หนังสือลงทุนเล่มแรกที่ผมเขียนครับ “รวยได้ด้วยหุ้น”

สำหรับ ท่านที่ซื้อหนังสืออ่านแล้วมีคำถามเกี่ยวกับหลักการที่เขียนไป หรือมีข้อติดชมแนะนำ ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน หรืออยากให้มีเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อหาประมาณไหนเพิ่ม ก็สามารถเขียน comment ทิ้งไว้ได้นะครับ

อันนี้เป็นบรรยากาสที่ไปแจกลายเซ็นวันที่ 16 ตุลาคม ครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน วันนี้ขอโฆษณาหนังสือหุ้นเล่มแรกของผมหน่อยนะครับ หน้าปกสวยไหมครับ 5555

ต้องขอออกตัวนิดนึงนะครับ ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเนื้อหาสำหรับ beginner – intermediate ประมาณ 70% และอีก 30% ที่เหลือเป็นเนื้อหาสำหรับนักเล่นหุ้นที่ advance แล้ว

ดังนั้นใครที่อยากเล่นหุ้นแนวพื้นฐานแล้วไม่รู้จะ หัดอ่านงบการเงินอย่างไร เลือกหุ้นอย่างไร มีทัศนคติทางการเงินอย่างไร ผมมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยท่านได้มากทีเดียวครับ
สาเหตุที่ผมเขียนเรื่องการอ่านงบการเงินในหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะเนื่องจากว่า ผมเห็นคนคลิกอ่านบทความใน blog ผมเกี่ยวกับงบการเงินมากที่สุดในบรรดาบทความทั้งหมด ทำให้ผมคิดว่ามีเพื่อนๆหลายท่านที่อยากหาหนังสือหรือบทความที่อ่านงบง่ายๆ ผมเลยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาและมีเนื้อหาการอ่านงบการเงินเบื้องต้นที่จำเป็นเกือบทั้งหมดลงไปครับ

ถามว่าหนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ก็จะมีเรื่องการอ่านงบการเงิน

วิธีการดูงบกระแสเงินสด

สไตล์การเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับผู้ที่รับความเสี่ยงของเงินต้นได้น้อย

และเนื้อหาเกี่ยวกับ case study หุ้นที่ขึ้น 10 เท่าในอดีต (ขอย้ำในอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว) อันนี้เป็นของอุตสาหกรรมยานยนต์

อันนี้เป็นของหุ้นเดินเรือในอดีตที่เคยขึ้นมากกว่า 20 เท่าว่ามันเป็นเพราะอะไร

ตัวอย่างคร่าวๆนะครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าเพื่อนๆที่เล่นหุ้นจะรับหนังสือของผมไว้ในอ้อมใจซักคนละเล่มผมก็จะขอบพระคุณมากเลยครับ

86 ความเห็น »

  1. Boong24 said

    ไปแจกลายเซนต์เอาวันสุดท้ายเลยนะครับ คนแน่นเลยวันสุดท้าย
    จะตามไปอุดหนุนครับ หากมีเวลาจะตามไปขอลายเซนต์อีกครั้งครับ ^.^

  2. เล่มนี้พลาดไม่ได้ต้องรีบไปซื้อโดยด่วน

  3. TEE said

    ขออุดหนุนด้วยคนนะครับ

  4. kritsy said

    ซื้อด้วยคนค่ะ ชอบค่ะคุณฮงเขียนบทความอ่านง่ายเข้าใจง่าย ขอให้ขายได้เยอะๆนะคะ

  5. maifuen said

    รับเข้ามาในอ้อมใจแน่นอนครับ

    และ จะบอกให้เพื่อนๆทุกคนซื้อด้วยครับ

    ตื่นเต้นแทน ยินดีด้วยครับพี่

    😀

    ฟืน

  6. ขอบคุณครับ ผมอุดหนุนแน่นอน ชวนเพื่อนๆมาซื้อด้วยครับ

  7. รออุดหนุนคับ

  8. splek said

    รอมานานแล้วครับ

  9. Outliers said

    ผมตั้งใจว่าจะไปงานสัปดาห์หนังสือวันเสาร์ที่ 8 นี้เลย
    หวังว่าหนังสือของคุณฮงคงถูกเอามาลงตั้งแต่เช้าเลยนะครับ

    ไม่งั้นไปเสียเที่ยวแย่

  10. Mo said

    กลับมาเมื่อไรจะรีบไปซื้อและขอลายเซ็นทันทีเลยครับ555

  11. j21 said

    ไม่พลาดแน่นอนครับ

  12. navapon said

    ต้องซื้อครับ !!!

  13. Ek said

    ยินดีด้วยครับ

  14. แจ็ค said

    ผมต้องขอบคุณคุณฮงมากกว่าที่มาแบ่งปันความรู้
    ps. ตัวการ์ตูนทำซะน่ารักเชียวนะครับ 5555555555

  15. เป็ด said

    ซื้อแน่นอนครับ เป็นกำลังใจให้กับสิ่งดีๆ ทุกๆ เรืองที่คุณฮงได้ทำนะครับ

  16. Adam Smith said

    Must read!

  17. อาร์ต said

    ขอบคุณมากนะครับที่ได้เขียนความรู้เป็นหนังสือให้คนอื่นได้อ่านและเรียนรู้กัน

  18. Pathfinder said

    ไม่พลาดแน่นอน ออกเล่มต่อไปเร็วๆนะครับ

  19. mod said

    มีแต่เซียนๆไปเยี่ยมเหรอฮง นึกว่าจะมีสาวๆด้วย 55

    อย่าลืมหาปากกาลื่นๆไปใช้ล่ะ เดี๋ยวเมื่อยมือ พิมพ์แต่คอมมานาน 😀

    • hongvalue said

      555 สาวๆก็มีเยอะครับท่าน มด
      ปากกาผมลื่นมากครับ ไม่ต้องห่วง 55

  20. lek said

    ไปซื้อแน่นอนครับ

  21. noonnsn said

    ต้องเก็บเป็น collection ชะแล้วครับ

  22. น่าอ่านครับ ซื้อแน่นอนครับ

  23. Outliers said

    มาลงชื่อว่าไปซื้อมาวันอาทิตย์ไปแล้วครับ
    ช่วยฮงขายไปด้วย 1 เล่ม
    เพราะมีคนมาถามหาหนังสือของอาจารย์สถาพร
    แต่คนของ SEED หาหนังสือให้ไม่เจอ
    ผมเลยถามว่าของฮงใช่ไหม
    เขาบอกว่าใช่
    ผมเลยขายแทนให้เลย 5555

    ต้อง train คนของ SEED หน่อยนะ
    เพราะเขาไม่รู้ว่าหนังสือมันก็วางอยู่หน้าเขา ตรง cashier นั่นแหละ

    เจอคุณเทพนั่งแจกลายเซ็นอยู่ด้วยอ่ะ

    • hongvalue said

      5555
      ขอบคุณที่ช่วยขายครับ แต่นักเขียนโนเนมอย่างผม se-Ed คงไม่รู้จักหรอกครับ

  24. Sky Line said

    ผมไปซื้อมาแล้วครับพี่ฮงวันแรกที่ขายเลยครับ
    วันหลังจะไปตามลายเซ็นนะครับแหะๆ

  25. ไปซื้อด้วยครับ

  26. Pathfinder said

    ผมซื้อมาเรียบร้อยแล้วครับ แต่ยังอ่านไม่จบ…ผมมีคำถามเรื่องการหาค่า ROA ในหน้า 78 ของหนังสือ..ในหนังสือ และข้อมูลจากหลาย website จะใช้

    ROA = กำไรสุทธิ/สินทรัพย์สุทธิ

    แต่บาง website รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์จะใช้

    ROA = กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้/ รวมสินทรัพย์ (เฉลี่ย)

    ซึ่งต่างกันตรงใช้กำไรสุทธิ กับกำไรก่อนหักภาษีมาหาค่า ROA

    ผมสงสัยว่าทั้งสองสูตรนี้วัตถุประสงค์ และการใช้ต่างกันอย่างไรครับ?

    • hongvalue said

      ว่าแล้วว่าต้องมีคนถามเรื่องนี้ 555

      จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการใช้
      ROA = กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้/ รวมสินทรัพย์ (เฉลี่ย)

      คือ ไม่อยากจะร่วมปัจจัยของเจ้าหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเข้ามา และอยากลดความต่างของการเสียภาษีของบริษัทต่างๆออกไป

      ถ้าบริษัทสองบริษัทจ่ายดอกเบี้ยต่างกันเนื่องจากโครงสร้างทางการเงินและบริษัทแห่งนึงได้ boi ในบางสายผลิตภัณฑ์แต่อีกแห่งไม่ได้

      การใช้กำไรสุทธิ์จะไม่สะท้อนความต่างเรื่องนี้ นี้คือเหตุผลของการใช้ roa แบบนี้

      ส่วน roa แบบที่ผมเขียนในหนังสือ

      ROA = กำไรสุทธิ/สินทรัพย์สุทธิ

      คือ การไม่สนใจว่าคุณจะมีโครงสร้างทางการเงินยังไงและเสียภาษีอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว คุณก็ต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ดี และ ภาษีก็ต้องเสีย ดังนั้นจะไปหักออกทำไมในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ่าย ก็เลยคิดแบบนี้แทน

      ไม่มีอะไรผิดหรือถูกครับ อยู่ที่คุณอยากดูอะไรมากกว่า

      • Pathfinder said

        แสดงว่ากรณีที่เรามั่นใจว่าโครงสร้างหนี้หรือภาษีของบริษัทที่เราเปรียบเทียบยังไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในเร็ววันนี้ เราก็ใช้

        ROA = กำไรสุทธิ/สินทรัพย์สุทธิ เพราะอย่างไรก็ตามบริษัทไม่มีทางเลี่ยงได้

        แต่กรณีที่มีทางเลี่ยงเช่นบริษัทมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหนี้ อาจจะเป็นการชำระหนี้ที่ค้่างจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิในอนาคตจะมากขึ้นตามเนื่องจากจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

        ในกรณีแบบนี้เราก็ควรใช้

        ROA = กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้/ รวมสินทรัพย์ (เฉลี่ย) เพราะว่าถ้าไม่ใช้สูตรนี้อาจทำให้เราพลาดโอกาสบริษัทนี้ได้

        ผมเข้าใจถูกไหมครับ หรือมี case ที่สำคัญอื่นๆที่ควรพิจารณาไหมครับ?

      • hongvalue said

        คุณ pathfinder เข้าใจถูกต้องแล้วครับ

  27. PK cop said

    รออุดหนุนที่แผงหนังสือวันที่ 15 นี้ครับ รบกวนถามว่า ในงานมีส่วนลด? ครับ

    • hongvalue said

      งานสัปดาห์หนังสือลด 15% ครับ

  28. terati20 said

    หนังสือ ของอาฮง กับ อ.นิเวศน์ อันไหนน่ากว่ากัน ^____^

    ดีใจที่ฮงได้ตอบเเทนสังคมบ้างเเล้ว เขียนมาเรื่อยๆนะ เดี๋ยววันนี้พี่จะไปอุดหนุน

    • hongvalue said

      โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบที่จะแชร์แนวคิดเรื่องหุ้นนะครับ

      ทำบล็อกก็แล้ว เปิดสอนก็แล้ว แต่คิดว่าการเขียนหนังสือน่าจะทำให้มีคนได้ความรู้เยอะกว่าครับ

      ส่วนจะเขียนอีกใหม่ขอลองดูว่าเวลาไหมนะครับ

      ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ

  29. ake3004 said

    bought laew kab.Wait 4 the next 2 books for advance investor kab^^

    will read it when free karb.

  30. Rungnatee Bangkokseaview said

    อ่านจบแล้วครับ เพิ่งซื้อเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดและข้อคิดในการลงทุนดีมากครับ ได้ความรู้เยอะเลย

  31. mood said

    เห็นตัวอย่างเนื้อหาแล้วพุ่งไปซื้อทันทีครับ

  32. littleDuck said

    อิอิ อ่านจบวันแรกตั้งแต่ที่ซื้อมาเลยครับ
    รู้สึกว่าจะมีพิมพ์ผิดอยู่ 1-2 จุด นะครับ เดี๋ยวอ่านรอบสองแล้วจะมาบอกนะครับ พอดีจำไม่ได้ว่าตรงไหน รู้สึกจะตรงที่เป็นเรื่องการคิดเลข กับคำ นิดหน่อยครับ

    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเป็นฉบับย่อของนักลงทุนมือใหม่ที่ควรอ่านเลย (แต่ว่าควรจะพอมีความรู้มาบ้างจะทำให้อ่านเข้าใจง่ายและเร็วขึ้นครับ)
    ชอบตรงเรื่องจิตวิทยาในการลงทุน โดนมากเลยครับ เพราะยังทำไม่ค่อยได้ซะที
    -_-” กับเรื่องหุ้น 10 เด้งครับ ถ้าเป็นไปได้อยากให้รวบรวมเป็นอีกเล่มนึงเลย จะดีมากเลยครับ อิอิ เพราะผมอ่านแล้วได้ไอเดียในการไปขุดคุ้ยหาข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมมากทีเดียวครับ

    ปัญหาของมือใหม่อย่างผมคือบางทีเราไม่มั่นใจว่า เราหาข้อมูลได้ครบถ้วนหรือยัง แล้วข้อมูลที่หาได้นั้นจะเป็นไปได้ในอนาคตมากแค่ไหน ทำให้ยังคาดการณ์ไม่ค่อยถูก หรือบางทีการดูหุ้นที่เราไม่เคยศึกษามาก่อน แล้วอยากจะลองศึกษาให้ลึกลงไป พอมาอ่านหุ้น 10 เด้ง แล้วก็ได้ไอเดียดีครับ ถ้าคุณฮงมีอะไรแนะนำเพิ่มเติมได้เลยนะครับ

    • hongvalue said

      -เรื่องจิตวิทยาการลงทุนนั้น เป็นเรื่องที่เส้นแบ่งระหว่างคนเล่นหุ้นธรรมดากับเซียนหุ้น ถ้าคนธรรมดาที่มีความรู้ปานกลางและมีจิตวิทยาที่เหมาะสมคนๆนั้นอาจข้ามขั้นมาเป็นเซียนหุ้นได้

      -ส่วนเรื่องหุ้นสิบเด้งที่เขียนไปต้องยอมรับว่าการเขียนออกสื่อจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างเช่น จุดขายของหุ้นสิบเด้งผมก็ไม่สามารถเขียนลงสื่อได้
      เนื่องจากมันอาจจะเป็นการชี้นำในเรื่อง fair value ผ่านสื่อ และหลายๆคนที่ยังถือหุ้นพวกนั้นอยู่คงไม่ชอบที่มีคนพูดจุดขายหุ้นของเขา

      และการที่เขียนแล้วต้องเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกันที่ด้อยกว่าก็ทำไม่ค่อยได้ เพราะบริษัทที่โดนเปรียบเทียบอาจจะไม่พอใจได้
      พูดตามตรงว่าเรื่องหุ้นสิบเด้งผมเขียนได้แค่ 10% ของเนื้อหาที่ผมมีอยู่และอยากจะเขียน แต่ผมคิดว่าการเขียนไปหมดอาจจะทำให้มีผลกระทบที่ไม่ดีตามมาหาผมก็ได้ ผมเลยขอเขียนกว้างๆแค่นั้นดีกว่าน่ะครับ

  33. เฮียฮ้ง หนังสือขายอยู่บู๊ทไหนคร๋าบ

    • hongvalue said

      Se-Ed ครับ

      • ผมคงไปซื้อในงาน SE-ED ไม่ทันครับ เสียดายติดวันทำงาน แต่ว่าเห็นในร้าน kinokuniya แล้วครับ ไว้อ่าน One up on wall street จบก่อนนะครับจะตามไปอุดหนุ่น ตามที่คุณฮ้งเคยแนะนำไว้ในงานสัมมนาที่ผ่านมาเลย อ่านสนุกดีแต่ไม่รู้อ่านจบแล้วจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง เพราะอ่านศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ไปจนจบและ แต่นึกไม่ออกว่าได้อะไรจากหนังสือบ้าง 555+

      • อ้างอิง http://www.set.or.th/set/companyfinance.do?type=balance&symbol=SE-ED&language=th&country=TH

        ผมอ่านถึงเจ้าหนี้การค้าแล้ว ก็เลยไปลองดูงบของ se-ed ดูครับ พบว่ามีหนี้มากว่าทุน ลองเข้าไปดูต่อ เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ 1,290.83 หมายถึงสั่งวัตถุดิบมาใช้แล้วทาง se-ed ยังไม่จ่ายเงิน ยิ่งมากจะดีกว่า ลูกหนี้การค้าเยอะใช่มั้ย

  34. Kongkiet said

    รบกวนถามหรือยกตัวอย่างเกี่ยวกับหน้า 121 ครับ
    ที่บอกว่า “หุ้นที่การเติบโตโดยเฉลี่ยใน 3 ปีข้างหน้าสูงกว่า pe 1.5 เท่า โดยที่ค่า pe ไม่ควรสูงเกิน 12-15 เท่าด้วย”
    ผมไม่เข้าใจว่า pe 1.5 เท่านี่มันคิดจากอะไรเหรอครับ
    ขอบคุณครับ

    • hongvalue said

      คืองี้ครับ

      คำว่า “หุ้นที่การเติบโตโดยเฉลี่ยใน 3 ปีข้างหน้าสูงกว่า pe 1.5 เท่า

      เช่น ถ้าตอนนี้หุ้น pe 10 ผมจะสนใจหุ้นเมื่อผมเห็น growth เฉลี่ย 15% ครับ
      ซึ่ง 15% ถือเป็นการเติบโตกว่า 1.5 เท่า ก็คือ ถ้า pe 10 growth 15% ถ้า pe 15 เท่าก็ขอ growth ปีละ 22.5% ประมาณนี้ครับ

      ถามว่า 1.5 เท่ามันคิดจากอะไร จริงๆแล้วผมกำหนดมันขึ้นมาเองเพราะคิดว่า
      หุ้น pe 10 growth 10% ไม่ค่อยน่าสนใจน่ะครับ ต้องขอ growth ที่มากกว่า pe หน่อย

      • mmm said

        growth ของหุ้นแต่ละตัว สามารถดูได้จากตรงไหนครับ หรือคำนวนจากอะไรครับ?

  35. krit said

    ในหัวข้อหุ้นสิบเด้งดีมากๆเลยครับเหมือนได้เหนการเอาทฤษฎีไปปฏิบัติจริง ถ้าคุณฮงเผยแพร่เนื้อหาส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นละเอียดขึ้นได้ก็ดีคับจะรอติดตาม แล้วผมสงสัยข้อความที่ว่า การเติบโตเฉลี่ยของหุ้นในสามปีข้างหน้าไม่ได้สูงกว่า p/e 1.5เท่าในหน้า 122 อันนี้หมายความว่าไงหรอคับ ขอบคุณคับได้รับการแบ่งปันความรู้ดีๆอีกเยอะเลยคับ

  36. Conpup said

    อุดหนุนหนังสือดีๆๆแล้ว เยียมมาก จะมีภาคต่อมั๊ยครับ

  37. terati20 said

    อ่านจบเเล้ว สุดยอดเลย เหมือนฮงจะผ่าน วิทยายุทธฝึกปรือกับหลายๆอาจารย์
    จนบรรลุ เป็นหนังสือที่ดีมากจริงๆ ไม่ได้อวยนะเเต่ มัน practical มาก เเละการยก Case มานี่ช่วยนักลงทุนหลายๆคนได้เลย

    พิมพ์ครั้งที่ สอง ลอง เชิญ อาจารย์เเต่ละท่านมาเขียนคำเเนะนำหน่อยก็ดี จะได้มีเครดิตขึ้น

  38. ilovemom said

    สวัสดีค่ะคุณฮง

    อุดหนุนมาแล้ว 1 เล่ม เพิ่งอ่านจบเช้านี้ค่ะ
    มี comment และคำถามนะคะ

    1. ในส่วนที่เป็นตัวเลขที่เป็นผลมาจากการคำนวณ บางกรณี น่าจะอธิบายที่มาที่ไปให้ละเอียด อย่างเช่นในหน้า 121 ซึ่งมีคนสงสัยเหมือนเราเลย และคุณฮงก็ได้ตอบแล้ว แต่มีอีกส่วนนึงที่อยากให้ช่วยอธิบายค่ะ คือ

    1.1 หน้า 226
    ที่บอกว่า “……A จะมี equity 50 ล้านบาท ….. B จะมี equity 75 ล้านบาท……”
    มูลค่า equity คำนวณมาจากไหน และอย่างไร?

    2. ในเรื่องของปีที่ใช้อ้างอิง น่าจะเลือกไปเลยว่าจะใช้ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. เวลาผู้อ่านอ่านจะได้ไม่สะดุด เช่นหน้า 235 “…..ในปี 2010 อีก 5,203 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ของ Spali ในปี 2551 คือ 5,997 ล้านบาท ในปี 2008 Spali มียอดขาย….” จะเห็นว่าในย่อหน้านี้มีทั้ง พ.ศ. และ ค.ศ. สลับมาในการให้ข้อมูล ทำให้อ่านแล้วสะดุด ต้องมาคำนวณกลับว่า พ.ศ. นั้นเป็น ค.ศ. เท่าไรจะได้เปรียบเทียบกันได้

    จริงๆยังมี comment อีกนะคะ ในช่วง part แรกๆ ขอไปอ่านใหม่ก่อน เพราะไม่ได้จดไว้ เพิ่งมาจด part หลังๆค่ะ

  39. hongvalue said

    ขอบคุณสำหรับความเห็นที่เป็นประโยชน์ครับคุณ ilovemom

    Answer 226 นะครับ
    ที่บอกว่า a มี equity 50 มาจากไหน นั้นเพราะฐาน asset ในหน้า 225 ของบริษัทคือ 100 ล้าน ดังนั้นถ้า d/e 1 เท่า ทุนก็ต้องเท่ากับหนี้ ถูกไหมครับ ดังนั้นทุนจึงต้องเป็น 50 ล้านและหนี้ก็ต้องเป็น 50 ล้านเพื่อทำให้สมการ สินทรัพย์ = หนี้+ทุน
    ส่วน b เรากำหนดว่า d/e 0.33 จึงต้องมี equity 75 และมีหนี้สิน 25 เพื่อให้ d/e เท่ากับ 0.33 ภายใต้สินทรัพย์ 100 ล้านครับ

  40. jirasakr09 said

    สวัสดีคับ หนังสือที่เขียน ok ครับ ผมติดตามคุณฮงตั้งแต่ออกรายการคุณ มดดำครับ ปกติก็เข้ามาดูบล๊อกตลอดแต่ไม่เคยโพส เมื่อวันที่คุณฮงมาพูดกับ Mr. Boo ที่ตลาดหลักทรัพย์ก็ไปผมเสียดายที่ผมพลาดสัมนาหุ้นสิบเด้งครับ เสียดายมากเพราะเพิ่งมารู้จักบล๊อก ส่วนตัวถ้าเป็นไปได้อยากให้จัดอีกครั้งหนึ่งครับ ผมเชื่อว่ามีหลายท่านที่พลาดโอกาสอย่างผม
    ส่วนหนังสือผมอยากให้เขียนเกี่ยวกับลักษณะการประเมิน Valuation การหา Fair Value

    • hongvalue said

      โอเคครับ ถ้ามีเขียนเล่มสองจะลงรายละเอียดหลักการ valuation ให้ครับ

  41. หาอยู่หลา่ยสาขา จนในที่สุดได้มาเมื่อวาน แล้วก็จบไปเมื่อคืน
    ชอบ case นะครับ เชื่อว่า น่าจะมี เจาะ case แบบนี้อีกเยอะตอนสัมมนาที่ผมพลาดไป ถ้ามีภาคต่อ จะยินดีมากครับ

    • hongvalue said

      เรื่องจัดสัมนาจะลองไปคิดดูอีกทีนะครับ

  42. บอย said

    ผมไม่เข้าใจ หน้า 204 ข้อ 6. P/E forward ของ e ที่เป็นกำไรคาดการณ์น่าจะเป็นเท่าไหร่ และถือว่า P/E สูงกว่าในอดีตของหุ้นตัวนั้นหรือยัง
    ที่ผมสงสัยคือ P/E forward ของ e ที่เป็นกำไรคาดการณ์น่าจะเป็นเท่าไหร่ (คือผมงง อยากให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยครับ)

    ขอบคุณมาก…

  43. hongvalue said

    ก็คือว่าคุณต้องคาดกำไรของปีหน้าออกมาก่อนว่า eps ได้เท่าไหร่และนำราคาปัจจุบันหารกับ eps ปีหน้า ว่าได้กี่เท่าและถ้าให้ดีจำนวนเท่าควรน้อยกว่าที่หุ้นตัวนี้เคยเทรดเช่น เคยเทรด 7-10 เท่า pe forward ก็ไม่ควรเกิน 9-10 เท่า

    • บอย said

      ขอบคุณครับ ชัดเจนดี
      หนังสือน้องเขียนดีนะ ได้มุมมองใหม่ๆ หวังว่าจะมีเล่มต่อ ๆ ไป
      เอาใจช่วย….

  44. jilin22 said

    ผมไปวันก่อนหน้าที่คุณฮงจะไปแจกลายเซ็นครับ เลยอดเจอเลย

    ส่วนตัวผมชอบเนื้อหาที่เขียนได้อ่านเข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา ตัวการ์ตูนน่ารักดี เนื้อกระดาษดี แต่บางทีอาจแสบตาไปบ้างเพราะว่าสีเขียวในหน้ากระดาษมันสะท้อนแสง แต่ราคาของหนังสือผมว่าคุ้มเกินคุ้มนะ เล่มนึงไม่ถึงสองร้อยบาท แต่ให้ความรู้ได้มากมายเลยทีเดียว

    ผมอ่านไปบ้างแล้วบางส่วน เจอบางจุดในหนังสือที่พิมพ์ตัวเลขผิด เอาไว้จะรวบรวมมาแปะให้นะครับ เผื่อว่า การจัดพิมพ์ครั้งถัดไปจะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นด้วย

    ยังไงก็ดีใจกับคุณฮงด้วยนะครับ เมื่อวานไปร้านซีเอ็ดที่เดอะมอลล์บางแค ทางร้านติดป้ายว่าหนังสือคุณฮงติดอันดับหนังสือขายดีไปแล้ว 🙂

    • hongvalue said

      เรื่องมีตัวเลขบาง
      ตัวที่พิมพ์ผิดมีคนเตือนมาเหมือนกันยังไงจะรับไปแก้ไขครับ

      ขอบคุณมากครับ

  45. piak said

    น้องครับ พี่อ่านหนังสือของน้องมีเรื่องอยากถามนิดครับ
    เรื่องหุ้น stanley คืออยากจะทราบว่าข้อมูลเรื่องจำนวนรถยนต์ หรือข้อมูลที่คล้ายๆแบบนี้ไปหาดูจากที่ไหนหรอครับ

    หุ้นบางตัวในเว็บของหุ้นตัวนั้นๆก็ไม่มีบอกเหมือน cpf มีแหล่งหามั๊ยครับ

    ขอบคุนครับ

    • hongvalue said

      เรื่องตัวเลขผลิตรถยนต์รายเดือนผม search ใน google ครับ แล้วเอาตัวเลขรายเดือนมานั่งเรียงให้ดูง่ายเองครับ

  46. piak said

    ขอบคุนมากนะครับ

  47. droidoad said

    คุณฮงคับ เวลาเราจะหาข้อมูลหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แบบปกติผมว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล และวิเคราะห์อะไรหลายๆอย่าง เช่น อุตสาหกรรม ตามที่คุณฮงบอก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับผมอ่าคับ 😛 :ซึ่งอาจทำให้เราอาจเสียโอกาสตอนที่หุ้นกำลังได้จังหวะขึ้น คุณฮงพอมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้มั๊ยอ่าคับ ขอบคุณมากคับ 🙂 แล้วปกติควรจะต้องใช้เวลาในการศึกษาหุ้นตัวนึงประมาณเท่าไรอ่าคับ

    • hongvalue said

      สวัสดีครับ คุณ droidoad ผมคิดว่าไม่มีทางลัดนะครับ 555 เพราะการที่จะดูหุ้นซักตัวอย่างละเอียดจะต้องตามสตอรี่ย้อนหลังนานพอควรว่าบริษัทเป็นมาเป็นไปอย่างไรบ้าง

      ต้องทำใจแหละครับว่าช่วงแรกๆจะช้านิดนึงแต่ทำไปจนถึงจุดนึงมันจะเร็วขึ้นเองน่ะครับ

      • droidoad said

        ขอบคุณมากคับผม ขอถามอีกซักคำถามน๊าคับคุณฮง สมมติเวลาผมไล่งบดุล สมมติ q2 ของปี 2554 สมมติผมเอามาเปรียบกับปี ปลายปี 2553 และก็ ปลายปี 2552 ผมก็ไปนั่งไล่หาของเก่าแต่ปรากฎว่าบางรายการไม่เหมือนกันอย่างงี้อ่าคับ มีข้อแนะนำไหมอ่าคับ งบกำไรขาดทุนเหมือนกันของq2 จะเอาไปเปรียบเทียบกับ q2 ของปี 2553 และ 2552 อย่างงี้หรอคับ ขอบคุณมากคับ
        ปล. อ่านจบภายใน 2 วัน ชอบมากตอน case study คับ ^^

  48. ซื้อหนังสือคุณฮง มาอ่านจบไป ๒-๓ รอบแล้วครับ เนื้อหาดีมาก ภาพสีสวย อ่านง่ายสบายตา ขอบคุณสำหรับหนังสือดี ๆ ที่ทำออกมาให้ นลท.ได้อ่านเพื่อเพิ่มความรู้กันนะครับ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ …

  49. Por said

    มาเป็นกำลังใจให้ครับ ปกติผมเป็นคนที่มีหนังสือหุ้นเยอะมาก ทั้งในและต่างประเทศ ตอนแรกไม่รู้จักน้อง คิดว่าหนังสืออะไรเนี่ย ออกแนวเด็กๆ เหมือนหนังสือหุ้นบางเล่มไม่น่าสนใจ (ดูจากปก) แต่พอลองอ่านดูคร่าวๆ โอว เนื้อหาไม่เด็กนะ น่าสนใจ ผมเลยซื้อมาอ่านครับ รู้สึกชอบมากมากๆ เลยมาตามดูน้องที่เวปนี้ครับ

    ขอบคุณมากครับ

    • hongvalue said

      คือ หนังสือหุ้นส่วนใหญ่คนจะอ่านน้อยถ้าเล่มหนาเกินไปแล้วตัวหนังสือเต็มเล่มน่ะครับ ผมเลยทำหนังสือให้ออกแนวเด็กๆวัยรุ่นเพื่อให้อ่านง่ายและดูน่าอ่านน่ะครับ แต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งเนื้อหาที่มีคุณภาพด้วยครับ

  50. ชอบครับอ่านง่ายดี

  51. อ่านแล้วครับชอบมาก ตอนแรกผมค่อนข้างสับสนกับการอ่านงบการเงินพอสมควร แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ช่วยได้มากเลยว่าการที่เราจะหาหุ้นพื้นฐานดีๆ สักตัวนี้เราต้องวาง step ในการตรวจสอบพื้นฐานหุ้นตัวนั้นๆ อย่างไร ขอบคุณมากที่เขียนหนังสือดีๆ แบบนี้ให้อ่าน เปิดโอกาสให้นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ได้รู้วิธีการลงทุนอย่างถูกต้อง ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าตลาดมา

  52. nut776 said

    รบกวนถามนิดนึงคับ
    ว่า roa น่าจะเอา กำไรก่อนดอกเบี้ยภาษี แทน net profit
    หรือเปล่าคับ เพราะ roa น่าจะมาจาก ส่วนของทุนของเจ้าของและเจ้าหนี้
    ถ้าเอา net profit แสดงว่า ตัดส่วนเจ้าหนี้ไปหรือเปล่าคับ

    ยังไงรอเล่มต่อไปนะคับ
    ชอบ ทั้งการพูด และ หนังสือคับ ติดตาม บลอกเรื่อยๆคับ

  53. nut776 said

    ขอโทษ ครับ ลืมอ่านด้านบน ว่ามีคนถามแล้ว คุณฮง ก็ตอบไปแล้ว รอนะคับ เล่มต่อไป ชอบคับ ทั้งอ่านทั้งฟังทีไร รู้สึกได้ประโยชน์มาก ไม่ค่อยกั๊ก เหมือนคนอื่น

    • hongvalue said

      555 คนอื่นที่ชอบกั๊กนี้เช่นใครบ้างครับ อิอิ
      ถามเล่นๆนะครับอย่าพิมพ์ชื่อมาล่ะ เดี่ยวผมมีโจทย์ 555

  54. kosol said

    สวัสดีครับคุณฮง
    ผมขออนุญาตถามคำถามที่อาจไม่เกี่ยวกับหัวข้อด้านบน (พออ่านประวัติพี่ผมอยากทำได้สักครึ่งหนึ่งของพี่)
    ผมเป็นมือใหม่ครับพึ่งมาสนใจการลงทุนในหุ้นตอนปี 53 (ตอนอายุ 25) ขณะที่กำลังฝึกงานอยู่ เริ่มแรกก็หาซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับหุ้นมาอ่าน ส่วนใหญ่จะเป็นแนว VI ครับแต่ก็ไม่บรรลุสักที ใช้เวลาในการศึกษาประมาณปีหนึ่งก็เริ่มซื้อหุุ้นช่วงน้ำท่วม ปลายปี 54 จากเงินเดือนไม่กี่หมื่นบาท ตอนนี้พอร์ตเป็นบวกประมาณ 30 %
    ………….
    แต่ผมว่าการวิเคราะห์หุ้นของผม มันยังไม่ลึกซึ้งพอ ผมเลยอยากรบกวนขอวิธีหรือขั้นตอนในการศึกษาหาความรู้ของพี่ ว่าเริ่มจากไหน ทำยังไง เพื่อผมจะได้เป็นแนวทางการหาความรู้ เพราะตอนนี้ผมสับสนมาก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน (ไม่รู้ว่าแนวทางของตัวเองถูกหรือผิด)

    ขอบคุณครับ
    kosol มือใหม่

    • อืมมม อยากรู้ด้วยคน

      ศึกษานานเหมือนกันนะ

      ผมศึกษาอยู่เดือน 2เดือน ก็เริ่มเปิดพอตเลย

      เข้ามาช่วง ตุลา 54 พอดี

      ก็อ่านหนังสืออย่างหนักเลย แต่พออ่านเยอะๆ ก็เหมือนมีหลายอาจารย์

      แต่ละคนที่เขียนมีแนวไม่เหมือนกัน ก็อาจจะหลงทางได้

      ผมพึ่งจะมารู้ตัวว่า ตัวเองไม่ถนัด หรือ ไม่ค่อยอ่านหนังสือแนวเทคนิคเลย

      มีใช้บ้างนิดหน่อย EMA , ทฤษฎีดาว แค่นั้นเอง

      และเหมือนตัวเองไม่ชอบ Cut loss แต่เลือกหุ้นที่ชัวร์

      แต่ถ้าหุ้นเล็ก อาจจะตั้งไว้บ้าง กันเหนียว

      ยังไงก็มาขอความรู้ด้วยคนครับ
      อ่านเซียนหุ้นเล่ม 1จบไปละ รอเล่ม 2เหมือนกันครับ

    • hongvalue said

      ตอบ คุณ kosol และคุณ aukaradate ครับ

      จริงๆผมก็ยังไม่เซียนมาก อยู่ในช่วงเรียนรู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าผมขอแชร์ประสบการณ์ของผมแล้วกัน ผมว่าถ้าเพิ่งเริ่มเล่นหุ้นน่าจะต้องอาศัยระยะเวลาในการตกผลึกซัก 3-5 ปีนะครับ ถ้าเพิ่งเริ่มเรียน 1-2 ปี แล้วตกผลึกกำไรเยอะๆทันที ถือว่ามีน้อยมากๆ

      ผมคิดว่าของแบบนี้ต้องอาศัยการจับจุดซักพักนึงน่ะครับ

      สมัยก่อนผมก็อาศัยการเรียนรู้โดยการไปเล่นทุก course ที่มีสอนที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุน อ่านเว็บ tvi ตลอด อ่านหลักคิดในร้อยคนร้อยหุ้น ไปโพสถามคุณ ih
      หลักการคือเราต้องรู้ให้ได้มากที่สุดและหมั้นตั้งคำถามให้มากที่สุด

      เรื่องสังคมการลงทุนก็สำคัญมากถ้าได้อยู่กลุ่มเดียวกับเทพก็จะดี เพราะจะได้เรียนรู้วิธีกคิด วิธีวิเคราะห์ หาข้อมูล เรื่องนี้ต้องพยายามออกไปงานมีทติ้ง ไปงาน oppday บ่อยๆครับ และทำความรู้จักให้มากๆไว้ครับ เดี่ยวก็ดีเอง

      • kosol said

        ขอบคุณพี่ฮงมากครับ *การตกผลึกอีก3-5 ปี*ผมจะอดทนรอวันนั้นครับ สำหรับเรื่องสังคมการลงทุนผมคงต้องขออนุญาตเริ่มต้นทำความรู้จักกับตัวพี่ฮงก่อนแล้วกันครับ ผมมีคำถาม 2 คำถามครับ
        1.การจับจุด ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ ว่าจับจุดยังไง ตรงไหน และต้องมีข้อมุลอะไรประกอบในการจับจุด
        2.หากผมมีคำถามผมขออนุญาตถามพี่ฮงได้ไหมครับ
        —————————————————————————————
        ตอนนี้ผมยังทำงานประจำอยู่หยุด เสาร์-อาทิตย์ ผมจะใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ ในทุ่มเทเวลาให้กับการลงทุน สำหรับงาน Meeting หรือ course ทีเกี่ยวกับการลงทุน ถ้าไม่่่ใช้เสาร์-อาทิตย์คงไปไม่ได้

      • ขอบคุณ คุณฮงมากครับ แนะนำได้ดีเลยครับ ช่วงนี้ผมก็ไปฟังสัมมนาหลายๆที่ และอ่านหนังสือตลอดที่มีเวลา พักกลางวัน วันหยุด ในระหว่างอ่าน ตะแกรงร่อนหุ้น ของคุณ วิบูลย์ และผมก็มีอ่าน ลงทุนแบบ จอร์นเนฟฟ์ ค้างไว้เหมือนกัน ลุงคนนี้ชอบหุ้น PE ต่ำๆซื้อไว้ พอสูงมากๆก็ขาย

        เลยเกิดความคิดว่าตลาดตอนนี้ หุ้นที่ผมถืออยู่ก็เป็นบริษัทที่เติบโตได้เรื่อยๆ แต่ผมก็เริ่มกลัวครับ ราคามันวิ่งขึ้นไปเว่อร์มากๆ เราไม่อยากขายบริษัทดีๆออกไป แต่อีกใจนึง ก็รู้สึกมันแพงมากแล้วมันควรที่จะขายได้แล้ว PE มากกว่า 4ปีย้อนหลังมากๆ ผมเลยอยากถามความเห็นคุณฮงครับ ว่าเคยตกในสถานะการณ์อย่าง ผมบ้างมั้ยครับ ขอคำชี้แนะในมุมของคุณฮงบ้างครับ

        ขอบคุณมากครับ

  55. keng w said

    พี่ฮง อ่านหนังสือของพี่จบแล้วรู้สึกว่าหนังสือดีมากเลยครับ เหมาะสำหรับมือใหม่อย่างผมมาก อยากถามนิดนึงครับ เรื่องการดู earing yield gap
    1.ผมจะสามารถหา bond yield ได้จากที่ไหนหรอ ใช่ตามที่มีแสดงตาม app bloomberg หรือเปล่าครับ ที่จะมีโชว์ bond yield ของทั้งอเมริกา ยุโรป เอซีย แต่เหมือนเอเซียจะไม่มีโชว์ของประเทศไทย
    2.เวลาผมอยากหา earing yield gap เนี่ยผมสงสัยว่า bond yield ที่นำมาใช้คิดควรจะเป็นพันธบัตรระยะสั้น เช่น 2 ปี ใช่หรือเปล่าครับ เพราะว่าเราจะดูแค่ว่าตลาดในเวลาช่วงนั้นๆ ตลาดไหนให้ผลตอบแทนกับเรามากกว่ากัน ผมเข้าใจถูกไหมครับ
    ขอบคุณนะครับ ^^

    • hongvalue said

      ขออภัยที่ตอบช้าครับ

      bond yield มีใน bloomberg ครับผมนิยมใช้ของ usa เพราะว่าเป็น bond ที่มีคนถือมากสุดในโลกและบ่งบอกถึงแนวโน้มการโยกเงินเข้าออกประเทศได้มากกว่า bond ของไทยครับ

      ส่วนเรื่องดูสั้นดูยาวนี้นาๆจิตตังนะครับ แต่มาตรฐานเขาชอบดู bond 10 ปีมากสุดครับ

  56. sapirom said

    หนังสือดีมากครับ เหมาะสำหรับมือใหม่ ถึง advance เลย
    (ทีแรกดูหน้าปกเปิดผ่านๆนึกว่าจะเหมือนหนังสือของตลาด) ว่าจะเอาไปแนะนำให้ลูกค้ามือใหม่อ่านซักหน่อย ถ้าสั่งจำนวนมากได้ที่ไหนครับ

    • hongvalue said

      ต้องการสั่งซื้อกี่เล่มเหรอครับ

  57. mmm said

    อ่านหนังสือของคุณฮงแล้วน่าสนใจดีครับ อุดหนุนมาแล้วครับ แต่มีคำถามที่สงสัย ต่อไปนี้ครับ
    1. หน้า 99 — กำไรของบริษัทเติบโตโดยเฉลี่ย 10% แล้วเป็นไปได้หรือครับที่ปันผลจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10%?
    2. หน้า 123 — ทำไมถึงเลือกหุ้นที่ เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไรครับ? และจุดสูงสุดใหม่ของกำไรเราสามารถดูได้จากตรงไหนครับ?
    3. หน้า 136 — ทำไมอัตราดอกเบี้ยนโยบาย USA ถึงจุดต่ำสุดแล้ว เงินจะออกจากสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยงเข้าหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นครับ? และการที่อัตราดอกเบี้ยถึงจุดต่ำสุด ทำไมผลตอบแทนพันธบัตรถึงน้อยตามไปด้วยครับ?
    ขอบคุณครับ

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: