หุ้นค้าปลีก ตอน 1

ก่อนอื่นออกตัวว่าบทความนี้เป็นการเขียนถึงลักษณะของธุรกิจค้าปลีกคร่าวๆทั้งนั้น ไม่ได้เป็นคำชวนเชิญให้ซื้อหุ้นแต่อย่างใด

 

แต่ก่อนผมแกะงบไม่เป็นผมเคยคิดว่าเวลาจะคิดว่าหุ้นค้าปลีกกำไรจะโตกี่ % ก็คิดว่าเขาขยายสาขากี่% ไปเลย เช่นแต่เดิมมี 20 สาขา เปิดเพิ่มสองสาขาก็เป็น 22 สาขา รายได้และกำไรก็น่าจะโตได้ 10%

5555 (สมัยนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้วนะ)

แต่จริงๆแล้วเวลาเราแกะงบเราต้องไล่จากยอดขายลงมาเช่น

ถ้าบริษัทมียอดขาย 1 แสนล้าน มีสาขาอยู่ 50 สาขา แล้วเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดเพิ่มเปิดช่วงต้นปี กลางปี หรือ ปลายปี ถ้าเปิดต้นปี ยอดขายของปีปัจจุบันจะได้รับผลโตมากกว่าไปเปิดปลายปี

นอกจากนี้เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนที่เป็นจำนวน ตารางเมตร เมื่อเทียบกับสาขาเดิมๆ จะทำให้เราพอจะรู้ได้ว่ายอดขายจะโตได้เท่าไหร่

จุดที่สำคัญจุดแรกของหุ้นค้าปลีกคือ sssg หรือ same store sale growth

หรือยอดขายสาขาเดิม

สมมุติว่า makro มียอดขาย 97000 ล้าน และเราคาดว่าปีต่อไปจะมี sssg โต 6% ยอดขายของปีต่อไป 102820 การพิจรณาการเติบโตของ sss เป็น art เล็กน้อยเราต้องคอยติดตาม movement ของบริษัทว่าจะมีแนวโน้มไปในทางไหน หลังจากที่เราได้ยอดขายสาขาเดิม เราก็มาดูต่อว่าบริษัทเปิดสาขาเพิ่มกี่สาขา อย่างกรณี makro เบื้องต้นจะเปิดอีก 3 สาขาในช่วงต้นปี เราก็ลองไปดูว่าสาขาเหล่านั้นใหญ่ไหมและมีกำลังซื้อมากไหม แล้วเราก็ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับยอดขายที่เพิ่ม สมมุติว่าเราคิดว่าอีก 3 สาขาที่เปิดเพิ่มจะทำให้ยอดขายทั้งปีเท่ากับ 5 พันล้าน เราก็นำ 102820 คือยอดขายสาขาเดิม + 5000 เป็นยอดขายที่เราคาดการณ์ของปีนี้เป็นต้น

ธุรกิจค้าปลีกแตกต่างจากธุรกิจรับจ้างผลิต ถ้าบริษัทมีกำลังผลิตเท่าไหร่ยอดขายก็มักจะเท่าเดิมแต่ขายปีจะมีการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิมตลอด บวกกับ สาขาใหม่ทำให้การเติบโตค่อนข้างแน่นอน

ประเด็นต่อมาคือหุ้นค้าปลีกส่วนใหญ่จะรับเงินสด แต่จ่ายเงินเชื่อทำให้แม้จะขยายสาขาจำนวนมากบริษัทก็จะไม่ขาดเงินสด

ประเด็นต่อมาที่ทำให้ธุรกิจนี้กำไรโตมากคือการเพิ่มขึ้นของ gross margin ซึ่งมักจะมาจากสินค้าที่บริษัทได้กำไรมากกว่า เช่นกรณี cpall การขายแซนวิช หรืออาหารแช่แข็งบริษัทย่อมได้กำไรมากกว่าการขาย เถ้าแก่น้อยหรือมาม่า กรณีของ hmpro bigc makro ก็ขายสินค้า house band ก็คือสินค้าของบริษัทเอง การเพิ่มขึ้นของ gross margin นั้นส่งผลต่อกำไรสุทธิ์สูงมาก

 

ลองดูตัวอย่าง สมมุติตัวเลขธุรกิจค้าส่ง

sale    10000   gm 7%  npm 2%

กำไรขั้นต้น 700 ล้านกำไรสุทธิ์ 200 ล้าน

 

ถ้า gross margin เพิ่มเป็น 8% จะกระทบต่อ npm สูงมาก

เนื่องจากค่าเสื่อมราคาไม่เพิ่ม(ถ้าไม่ขยายสาขา)ดอกเบี้ยจ่ายไม่เพิ่ม

สมมุติว่า gross margin เป็น 800 ล้านค่าใช้จ่ายอื่นๆแทบจะเหมือนเดิม เท่ากับกำไรส่วนเพิ่ม 100 ล้านนี้แทบจะไม่ต้องลบกับอะไรเท่าไหร่ ถ้าบริษัทมีฐานภาษี 30% กำไรส่วนเพิ่มก็จะเหลือ 70 ล้าน เท่ากับว่า กำไรเติบโต 20% เศษๆถ้าเทียบจากฐานกำไรเดิม 200 ล้าน โดยที่ยังไม่นับ sssg และสาขาใหม่กับรายได้อื่นๆ

ประเด็นต่อมาคือ การเปรียบเทียบ net profit margin ของหุ้นแต่ละตัวข้ามกันเช่น bigc marko ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจาก bigc ขายให้ลูกค้าปกติแต่ makro เน้นค้าส่งจะทำให้ makro จะต้องมี margin น้อยกว่าเนื่องจากว่าถ้า makro margin เท่า bigc แล้วพวกโชว์ห่วยที่ซื้อของจาก makro จะไปขายกำไรได้อย่างไร

เราสามารถเห็นได้จาก gm ของ bigc ไตรมาสล่าสุด 16.6% ส่วน makro 8.6%

แต่สิ่งที่ชดเชยก็คือ makro มียอดขายปีล่าสุด 97000 ล้านแต่มีสินทรัพย์ 30319

แต่ bigc มียอดขาย 113640 แต่มีสินทรัพย์ 90000

จะเห็นได้ว่า makro มียอดขายเกือบ 3 เท่าของสินทรัพย์

แต่ bigc มีเพียง 1 เท่าเศษ

ซึ่งทำให้แม้ gross margin ของ makro จะน้อยกว่า bigc มากแต่ขายบ่อยมากทำให้โดยรวมแล้วไม่ได้ด้อยกว่าเลย

ผมไม่ได้จะบอกว่า bigc ด้อยกว่า makro หรือ makro ดีกว่า bigc แต่ผมอยากจะสื่อว่า อย่าเทียบ ratio ข้ามกันเพราะธุรกิจต่างกันแม้จะอยู่กลุ่มเดียวกันครับ

ตอนหน้ามาดู cpall hmpro robins กันบ้างครับว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

 

Comments (12)

ร่วมแชร์ประสบการณ์รับหนังสือลงทุน 5 เล่ม

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ยังไม่ออกวางแผนตามร้านทั่วไป พอดีผมได้มาจำนวนนึง เลยอยากนำมาแจกทางเว็บ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมจากเว็บ thaivi ในกระทู้ตระแกรงร่อนหุ้นซึ่งมีหลักการลงทุนแบบพื้นฐานสอดแทรกไว้ค่อนข้างมากและเป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกว่า classic มาก เพราะมีเรื่อง valuation ค่อนข้างเยอะ และมีเรื่อง model ธุรกิจอีกมากพอสมควร

เป็นหนังสือที่แนะนำให้ซื้อติดบ้านไว้ น่าจะมีวางแผนตามร้านทั่วไปในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า

ผมอยากจะจัดกิจกรรมเพื่อแจกหนังสือเล่มนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า

ต้องเลือกตอบคำถามข้อใดก็ได้ดังต่อไปนี้มา 1 ข้อ

1.ให้บอกประสบการณ์ตีแตกหุ้นที่ได้กำไรมากกว่าเท่าตัวในอดีต ว่าตอนซื้อมีวิธีคิดอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เคยมีหุ้นที่ได้กำไรมากกว่าเท่าตัว สามารถเลือกตอบข้อต่อไปได้

2.ท่านใช้งบการเงินในการลงทุนอย่างไรบ้าง ขอให้ยกตัวอย่างว่าถ้าจะลงทุนหุ้น 1 ตัวท่านใช้อัตราส่วนทางการเงินแบบไหนในการดูบ้าง พร้อมยกตัวอย่างหุ้น

เขียนลงในบล็อกนี้เลย คนอื่นจะได้อ่านด้วย คนที่ตอบโดนใจมากที่สุด 5 คน ผมจะส่งหนังสือเล่มนี้ไปให้ที่บ้าน โดยจะประกาสผลวันที่ 12 มีนาคม คนที่ได้รางวัลขอให้ ส่ง ชื่อ ที่อยู่มาให้ผมที่ honghardcore@hotmail.com ในวันที่ 13 มีนาคม และสำหรับคนที่ตอบโดนใจมากที่สุด สามคนแรก นอกจากจะได้หนังสือแล้วจะได้สิทธิ์ไปอบรมเรื่อง financial projection&commodity  ด้วย(คนที่ได้สิทธิ์ไปอบรมต้องเสียค่าสถานที่ 500 บาทแต่ไม่มีค่าเรียน)

Comments (30)

คำคมของเซียนหุ้น

คำคมของเซียนหุ้นระดับโลก

 

ปีเตอร์ลิน กล่าวไว้ในหนังสือ beating the street ว่า

ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการไหนเลือกหุ้นสุดท้ายสิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวคือความสามารถในการเพิกเฉยต่อความกังวลกับเรื่องต่างๆในโลกได้ยาวนานพอที่จะทำให้การลงทุนของคุณ ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของนักลงทุนไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแต่เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างหาก นักลงทุนขี้ตกใจจะถูกกดดันให้ออกจากตลาดในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย ไม่ว่าพวกเขาจะเฉลียวฉลาดปานใดก็ตาม

ผมคิดว่าคำพูดนี้เป็นจริงมากในชีวิตการลงทุนจริงๆ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าการหาความรู้ทางการลงทุนจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่สิ่งที่ยากก็คือ การควบคุมจิตใจไม่ได้ “สติแตก” ในเวลาที่หุ้นลง หลายคนซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพงแต่ก็ขายหุ้นเหล่านั้นออกไปในราคาขาดทุนหรือแทบไม่ได้กำไร เพราะหุ้นเหล่านี้ลงไปหลังจากที่เขาซื้อ แม้ว่าเขาจะมั่นใจในพื้นฐานหุ้นแค่ไหนก็ตาม แต่เขาคิดว่าถ้าหุ้นลงแสดงว่าเขาคิดผิดเพราะน่าจะมีคนที่รู้ดีกว่าตัวเขาอยู่ที่กำลังขายหุ้นตัวนั้น อย่ากระนั้นเลย ละทิ้งทุกสิ่งที่เขาคิดแล้วโยนขายหุ้นตามไปเลยดีกว่า น่าจะสบายใจดี ปรากฏว่าในอีกครึ่งปีต่อมาหุ้นตัวนั้นก็ขึ้นไปถึง 70% และกำไรของหุ้นก็ออกมาตามคาดเสียด้วย ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเคยเจอเรื่องแบบนี้ และผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่ขมขื่นแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน

ความเห็นของผมคือ แม้ว่าคุณเข้าใจในพื้นฐานหุ้นมากๆ แต่ถ้าคุณ สติแตกง่าย คุณก็มีแนวโน้มที่จะไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินอยู่ดี

 

ต่อมาเป็นคำพูดของ ลิเวอร์มอ

-ลิเวอร์มอ กล่าวในหนังสือ how to trade in  stock ว่า

ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จจงขจัดความคิดเพ้อฝันออกไปจากหัวซะ ซึ่งความคิดพวกนั้นก็คือ ความคิดนั้นก็คือ ความคิดว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรได้ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกอาทิตย์ ลิเวอร์มอกล่าวว่า ผู้ที่มหกมุ่นกับการเก็งกำไรรายวันจะมองไม่เห็น trend ที่ใหญ่กว่านั้นและเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มมีเทรนชัดๆ นักลงทุนเหล่านั้นจะไม่ได้ประโยชน์จากเทรนใหญ่เพราะเขาหมกมุ่นกับการหาประโยชน์รายวันมากเกินไป

 

คำกล่าวของลิเวอร์มอ น่าสนใจไม่น้อยเพราะ ลิเวอร์มอเป็นนักเก็งกำไรระดับโลก แต่เขาไม่ได้เก็งรายวัน ซื้อเช้าขายเย็น เมื่อนักลงทุนที่ชอบเทรดด้วยสโลแกนว่า เทรดหาค่ากับข้าว ดูเหมือนว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้นจะมองเทรนที่เป็นหลักเดือนหลักปีมากกว่า วันหรืออาทิตย์ พวกเสี่ยๆในเมืองไทย บางคนก็บอกว่าปีนึงจะเทรดไม่กี่คนขอให้มั่นใจว่าทำกำไรได้แน่ชัวๆหน่อยค่อยเล่น ไม่เล่นตลอดเวลา

 

คำพูดสุดท้ายเป็นคำพูดของ buffet

ที่บอกว่าให้คิดซะว่าชีวิตนี้คุณซื้อหุ้นได้แค่ 20 ตัวก็พอ นั้นก็คือ ให้หวดต่อเมื่อเป็นวงสวิงที่ perfect เท่านั้น

 

ในชีวิตผมได้เจอกับเซียนหุ้นมาเยอะพอสมควร ผมสังเกตุว่าพวกเขาหลายคนที่รวยจากการเล่นหุ้น 50-100 เท่าใน 7-10 ปีย้อนหลังมานี้ เขาทำกำไรจากหุ้นไม่ถึง 10-12 ตัว ดูเหมือนแต่ละตัวพวกเขาถือกันเป็นปีหรือปีครึ่ง และได้แต่ละตัวเป็นเท่าๆกันทั้งนั้น ผมก็คิดว่าสิ่งที่บัฟเฟตพูดก็สะท้อนความเป็นจริงที่ประสบการณ์ผมได้เจอมาจริงๆ คือคนที่กำไรเยอะมากๆนั้น ไม่จำเป็นต้องได้มาจากหุ้นที่มากตัว แต่ได้จากไม่กี่ตัวแต่ตัวนึงเยอะๆ

การที่เราคิดว่าชีวิตนี้เราซื้อหุ้นได้ไม่กี่ครั้งจะทำให้การซื้อแต่ละครั้งมีความรอบคอบสูง ต้องมี mos สูงแต่ทำการบ้านหนักทำให้แต่ละครั้งที่ลงทุนมักจะไม่ค่อยผิดพลาด แต่กลับกันถ้าเราซื้อขายบ่อยมากเกินไป เรามักจะรู้พื้นฐานของหุ้นได้ไม่ละเอียดมาก และเราอาจไม่ได้ต่อราคามากเท่าไหร่ เพราะโอกาสที่ดีของการลงทุนจริงๆแล้วมีไม่ได้บ่อยนัก แต่ถ้าเราซื้อขายบ่อยมากๆ น่าจะสะท้อนว่าความรอบคอบของเราไม่มากนัก

Comments (9)

แนะนำ link สอนเรื่องงบการเงินสำหรับเพื่อนๆครับ

http://www.tsi-thailand.org/content/swf_account_tracking/presentation.html

 

ต้องขอบคุณ tsi ที่มี link นี้ครับได้ประโยชน์มากๆ

แนะนำเพื่อนๆทุกคนที่สนใจเรื่องงบการเงินลองเข้าไปศึกษาดูนะครับ

 

ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดความในใจเล็กน้อยนะครับ

ผมคิดว่ามีหลายคนที่รู้สึกไม่ชอบที่หลังๆผมจัด course แบบปิด

แต่จริงๆแล้วตอนนี้มีหลายคนส่งเมล์มาให้ผมเขาบอกว่าเขาได้เรียนรู้เยอะมากจากการพยายามทำ financial projection ซึ่งผมคิดว่าในวันงานเขาคงจะได้ประโยชน์เต็มที่เพราะเขาได้ค้นคว้าและทบทวนมาก่อนแล้ว

หลายคนคิดว่าผมหยิ่งที่ไม่เปิดรับคนทั่วไป จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ ถ้าผมอยากได้เงินผมก็ประกาศเก็บเงินแล้วก็เรียกคนมาให้เยอะที่สุด ผมก็ไม่เสียประโยชน์อะไรด้วยซ้ำนะครับ ส่วนนึงผมอยากให้คนที่ส่งไฟล์มาได้ฝึกทำการบ้าน และผมเองก็อยากเรียนรู้จากพวกเขาได้ซึ่งผมคิดว่าเป็นการสร้างสังคมการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะในวันงานพวกเขาก็จะได้ฟังเนื้อหาที่ผมเตรียมมาอย่างยากลำบากมากๆเหมือนกัน นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้สังคมการลงทุนที่ดีสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้กลับไปอีกด้วย บางทีการจัดกิจกรรมก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ เพราะถ้าเปิดรับแล้วสอนโดยไม่มีการกรองพื้นฐานของผู้เรียน หลายคนเสียเงินมาแล้วเขาก็เรียนไม่รู้เรื่อง ผมได้เงินไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะคนมาก็ไม่ได้ความรู้ แต่ผมจัดแบบนี้ผมไม่มีรายได้และคนมาแต่คนที่มาแต่ละคนกลับได้ฝึกตัวเองและเรียนรู้ได้มากกว่า ผมคิดว่าแบบนี้ win win สำหรับคนสอนและคนเรียน

 

สำหรับเพื่อนๆที่เป็นมือใหม่ผมจะพยายามหาเนื้อหาสำหรับมือใหม่มาโพสในบล็อกนะครับ และในวันอาทิตย์นี้ผมมีไปเป็นวิทยากรให้ตลาดหลักทรัพย์ไปพูดที่ สิริกิตต์เพื่อนๆที่สนใจฟังเรื่องการลงทุนก็สามารถไปฟังได้ฟรีนะครับ ดูรายละเอียดได้จาก link นี้ครับ

http://www.set.or.th/investthailand/home.html

 

Comments (11)

แนะนำหนังสือ เคล็ดลับเซียนหุ้นบันลือโลก

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือการลงทุนที่ดีมากๆเล่มหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรพลาดครับ

หรังสือ เล่มนี้มีการพูดถึงหลักการลงทุนของ กุรุระดับโลกหลายต่อหลายคน เช่น

วอร์เรน บัฟเฟต ,ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ,เซอร์จอห์น เทมป์เพลตัน , จอห์น เนฟฟ์

จอสร์จ โซรอส,แอนโทนี่ โบตัน

ซึ่งแต่ละคนที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดนักลงทุนของโลกนี้

หนังสือเล่มนี้ได้สรุปใจความหลักๆของการลงทุนของเหล่าเซียนหุ้นเอาไว้อย่างดี

ผมแนะนำให้นักลงทุนทุกท่านหาซื้อมาอ่านครับ

หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

Comments (11)

ขอถามคุณ chinn เรื่องการลงทุนหน่อยครับ

ในงานหนังสือที่ผ่านมาได้มีแขกรับเชิญท่านนึงที่มากด้วยประสบการณ์ลงทุนและมีมุมมองการลงทุนที่ค่อนข้างน่าสนใจคือ คุณ chinn ที่ได้แชร์ประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมฟังทั้ง 15 คนฟัง มีมุมมองของการใช้มาร์จิ้นและการมอง cashflow ของธุรกิจ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงได้ขออนุญาติคุณ chinn มาตั้งหัวข้อถามตอบ ในบล็อกนี้

1.สไตล์การลงทุนของคุณ chinn เป็น vi ผสม soros ใช่หรือไม่ เพราะจะเริ่มมองจาก worst case ก่อนว่าราคาหุ้นควรจะเป็นเท่าไหร่โดยคิดว่าถ้า cash flow ค่อนข้างแย่บริษัทจะสร้างเงินได้กี่ปีถึงจะคืนทุน เปรียบเหมือนแนวคิดว่าตัวเองอยู่ในสงครามแล้วต้องยิงคนอื่นจากใน บังเกอร์ (ไม่ตายแน่นอน) เช่น dtac ก็มองว่าปีนี้สร้าง ebitda ได้ 20000 ล้านและตอนที่คุณชินตีแตกแถว 50 บาทนั้น dtac มี cash 10000 ล้านมีเงินลงทุนอีก 11000 ล้าน และมีจำนวนอยู่ 2367 ล้าน ดูแล้วถ้านำเงินสดมาจ่ายปันผลก็น่าจะจ่ายได้ประมาณ 8.8 บาทต่อหุ้น แต่คุณชินคาดว่าเขาน่าจะจ่ายได้ในระดับ 16 บาท ไม่ทราบว่าพอจะแชร์วิธีการคำนวนในตอนนั้นให้ฟังได้ไหม

 

2.กรณีของ dtac นั้น margin of safety คือ ebitda ว่าจะทำได้เท่าไหร่และมีเงินปันผลต่อปีเท่าไหร่แต่การลงทุนควรมีตัวเร่งในกรณีนี้คือปันผลพิเศษถูกไหมครับ อยากถามว่าถ้าตอนนั้นไม่มีเรื่องปันผลพิเศษ dtac ก็จะไม่ซื้อใช่หรือไม่แม้จะมี cash flow ค่อนข้างแข็งแกร่งเพราะแนวคิดการลงทุนของคุณ chinn ต้องปลอดภัยและมีตัวเร่งถ้าปลอดภัยอย่างเดียวก็ไม่เล่น

 

3.คุณชินเคยเล่าว่ามีการตีแตก acl เนื่องจาก acl มีเงินสดต่อหุ้นมากกว่า market cap ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าหุ้นแบงค์หรือ finance ก็มีเงินสดต่อหุ้นเกินราคาหุ้นอยู่บ่อยๆทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจซื้อ acl ล่ะครับ และตอนนั้นมอง fair value ไว้ประมาณเท่าไหร่ วิธีคิดคร่าวๆเป็นอย่างไร

 

4.การใช้มาร์จิ้นสไตล์คุณชินคือเริ่มจากการหาหุ้นที่ต้องแพ้ยากก่อนคือมี cash flow ที่สูงและอย่างน้อยหุ้นต้องมี upside 100% แล้วค่อยถัวเฉลี่ยขาขึ้นโดยการใช้มาร์จิ้นใช่ไหมครับ ก็คือมาร์จิ้นนั้นถ้าใช้ต้องถัวเฉลี่ยขาขึ้นเท่านั้นและหุ้นจะต้องมี upside ที่สูงมากพอควรเพื่อให้ราคาที่ทยอยถัวเฉลี่ยซื้อยัง undervalue เพราะถ้าซื้อโดยมี upside แค่ 20% คงถัวเฉลี่ยขาขึ้นไม่ได้เนื่องจากขึ้นไปแป๊ปเดียวก็ถึง fair value แล้ว

 

และขอขอบคุณคุณชินมากที่แชร์ความรู้ทางการลงทุนและวิธีคิดให้กับเพื่อนๆครับ

Comments (59)

ความสำคัญของ biz model และ brand

นักลงทุนหลายคนอาจจะชอบดูอัตราส่วนทางการเงินและวิเคราะห์ความถูกหรือความแพงของหุ้นจากอัตราส่วนทางการเงิน หรือตัดสินว่าบริษัทมีศักยภาพสูงจาก roa และ roe วันนี้ผมจะลองนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ biz model ของหุ้นว่าหุ้นที่ธุรกิจแตกต่างกันจะมี financial ratio ต่างกันอย่างไรบ้าง

 

-หลายคนชอบดู bv แล้วประเด็นคือ bv ใช่ในการลงทุนได้จริงไหมเช่น

หุ้นโรงแรม e มี pbv ถูกกว่าหุ้นโรงแรม m แบบนี้เราจะบอกว่าหุ้นโรงแรม e ถูกกว่า m ได้ไหม

ประเด็นคือ โรงแรม e ไม่ได้มีแบรนที่แข็งแกร่งอะไร แต่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองและใช้แบรนนั้นในการรับจ้างบริหารและทำให้โรงแรม m สามารถเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนหนักเพราะการที่มีแบรนนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในงบดุล แต่เป็นสิ่งที่ทำเงินทำทองให้บริษัทได้

ถ้าเราให้ pbv เท่ากันแบบนี้เราจะไม่ให้คุณค่าอะไรกับการที่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองที่แข็งแกร่งแล้วนำไปใช้หารายได้เพิ่มได้เลยหรือ ถ้าเมีคนสองคนจะเขียนหนังสือ pocket book ขาย คนนึง no name กับอีกคนเคยเป็นตัวประกอบในภาพยนต์มี fan page ที่มีคนกด like เป็นหมื้่นคน ถ้าออก pocket book มาใครจะขายดีกว่า แล้วชื่อเสียงถือว่าจับต้องได้ไหม ไม่ได้เพราะเป็นสิ่งสมมุติแต่ใช้หารายได้ ได้ไหมคำตอบคือได้แล้วถ้าเราวิเคราะห์แนวโน้มอนาคตของคนที่จะสร้างรายได้เราควรจะรวมสิ่งที่ใช้หาเงินได้แต่จับต้องไม่ได้เข้าไปด้วยไหม

นอกจากนี้โรงแรม m ก็มีธุรกิจอาหารจานด่วนที่ไม่ใช่ cycle เหมือนโรงแรม e เป็นธุรกิจที่โตไปเรื่อยๆดังนั้น bv ของโรงแรม m คงไม่สามารถเปรียบเทียบกับโรงแรม e ที่เป็น pure hotel ได้

 

-หุ้นประกันชีวิตขายเบี้ยแล้วได้รับเบี้ยต่อเนื่องทบต้นขึ้นเรื่อยๆบริษัทมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถ้าเรามองว่า pbv สูง เราต้องถามว่าจริงๆ bv ของเขาคืออะไร bv ของเขาไม่ได้สะท้อนเบี้ยรับที่จะได้เพิ่มต่อเนื่องมาอีกหลายๆปีข้างหน้าซึ่งทำให้เขามีเงินลงทุนมากขึ้น แล้วแบบนี้เราควรดู bv เป็นประเด็นสำคัญไหม ถ้าเราบอกว่าสำคัญแสดงว่าเราตีมูลค่าของบริษัทที่หยุดผลิตเงินสดให้เรากับบริษัทที่ผลิตเงินสดต่อเนื่องให้เราได้เท่ากันงั้นหรือ

 

-ถ้าหุ้นตัวนึงเรารู้ว่าเขาซื้อของมาราคาแพงเขาไซฟ่อนเงินของ 100 บาทเขาซื้อมา 200 บาท bv เขาบันทึกของแพงกว่าจริงเยอะ ถ้าเราคิดว่า bv คือของจริง ทั้งๆที่เป็นของแพงเกินจริงเปรียบเหมือนมีคนเอาของ 1 บาทมาขายเราสองบาทเราจะซื้อไหม เราจะซื้อเพราะเขาบอกว่ามัน 2 บาท หรือเราจะไม่ซื้อเพราะเรารู้ว่าจริงๆมันแค่ 1 บาท

 

-roa ถ้าโรงพยาบาลแห่งนึงมี roa 15% กลับบริษัทรับจ้างผลิตแห่งนึงมี roa 15% เราคิดว่าเหมือนกันไหมถ้าเหมือนกันต้องถามว่าถ้าเราใช้เงิน 1000 ล้านแล้วเราสร้างกำไรได้ 150 ล้านเท่าบริษัทรับจ้างผลิตไหมถ้าได้ก็แสดงว่า roa แบบนี้ธรรมดาเลียนแบบกันได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราใช้เงิน 10000 ล้านสร้างกำไรไม่ได้ 1500 ล้านเหมือนโรงพยาบาลแห่งนึงเพราะว่าไม่มีคนเชื่อถือโรงพยาบาลของเราเพราะโรงพยาบาลเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีหมอเก่งๆอยากมาทำงานด้วย แบบนี้ roa ของโรงพยาบาล 15% แสดงว่ามี premium มากกว่า 15% ของหุ้นรับจ้างผลิตถูกไหม

-บริษัทผลิตขนมปังแห่งนึงถ้าเราดูว่าเขามี roa เท่าไหร่ดูเผินๆก็อาจจะไม่มีอะไร แต่บริษัทเขาขายขนมปังได้ทั่วประเทศแสดงว่าระบบ logistic ของเขาต้องดีมากเพราะความสำคัญของขนมปังคือความสด ถ้าว่าถ้าเราลงทุน asset เท่ากับเขา เราจะมีระบบ logistic ดีเท่ากับเขาได้หรือ เราจะมีแบรนขนมปังที่ผู้บริโภคมักมองหาแบบเขาได้หรือ ถ้าไม่ได้แสดงว่าธุรกิจมีแบรน

-roe สูง หลายคนชอบหุ้น roe สูงๆแต่มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องดู บริษัทกลุ่มสิ่งพิมพ์แห่งนึงมี roe 30% ต่อเนื่องแต่ทุนของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นเลยเพราะบริษัทจ่ายปันผลออกมาหมดแบบนี้กำไรไม่โตบริษัทก็มี roe ที่สูงต่อเนื่องได้ แต่บริษัทอื่นๆที่ปันผลต่อๆ ลองยกตัวอย่างแบบสุดโต่งไม่ปันผลเลย แล้วบริษัทมี roe 20% ต่อเนื่อง ถ้าแต่เดิมบริษัทมีทุนอยู่ 1000 ล้านและทำกำไรได้ 200 ล้านก็มี roe 20% ถ้าบริษัทไม่ปันผลเลยแล้วจะ maintain กำไรระดับ 20% ปีต่อไปบริษัทจะมีทุน 1200 ล้านและมีกำไร 240 ล้านเพื่อ maintain roe ระดับ 20% ถ้าบริษัท maintain ได้ 5 ปีลองคิดดูว่า wealth ผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขนาดไหน

-บริษัทสำรวจและขุดเจาะมีไม่ต่ำ roe 20% ต่อเนื่องยาวนานและมี npm 30% ต่อเนื่องยาวนานทั้งๆที่เสีย tax ถึง 50% แสดงว่าบริษัทมี model ทางธุรกิจที่ดีเนื่องจากการขุดก๊าซธรรมชาติต้องได้สัมปทานบริษัทมีสัมปทานในอ่าวไทยและพม่าถามว่าถ้าราคาน้ำมันขึ้นอยู่ๆจะมีคนไปขุดก๊าซทีพม่าจะเกิดอะไรขึ้นคำตอบคงไม่พ่นโดนยิงเพราะก๊าซเป็นสำหรับของประเทศ ในทางกลับกันโรงกลั่นกับปิโตรเคมีถ้ากำไรดีก็จะมีการสร้างโรงงานซึ่งทำให้ไม่สามารถ maintain npm และ roe ที่สูงได้ แบบนี้เราจะเหมาว่าหุ้นที่สามกลุ่มนี้น่าลงทุนเท่ากันเพราะมีบริษัทแม่แบบเดียวกันได้หรือไม่

-ถ้าเราบอกว่าร้านสะดวกซื้อแห่งนึงมี pbv สูงจึงไม่น่าลงทุน แต่จริงๆแล้วร้านสะดวกซื้อมีอำนาจต่อรองสูงมากและไม่ต้องลงทุนหนักในการขยาายธุรกิจเพราะใช้การเช่า ร้านสะดวกซื้อเพิ่มมาร์จิ้นได้โดยการขายสินค้าแช่แข็งและแซนวิช และสามารถทำสินค้า house brand ได้เองและร้านสะดวกซื้อก็จะรู้ต้นทุนของสินค้าที่นำมาขายมากขึ้นแบบนี้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น แบบนี้ถ้าเราใช้เงินลงทุนในการทำร้านสะดวกซื้อบ้างโดยเงินลงทุนเท่ากับ bv ของร้านสะดวกซื้อเราจะทำกำไรได้แค่กี่% ของร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

-ถ้าธุรกิจอิเล็กทรอนิกมี pbv ที่สูงเพราะบริษัทมี growth ต่อเนื่องหลายปีเราก็เลยคิดว่าธุรกิจนี้มี barry to entry ทั้งๆทีจริงๆแล้วมันไม่มี เหมือนหุ้นที่ผลิต pcba ที่อยู่ๆลูกค้าก็ถูก take over 5 รายโดยที่ลูกค้า 5 รายมียอดขายประมาณ 50% ของบริษัทหายไปเพราะคนที่มา take เปลี่ยนนโยบายไปซื้อสินค้าจากเจ้าอื่น แบบนี้ถ้าเราให้ premuim กับหุ้นตัวนี้สูงมากๆเราก็เจ็บหนักได้เพราะธุรกิจลักษณะนี้พึ่งพิงลูกค้าไม่กี่รายซึ่งไม่เหมือนบริษัทร้านสะดวกซื้อหรือขายขนมปังหรือโรงพยาบาล

 

-ธุรกิจอิเล็กทรอนิกและยานยนต์เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนหนักตลอดเวลาอย่างหุ้นผลิต pcba ที่เคยเป็นนางฟ้ามาก่อนระหว่างเติบโตก็ต้องมีการจ่าย stock dividend ซึ่งทำให้ dilute eps หรืออย่างหุ้นผลิตเพลาข้างจะลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิต model รถรุ่นใหม่ๆก็ต้องเพิ่มทุนผ่านการออก t-1 และหุ้นฉายา ดาวน้อย ก็เป็นหุ้นที่ไปเพิ่มทุนที่ราคาเกือบ peak เหมือนกัน ดังนั้น long-term ของบริษัทเหล่านี้แม้ว่าจะโตได้แต่ก็จะมี share เพิ่มขึ้นซึ่งต่างจากหุ้นเติบโตที่ใช้เงินลงทุนน้อยดังนั้นหุ้นแบบนี้ก็ควรจะมี pe ต่ำกว่า

 

จะเห็นได้ว่าถ้านักลงทุนเข้าใจ model ธุรกิจและเรื่องของแบรนแล้วน่าจะทำให้นักลงทุนเข้าใจการให้ค่า pe pbv ของตลาดมากขึ้น

Comments (11)

« Newer Posts · Older Posts »