปีเดียว แล้วก็ฟื้น ผมไม่คิดว่าจะมีคนเจ็บตัว โดยเฉพาะคนที่ถือหุ้นหลายๆตัว ตอนตลาดลงก้ได้ปันผล พอตลาดฟื้นราคาหุ้นก็กลับมาที่เดิม ถ้าหุ้นคุณเจ๋งจริงยังไงมันก็ต้องกลับมาที่เดิม แล้วกลัวอะไรกันครับ ถ้าไม่เก็งกำไรซะอย่าง

  14. เหาฉลามสุดขอบฟ้า said

    โพ้มสังเกตุว่าระยะหลังๆ
    อาจารย์เอ็มของโพ้ม
    เข้ากระทู้ไหนจะโพสแค่แจ่ม แหล่ม โพด
    อาจารย์ครับโพสยาวๆบ้างก็ได้นะครับ
    ผมจาได้โพสแจ่ม แหล่ม โพดมั่ง
    ส่วนฮงนั้นมรรคาวิชาบู๊ดูจะไร้เทียมทานขึ้นไปเรื่อยๆ
    ผมอ่านบทความนี้เสร็จ
    เหมือนตอนอ่านอิปฺโปค้นคิดท่าบล๊อกกากะบาทสำเร็จ

    • hongvalue said

      555555555555

      จริงครับเดี่ยวนี้อาจารย์แกติด twitter ทำให้ชอบพิมพ์แต่อะไรสั้นๆ
      เซียนท่านอื่นๆอย่าเลียนแบบหมอเอ็มนะครับเดี่ยวทุกคนจะพิมพ์ล่าแหล่ม
      ตั้งกระทู้ว่าแหล่ม ตอบว่าแหล่ม quote ว่า แหล่มกันหมด

      5555 แซวเล่นนะครับ

  15. mprandy said

    ได้อ่านท่านพี่เหาคอมเม้นท์แล้ว … เกิดความเกรงกลัว กลัวว่าพี่จะรู้เสียแล้วว่าที่ผมโพสต์แค่นั้น เป็นเพราะผมกลวงอ่ะ ไม่มีความรู้อะไรเพียงพอจะให้ความเห็นได้เลย ^^”

    เคยมีคนถามผมเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นวิกฤติเกิดใหม่ ๆ ทุกคนมีความสนใจกับกระแส fund flow (จุดประกายโดยเซียนฮงเจ้าของบล็อคนั่นเอง) เจอกันแทบจะทุกคนจะต้องถามว่า … พี่ ๆ ตอนนี้นะ USDX มันอย่างโน้นอย่างนี้ … ดอกเบี้ยก็อย่างนี้อย่างนั้น … ถามหน่อยสิพี่ ตกลงพี่คิดว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือลง

    ผมก็ตอบไปว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็คิดว่ามันคงลงแหละ …

    เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ มีคนกลับมาต่อว่า … ไหนพี่ว่ามันจะลงไง หุ้นขึ้นเอาขึ้นเอา

    อ้าว … ตกลงข้ากลายเป็นเจ้าพ่อใบ้หวยไปตั้งกะเมื่อไหร่ล่ะ

    การลงทุนกับความไม่แน่นอนเป็นของคู่กัน การดูตัวชี้วัดอะไรก็ตาม เป็นการดูของที่เกิดขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น เราใช้ข้อมูลที่มันให้มา แล้วต้องมาแปลผล วิเคราะห์เอาเอง ว่าต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นตลอดเวลา (dynamic) ค่าเงิน ดอกเบี้ย ฯลฯ มันไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ รอให้เราตัดสินใจทำอะไรก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนไปตามที่เราคิดนี่หว่า

    ดังนั้นการคาดการณ์ แม้จะเป็นของดี (ถ้าทำได้) และอาจถือเป็นอาวุธสำคัญชิ้นหนึ่งในกระบวนการตัดสินใจ แต่อย่าลืมว่ามันก็คือการ “คาดการณ์” (ภาษาบ้าน ๆ เขาเรียกว่า “เดา”) โอกาสผิดมันมี ช่วงหลังผมจะพยายามเน้น “act accordingly” คือ ตัดสินใจทำตามที่มันควรจะเป็น อย่าลงมือก่อนเพราะเราคิดว่าจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่ให้ลงมือเพราะว่าเหตุการณ์มันเป็นอย่างนั้นจริง (ไม่ว่าจะเป็นไปตามที่เราคิด หรือกลับทิศ) หรือถ้าเราคาดการณ์และวางแผนจะทำอะไร (plan A) แล้ว อย่าลืมแผนสำรอง (plan B) เสมอ

    เดี๋ยวนี้เลยไม่กล้าจะโพสต์อะไรมาก กลัวคนตีความเอาไปใช้ผิด ๆ … กลายเป็นผมทำบาปไปฉิบ

    เรื่องนิสัยของนักลงทุน ผมพยายามแก้นิสัยเสีย ๆ ของผมอยู่ หลายอย่างแก้ได้มากแล้ว หลายอย่างยังแก้ไม่ได้เสียที

    สิ่งที่ปรับปรุงตัวเองขึ้นเยอะ คือความยึดติดกับตัวหุ้นและความคิดของตนเอง ผมว่า VI ส่วนหนึ่งเกิดความยึดติดกับกิจการที่เราศึกษา ทำให้เราเกิดความรัก หวงแหน หรือมั่นใจอะไรเกินไปในความคิดและข้อมูลของเราเอง โดยไม่ได้เฉลียวใจว่า เราอาจจะเป็นคนเดียวในตลาดที่คิดอย่างนั้น (ไม่รู้แหละว่าถูกหรือผิด แต่ถ้าท่านถูกคนเดียวในตลาด คนอื่นคิดผิดหมด จะมีประโยชน์อะไร เพราะราคาเป็นผลของ interaction ของผู้เล่นทั้งตลาด การที่ราคาหุ้นสวนทางกับสิ่งที่ท่านคาด เป็นเพราะท่านคิดต่างกับเขา)

    เดี๋ยวนี้ผมเริ่ม cut loss เป็นแล้วนะ 555 (ไม่โง่เหมือนสมัยไล่ซื้อ HMPRO ตอนมันถูก ๆ :P)

    สิ่งที่ยังทำไม่ค่อยได้คือ ยังมีนิสัย “ต่อราคา” อยู่ อาทิตย์นี้ตกรถขนปลาทูน่าไปเยอะเลยก็เพราะนิสัยเสีย ๆ อันนี้แหละ😛

    นิสัยอื่น เอาไว้มาเล่าต่อ ขอตัวไปทำงานก่อน

  16. เหาฉลามสุดขอบฟ้า said

    ปรมาจารย์ของผมขายซีพีเอฟไปสิบบาทก่าๆ
    ตอนนี้จะยี่จิบอยู่แล้ว
    เฮียวิเองผมเคยถามว่าเฮียเฉียบขาดขนาดนี้
    ใยไม่เล่นทีเฟ็กซ์
    แกหัวเราะหึ หึ
    ผมก็ไม่รู้แปลว่าไร
    คงแปลว่า ที่จริงแล้วไม่มีใครรู้อนาคตละม้างครับ…

    อ้อ…อาจารย์ครับที่อาจารย์โพส ถือว่า’แหล่ม’อยู่ดีนะคร้าบ

  17. hongvalue said

    หมอเอ็มนี้เหมือนกันหลุดออกจากกรอบความคิดและความเชื่อผิดๆของวีไอได้แล้วแหะ อิอิ

  18. mprandy said

    ความเห็นจากประสบการณ์ของผมเอง ผมว่าการเป็นนักลงทุนต่างกับวิชาชีพอื่นอยู่มาก ในวิชาชีพอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความรู้และทักษะเฉพาะ ยิ่งเราทำงานมากขึ้น แก่กล้าประสบการณ์ เรามักจะเห็นคนเหล่านั้นวางมาดใหญ่โต มีอีโก้สูง .. และยิ่งมาดดี อีโก้มาก คนเหล่านั้นมักประสบความสำเร็จ มีข่าวคราว ผลงาน ตำแหน่งสูง ฯลฯ

    ผมกลับพบว่านักลงทุนที่ยิ่งแก่กล้าสามารถ โชกโชนประสบการณ์ มักเป็นคนที่วางตนเองไว้ต่ำ ๆ เป็นคนที่ง่าย ๆ พื้น ๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วไป คุณปู่บัพเฟตเอย, ชาร์ลส์ มักเกอร์เอย, หรือแม้กระทั่งนักลงทุนชาวไทย อย่าง ดร. หรืออีกหลาย ๆ คน

    หลาย ๆ คนคงคิดเหมือนผมว่า ครั้งแรกที่ผมได้เจอนักลงทุนบางท่าน เช่น เสี่ยปู่ ถ้าผมไม่รู้จัก หรือได้เห็นหน้าตามาก่อน ผมจะไม่มีทางเชื่อเลยว่าคน ๆ นี้แหละคือเสี่ยปู่ นักลงทุนพอร์ทระดับพันล้านของเมืองไทย … ผิดกับนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะพบได้เจอเองในงานมีตติ้ง หรือในเวบบอร์ด ที่พูดคุยแล้วจะได้ความรู้สึกว่า โอ้ โห .. เรากับเขานี่มันคนละชั้นกันเลยแฮะ ทำไมเขาถึงโคตรสูงส่งอย่างนี้ วางมาดซะเราแหยงไม่กล้าคุยด้วย

    ผมว่าการระลึกอยู่เสมอว่าเราเป็นคนที่มีความรู้ ประสบการณ์น้อย จะทำให้เราหมั่นฝึกฝน หาความรู้ และพัฒนาฝีมือในการลงทุนของตนเองอยู่เสมอ บางคนอาจจะชอบให้ผมคุยโน่น พูดนี่ให้ฟัง แต่ที่ผมชอบกว่าคือ ฟังคนอื่นพูด โดยเฉพาะการฟังคำโต้แย้งของคนอื่น ผมอยากฟังมุมมองที่แตกต่าง อยากฟังเหตุผลที่ผมนึกไม่ถึง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ผมเข้าไปอยู่ในกะลา

    มานึกย้อนหลังสมัยเริ่มลงทุนใหม่ ๆ ผมโคตรอายตัวเองเลย โง่ชิบ แถมไม่รู้ไปพูดอะไรโง่ ๆ ออกไปบ้างในมีตติ้งทั้งหลายแหล่

    ขออภัยพี่เหา … ถ้าผมไม่ค่อยได้เข้าไปแสดงความเห็นในเวบไทยวิมากแบบสมัยก่อน … เด๋วนี้รู้สึกฉลาดน้อยลง กลัวโดนเด็ก ๆ คนรุ่นใหม่มันถอนหงอกเอา😀

    (ป.ล. อ้อ พี่เหา .. เดี๋ยวนี้ผมเข้าใจเรื่องเทคนิคมากขึ้นเยอะเลยครับ ฝากขอบคุณพระอาจารย์หมอแม็คด้วย แกเป็นคนเปิดทัศนคติเรื่องนี้ให้ผมเลยนะ ตอนที่ไปพูดให้ฟังที่บริษัทพี่บูอ่ะ ไม่รู้ว่ายังจำได้หรือป่าว)

    ผมว่าผมทำให้กระทู้เจ้าของบล็อคเปรอะอีกแล้ว .. ขอโทษด้วย

  19. hongvalue said

    จริงอย่างที่หมอเอ็มพูดครับ
    นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงหลายคนทำตัวธรรมดาสามัญมากกว่าที่คิดหลายคนมีเงินหลักร้อยล้านแต่งตัวธรรมดามากนั่งใกล้ๆในงาน opp day หรือ ประชุมผู้ถือหุ้นไม่รู้เลยว่าคนนี้มีเงินเยอะขนาดนี้

    เดี่ยวนี้ผมก็คิดเหมือนหมอเอ็มว่าคนที่เก่งและได้เจอคนเก่งๆเยอะๆจะไม่มั่นใจอะไรมากเกินไป ตลาดหุ้นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องวัดกันยาวๆซึ่งคนที่เคยผ่านวิกฤติมาก่อนจะมีทัศนคติไม่เหมือนกับคนที่ไม่เคยผ่านและจะให้ความสำคัญเรื่องการปกป้องเงินต้นมากขึ้น ผมคิดว่ามือใหม่กับคนที่ผ่านตลาดหุ้นมานานแล้วมักจะเหมือนน้ำกับน้ำมันคือสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เป็นเหตุผลนึงซึ่งผมไม่ค่อยอยากจะโพสมาก เพราะว่าเตือนไปก็ไม่มีประโยชน์นอกจากจะเจ็บตัวหนักๆแล้วมือใหม่ก็จะจำได้เอง

    จริงๆแล้วเดี่ยวนี้ผมก็อาศัยลอกการบ้านคนอื่นๆเอานั้นแหละอิอิ

  20. nobitavi said

    เห็นท่านอาจารย์หมอเข้ามาตอบเลยขอสอบถามเพิ่มเติมนะครับ
    คือว่าทุกวันผมจะนั่งอ่านบทความของกิมเอง แล้วก็จะมีในส่วนของ
    global confidence index

    เลยอยากรู้ครับว่าไอ้เจ้า confidence index นี่วัดจากอะไร แล้วเชื่อได้มากน้อยขนาดไหนครับ

    ควรจะเอามาเป็นสาระในการประเมินอย่างไรครับ

    ปล.ถามทั้งฮง และ อาจารย์ รวมทั้งทุก ๆท่านนะครับ

    ผมอยากรู้จริง ๆ ลองเสริชในกูเกิลก็ยังไม่เจอครับ

    • mprandy said

      เอ .. ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เคยใช้ด้วย

      มันจะเหมือน หรือเป็นตัวเดียวกับ http://www.bloomberg.com/apps/quote?ticker=BPGCGI%3AIND

      หรือเปล่า

      ผมว่ามันก็เหมือนทำ indicator อื่น ๆ แหละ เอาข้อมูลมายำรวมกันออกมาเปนตัวเลขค่าหนึ่ง ค่าสูง ค่าต่ำ มีความหมายบอกอยู่

      แต่ผมคิดว่าจะใช้ indicator ตัวไหนก็ได้ครับไม่ต้องไปมุ่งเน้นกันทุกตัว เพราะถ้ามันจะดี มันก็จะดีกันแทบทุกตัว ถ้ามันจะแย่ ก็จะกลับกัน

  21. moonchild said

    ขอบคุณหมอเอ็มที่แชร์ประสบการณ์และข้อคิดดีๆให้ฟังครับ
    ปล. ผมก็มือใหม่ซะด้วยสิครับ แฮ่ะๆ

    • hongvalue said

      มือใหม่ที่ทำกำไรมหาศาลนะสิ อิอิ

      • moonchild said

        ไม่ขนาดนั้นหรอกครับท่านฮง
        ก็พอถูๆไถๆไปได้ครับ
        และตอนนี้ก็เป็นห่วงเรื่องยืนระยะครับ
        ว่าจะกำไรต่อไปเรื่อยๆได้จริงหรือปล่าว

  22. Rookie said

    ช่วยกันดูทีครับ ว่าอย่างนี้มันโกงไหม

    http://www.chaloke.com/distribution/viewtopic.php?p=13115#p13115

    ขออภัยที่ต้องอ้างอิงข้ามเว็บ
    แต่อยากจะให้ดูว่า ขนาดใช้ Technical ยังไง
    หรือ พยาการณ์เก่งขนาดไหน

    กับตลาดที่เจริญแล้ว และ ใหญ่ที่สุดของโลก

    • mprandy said

      หุหุ .. ไม่เกี่ยวกับการโกงไม่โกง ไม่เกี่ยวกับการใช้เทคนิคหรือพยากรณ์อะไรเลย

      ภาพที่แสดงเปนกราฟของ S&P500 ราย 5 หรือ 10 นาที ในระยะเวลา 5 วัน

      แท่งที่เห็นด้านล่างคือ volume ซื้อขาย ซึ่งก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนที่ปริมาณหุ้นหมุนเวียนเปลี่ยนมือกันมันจะสูงสุดตอนปิดตลาด

      เหมือน ATC บ้านเรา ..

      สงสัยคนโพสต์น่าจะเปนนักลงทุนหน้าใหม่ ^^

  23. Pook said

    ใครจะโกง เราไม่จำเป็นต้องใส่ใจ… ดีกว่าครับ…มันขึ้นก็ซื้อ มันลงก็ขาย
    ตอนซื้อ เราก็อยากรวย เราเป็นคนตัดสินใจซื้อเอง(อยากรวย=โลภ)
    ตอนผิด ก็ต้องโทษตัวเอง ที่เลือกซื้อเข้าไป อย่ามัวโทษคนอื่นครับ ทบทวนว่าทำไมเราถึงเข้าผิด …ไม่งั้นเราจะไม่ได้แก้ไขสิ่งที่พลาด

    ***คนที่เทรดประสบความสำเร็จมีกำไรต่อเนื่อง ผมไม่เคยเห็นเค้าโทษคนอื่น เวลาขาดทุน….นอกจากโทษตัวเอง***
    .
    .
    .
    .
    ..

    ===================================

    เคยมีผู้ที่ประสบความสำเร็จกล่าวว่า…
    ….ถ้าคุณ”รู้ตัว” ว่า “เรื่องใดที่คุณไม่รู้” คุณก็จะประสบความสำเร็จได้…

    ===================================
    เส้นทาง ผมตอนนี้ คือ ผมพอจะ”รู้” ว่าผม “ไม่รู้เรื่องไหน”

    เรื่องนั้น ก็ คือ…

    ผม “ไม่รู้” วิธีเทรด ที่ไม่ต้องคาดการณ์ ทิศทางเก่ง ไม่ต้องอ่านแม่นๆว่าขึ้น หรือ ลง

    ผลกำไร ไม่มากเป็นเด้งๆพรวดๆ แ่ต่ได้กำไรเรื่อยๆ ไม่ต้องเครียดว่า ทายผิด ทายถูก ดาวขึ้น ดาวลง

    แต่คุณจะไม่มีทางหมดตัว …นั่นหมายความว่า คุณจะยืนระยะในตลาดได้นานพอทีจะรับกำไร เรื่อยๆ สม่ำเสมอ

    เท่าที่พอจะหาความรู้เจอ หลักลงทุนของ DSM, KZM น่าจะ ช่วยเพิ่มประสบการณ์นี้ได้จริง
    วิธีอื่นๆ ผมพอรู้ว่า มีวิธีอื่นอีก แต่ผมยังไม่สามารถเข้าถึงความรู้พวกนั้นได้ ไม่รู้ว่าชื่อเรียกมันคือ อะไร รู้แค่ว่าพวกมือโปรเค้าใช้กัน…และต้องพื้นฐานวินัยแน่นแล้ว(เทรดมาเกิน3ปี5ปี) …ถึงควรใช้สิ่งนี้

    ปล….ผมผลัดวันประกันพรุ่งมานานมากกกกแล้ว ที่จะลองทำตาม kzm
    ขอบคุณฮงมากที่มาเขียนให้เตือนสติ จากวันนี้จะศึกษาให้ครบถ้วนก่อน
    ผมต้องลงมือแล้ว ตั้งเวลา 12 ก.ค.2010 เป็นวันเริ่มแล้วกันครับ ขอเขียนไว้จารึกหน่อย

  24. Rookie said

    นักลงทุน ควรจะอ่านสัญญาณ
    มันเป็นเรื่องปกติเหมือนกับเวลาที่เมฆตั้งเค้าก่อนฝนจะตก

    คุณไม่รู้สึกว่าช่วงนี้มีอะไรแปลกๆเหรอ
    ทำไม SEC ต้องออกมาใช้ Circuit Breaker ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคย

    ทำไมตลาดหุ้นทั้ง DJIA ทั้ง S&P500 ก็มีโวลุ่มมหาศาลมาดันเฉพาะตอนท้ายตลาดทุกวัน

    หรือพอใจกับการเป็น หนูเล็มมิ่งที่วิ่งกรูตามกันไปโดดลงหน้าผา

    The bull makes money
    The bear makes money

    The pig gets slaughter

    I want to be financial wolf
    Even if I am not in the top of financial food chain,
    I do not want to be in the bottom

    • Pook said

      การเปิดกว้างเพื่อรับสัญญาณต่างๆ เป็นเรื่องดีครับ เห็นด้วย

      แต่เรื่องนี้ …. “ท้ายตลาด volume ปูด /มีคนโกง”

      หรือ ที่คุณบอกว่า ….

      “คุณไม่รู้สึกว่าช่วงนี้มีอะไรแปลกๆเหรอ
      ทำไม SEC ต้องออกมาใช้ Circuit Breaker ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคย”

      …..ผมคงเข้าไม่ถึงว่า การได้รับรู้ 2 สิ่งนี้จะมีประโยชน์อย่างไร นำมาใช้ประกอบการซื้อ/ขายอย่างไร …ขอรบกวนช่วยชี้แนะทีครับ

  25. nun08 said

    T T เอออ………..ค่อยๆๆเก็บข้อมูลครับ เมม โมรี่น้อย

  26. RONNAPUM said

    ขอบคุณ ฮง และทุกความเห็น ที่ให้ความรู้
    ^_^

  27. kornjackrit said

    ขอบคุณสำหรับบทความครับ
    ไม่ได้เข้ามาเยี่ยม Blog พี่ฮงนาน
    วันนี้มาอ่านยังได้มุมองดีๆเช่นเคย : ))

  28. เหาฉลามสุดขอบฟ้า said

    อาจารย์เอ็มครับ
    ถ้าอาจารย์ได้มีโอกาสรู้จักเฮียวิ
    ตัวจริงเสียงจริง
    ถ่อมตัวยิ่งกว่าคุณปู่อีก
    แต่เฮียวิแต่งตัวดีมากใช้ของดีมาก
    เห็นตัวก็พอเดาได้
    คนที่ถ่อมตัวที่สุดที่ผมเห็นคือหมอยง
    หมอยงโลว์โปรไฟล์สุดๆ
    ใส่กางเกงขาสามส่วนเก่าๆ เสื้อยืดย้วยๆ
    ไม่รู้จักอาจไม่รู้ว่าเซียน
    ต้องอาศัยดูออร่าถึงจะดูออก

    วันที่พระอาจารย์ยอมเปิดคอร์สแนะนำชาวบ้านเรื่องเทคนิค
    ผมยังเก็บไฟล์เสียงไว้นะครับ
    ถ้าอาจารย์อยากฟังซ้ำบอกได้

    • mprandy said

      ขอบคุณครับพี่เหา … อยากได้สิครับไฟล์เสียง เอาไว้ถ้ามีโอกาสได้เจอกันผมจะขอก็อปปี้ไปฟังอีกรอบ

      ส่วนเฮียวิของพี่เหา ใคร ๆ ก็อยากเจอครับ ถ้าผมมีวาสนาจะดีไม่น้อย😀

  29. ฤดูใบไม้ผลิ said

    สวัสดีครับ คุณฮงและคุณเหาฉลามสุดขอบฟ้า

    ได้ติดตามอ่านมานานแล้วตั้งแต่คูณเหาฉลามสุดขอบฟ้าโพสใน thaivi แต่ใช้ชื่ออื่น ชื่นชอบการตอบและรู้ว่าคูณเหาฉลามสุดขอบฟ้ามีอาจารย์ที่เก่งเทคนิคอยู่ท่านหนึ่ง ถ้ามีโอกาสอยากจะเรียนรู้จากอาจารย์ของพี่เหาบ้างเพราะจะได้มีวิชาที่ช่วยในการอยู่รอดในการลงทุน ถ้าไม่เป็นการรบกวนอยากจะขอไฟล์เสียงที่พี่เหาอัดไว้นะครับ ต้องขออนุญาตอาจารย์พี่เหาและขอขอบคุณคุณฮงที่ใช้พิ้นที่นี้ด้วยนะครับ แต่ถ้ามีความลำบากใจก็ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ

    ขอให้มีความสุขในการลงทุนครับ
    ปล.เมล์ผมครับ sirisakonnum@yahoo.com

  30. Mckwa said

    Thank you

  31. nobitavi said

    ขอความเห็นจากเซียน ๆครับ

    ถ้าดูจากสถานการณ์ dow ขณะนี้ + ข่าวร้ายที่ประดังเข้ามา

    คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ

    หรือว่าจะเกิด…dip จริง (ไม่กล้าเขียน)

  32. จั้ม said

    รบกวนพี่ Rookie มาตอบหน่อยครับ ว่าตกลงไอ้โกงนี่มันโกงยังไงแล้วไอ้ที่บอกว่า

    “ท้ายตลาด volume ปูด /มีคนโกง”

    หรือ

    “คุณไม่รู้สึกว่าช่วงนี้มีอะไรแปลกๆเหรอ
    ทำไม SEC ต้องออกมาใช้ Circuit Breaker ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคย”

    มันบอกอะไรพี่ได้ครับ รบกวนด้วยถือว่าเป็นวิทยาทานละกัน

  33. Rookie said

    “ท้ายตลาด volume ปูด /มีคนโกง” -> ส่วนหนึ่งผมเข้าใจผิด เพราะไม่ได้นึกถึงเรื่อง ATO/ATC แต่มันมีประเด็นครับ ว่ารัฐบาลอาจจะชลอการลงของตลาดด้วยวิธีที่ไม่แฟร์

    มันสอดคล้องกับการที่

    “คุณไม่รู้สึกว่าช่วงนี้มีอะไรแปลกๆเหรอ
    ทำไม SEC ต้องออกมาใช้ Circuit Breaker ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคย”

    อเมริกันเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนะครับ
    ทำไมถึงต้องใช้เครื่องมือประเภทนี้ตามหลังเมืองไทยล่ะครับ

    ในตลาดมันมีทั้งคนที่แทงขึ้นและลง
    การทำอย่างนี้คนที่แทงลงก็เสียเปรียบสิครับ

    เมฆมันตั้งเค้า มดมันออกมาเดินกันพล่าน เริ่มได้กลิ่นดินลอยมา
    มันก็น่าจะเป็นสัญญาณฝนตกนะครับ อาจจะไม่ตกก็ได้ แต่ความเป็นไปได้สูง

    คุณ Pook ครับ ของที่คุณอยากได้
    แถวบ้านผมเรียกว่า Trend Following System ครับ

    DSM ก็เป็นแค่ Trading Rule เท่านั้นเอง
    ให้สัญญาณ ซื้อ ขาย บอก position sizing ด้วย

    ผมก็รู้ไม่มากหรอกครับ
    แค่ชอบตั้งคำถามก็เท่านั้นเอง
    แค่แอบหวังว่าจะได้เห็นพวก VI ถกกันเรื่อง Deflation หรือ Hyperinflation ก็เท่านั้น

  34. Rookie said

    I2926119 คุณเด่นศรีทำไมว่า Rich Dad…….
    ทำไมคุณเด่นศรี ถึงว่า Rich Dad ของคุณ คิโยซากิ ว่าเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุดล่ะคะ .. ดิฉันตามอ่าน Rich Dad อยู่ค่ะ เป็นไปได้จริงมั้ยคะ และถ้าจะให้เก่งเหมือนเขาต้องทำไงบ้างคะ ?

    จากคุณ : อาซ้อสี่ – [ 22 ก.ค. 47 21:33:23 A:202.133.160.169 X: ]

  35. Rookie said

    แฟนพันธุ์แท้ของ DSM ก็ต้องหาช่องว่างของตลาดหุ้นให้เจอด้วยสิ

  36. ake said

    when hong come back to write niaToT

  37. หมีหัวโต said

    แวะมาเยี่ยม ไม่เห็นฮงมาเขียนนานละ

  38. hongvalue said

    คุณ ake,หมีหัวโต
    ช่วงหลังนี้ติดเล่นทวิสเตอร์ครับเขียนทวิสทุกวันอยากติดตามผมไปอ่านทวิสได้ครับ

  39. party said

    ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ

  40. ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ

  41. akkhapon said

    ยินดีด้วยครับ สุดยอดมากๆ

  42. nut776 said

    ได้เข้ามาตามจริงๆซะทึ
    คุณฮงพูดตรงจริงๆด้วย
    อ.เอ็มยังอยู่ศิริราชอยู่ไหมคับ ทำไมไปแทรกตัวอยู่ในกลุ่มได้คับ
    ผมน่าจะเป็นสัก freshyของอ.มั้งคับ
    วันหลังอาจะpmไปในthaiviนะค้ัั บผมรห้ั ส 045

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: